สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 287 ศึกชิงอำนาจในราชสำนักก่อคลื่นลม (ตอนต้น)

23 นาที· 5.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 287 — ศึกชิงอำนาจในราชสำนักก่อคลื่นลม (ตอนต้น)

ครั้นออกมาจากหมู่บ้านเอ้อร์หลงหลี่(1) สีหน้าของทั้งสามนั้นต่างกันไปคนละอย่าง ซุนเจินดูใจหายดั่งสูญเสียสิ่งใด ซุนฮิวสีหน้าปกติดังเดิม ส่วนซีจื้อไฉมุมปากเย้ยหยันเย็นชา ซุนเจินจูงม้าเดินมาถึงใต้ต้นไหวเก่า แหงนมองเรือนยอดอันครึ้มทึบ ใบเขียวชอุ่มหนาแน่น หวนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่คราวไปเยือนสวี่เส้า

ตระกูลสวี่เป็นตระกูลใหญ่แห่งยีหลำ คฤหาสน์กว้างใหญ่ลึกล้ำ เมื่อคนเฝ้าประตูแจ้งเข้าไปแล้ว ก็นำทั้งสามเข้าสู่ท้องพระโรงหน้า สวี่เส้ากำลังสนทนาธรรมอย่างสำราญอยู่กับสหายหลายคน ครั้นเห็นก็ต้อนรับให้ขึ้นนั่งบนหอ ต่างคำนับกัน บอกชื่อแก่กัน แล้วทักทายปราศรัยตามธรรมเนียม

สวี่เส้าอายุราวสามสิบสี่สิบห้าปี ไว้หนวดงอนปลายตวัดขึ้นทั้งสองข้าง รูปโฉมจะว่างามสง่าก็หาไม่ หากแต่อุดมด้วยกวีนิพนธ์เต็มอก จึงมีท่วงทีอันเด่นล้ำเป็นเอกในตัว อนึ่งด้วยเหตุที่เคยพิจารณาวิจารณ์บัณฑิตทั่วแผ่นดินอยู่เนือง ๆ แม้จะว่าถือตัวสูงส่งก็มิเชิง แต่กิริยาในการต้อนรับผู้คนนั้นก็หาใช่อ่อนโยนเข้าถึงง่ายไม่ เขาเคยไปถึงเองฉวน เคยไปคำนับผู้อาวุโสแห่งตระกูลซุน จึงรำพันความหลังกับซุนเจินและซุนฮิวอยู่บ้าง

ซุนเจินนำทหารตามฮองฮูสงไปปราบโพกผ้าเหลือง ครั้นเสร็จศึกมาถึงผิงอวี๋ ได้พบฮองฮูสงแล้ว ต่อมาก็รีบมาพบเขา รีบร้อนถึงเพียงนี้ ไม่ต้องกล่าวก็รู้ว่าย่อมมาเพื่อ "แสวงหาชื่อ" เป็นแน่ สวี่เส้ายามปกติก็เห็นบัณฑิตทำนองนี้มามาก จึงแจ่มแจ้งในใจอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมิรอให้ซุนเจินเอ่ยปาก กล่าวยิ้ม ๆ ขึ้นก่อนว่า "เราได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานานแล้ว แต่ก่อนท่านเป็นตูโหยวแห่งเองฉวน ขับไล่และประหารขุนนางทรชนผู้ละเมิดกฎ อีกทั้งเป็นปิงเฉาเฉวียนของเมือง(2) ยกพลปราบโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน เกียรติยศแผ่ไกล เลื่องลือถึงมณฑลและหัวเมือง คนอย่างท่านนี้ ดุจข้าวในปีกันดารแล" ครั้นกล่าวจบ ก็หันมายิ้มแก่ซุนฮิว กล่าวว่า "ท่านแต่เยาว์วัยก็เฉลียวฉลาด อายุสิบสามก็รู้เท่าทันคนทรชน บัดนี้มาช่วยลุงในตระกูลปราบโจร เมื่อครู่เราได้ยินลุงท่านกล่าวว่า ศึกเองฉวนนั้นอาศัยกลอุบายของท่านเป็นหลัก ท่านในภายหน้าจักต้องเป็นแม่ทัพแกนกลางของบ้านเมือง เป็นดั่งดาบกันเจี้ยงดาบหมั่วเสีย(3) เป็นยอดเครื่องมือล้ำค่าแห่งแผ่นดิน" ครั้นวิจารณ์ซุนเจินกับซุนฮิวอาหลานคู่นี้แล้ว ก็เหลือบมองซีจื้อไฉ ทว่ามิได้เอ่ยวิจารณ์แม้สักครึ่งคำ

หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่สนทนากับสวี่เส้าบนหอ ซุนเจินเอามือลูบต้นไหวเก่า ใต้ต้นไม้ร่มครึ้มเย็นสบาย เขาพึมพำกับตนเองว่า "ข้าวในปีกันดาร" ข้าวนั้นคือธัญญาหาร ปีกันดารคือปีทุพภิกขภัย ในปีที่เก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์ ธัญญาหารก็หาได้สลักสำคัญไม่ เป็นของเห็นชินตา แต่ในปีกันดารแร้นแค้น ธัญญาหารกลับมีค่ายิ่งนัก ความหมายของสวี่เส้านั้นแจ่มแจ้งดี ว่า คนอย่างเจ้าเช่นนี้ ในยุคบ้านเมืองสงบสุขก็มิได้แปลกประหลาด มีดื่นดาษดั่งบรรทุกเต็มรถตวงนับด้วยโต่ว เป็นเพียงบัณฑิตสามัญผู้หนึ่งเท่านั้น หากแต่ในยุคศึกสงครามวุ่นวาย กลับเป็นดั่งข้าวในปีกันดาร เป็นผู้กล้าหายากมิได้พบบ่อย

บัดนี้ก็เป็น "ยุคศึกสงครามวุ่นวาย" พอดี การเปรียบซุนเจินดั่งข้าวในปีกันดารนั้น คำวิจารณ์นี้นับว่ามิต่ำ ทว่าซุนเจินก็ยังหาพอใจไม่ สวี่เส้าวิจารณ์โจโฉว่าเป็น "โจรทรชนแห่งยุคสงบ วีรบุรุษแห่งยุคยุคเข็ญ" ไม่ว่าจะมองด้านใด ก็ล้วนสูงกว่าคำวิจารณ์ที่ให้แก่ซุนเจินมากนัก

ซุนเจินคิดในใจว่า "ตั้งแต่ข้าเข้ารับราชการมา ก็ขยันหมั่นเพียรระมัดระวัง ดั่งเดินบนน้ำแข็งบาง สุดกำลังความสามารถ หมายจักให้ผ่อนปรนกับเข้มงวดเกื้อหนุนกัน ใช้หลักของขงจื๊อโอบเอื้อราษฎรด้วยเมตตา ใช้วิชาของสำนักนิติขับไล่ประหารผู้ละเมิดกฎ ถ่อมตนรักษามารยาท คบหากับบัณฑิตก็เปิดอกจริงใจ คบหากับนักเลงผู้กล้าก็มิเสแสร้ง ครั้นโพกผ้าเหลืองก่อกบฏ ก็นำหน้าทหารบุกตะลุย เหยียบคมหอกดื่มเลือด อยู่ในที่คับขันย่ำในที่เสี่ยงภัย ทุกคราวออกศึกก็ตรองจนสุดสติปัญญา เกรงจะมีความผิดพลาด ด้วยเหตุนี้จึงรบหลายคราติดต่อกันก็ชนะ ชื่อเสียงเลื่องลือถึงมณฑลและหัวเมือง เดิมข้านึกว่าด้วยคุณวุฒิที่ผ่านมาเหล่านี้ของข้า บางทีอาจได้คำวิจารณ์ที่สูงสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะได้เพียงสี่คำว่า 'ข้าวในปีกันดาร'"

สี่คำว่า "ข้าวในปีกันดาร" เมื่อเทียบกับสี่คำว่า "วีรบุรุษยุคเข็ญ" แล้ว เห็นได้ชัดว่าด้อยกว่ากันมากชั้นนัก คำว่า "วีรบุรุษ" นี้ปรากฏใช้บ่อยยิ่งในสมัยสองราชวงศ์ฮั่น ชาวฮั่นชอบเรียกตนเองว่า "ลูกผู้ชาย" ชอบวิจารณ์ยกย่องผู้มีปรีชาเด่นว่าเป็น "วีรบุรุษ" แต่ถึงกระนั้น ซุนเจินก็มิได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็น "วีรบุรุษ" เลย เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง คิดในใจว่า "การแสวงหาชื่อในแผ่นดิน ยากเย็นเสียนี่กระไร"

แท้จริงเมื่อตรองดูให้ถ้วนถี่ คำวิจารณ์ที่สวี่เส้าให้แก่เขานี้ ก็นับว่าตรงตามความเป็นจริง

แม้บัดนี้เขาจะพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่กิจที่เขาทำไว้แต่ก่อนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนจำกัดอยู่แต่ในเขตเมืองเองฉวน เมืองเองฉวนเป็นเพียงเมืองหนึ่งในร้อยกว่าเมืองและแคว้นทั่วแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งสูงสุดของซุนเจินแต่ก่อนก็เป็นเพียงตูโหยวฝ่ายเหนือกับปิงเฉาเฉวียน ขุนนางหัวเมืองที่ขับไล่ประหารขุนนางทรชนและต้านโพกผ้าเหลืองนั้นมีมากมายเหลือเกิน ซุนเจินเพียงแต่ทำได้ดีกว่าผู้อื่นเท่านั้น แต่ก็ยังเรียกมิได้ว่าโดดเด่นผุดขึ้นเหนือผู้คน เลิศล้ำเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเทียบกับโจโฉ ผู้เป็นเป่ยปู้เว่ยแห่งลกเอี๋ยง(4)เมื่ออายุยี่สิบ ใช้ตะบองตีลุงของเจี่ยนซั่วขันทีน้อยจนตาย ก่อให้เกิดเสียงครึกโครมสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ซุนเจินก็ด้อยกว่าอยู่จริง คำวิจารณ์ของสวี่เส้านี้แม้มิได้ทำให้เขาพอใจ แต่กลับกันก็พลอยทำให้เขาตื่นรู้ มิ "ทะนงในความสำเร็จ" ของตนอีกต่อไป เห็นแจ้งในน้ำหนักที่แท้จริงของตนในสายตาบัณฑิต ซุนเจินเอามือลูบต้นไหวเก่า มองไปยังถนนอันยาวเหยียดไกลลิบ ครางต่ำ ๆ ว่า "หนทางยังยืดยาวห่างไกลนัก" แล้วหันไปทางซุนฮิวกับซีจื้อไฉ กล่าวยิ้ม ๆ ว่า "สวี่จื่อเจียงมีความสามารถในการดูคน แต่กลับมิเอ่ยแก่จื้อไฉสักคำ ก็เพียงเท่านี้เอง จื้อไฉเอ๋ย หากข้าเป็นข้าวในปีกันดาร เจ้าก็เป็นน้ำในปีกันดาร หากไร้น้ำ ข้าวก็มิอาจมีชีวิตอยู่ได้"

สวี่เส้าวิจารณ์แต่ซุนเจินกับซุนฮิวเท่านั้น หาได้วิจารณ์ซีจื้อไฉไม่

ตอนนั้นซุนเจินไม่มีหนทางจะซักถาม ได้แต่คาดเดาอยู่ในใจ เห็นจะไม่พ้นสองเหตุ ประการหนึ่ง ซีจื้อไฉเป็นบัณฑิตยากไร้ แต่ก่อนมิมีชื่อเสียงใด สวี่เส้ามิเคยได้ยินชื่อผู้นี้ ประการสอง สวี่เส้ามิเห็นควรจะวิจารณ์บัณฑิตยากไร้ แต่สวี่เส้าผู้ "ชอบพินิจมนุษย์ ยกย่องคนเป็นอันมาก" นั้น มิเคยได้ยินว่ามีอคติต่อบัณฑิตยากไร้ ฉะนั้นเมื่อเทียบสองเหตุที่เป็นไปได้นี้ ความเป็นไปได้มากที่สุดคือประการแรก ด้วยว่าเมื่อเทียบกับบุตรหลานตระกูลบัณฑิตมีชื่อ บัณฑิตยากไร้ย่อมเสียเปรียบมาแต่กำเนิด ตระกูลบัณฑิตมีชื่อล้วนกุมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของแผ่นดินไว้ในมือ บุตรหลานของเขาดั่งหอใกล้น้ำ ไปมาคบหากันแต่ผู้มีชื่อ ไม่คบหากับผู้ไร้ความรู้ การมีชื่อเสียงจึงเป็นเรื่องง่าย บุตรหลานตระกูลมีชื่อจำนวนมากล้วนมีชื่อเสียงตั้งแต่เยาว์วัย ดังเช่นตระกูลซุนเล่า ซุนฮก ซุนฮิว ซุนเยว่ ก็ล้วนเป็นเช่นนี้ ส่วนบัณฑิตยากไร้นั้นหามีเงื่อนไขเช่นนี้ไม่ แม้ปรีชาสามารถของเขาจะเด่นล้ำเพียงใด แต่หากจะหมายให้มีชื่อก็ยากเย็นแสนเข็ญ กล่าวโดยรวบรัด นี่คือเหตุอันเกิดแต่ "แวดวงคบหาสมาคม" นั่นเอง

ซีจื้อไฉเป็นคนใจสูงทะนงตน มาเยือนสวี่เส้าพร้อมซุนเจินกับซุนฮิว ผลกลับเป็นว่ามีแต่ตัวเขาผู้เดียวที่มิได้รับคำวิจารณ์ จะว่าเขามิแค้นเคืองนั้นเป็นไปไม่ได้ ทว่าด้วยนิสัยของเขา เขาก็มิเห็นควรจะแสดงความแค้นเคืองนี้ออกมา ครั้นได้ฟังคำของซุนเจิน เขารู้ว่าซุนเจินหวังดี แต่ก็มิได้รับคำต่อ เพียงแหงนหน้ามองต้นไหวเก่า เย้ยหยันเย็น ๆ สองที แล้วถามซุนเจินว่า "เจินจือ เจ้ายังจะไปบ้านสือจิ้นอีกหรือ ข้าไม่ไปแล้ว พวกเจ้าไปกันเถิด" ตื่นเต้นยินดีมาเยือนสวี่เส้า กลับมิได้คำวิจารณ์แม้สักคำ เขาย่อมมิยอมไปบ้านสือจิ้นเพื่อหาความอัปยศใส่ตัวอีก

ซุนเจินเหลือบมองซุนฮิว ซุนฮิวมีชื่อเสียงมาแต่เยาว์ มิได้กระหายในชื่อเสียงดั่งซีจื้อไฉ ฉะนั้นต่อคำวิจารณ์ของสวี่เส้าที่ว่า "ท่านในภายหน้าจักต้องเป็นแม่ทัพแกนกลางของบ้านเมือง เป็นดั่งดาบกันเจี้ยงดาบหมั่วเสีย เป็นยอดเครื่องมือล้ำค่าแห่งแผ่นดิน" นี้ แม้ยินดีอยู่ก็จริง แต่ก็มิถึงกับดีใจเกินคาด อาจกล่าวได้ว่าคำวิจารณ์นี้ต้องตามที่ใจเขาคาดหมายไว้พอดี ฉะนั้นเขาจึงมิได้เสียดายใจหายดั่งซุนเจิน ทั้งมิได้แค้นเคืองละอายดั่งซีจื้อไฉ เมื่อเทียบกันแล้ว กลับมีแต่เขาผู้เดียวที่สีหน้าปกติดังเดิม

เห็นซีจื้อไฉเก็บความแค้นแสดงโทสะ ซุนฮิวกล่าวยิ้ม ๆ ว่า "ข้าได้ยินว่าสวี่จื่อเจียงกับสวี่บุ๋นซิว(5)มิถูกกัน เราเพิ่งออกจากบ้านสวี่จื่อเจียง เห็นจะยากจะย่างเข้าประตูบ้านสวี่บุ๋นซิวแล้ว" สือจิ้นมีชื่อรองว่าบุ๋นซิว สวี่เส้าเป็นน้องลูกพี่ลูกน้องของสือจิ้น แต่ทั้งสองมิถูกกัน ตามครรลองศีลธรรมในกาลนั้น พี่ย่อมรักน้อง น้องย่อมเคารพพี่ ทว่าพี่น้องลูกพี่ลูกน้องสองคนนี้กลับมิรักใคร่กัน ชาวบ้านยีหลำต่างก็ติฉินในเรื่องนี้อยู่ ครั้นได้ยินซุนฮิวเอ่ยถึงเรื่องนี้ ริมฝีปากของซีจื้อไฉก็ขมุบขมิบสองที ดูเหมือนจะใคร่กล่าววิจารณ์ร้าย ๆ สักสองคำกับเรื่องนี้ แต่ในที่สุดก็กลืนคำลงไป หันกลับไปมองประตูหมู่บ้านเอ้อร์หลงหลี่ แล้วหันหน้ากลับมาเย้ยหยันเย็น ๆ อีกสองที ถามซุนเจินว่า "เจินจือ เจ้าจะไปบ้านสือจิ้น หรือจะไปที่ค่าย"

ซุนเจินกล่าวยิ้ม ๆ ว่า "ที่ก๋งตัดกล่าวนั้นถูกต้องนัก พี่น้องตระกูลสวี่มิถูกกัน บัดนี้ในเมื่อได้พบสวี่จื่อเจียงแล้ว สวี่บุ๋นซิวมิพบก็ได้"

ซีจื้อไฉขึ้นม้าออกหน้าไปก่อน โบกแส้กระตุ้นม้า ม้วนฝุ่นจากไปก่อน

ซุนเจินกับซุนฮิวมองหน้ากัน ซุนเจินยิ้มอย่างขมขื่นเสียงหนึ่ง กล่าวว่า "พวกเราก็ไปกันเถิด" แล้วขึ้นม้า ไล่ตามซีจื้อไฉไปข้างหลัง ซุนฮิวกล่าวยิ้ม ๆ ว่า "จื้อไฉนี่โกรธเสียยกใหญ่ทีเดียว เจินจือ ครั้นกลับถึงค่าย เชิญเขาดื่มสุราสักคราเถิด" เดิมมาเยือนสวี่เส้าด้วยใจชื่นบาน ไม่นึกกลับเกิดผลเช่นนี้ ซุนเจินหันมองหมู่บ้านเอ้อร์หลงหลี่บนหลังม้า ต้นไหวเก่าทั้งในและนอกหมู่บ้านแข็งแกร่งตั้งตรงสูงเด่น เขาคิดในใจว่า "พี่น้องตระกูลสวี่เปิดเวทีเยว่ตั้นผิง(6) มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล แต่ก่อนก็มิรู้ว่ามีบัณฑิตมาเยือนถึงประตูสักกี่มากน้อย เพื่อแสวงหาชื่อให้ตน และในบัณฑิตเหล่านั้นก็มิรู้ว่ามีกี่คนที่ผิดหวังกลับไป เก็บความแค้นกลับบ้าน" คืนนั้นซุนเจินทำผิดธรรมเนียม ตั้งวงสุราในค่าย ซีจื้อไฉดื่มจนเมามาย

ฯลฯ

ในไม่กี่วันต่อมา กองกำลังต่าง ๆ ที่ฮองฮูสงกับจูฮีส่งออกไปก็ทยอยกลับมามิขาดสาย หกวันถัดมา ซุนเกี๊ยนก็นำกองทหารกลับมาถึง

ซุนเกี๊ยนไล่ตามเผงทัวไปถึงซือซ่าน กัดหางของเผงทัวไว้แน่น วันเดียวรบสองคราว ตีเผงทัวแตกพ่ายทั้งสองครั้ง พลม้าหลายพันที่เผงทัวนำมานั้นกระจัดกระจายแตกหนี สุดท้ายเหลือแต่พลม้าร้อยกว่าอารักขาเขาหลบหนีไปอย่างลนลาน

ซุนเกี๊ยนนำพลม้าเบาเข้าตีอย่างเร่งด่วน คุมโจเมา ฮันต๋ง และพลม้าสิบขี่ ตามไล่ในยามค่ำคืนยี่สิบลี้ ตามทันเขาที่ใกล้จางหัวไถ(7) ซากโบราณสถานของฌ้อเล้งอ๋อง บนฝั่งใต้แม่น้ำกัวสุ่ย ฉวยจังหวะที่เผงทัวใคร่ข้ามแม่น้ำแต่ข้ามมิได้ ก็เข้าตี เอาสิบสู้ร้อย รบกันเลือดท่วมตัว โห่ร้องมิขาด สังหารพลม้าผู้ติดตามจนสิ้น เผงทัวหนีไปไม่รอด ขับม้าลงแม่น้ำหมายจะข้ามไปให้ได้ ฮันต๋งบนฝั่งน้ำน้าวธนูยิงม้าที่เขาขี่บาดเจ็บ เขาก็พลัดตกลงในน้ำ ซุนเกี๊ยนถอดเกราะทิ้งม้า สวมเพียงเสื้อชั้นเดียว คาบดาบลงน้ำ จับตัวเขาได้กลางแม่น้ำ สังหารเสีย เลือดเปื้อนแขนเปื้อนเสื้อ ถือศีรษะของเขากลับมา

ข้ามแม่น้ำกัวสุ่ยจากจางหัวไถ มุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกไม่ไกลก็ถึงแคว้นเพ่ยกั๋ว ในที่สุดก็สังหารเผงทัวได้ก่อนที่เขาจะหนีออกพ้นเขตยีหลำ

ซุนเจินออกไปนอกอำเภอรับ กล่าวยิ้ม ๆ แก่เขาว่า "ซากเก่าจางหัวไถนี้ คือที่ตั้งลานประลองยุทธ์ของเจิ้งจวงกง(8) เจิ้งจวงกงกล้าหาญมากปัญญา เป็นเลิศเหนือเจ้าครองแคว้นทั้งหลาย เป็นอ๋องน้อยแห่งชุนชิว บัดนี้พี่บุ๋นไท่รบยามค่ำสู้กลางน้ำ สังหารเผงทัว ทำให้ยีหลำทั้งเมืองสงบราบคาบ คุณความชอบมิด้อยกว่าคนเก่าก่อนเลย"

ซุนเกี๊ยนหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ

กองของซุนเกี๊ยนเป็นทัพฮั่นกองสุดท้ายที่กลับมา ผ่านการรบพุ่งดุเดือดนานเดือนเศษ โพกผ้าเหลืองยีหลำกว่าแสนคน(9) หากมิตายในศึก ก็ถูกจับเป็นเชลย หรือกระจัดกระจายแตกหนี เจี้ยซ่วย(หัวหน้ากบฏ)ทั้งหลายมิถูกประหารก็ยอมจำนน มาถึงตรงนี้ ยีหลำทั้งเมืองก็กลับคืนสู่ราชสำนัก ในเมืองมิเหลือกองโพกผ้าเหลืองที่เป็นรูปขบวนอีกแม้กองเดียว

หากนับผลที่ได้ ตัดหัวได้หลายหมื่น จับเชลยได้หลายหมื่น ยุทธสัมภาระต่าง ๆ ที่ยึดมาได้กองสุมดั่งภูเขา

ฮองฮูสงกับจูฮีฝ่ายหนึ่งก็เขียนใบบอกชัยชนะส่งไปยังราชสำนัก คอยรับพระราชโองการ อีกฝ่ายหนึ่งก็ลงมือจัดการกับเชลย ผ่านสองศึกที่เองฉวนกับยีหลำ ทัพฮั่นเสียกำลังไปไม่น้อย ฮองฮูสงกับจูฮีปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจว่ามิฝังเชลยทั้งเป็นอีกต่อไป หากแต่คัดเลือกผู้แข็งแรงใช้การได้แปดพันกว่าคน เติมเข้าในกองทัพ ที่เหลือก็มอบให้เตียวเขียมทั้งหมด ให้เขาเป็นผู้จัดการตามแต่เห็นควร

ความเสียหายที่โพกผ้าเหลืองยีหลำก่อแก่ยีหลำนั้นมากกว่าที่โพกผ้าเหลืองเองฉวนก่อแก่เองฉวนหลายเท่านัก โพกผ้าเหลืองเองฉวนเพราะมิอาจตีเอี้ยงเต๊กได้ ทั้งถูกซุนเจินต้านทาน จึงก่อภัยใหญ่หลวงแต่เพียงไม่กี่อำเภอทางใต้ของเมืองเองฉวน ส่วนโพกผ้าเหลืองยีหลำกลับตียีหลำได้เกือบทั้งเมือง ครั้นตีได้แล้วก็เผาฆ่าปล้นชิง ต่อมาทัพฮั่นยกเข้าเขต ก็รบพุ่งติดพันมิขาด ทำให้ผู้คนจำนวนมากมิตายในศึกก็หลบหนีไปถิ่นอื่น แม้แต่ผิงอวี๋เมืองหลวงเวลานี้ก็ว่างเปล่าไปหกในสิบหลังคาเรือน อำเภออื่น ๆ ก็พึงคาดคะเนได้ ศึกสงครามทำให้พลาดฤดูหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิ แม้บัดนี้จะเป็นเดือนสี่แล้ว การปลูกข้าวซ่อมก็มิทันการแล้ว ทว่าในที่อื่น ๆ อาทิ การซ่อมแซมกำแพงเมือง การบูรณะที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น ก็ต้องใช้แรงคนเป็นจำนวนมาก ครั้นมีเชลยกลุ่มนี้ ก็ทุ่นภาระของเตียวเขียมลงได้ไม่น้อย เขาจึงรับไว้ด้วยความยินดี

กองของซุนเจินเดิมมีพันสองร้อยคน บาดเจ็บล้มตายไปสามร้อยกว่า ยังเหลืออยู่เก้าร้อยคน ครั้นรับการยอมจำนนของเหอหงีแล้ว เขาก็คัดเลือกสองร้อยคนจากเชลยโพกผ้าเหลือง มอบให้เหอหงีคุม แต่สองร้อยคนเพียงเท่านี้มิพอชดเชยที่เสียไป เพื่อศึกที่จะมาถึง ฮองฮูสงจึงปันเชลยสองพันคนให้เขา ให้เขาจัดกองเอง กองเดิมของเขามีเพียงเก้าร้อยคน เชลยสองพันคน มากกว่ากองเดิมของเขาไกลนัก เพื่อจัดกองคนสองพันนี้ เขาคิดจนสุดสมอง ในที่สุดก็รับความเห็นของซุนฮิว คัดสามร้อยคนจากในนั้น สับให้ปนเข้ากองเดิม ส่วนพันเจ็ดร้อยคนที่เหลือรวมเข้ากับสองร้อยคนในกองของเหอหงี รวมเป็นพันเก้าร้อยคน จัดเป็นสองกอง กองหนึ่งเก้าร้อยคน เหอหงีคุม อีกกองหนึ่งพันคน สวี่จ้งกับเล่าเติ้งคุม คัดเลือกคนสนิทผู้กล้าหาญจากกองเดิมขึ้นเป็นนายทหารชั้นกลางชั้นล่าง ในนั้นรวมถึงหยวนพ่านและพวกที่เป็นศิษย์ลัทธิไท่ผิงแห่งศาลาฝานหยางซึ่งมาสวามิภักดิ์ต่อเขาด้วย ส่วนพลเจวี๋ยจาง(พลธนูเหยียบ)และพลตะลุยค่ายที่เดิมสวี่จ้งกับเล่าเติ้งคุมอยู่นั้น เปลี่ยนให้ตันเต้ากับเตียนอุยคุมแทน ในศึกหลายครั้งที่ยีหลำ เตียนอุยกับตันเต้าตั้งความชอบไว้ใหญ่หลวง ใช้การได้แล้ว

ผ่านการจัดกองใหม่ กองของซุนเจินขยายจากเดิมพันสองร้อยคนเป็นสามพันร้อยกว่าคน กองของฟู่เซี่ย ซุนเกี๊ยน เป็นต้น ก็ขยายขึ้นด้วยกันทุกกอง กองของซุนเกี๊ยนเดิมก็มีพันกว่าคน บัดนี้ก็ขยายเป็นสามพันกว่าคน แน่ละ มิใช่ทุกกองของทัพฮั่นจะได้ขยายเสมอไป ฮองฮูสงปันเชลยให้ตามคุณความชอบในศึก ผู้มีความชอบน้อยก็ขยายได้น้อย ผู้ไร้ความชอบก็มิได้ขยายเลย

กลางเดือนสี่ กองทัพทั้งหมดจัดกองเสร็จสิ้น ก่อนเข้าเองฉวนทัพฮั่นมีสี่หมื่นกว่าคน บัดนี้มีเกือบห้าหมื่นคน โดยรวมแล้วขนาดกองทัพมิได้ขยายใหญ่ขึ้น ยังพอ ๆ กับจำนวนพลเดิม นี่ก็เป็นความรอบคอบของฮองฮูสงนั่นเอง ผ่านศึกใหญ่ ทัพฮั่นบาดเจ็บล้มตายรวมหกพันกว่า กำลังรบบอบช้ำ จะมิเติมก็มิได้ แต่ก็เติมมากเกินไปมิได้ เติมมากเกินไปก็อาจก่อความระแวงในราชสำนัก แต่โบราณกาลมา การคุมทัพออกศึกย่อมเป็นทางลัดสู่ลาภยศชื่อเสียง ทว่าก็มิใช่ไม่มีผู้ที่กลับต้องโทษเพราะความชอบในศึกใหญ่หลวงเกินไป อนึ่งฮองฮูสงกับจูฮียังนับเป็นพวกปั๋งเหริน(ขุนนางใสสะอาด)ฝ่ายหนึ่ง ยิ่งต้องคอยระวังกลลวงของเหล่าขันทีทุกขณะ มิควรอย่างยิ่งที่จะ "ถือด้ามกระบี่กลับข้าง" ยื่นด้ามให้คนอื่นกุม

ฯลฯ

วันนั้น พระราชโองการลงมา พร้อมกันนั้นก็มาถึงพร้อมข่าวอันน่าตื่นตระหนกข่าวหนึ่ง

## เชิงอรรถ

(1) เอ้อร์หลงหลี่ — หมู่บ้าน (หลี่) ที่พี่น้องตระกูลสวี่อาศัย ราษฎรเรียกตามฉายา "สองมังกร" (เอ้อร์=สอง, หลง=มังกร)

(2) ปิงเฉาเฉวียน — หัวหน้ากรมทหาร (ปิงเฉา) ระดับเมือง ดูแลการทหารและปราบโจรในเมือง

(3) ดาบกันเจี้ยงดาบหมั่วเสีย — ดาบวิเศษคู่ในตำนานจีนโบราณ คันเจี้ยงเป็นช่างหล่อดาบ หมั่วเสียเป็นภริยา หล่อดาบเป็นคู่ผัวเมีย ใช้เปรียบยอดคน/ของล้ำค่า

(4) เป่ยปู้เว่ย — นายอำเภอฝ่ายทหารเขตเหนือ; ลกเอี๋ยงคือนครหลวงของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

(5) สวี่บุ๋นซิว — คือสือจิ้น (ชื่อรอง บุ๋นซิว) บัณฑิตผู้มีชื่อด้านการประเมินคัดเลือกคน เป็นพี่ลูกพี่ลูกน้องของสวี่เส้าแต่มิถูกกัน

(6) เยว่ตั้นผิง — เวทีวิจารณ์จัดอันดับบุคคลรายเดือนของพี่น้องตระกูลสวี่ (สวี่เส้า-สือจิ้น) คำวิจารณ์ของเวทีนี้ชี้เป็นชี้ตายชื่อเสียงบัณฑิต

(7) จางหัวไถ — หอประลองยุทธ์ซากโบราณสถานของฌ้อเล้งอ๋อง กษัตริย์แคว้นฌ้อยุคชุนชิว ตั้งอยู่ริมฝั่งใต้แม่น้ำกัวสุ่ย

(8) เจิ้งจวงกง — เจ้าครองแคว้นเจิ้งยุคชุนชิว ผู้กล้าหาญมีปัญญา ได้รับยกย่องว่าเป็น "อ๋องน้อยแห่งชุนชิว"

(9) เจี้ยซ่วย — หัวหน้าใหญ่ของกบฏแต่ละกอง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป