สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 286 ตีฝ่าสิบอำเภอถึงผิงอวี๋ (ตอนปลาย)

23 นาที· 5.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 286 — ตีฝ่าสิบอำเภอถึงผิงอวี๋ (ตอนปลาย)

ผิงอวี๋(1)ตั้งอยู่ฝั่งเหนือแม่น้ำหรู่สุ่ย ครั้งราชวงศ์เซี่ยและซางเป็นรัฐจื้อ(2) ต้นราชวงศ์โจวตะวันตก พระเจ้าอู่อ๋อง(3)ทรงแบ่งเขตแดนสถาปนาเจ้าประเทศราช พระราชทานบริเวณนี้แก่พระอนุชา ผู้เป็นโอรสองค์ที่สิบของพระเจ้าเหวินอ๋อง(4) จึงเป็นรัฐเสิ่น ครั้นถึงยุคชุนชิว รัฐเสิ่นถูกรัฐไช่ตีล้มลง แล้วแคว้นฉู่จึงเข้ายึดรัฐไช่อีกทอดหนึ่ง ด้วยเหตุที่รัฐเสิ่นเดิมเป็นแผ่นดินของรัฐจื้อ และเจ้ารัฐจื้อนั้นสืบเชื้อสายซีจ้ง(5) ปฐมาจารย์ผู้ประดิษฐ์รถครั้งราชวงศ์เซี่ย อีกทั้งบริเวณนี้พื้นที่ราบเรียบ ชาวฉู่จึงขนานนามเมืองหลวงของรัฐเสิ่นว่าผิงอวี๋ นี่แลคือที่มาของชื่ออำเภอผิงอวี๋ ปลายยุครณรัฐ ฉินสื่อหวงตี้ยกพลตีหกแคว้น เมื่อรบกับแคว้นฉู่ หลี่ซิ่น(6)และหวังเจี่ยน(7)ต่างนำทัพมาถึงที่นี่ ตีเอาอำเภอนี้ได้ ฉินจึงตั้งเป็นอำเภอผิงอวี๋ ราชวงศ์ฮั่นทั้งสองยุคก็คงตามนั้น และกำหนดให้ที่นี่เป็นที่ว่าการของเมืองยีหลำ นอกอำเภอผิงอวี๋มีศาลาแห่งหนึ่งชื่อจื้อถิง ตั้งอยู่จวบจนยุคฮั่นยังคงอยู่ คือได้ชื่อตามรัฐจื้อโบราณ และทางเหนือของอำเภอยังมีศาลาแห่งหนึ่งชื่อเสิ่นถิง ตราบถึงยุคจิ้นก็ยังคงอยู่ คือได้ชื่อตามรัฐเสิ่นโบราณนั่นเอง

ซุนเจินนำทัพภายในกึ่งเดือน ตีคืนได้กว่าสิบอำเภอ จนถึงผิงอวี๋ ครั้นถึงนอกเมืองผิงอวี๋ ฟู่เซี่ยและคณะก็รับคำสั่งฮองฮูสงและจูฮีออกมาต้อนรับ ตามคำสั่งทัพของฮองฮูสง ซุนเจินให้พลในสังกัดพักอยู่ในค่ายนอกเมือง พาแต่ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และพาเหอหงีเข้าเมืองไปคำนับฮองฮูสงและจูฮี ผิงอวี๋นี้เป็นที่ว่าการของยีหลำ เป็นเมืองใหญ่หนึ่งในสองของสองเมืองคือเองฉวนและยีหลำ มองแต่ภายนอกกำแพงเมืองสูงตระหง่าน กินอาณาเขตกว้างขวางยิ่งนัก แต่ครั้นเข้าในเมือง บนถนนหนทางกลับมีผู้คนเบาบาง ทั้งรถม้าก็แทบมิได้เห็น เงียบเหงาวังเวง

ฟู่เซี่ยควบม้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับซุนเจิน สังเกตเห็นซุนเจินเหลียวมองไปรอบ ๆ ก็ถอนใจ กล่าวว่า "ผิงอวี๋นี้เป็นเมืองลือชื่อแห่งยีหลำ แต่ก่อนข้าก็เคยมา ครานั้นผู้คนเบียดเสียดไหล่เสียดไหล่กัน เหงื่อสาดเป็นฝน บัดนี้ผ่านความวุ่นวายของเหล่ากบฏ ในอำเภอสิบเรือนว่างเปล่าหกเรือน เยือกเย็นรกร้าง" ซุนเจินนึกถึงสองวรรคในกวีที่โจโฉประพันธ์ขึ้นในหลายปีต่อมาว่า "กระดูกขาวเกลื่อนกลางทุ่ง พันลี้สิ้นเสียงไก่ขัน" ก็ถอนใจเช่นกัน กล่าวว่า "เมื่อแผ่นดินมีเหตุ สี่ทิศเกิดจลาจล ผู้ที่ต้องทุกข์ทนก็คือราษฎรเสมอ"

ฟู่เซี่ยเป็นชาวหลิงโจวแห่งแคว้นเป่ยตี้ ชายแดนเป่ยตี้นั้นชาวเฉียงมักก่อความวุ่นวายอยู่เนือง ๆ ทุกครั้งที่ชาวเฉียงเกิดจลาจล มิเพียงชาวฮั่นต้องรับความทุกข์จากศึกสงคราม ชาวเฉียงเองก็รับเคราะห์เช่นกัน เขาได้ยินได้เห็นมาแต่เยาว์วัย จึงชิงชังสงครามยิ่งกว่าซุนเจินเสียอีก เขาเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง กล่าวว่า "อันอาวุธคือเครื่องอัปมงคล กบฏโพกผ้าเหลืองก่อตัวขึ้นทั่วสี่ทิศ ผลาญทำลายทั้งแผ่นดิน ราษฎรรับเคราะห์ แท้จริงเป็นมหาโจรของบ้านเมือง ยังดีที่เหล่าวิญญูชนผู้มีน้ำใจลุกขึ้นต่อสู้ บรรดาผู้กล้าทรหดทั่วทั้งแผ่นดินต่างแย่งกันเข้าทัพ รับพระบรมราชโองการแห่งโอรสสวรรค์ ฮองฮูสง ท่านจู และท่านโลนำทัพปราบกบฏ บัดนี้กบฏในสองเมืองเองฉวนและยีหลำก็สงบราบลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว คาดว่าอีกไม่ช้าก็คงกวาดล้างเหล่าโจรกบฏให้สิ้น คืนความสงบสุขแก่ราษฎรได้"

อันที่จริง บรรดาผู้มีปณิธานทั้งหลาย แม้พวกเขาจะมองสงครามเป็นโอกาสได้มาซึ่งยศศักดิ์ลาภยศ แต่ว่าโดยน้ำใจแท้จริงแล้ว หามีผู้ใดชอบทำศึกไม่ ต่างรู้ดีถึงความเสียหายที่สงครามนำมาสู่บ้านเมือง ดังเช่นโจโฉ เมื่อก่อนที่เองฉวนได้เห็นเรือกสวนไร่นารกร้าง ก็เคยเปล่งคำรำพึงทำนองนี้เช่นกัน ซุนเจินพยักหน้ากล่าวว่า "นั่นแลขอรับ ฮองฮูสง ท่านจู และท่านโลล้วนเป็นแม่ทัพลือชื่อของราชสำนัก ท่านฟู่และพี่บุ๋นไท่กับท่านทั้งหลายก็ล้วนเป็นบัณฑิตผู้ทรงคุณและวีรชนแห่งแต่ละมณฑล ขอเพียงเราทั้งหลายทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจ ย่อมปราบกบฏโพกผ้าเหลืองลงได้แน่" แล้วถามฟู่เซี่ยว่า "พี่บุ๋นไท่ยังมิได้กลับมาหรือ"

ครั้นฮองฮูสงตีอำเภอซีหัวลงได้แล้ว ก็แบ่งทัพออกหลายสาย ซุนเจินสายหนึ่ง ฟู่เซี่ยสายหนึ่ง ซุนเกี๊ยนสายหนึ่ง นอกนั้นยังมีอีกหลายสาย ฟู่เซี่ยตอบว่า "ซุนซือม่าไล่ตามกงตู ยังมิได้กลับมา เมื่อคืนส่งใบบอกทัพมา ว่าไล่ตามไปถึงอำเภอซือซ่านแล้ว"

