# ตอนที่ 285 — ตีฝ่าสิบอำเภอถึงผิงอวี๋ (ตอนกลาง)
จากทิศหลางหลิงมีผู้คนหลายร้อยเคลื่อนมา ซุนเจินจึงสั่งให้เหล่าทหารลุกขึ้นตั้งแถวคอยรับ
ครั้นคนเหล่านั้นเดินมาถึงเบื้องหน้า กลับเห็นว่ามิใช่ทหารโจร หากเป็นราษฎรแห่งอำเภอหลางหลิง มีทั้งคนชราและคนหนุ่มฉกรรจ์ จูงโคมา หามไหสุรามา ผู้นำหน้าคนหนึ่งอายุราวสามสิบ สวมเกราะหนัง เอวคาดดาบ ใต้คางไว้หนวด หยุดอยู่หน้าแถวทหารฮั่น ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "ข้าน้อยโจวจิก ได้ยินว่าทัพหลวงยกมาจากทิศเหนือ จึงพาบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่กับราษฎรในอำเภอออกมาต้อนรับ"
ได้ยินถ้อยคำเขา ซุนเจินกับซุนฮิว ซีจื้อไฉ และคนอื่น ๆ มองหน้ากัน แล้วถามตันเต้าด้วยเสียงเบาว่า "ซกจี้ ผู้นี้เป็นผู้ใด เจ้ารู้จักหรือไม่" ตันเต้าตอบว่า "ผู้นี้เป็นคหบดีใหญ่แห่งหลางหลิงบ้านเรา มีนาดีหมื่นไร่ ปินเค่อ(1) นับพันครัว เลื่องชื่อมาแต่ไหนแต่ไรในความเป็นลูกเสือใจกล้า" ซุนเจินร้อง "อ้อ" เสียงหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เป็นคหบดีใหญ่แห่งหลางหลิงของเจ้าหรือ" ตันเต้าตอบว่า "ขอรับ" ซุนเจินถามว่า "มีความเกี่ยวพันกับโจรโพกผ้าเหลืองอยู่หรือไม่" ตันเต้ากล่าวว่า "เมื่อเดือนก่อนตอนโจรโพกผ้าเหลืองตีหลางหลิงบ้านเรา เขาก็เคยพาคนขึ้นป้อมรักษาเมืองด้วย"
ขณะกำลังสนทนากันอยู่ พลสอดแนมที่ซุนเจินส่งออกไปก่อนหน้านี้ก็ควบม้ากลับมา อ้อมผ่านโจวจิกกับราษฎรหลางหลิงตรงเข้ามาในแถว หาตัวซุนเจินพบ ลงจากม้าคุกเข่าคำนับแล้วกล่าวว่า "ท่านซุน เมืองหลางหลิงถูกราษฎรในอำเภอชิงคืนมาได้แล้ว" ซุนเจินจึงเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที หัวเราะแล้วกล่าวกับคนซ้ายขวาว่า "เมื่อครู่เรายังแปลกใจอยู่ว่าเหตุใดจึงมีราษฎรในอำเภอออกมารับ ที่แท้ผู้นี้เป็นคนชิงเมืองหลางหลิงคืนมานี่เอง" แล้วสั่งสวี่จ้ง เล่าเติ้ง และนายทหารทั้งหลายว่า "ให้เหล่าทหารเก็บอาวุธเสีย พวกเจ้าจงตามเราไปพบโจวจิกลูกเสือใจกล้าแห่งหลางหลิงผู้นี้สักหน่อย"
คนทั้งหลายรับคำสั่ง ก็ถ่ายทอดบัญชาต่อไป เหล่าทหารเก็บอาวุธ คลายแถวออก ซุนเจินพาคนออกจากแถวไปพบโจวจิก — ที่ต้องได้รับรายงานจากพลสอดแนมเสียก่อนจึงค่อยถอนแถวออกมาพบนั้น นี่แลคือความรอบคอบของซุนเจิน อีกทั้งจำต้องรอบคอบ ด้วยอุบาย "ปลอมเป็นราษฎรหรือทัพมิตร" เพื่อตีหักเอาชัยเช่นนี้ ตัวเขาเองก็เคยใช้มาหลายหน คราวอยู่ที่เองอิม เขาก็ใช้อุบายนี้ตีเอาเมืองเซียงเซียได้ ทั้งซินอ้ายกับพวกก็ใช้อุบายทำนองเดียวกันชิงอำเภอเกียบคืนมา
ซุนเจินพาคนทั้งหลายออกจากแถวไปพบโจวจิก ดังที่ตันเต้ากล่าวไว้ทุกประการ โจวจิกผู้นี้เป็นลูกเสือคหบดีใหญ่แห่งหลางหลิงจริง ในบ้านมีปินเค่อนับพันครัว เพียงชูธงโห่ร้องครั้งเดียวก็รวมคนได้อย่างน้อยพันสองพัน มีอำนาจมากยิ่งในแถบหลางหลิง ครั้นเห็นซุนเจินเดินมา โจวจิกก็แปลกใจอยู่บ้าง คิดในใจว่า "ข้าได้ยินจากพลสอดแนมว่ามีทหารฮั่นยกมาหลายพัน ไม่นึกเลยว่านายทหารคุมกองจะหนุ่มถึงเพียงนี้" สายตากวาดดูเอวซุนเจิน เห็นแถบผ้าดำกับถุงตราประจำตัว(2) รู้ว่าผู้อยู่เบื้องหน้านี้เป็นขุนนางศักดิ์หกร้อยสือ ก็ทำท่าจะคำนับลงในทันที
ซุนเจินรีบก้าวเข้าไปสองก้าว พยุงเขาไว้ หัวเราะแล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องมากพิธี" มองดูราษฎรหลายร้อยที่ตามมาเบื้องหลังเขา แล้วหัวเราะถามว่า "เราได้ยินว่าเมืองหลางหลิงถูกราษฎรในอำเภอกู้คืน เป็นฝีมือของท่านหรือ" โจวจิกหน้ามีสีหยิ่งในความดีอยู่บ้าง กล่าวว่า "ทั้งหมดนี้อาศัยบุญของแม่ทัพ ด้วยทัพหลวงตีหักเมืองซีหัวได้ ฆ่าจับเผงทัว เล่าผี และเหล่าโจรร้ายลงได้ บารมีแผ่ไปทั่ว เมื่อคืนก่อนข้าน้อยจึงพาเหล่ากล้าลอบเข้าเมือง ฉวยจังหวะที่ทหารโจรไม่มีใจรักษาเมือง ก็พลอยโชคดีชิงอำเภอบ้านเราคืนมาได้" ซุนเจินหัวเราะว่า "ท่านนี้เป็นลูกเสือใจกล้าแท้" แล้วโบกมือเรียกตันเต้าให้เข้ามาใกล้ ถามว่า "ท่านรู้จักผู้นี้หรือไม่" ตันเต้าก็มีชื่อเสียงในหลางหลิงเช่นกัน เป็นลูกเสือเลื่องชื่อผู้หนึ่ง โจวจิกย่อมรู้จัก จึงร้องด้วยความแปลกใจว่า "อ้าว นี่มิใช่ซกจี้หรอกหรือ เจ้า เจ้า เจ้าทำไม..." ตันเต้าคารวะกับเขา ครั้นคารวะเสร็จก็กล่าวว่า "บัดนี้ข้าเข้าทัพแล้ว มาสวามิภักดิ์อยู่ใต้บัญชาท่านซุน ท่านโจว ผู้นี้คือท่านซุน บัดนี้เป็นจั่วจวินซือหม่า (ซือหม่าผู้ช่วยทัพ)(3) ใต้บัญชาแม่ทัพฮองฮู" หยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ท่านซุนสืบสายจากตระกูลซุนแห่งเองอิม บรรพชนของท่านเคยดำรงตำแหน่งโหวเซียง(4)ในอำเภอเราเมื่อปีก่อน ๆ"
โจวจิกคิดในใจว่า "นี่เอง อย่างไรเล่าจึงหนุ่มเพียงนี้ก็คุมทหารได้หลายพัน คาดแถบดำ ห้อยตราทองแดง เป็นขุนนางใหญ่ศักดิ์หกร้อยสือ ที่แท้เป็นเชื้อสายซุนซก บุตรหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม" ก็สำรวมหน้าจัดเสื้อผ้าคำนับลง เอ่ยปากว่า "ข้าน้อยโจวจิกพบท่านซุน"
"ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องมากพิธี"
"ได้ยินว่าทัพหลวงจักมาถึง ราษฎรในอำเภอต่างปลื้มปีติยินดี เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่จึงจัดโคและสุราไว้บ้าง สั่งให้ข้าน้อยนำมาส่งให้ท่านซือหม่า เพื่อปลอบขวัญทัพหลวงที่ตรากตรำเดินทัพรบพุ่งมาบ้างเล็กน้อย" โจวจิกลุกขึ้นยืน โบกมือไปข้างหลัง ราษฎรที่จูงโคหามสุราก็นำโคและสุรามาส่ง ซุนเจินหัวเราะว่า "ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว" คิดในใจว่า "อุตส่าห์ส่งโคส่งสุรามาแต่ไกล เกรงว่าเราจะเข้าเมืองไปรบกวนราษฎรกระมัง" แต่ก็แสร้งทำไม่รู้ความในใจของโจวจิก ในเมื่อส่งโคส่งสุรามาแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะให้เขานำกลับไป จึงสั่งซุนเฉิงให้พาคนรับโคและสุราไว้ แล้วคิดต่อว่า "ในเมื่อพวกเขากลัวว่าเราจะเข้าเมืองไปรบกวนราษฎร จึงรู้กาลเทศะส่งโคส่งสุรามาเช่นนี้ เราก็ไม่จำต้องยกทหารเข้าไปให้เขารำคาญใจเปล่า ๆ"
ทหารหลายพันที่เขาคุมอยู่ขณะนี้ มีทั้งกองในสังกัดของตน และที่ฮองฮูสงแบ่งให้ กองในสังกัดตนนั้นยังดี วินัยทหารเข้มงวด แม้เข้าเมืองหลางหลิงไปก็มิเกิดเหตุรบกวนราษฎร แต่ที่ฮองฮูสงแบ่งให้นั้นวินัยเทียบกันแล้วยังหย่อนกว่ามาก "บรรพชน" ของเขาคือซุนซกเคยดำรงตำแหน่งโหวเซียงในหลางหลิง มีกิตติศัพท์งดงามอยู่ในท้องถิ่นนั้น เขาก็ไม่อยากให้ชื่อเสียงของ "บรรพชนแห่งตระกูลตน" ต้องเสื่อมเสียเพราะลูกน้องก่อความวุ่นวาย จึงถือโอกาสฉวยจังหวะ ครั้นรับโคสุราไว้แล้วก็หัวเราะกล่าวกับโจวจิกว่า "ในเมื่อหลางหลิงถูกท่านนำคนชิงคืนมาได้แล้ว เราก็ไม่จำต้องเข้าไปอีก ความชอบของท่าน เราจักกราบเรียนแม่ทัพฮองฮูให้ทราบ" แล้วแหงนหน้ามองดูสีฟ้าครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ยามยังเช้าอยู่ กว่าจะค่ำเรายังเดินทัพต่อได้อีกยี่สิบลี้ ราชการศึกเร่งด่วน เราขอไม่รั้งรออยู่นาน...ขอลาก่อน"
โจวจิกไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ออกมาจากในอำเภอแต่ไกลเพื่อนำโคนำสุรามาส่งซุนเจิน ดังที่ซุนเจินคาดไว้จริง คือเกรงว่าทหารฮั่นเข้าเมืองแล้วจะรบกวนราษฎร บัดนี้เห็นซุนเจินรู้กาลเทศะถึงเพียงนี้ เสนอตัวเองว่าจะไม่เข้าไปในอำเภอ ก็ดีใจยิ่งในใจ ครั้นมองซุนเจินอีกครั้งก็รู้สึกถูกตาขึ้นมาก คิดในใจว่า "สมแล้วที่เป็นบุตรหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม แม้ยังหนุ่มแต่จัดการกิจการได้ช่ำชองนัก" จึงกล่าวว่า "เพื่อช่วยปลดทุกข์ให้ราษฎรยีหลำของเรา ท่านซือหม่ารบพุ่งตรากตรำ ข้าน้อยยังมีทรัพย์สิ่งของอยู่บ้างเล็กน้อย ใคร่ถวายให้ท่านซือหม่าพร้อมกันไปด้วย เพื่อแสดงความสำนึกบุญคุณของราษฎรอำเภอเราสักหน่อย"
โคสุรานั้นรับได้ แต่ทรัพย์สิ่งของรับไม่ได้เป็นอันขาด ซุนเจินจึงปฏิเสธด้วยถ้อยคำหนักแน่น ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสรรเสริญและเลื่อมใสของโจวจิกกับราษฎรหลางหลิงหลายร้อย เขาก็นำทหารจากที่นั่นไป เลี้ยวไปยังเป่ยอี๋ชุน เซิ่นหยาง อานเฉิง และที่อื่น ๆ
เช่นเดียวกับหลางหลิง การที่ซีหัวถูกตีแตก เผงทัว เล่าผี และเหล่าหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองถูกจับฆ่า ทำให้กบฏโพกผ้าเหลืองตามอำเภอต่าง ๆ ในยีหลำหมดกำลังใจ ไม่มีใจสู้รบอีก อีกทั้งมีเหอหงีนำหน้าไปเกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์ ซุนเจินยกไปตามรายทางนี้จึงราบรื่นยิ่งนัก จะว่าเป็นการรบพุ่งตีเอา สู้ว่าเป็นการเที่ยวชมเล่นเหยียบหญ้าเขียวมิได้ ที่เป่ยอี๋ชุนมีสุสานสามผู้อยู่แห่งหนึ่ง อันเป็นที่ฝังของฉู่อ๋อง บุตรของกานเจียง และนักลอบสังหารรวมสามคน(5) ที่เซิ่นหยางมีเรือนเดิมของผู้ทรงคุณหวงเซี่ยนกับไต้เหลียง และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ใดที่ไปถึง ซุนเจินจักต้องไปคารวะรำลึกถึงสักหนึ่งสองแห่ง
ภายในครึ่งเดือน เขาตีได้สิบกว่าเมืองติด ๆ กัน วนเป็นวงกว้างในเขตทางใต้ของยีหลำ สุดท้ายจึงยกขึ้นเหนือ กลับคืนสู่ผิงอวี๋
## เชิงอรรถ
(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญของเจ้าตระกูล มีฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(2) แถบผ้าดำกับถุงตราประจำตัว — เครื่องหมายยศของขุนนางยุคฮั่น แถบผ้า (แถบไหมห้อยตรา) และตราประจำตำแหน่ง สีและวัสดุบ่งบอกศักดิ์ ขุนนางศักดิ์หกร้อยสือใช้แถบผ้าดำกับตราทองแดง
(3) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่ง "ซือหม่าผู้ช่วยทัพ" นายทหารผู้ช่วยในกองทัพ
(4) โหวเซียง — เสนาบดีประจำราชรัฐ "โหว" (ราชรัฐที่มีเจ้าครองบรรดาศักดิ์โหว) ทำหน้าที่ดุจไท่โส่วบริหารกิจการบ้านเมือง ในที่นี้หมายถึงตำแหน่งหลางหลิงโหวเซียงที่ซุนซกบรรพชนตระกูลซุนเคยดำรง
(5) สุสานสามผู้ — สุสานที่ฝังร่างสามคนตามตำนาน คือฉู่อ๋อง บุตรของกานเจียงช่างตีดาบในตำนาน และนักลอบสังหารที่ยอมสละชีพแก้แค้นแทนบุตรกานเจียง