ซุนเจินกล่าวว่า "ซือซ่าน?" ซือซ่านอยู่ทางตะวันออกของเมืองยีหลำ จวนจะถึงแคว้นเพ่ยกั๋วแล้ว ซุนเจินหัวเราะว่า "เผงทัวผู้นี้หนีเร็วเสียจริง" แล้วถามด้วยความห่วงใยว่า "พี่บุ๋นไท่กล่าวถึงท่าทีของข้าศึกในใบบอกทัพหรือไม่ ไล่ทันเผงทัวหรือเปล่า" ฟู่เซี่ยกล่าวว่า "ซุนซือม่ากล่าวในใบบอกทัพว่ากัดติดหางเผงทัวไว้ได้แล้ว เด็ดขาดจะไม่ปล่อยให้มันหนีไปถึงแคว้นเพ่ยกั๋วเป็นอันขาด" ซุนเจินก็วางใจ กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ดี"

สองคนสนทนาพาทีกันเรื่อยไป จนถึงที่ซึ่งฮองฮูสง จูฮี เตียวเขียม และคณะหยุดพักอยู่ คือที่ว่าการเมืองยีหลำในอำเภอผิงอวี๋นั่นเอง ซุนเจิน ฟู่เซี่ย พร้อมด้วยซุนฮิว ซีจื้อไฉ และเหอหงีที่ติดตามอยู่เบื้องหลังสองคนนั้น ก็ลงจากม้า เข้าไปคำนับฮองฮูสงและคณะ

เรื่องที่เหอหงียอมจำนนนี้ ซุนเจินได้กราบเรียนแก่ฮองฮูสงไว้ในใบบอกทัพแล้ว บัดนี้มาถึงผิงอวี๋ ก็ต้องพาเหอหงีมาพบฮองฮูสง ส่วนจะจัดการกับผู้นี้อย่างไรจึงต้องฟังความเห็นของฮองฮูสง ฮองฮูสงมีชื่อเสียงมานานแล้ว หากกล่าวว่าผลงานชื่อเสียงแต่ก่อนของเขาดูจะมิเกี่ยวข้องกับเหอหงี บัดนี้เขาปราบเองฉวนและยีหลำสองเมืองลงได้ติด ๆ กัน อีกทั้งฝังทั้งเป็นเชลยศึกหลายหมื่นที่เองฉวน นี่ก็เกี่ยวพันแนบแน่นกับเหอหงีเข้าแล้ว เขาจึงพรั่นพรึงมิเป็นสุข

ในที่ว่าการเมือง สามก้าวมีด่านหนึ่ง ห้าก้าวมียามหนึ่ง ทั้งในลานและตามทางเต็มไปด้วยพลจี่สวมเกราะรูปร่างกำยำล่ำสัน คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารองครักษ์ในกองบัญชาของฮองฮูสงและจูฮี เป็นทหารเก่าผ่านศึกร้อยครั้งที่คัดเลือกมาจากทั่วทัพ ฉายแววฆาตกรรมออกมาภายนอก เหอหงีแม่ทัพกบฏโพกผ้าเหลืองที่ยอมจำนนผู้นี้ เดินอยู่ท่ามกลางสายตาที่เพ่งจ้องดุจเสือของพวกนั้น ยิ่งรู้สึกหวั่นหวาดเป็นทุกข์ ยังมิทันได้พบฮองฮูสง เหงื่อก็ไหลโทรมหน้าผากแล้ว

ซุนเจินถอยลงสองก้าว ถอยลงไปอยู่เบื้องหลังฟู่เซี่ย เดินเคียงกับเหอหงี ตบบ่าเขา หัวเราะว่า "เจ้าไม่ต้องกังวลใจ คราวนี้ข้าปราบอำเภอต่าง ๆ ในเป่ยอี๋ชุน เจ้าออกแรงไว้มิน้อย อานเฉิง ถงหยาง และอำเภอต่าง ๆ ล้วนเพราะเจ้าเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนน จึงเลี่ยงศึกตีเมืองได้ ลดความทุกข์ของราษฎรท้องถิ่นลง ฮองฮูสงให้คุณให้โทษเที่ยงตรง เจ้ามีความชอบเช่นนี้ ย่อมยกโทษความผิดแต่ก่อนของเจ้าแน่"

เหอหงีรับว่า "ขอรับ"

เหอหงีนั้นแต่ก่อนเป็นคหบดีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ภายหลังเป็นฉวี๋ซ่วยที่มีชื่อในกองโพกผ้าเหลืองยีหลำ ในบังคับบัญชาเคยมีพลนับหมื่น เลือดที่เปื้อนมือเขามิน้อยไปกว่าซุนเจิน อาจมากกว่าซุนเจินด้วยซ้ำ การยอมจำนนนั้นเป็นเพราะจำใจจำยอม อายุเขาก็แก่กว่าซุนเจิน ครั้นยอมจำนนต่อซุนเจินแล้ว เดิมทีมิได้ยำเกรงซุนเจินมากนัก ถึงจะมีก็เป็นการเสแสร้งเสียส่วนใหญ่ ทว่าเมื่อได้เห็นกลศึกอันเฉียบคมของซุนเจินที่ตีเมืองยึดแผ่นดิน ตีแตกทหารโพกผ้าเหลืองที่ไม่ยอมจำนนหลายครั้ง เขาก็เกิดความยำเกรงต่อซือม่าทัพฮั่นหนุ่มผู้นี้ขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ คนเรานั้น โดยเฉพาะคนอย่างเหอหงีที่กล้าหาญบ้าบิ่นเข่นฆ่าผู้คนดุจตัดหญ้า ย่อมยำเกรงผู้ที่แกร่งกว่าเสมอ มีแต่ผู้ที่แกร่งกว่าพวกเขาเท่านั้นจึงจะได้ความภักดีของพวกเขามา คราวนี้ได้ฟังคำปลอบของซุนเจิน เหอหงีก็อดมิได้ที่นอกจากความยำเกรงแล้ว ยังเกิดความซาบซึ้งขึ้นเล็กน้อย คิดในใจว่า "ทั้งกล้าหาญเก่งกาจ ทั้งเอาใจใส่น้ำใจผู้อื่น มิแปลกเลยที่อายุยังน้อยก็ได้เป็นซือม่าหกร้อยสือ อีกทั้งได้ความสวามิภักดิ์ของบัณฑิตเมธีและผู้กล้ามากมายถึงเพียงนี้"

ผ่านลานหน้าเข้าไป มาถึงโถงประชุมใหญ่ ฮองฮูสงและคณะกำลังประชุมกิจการอยู่บนโถง ครั้นองครักษ์แจ้งความแล้ว ซุนเจิน ฟู่เซี่ย และคณะก็ถอดรองเท้านอกโถง ขึ้นโถงเข้าไป กราบลงเบื้องล่างโถง ที่นี่คือเมืองยีหลำ เตียวเขียมเป็นเจ้าเมือง เป็นเจ้าของที่ จึงนั่งอยู่ที่นั่งประธาน ฮองฮูสงและจูฮีนั่งที่นั่งแขก เตียวเขียมกล่าวว่า "เชิญลุกขึ้นเถิด"

ซุนเจินและคณะลุกขึ้น

คงเป็นเพราะทั้งเมืองยีหลำใกล้จะตีคืนได้ทั้งหมด อีกทั้งเมื่อกลับทัพมาถึงผิงอวี๋แล้วได้พักผ่อนมาหลายวัน สีหน้าท่าทางของเตียวเขียมจึงดีขึ้น แตกต่างจากครั้งแรกที่ซุนเจินพบเขาราวเป็นคนละคน ใบหน้าเปล่งปลั่ง ไม่หลงเหลือท่าทางอิดโรยลำเค็ญเมื่อคราวก่อนอีก เขาลูบเคราหัวเราะว่า "เจินจือ นับแต่เจ้านำทัพออกจากซีหัวลงใต้ ตีปราบเหล่ากบฏในอำเภอต่าง ๆ ทางใต้ของเมือง ข่าวชัยชนะส่งมาเนือง ๆ ความชอบในศึกเกริกไกร ตระกูลซุนมีบุตรหลานเช่นเจ้าผู้หนึ่ง นับเป็นวาสนายิ่งนัก" ซุนฮิวและซีจื้อไฉเขาเคยพบแล้ว จึงเพ่งสายตาไปที่เหอหงี ชี้มือถามว่า "ผู้นี้คือผู้ใด"

ซุนเจินให้สัญญาณเหอหงีก้าวขึ้นหน้า กล่าวว่า "กราบเรียนใต้เท้า…" แล้วทำคารวะต่อฮองฮูสงและจูฮี "ขอกราบเรียนแม่ทัพ ผู้นี้คือเหอหงี"

สีหน้าเตียวเขียมก็หม่นลงในทันที ก็ด้วยเพราะคนพวกเผงทัว กงตู เหอหงีนี้แลก่อจลาจล จึงทำให้ทั้งเมืองยีหลำตกอยู่ในเงื้อมมือกบฏ ทำให้เขาผู้เป็นไท่โส่วต้องระเหเร่ร่อนดุจสุนัขจรจัด หนีตะวันออกหลบตะวันตก เตียวเขียมพ่ายแพ้หลายครั้งก็มีความชอบของเหอหงีปนอยู่ด้วย ไฉนเขาจะมีสีหน้าดีต่อเหอหงีได้ ตามใจเขาแล้ว โจรร้ายเช่นนี้ควรลากออกไปประหารเสีย ทว่าบัดนี้ฮองฮูสงและจูฮีเป็นแม่ทัพใหญ่ของทัพฮั่น ยังมิถึงคราวที่เขาจะตัดสินใจเอง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนั่งหน้าหม่นอยู่บนที่นั่ง ไม่เอ่ยวาจาอีก หันหน้าไปอีกทาง ไม่ปรารถนาจะแลมองเหอหงีอีกแม้แต่เหลือบเดียว

ฮองฮูสงพินิจเหอหงีอยู่หลายที ถามว่า "เจ้าคือเหอหงีหรือ" เหอหงีตอบด้วยความหวาดหวั่นว่า "ข้าน้อยเหอหงี คำนับแม่ทัพ" ฮองฮูสงหันไปถามจูฮีว่า "ท่านจู ท่านว่าควรจัดการกับผู้นี้อย่างไร" จูฮีนิสัยเด็ดขาด มิทันได้คิด ก็กล่าวออกมาตรง ๆ ห้วน ๆ ว่า "คนไร้เจ้าไร้พ่อเช่นนี้ ประหารเสียก็สิ้นเรื่อง ครั้นฆ่าแล้วเอาศีรษะมันป่าวประจานทั่วเมืองยีหลำ ให้เป็นเยี่ยงอย่าง"

เหอหงีตกใจจนตัวสั่น สองขาอ่อนพับ คุกเข่าหมอบลงกับพื้น ก้มศีรษะจรดพื้นถี่ ๆ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ขอแม่ทัพไว้ชีวิต! ขอแม่ทัพไว้ชีวิต!"

เห็นกิริยาเช่นนี้ของเหอหงี จูฮียิ่งบังเกิดความรังเกียจ กล่าวว่า "ไอ้หนูขลาดสิ้นความกล้าเช่นนี้ ยังกล้าก่อทัพจลาจลด้วยหรือ" ชาวฮั่นนับถือความกล้าหาญ ที่เคารพคือวีรบุรุษผู้กล้าที่ใฝ่เกียรติยศไม่เสียดายชีวิต หากเหอหงีแสดงท่าไม่กลัวตายเสียบ้าง จูฮีบางทีอาจมองเขาด้วยสายตายกย่องขึ้น แต่เขากลับน่าชังถึงเพียงนี้ แท้จริงน่าดูแคลนยิ่งนัก

ฮองฮูสงกล่าวว่า "ที่ท่านจูว่ามานั้นถูกต้องนัก ไอ้หนูขลาดที่ไร้ทั้งเจ้าทั้งพ่อในสายตาเช่นนี้ แท้จริงหามีความจำเป็นต้องไว้ชีวิตไม่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลากออกไปประหารเสียเถิด" พลางว่า ก็ชายตามองซุนเจิน ซุนเจินรู้ความหมายในสายตานี้ของฮองฮูสง คิดในใจว่า "นี่คงเป็นคราวที่ข้าควรเอ่ยวาจาขออภัยโทษแทนเหอหงีแล้ว" จึงคุกเข่าลงบนโถง กล่าวว่า "ขอแม่ทัพทั้งสองได้ระงับโทสะ"

ฮองฮูสงกล่าวว่า "อือ? เจินจือ เจ้ามีวาจาใดจะกล่าวหรือ"

ซุนเจินกล่าวว่า "เหอหงีก่อทัพจลาจล ความผิดใหญ่หลวงนัก แม้สมควรประหาร แต่ครั้นยอมจำนนแล้ว ก็เป็นทัพหน้าให้แก่กองของข้าพเจ้า เกลี้ยกล่อมให้อำเภอน้อยใหญ่ยอมจำนนตลอดเส้นทาง ช่วยให้ราษฎรพ้นจากความทุกข์แห่งศึกสงครามไปได้บ้าง ก็นับว่ามีความชอบอยู่เล็กน้อย หากแม่ทัพประหารเขา ดุจฆ่าชายผู้หนึ่งย่อมง่ายดายอยู่ ทว่าบัดนี้กบฏในสองแดนเองฉวนและยีหลำแม้ราบลงแล้ว แต่กบฏในน่ำเอี๋ยง ตังกุ๋น จี้โจว และที่อื่น ๆ ยังคุกรุ่นอยู่ ข้าพเจ้าเกรงแต่ว่าจะไม่เป็นผลดีต่อการปราบกบฏในภายหน้าขอรับ"

ฮองฮูสงแสร้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก้มศีรษะพยักว่า "ที่ท่านกล่าวก็มีเหตุผลอยู่" แล้วกวาดตามองเหอหงีที่หมอบกราบสั่นเทาอยู่กับพื้น กล่าวว่า "เช่นนั้นก็เอาเป็นว่า ไว้ชีวิตเขาไว้ก่อน ให้ไปอยู่ในกองของเจ้ารับใช้ รอเมื่อปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแดนอื่นลงแล้ว จึงดูความชอบมากน้อย ค่อยพิจารณาตัดสินใหม่" ซุนเจินหันไปทางเหอหงี กล่าวว่า "ยังไม่รีบขอบพระคุณแม่ทัพที่เมตตาเล่า" เหอหงีก้มกราบดังตำข้าวโขลกพริก ร้องซ้ำ ๆ ว่า "ขอบพระคุณแม่ทัพที่เมตตา ขอบพระคุณแม่ทัพที่เมตตา ข้าน้อยจะกลับใจแก้ความผิดเดิมอย่างแน่วแน่ รับใช้หน้าทัพ ไม่บังอาจมีใจสองฝักสองฝ่ายเป็นอันขาด"

ออกจากที่ว่าการไท่โส่ว เหงื่อเย็นบนหลังเหอหงียังมิทันแห้ง ซุนเจินกล่าวแก่เขาว่า "วันนี้ฮองฮูสงมิประหารเจ้า เป็นวาสนาของเจ้า นับแต่นี้อยู่ในกองของข้า จงจดจำไว้ให้มั่นว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งทัพของข้า อย่าได้มีใจสองฝักสองฝ่าย ขอเพียงเจ้าสร้างความชอบให้พอเพียง อย่าว่าแต่จะยกโทษประหารให้เจ้า แม้รอจนหลังศึกได้รับบำเหน็จเป็นจวินโฮ่วหรือซือม่าก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เจ้าจงไปยังค่ายนอกเมืองก่อนเถิด" เหอหงีรับคำแล้วรับคำเล่า

ครั้นเหอหงีไปแล้ว ซุนเจินหัวเราะกล่าวแก่ซุนฮิวและซีจื้อไฉว่า "มาถึงผิงอวี๋ ผู้ใดไม่พบก็ได้ แต่มีสองคนที่ไม่พบมิได้" ซุนฮิวหัวเราะว่า "ที่ท่านว่ามานั้นต้องเป็นพี่น้องสือจิ้นกับสวี่เส้าแน่" ซุนเจินกล่าวว่า "ถูกแล้ว พี่น้องตระกูลสวี่มีชื่อเสียงเลื่องลือ บัณฑิตทั่วแผ่นดินล้วนหวังได้รับคำชมจากสองคนนี้สักวาจาหนึ่ง เราทั้งหลายมาถึงผิงอวี๋แล้ว สองคนนี้เป็นอันต้องไปพบให้ได้" ต่อหน้าซุนฮิวและซีจื้อไฉ ซุนเจินมิได้ปิดบังความคิดในใจ กล่าวออกมาตรง ๆ ว่าที่เขาอยากพบพี่น้องตระกูลสวี่ก็เพื่อจะได้คำชมจากสองคนนั้นสักวาจาหนึ่ง

ซีจื้อไฉและซุนฮิวมองหน้ากันแล้วหัวเราะ กล่าวว่า "เช่นนั้นเราก็ไปเยี่ยมเยือนพี่น้องตระกูลสวี่ทั้งสองนี้สักหน่อยกระมัง" ซุนฮิวเองนั้นพอจะวางใจได้ ด้วยมีชื่อเสียงงดงามที่เองฉวนมาแต่เดิม ส่วนซีจื้อไฉโดยปกติชื่อเสียงมิได้โดดเด่น จึงตั้งตารอคอยเรื่องนี้ดุจเดียวกับซุนเจิน

ระหว่างทางมายังที่ว่าการไท่โส่ว ซุนเจินได้ถามฟู่เซี่ยถึงที่อยู่ของพี่น้องตระกูลสวี่ไว้แล้ว จึงบ่ายหัวม้า สามคนเลียบไปตามถนน สวี่เส้ากับสือจิ้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มิได้พำนักอยู่ด้วยกัน สามคนไปหาสวี่เส้าก่อน สวี่เส้ากับสวี่เฉียนพี่ร่วมมารดามีชื่อเสียงในมณฑล ขนานนามว่า "สองมังกร" ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านที่เขาอยู่จึงถูกชาวบ้านผิงอวี๋เรียกว่า "เอ้อร์หลงหลี่" (หมู่บ้านสองมังกร)(8) สามคนเลียบไปตามถนน เลี้ยวผ่านย่านไปหลายย่าน ถามผู้คนตามทางอีกหลายคน เดินไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นนอกหมู่บ้านมีต้นไหวใหญ่ต้นหนึ่ง กิ่งใบหนาทึบ ยอดดุจฉัตรกางกั้น ผ่านกาลเวลาผันผ่านมานาน ลำต้นแข็งแกร่งตั้งตระหง่าน เขียวขจีครึ้มหนา แผ่ร่มเงาออกไปหลายสิบก้าว ลำต้นใหญ่โตสูงเทียมฟ้า สองคนโอบมิรอบ

ซุนเจินหยุดม้าเพ่งมอง กล่าวว่า "ต้นไม้โบราณช่างงามแท้!" แล้วกล่าวแก่ซุนฮิวและซีจื้อไฉว่า "ที่นี่ต้องเป็นเอ้อร์หลงหลี่แน่"

ซุนฮิวกล่าวว่า "เมื่อครู่ระหว่างทางฟู่ซือม่ากล่าวว่านอกเอ้อร์หลงหลี่มีต้นไหวเก่าแก่ต้นหนึ่ง เล่ากันว่าม่อจื่อ(9)ครั้งยุครณรัฐเป็นผู้ปลูกไว้ ห่างจากบัดนี้หลายร้อยปีแล้ว เห็นจะเป็นต้นนี้เอง"

ต้นไม้โบราณนอกเอ้อร์หลงหลี่ต้นนี้ยังมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง ว่าครั้งหนึ่งม่อจื่อจะไปยังแคว้นฉู่ เพื่อเกลี้ยกล่อมเจ้าแคว้นฉู่มิให้ยกทัพตีรัฐซ่ง ผ่านมาทางนี้ เห็นชายชราอายุร้อยปีกำลังตักน้ำจากบ่อมารดต้นไม้ จึงขอน้ำดื่มสักอึก ครั้นดื่มแล้วก็ถามชายชราว่า "ท่านชราอายุปูนนี้แล้ว เหตุใดยังปลูกต้นไม้อีกเล่า" ชายชราตอบว่า "อายุร้อยปียังปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างกุศลให้คนรุ่นหลัง" ม่อจื่อได้ฟังก็ซาบซึ้งใจยิ่ง จึงช่วยชายชราขุดหลุม รดน้ำ ปลูกต้นไม้นี้ลง

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "เมื่อข้าเยาว์วัยเคยได้ยินเรื่องตั่งเอ๋ง(10)พบเทพธิดา ฟังผู้เฒ่าเล่าว่าตั่งเอ๋งก็พบเทพธิดาใต้ต้นไหวเก่าแก่หลายร้อยปีในอำเภอผิงอวี๋นี้แล หรือจะเป็นต้นนี้เอง"

ซุนเจินกล่าวว่า "ใช่หรือมิใช่ ลองถามเด็กสองคนนั้นก็รู้แล้ว" ใต้ต้นไหวเก่ามีเด็กสองคนกำลังเล่นม้าไม้อยู่ สามคนลงจากม้า จูงม้าเดินเข้าไป

## เชิงอรรถ

1. ผิงอวี๋ — อำเภออันเป็นที่ว่าการของเมืองยีหลำ ตั้งอยู่ฝั่งเหนือแม่น้ำหรู่สุ่ย

2. รัฐจื้อ — รัฐโบราณครั้งราชวงศ์เซี่ยและซาง ตั้งอยู่บริเวณผิงอวี๋ เจ้ารัฐสืบเชื้อสายซีจ้งผู้ประดิษฐ์รถ

3. อู่อ๋อง — พระเจ้าอู่อ๋องแห่งราชวงศ์โจว โอรสของพระเจ้าเหวินอ๋อง ผู้ปราบราชวงศ์ซางสถาปนาราชวงศ์โจว

4. เหวินอ๋อง — พระเจ้าเหวินอ๋องแห่งราชวงศ์โจว พระบิดาของพระเจ้าอู่อ๋อง

5. ซีจ้ง — ปฐมาจารย์ผู้ประดิษฐ์รถ ขุนนางครั้งราชวงศ์เซี่ย เจ้ารัฐจื้อสืบเชื้อสายท่านผู้นี้

6. หลี่ซิ่น — แม่ทัพแห่งราชวงศ์ฉิน ยกพลตีแคว้นฉู่มาถึงผิงอวี๋ คู่กับหวังเจี่ยน

7. หวังเจี่ยน — แม่ทัพเอกแห่งราชวงศ์ฉิน ยกพลตีแคว้นฉู่ผ่านมาตีผิงอวี๋

8. เอ้อร์หลงหลี่ — แปลความว่า "หมู่บ้านสองมังกร" หมู่บ้านที่พี่น้องตระกูลสวี่อาศัย ราษฎรเรียกตามฉายา "สองมังกร" ของสวี่เส้ากับสวี่เฉียนพี่ร่วมมารดา

9. ม่อจื่อ — ปราชญ์สำนักม่อ (สำนักม่อเจีย) ครั้งยุครณรัฐ

10. ตั่งเอ๋ง — เรื่องตั่งเอ๋งพบเทพธิดานี้ ปรากฏครั้งแรกในบท《หลิงจือเพียน》(บทเห็ดวิเศษ) ของโจสิดยุคสามก๊ก ความว่า "ตั่งเอ๋งบ้านยากจน บิดาแก่เฒ่าไร้ทรัพย์ตกทอด กู้ยืมมาเลี้ยงดู รับจ้างทำงานหามาบำรุง เจ้าหนี้มาทวงเต็มประตู มิรู้จะหาทางใดใช้คืน เทพยดาซาบซึ้งในคุณธรรมอันสูงส่ง เทพธิดาจึงมาทอผ้าให้" ในจดหมายเหตุเมืองหรู่หนิง สมัยราชวงศ์ชิงว่า "ตั่งเอ๋ง เป็นชาวเฉียนเซิ่ง เยาว์วัยเสียมารดา ปลายราชวงศ์ฮั่นปรนนิบัติบิดาหลบหนีภัยสงคราม มาพำนักอยู่ยีหลำ" ต้นไหวนอกเอ้อร์หลงหลี่ต้นนี้จนบัดนี้ยังคงอยู่ เล่ากันว่าตั่งเอ๋งพบเทพธิดาใต้ต้นไม้นี้เอง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป