# ตอนที่ 186 — ตูโหยวอยู่ที่นี่ (ตอนต้น)
ณ เมืองเอี้ยงเต๊ก จวนไท่โส่ว
วันใหม่มาถึง วันนี้เป็นวันที่ไท่โส่วออกว่าราชการ ณ โถงประชุม
เมื่อคืนนี้ ท่านไท่โส่วแซ่บุนรับเชิญของจวิ้นเฉิง (รองเจ้าเมือง)(1) เฟ่ยช่าง ไปดื่มสุราอยู่ในเฉิงเชอ (เรือนรองเจ้าเมือง)(2) เกือบตลอดทั้งคืน จิตใจจึงอ่อนล้าอยู่บ้าง ฝ่ายหนึ่งเขายังหวนรำลึกถึงกิริยายั่วยวนอันงดงามของเหล่านางบำเรอที่คอยปรนนิบัติเขาในวงสุรา ซึ่งล้วนเอาอกเอาใจถูกใจคนนัก อีกฝ่ายหนึ่งก็ให้ขุนนางผู้น้อยคนสนิทสองคนประคองสองข้าง ก้าวขึ้นโถงประชุมเข้าสู่ที่ว่าการอย่างเฉื่อยเนือย
กงเฉาจงฮิว อู่กวานเฉวียน(3)หานเลี่ยง จู่ปู้(4)อ้องหลาน จี้ลี่(5)กุยโต๋ กับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชสำนักมณฑลล้วนมาถึงแต่เนิ่นแล้ว ครั้นเห็นเขาก็พากันลุกขึ้น เชิญให้ขึ้นนั่งบนแท่น
"ท่านทั้งหลายมากันแต่เช้าจริงนะ"
"วันนี้ใต้เท้าออกว่าราชการ พวกเสมียนผู้น้อยย่อมควรมาแต่เช้าเป็นธรรมดา"
"เมื่อคืนเฟ่ยเฉิงชวนข้ามาชมหิมะ ข้าดื่มสุราเกินไปสักหน่อย จึงตื่นสาย ให้ท่านทั้งหลายคอยอยู่นาน น่าละอายนัก น่าละอายนัก"
อ้องหลานยิ้มกล่าวว่า "สองปีก่อนกับปีกลายเกิดความแล้งใหญ่ติดต่อกันสองปี ปีนี้พอพ้นวันเจิ้งตั้น(6)มาฟ้าก็ประทานหิมะมงคลลงมา บังเกิดบรรยากาศใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะใต้เท้ามีเมตตาธรรมรักใคร่ราษฎร เชิดชูความซื่อสัตย์ ส่งเสริมความกตัญญู เป็นที่สรรเสริญของราษฎรทั่วหน้า ฟ้าเบื้องบนจึงมีใจเมตตา นี่นับเป็นนิมิตแห่งบ้านเมืองสงบราษฎรร่มเย็น เป็นที่น่ายินดีน่าอวยพรยิ่ง"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนลูบหนวดอันบางตา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ดูภาคภูมิใจในตนยิ่งนัก
กุยโต๋ยิ้มกล่าวว่า "นับแต่ใต้เท้าเข้ารับตำแหน่งมา ก็ยกย่องผู้มีปัญญา ขับไล่คนชั่ว เพียรพยายามจัดการบ้านเมือง บัดนี้ในที่ว่าการมณฑลคนชั่วร้ายพ้นตำแหน่งไป ผู้ทรงคุณอยู่ในราชสำนัก เบื้องบนมีไท่โส่วผู้กระจ่างปัญญา เบื้องล่างมีขุนนางเสมียนผู้ทรงคุณ บ้านเมืองสงบราษฎรร่มเย็น สมควรเป็นเช่นนี้แท้"
คำว่า "คนชั่วร้าย" นั้นเป็นที่เห็นชัดว่าเหน็บแนมพาดพิงถึงซุนเจินกับซุนฮก กุยโต๋เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แม้เพียงถูกชำเลืองมองด้วยหางตาก็ต้องแก้แค้น แม้สองซุนจะปลดหมวกลาออกไปแต่เนิ่นแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยวางโอกาสใดที่จะกระหน่ำซ้ำเติมทั้งสองได้
จงฮิวฟังต่อไปไม่ได้ ใคร่จะค้านเขา แต่ทอดตามองทั่วโถงประชุมก็ไม่มีผู้ใดเป็นพวกเดียวกันแม้สักคน อ้องหลานเป็นคนสนิทของไท่โส่ว ส่วนหานเลี่ยงนั้นนิสัยใจคอไม่เลว ทว่าจิตใจอ่อนแอ ห่างไกลจากจางจ้ง อู่กวานเฉวียนคนก่อนที่ยึดมั่นในความเที่ยงตรงเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก เป็นเพียงคนดีประเภทประจบเอาตัวรอด ตลอดครึ่งปีกว่ามานี้ เขาได้สร้างความขัดเคืองให้ท่านไท่โส่วแซ่บุนไว้ไม่น้อยแล้ว เพื่อจะได้คงอยู่ในราชสำนักมณฑล สืบสานการทำสิ่งดี ๆ ให้ราษฎรต่อไป โดยเฉพาะเพื่อให้ท่านไท่โส่วแซ่บุนรับฟังถ้อยคำที่เขากำลังจะกล่าวต่อไปนี้ จึงจำต้องข่มความไม่พอใจที่มีต่อกุยโต๋ไว้ก่อน
ครั้นท่านไท่โส่วแซ่บุนนั่งลงแล้ว เขาก็ลุกขึ้นกล่าวว่า "ใต้เท้าอยู่เบื้องบน ข้าน้อยมีเรื่องใหญ่สำคัญยิ่งเรื่องหนึ่งจะกราบเรียน"
ยามหิมะตกอากาศหนาวเย็น ท่านไท่โส่วแซ่บุนอายุห้าสิบเศษแล้ว ทั้งชราทั้งผอมเล็ก เกรงความหนาว จึงสั่งให้ขุนนางผู้น้อยก่อถ่านในเตาไฟให้ลุกโชนขึ้นอีก จิบน้ำอุ่นสักอึกหนึ่งให้คลายความหนาวลงบ้าง แล้วห่อหุ้มเสื้อผ้าให้แน่นขึ้นอีกหน่อย จึงค่อยเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ ว่า "เรื่องอันใด จงว่ามาเถิด"
"ตูโหยวเหนือ(7)ซุนเจินคนก่อนได้ยื่นหนังสือกราบเรียนเมื่อสองสามวันก่อน ขอให้ใต้เท้าจับกุมปอไซ ปอเหลียน และฟ่านเฉิง ต่อมาไม่ช้า เหล่าผู้ทรงคุณตระกูลซุน ตระกูลเล่า แห่งเองอิมก็ร่วมลงนามถวายหนังสือต่อใต้เท้า ขอให้ใต้เท้าจับกุมฉวี๋ซ่วย(8)แห่งลัทธิไท่ผิงด้วย…"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนขมวดคิ้วไม่พอใจ ตัดบทคำของเขาว่า "เรื่องนี้พวกเราไม่ได้ปรึกษากันไปแล้วหรือ บรรดารัฐ มณฑล อำเภอ ตำบลทั่วใต้หล้าล้วนมีสาวกลัทธิไท่ผิงอยู่ทุกหนแห่ง เตียวก๊กผู้เดียวก่อกบฏ หาได้หมายความว่าสาวกลัทธิไท่ผิงทั่วใต้หล้าจะต้องก่อกบฏทั้งหมดไม่ สาวกลัทธิไท่ผิงมีนับพันนับหมื่น ไฉนเลยทุกคนจะเป็นกบฏ คัมภีร์ไท่ผิงชิงหลิ่งจิง(9)ข้าก็ได้อ่านมาแล้ว ล้วนชี้นำคนให้มุ่งสู่ความดี สอนคนให้ซื่อสัตย์กตัญญูทั้งสิ้น เมื่อปีกลายเกิดความแล้งใหญ่ ข้าถือศีลชำระกายอาบน้ำ จุดธูปบูชาฟ้า สวดคัมภีร์เซี่ยวจิง(10) (คัมภีร์ความกตัญญู) ในที่สุดก็อ้อนวอนหิมะใหญ่แห่งต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ลงมาได้ ข้ารักใคร่ราษฎรถึงเพียงนี้ ราษฎรจะหามีสิ่งตอบแทนไม่หรือ ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่มีวันยกทัพก่อกบฏให้ข้าต้องลำบากใจเป็นแน่
"อนึ่ง ปอไซ ปอเหลียนยังสนิทสนมกับตระกูลเตียวฉางสือ(11) หากทั้งสองมีใจคิดกบฏ ตระกูลเตียวฉางสือจะยอมคบหากับพวกเขาหรือ… อนึ่ง คำว่า 'จับกุมฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิง' นั้นพูดออกมาง่าย สาวกลัทธิไท่ผิงในมณฑลของเราแพร่กระจายอยู่ตามอำเภอตามตำบล จะไปจับกุมฉวี๋ซ่วยของพวกเขาโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ท่านกงเฉาจง เจ้าจะปราบกบฏ หรือว่าจะยุยงราษฎรให้ก่อกบฏกันแน่"
"ข้าน้อยไม่บังอาจ แต่ยังมีเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าใต้เท้าทราบหรือไม่"
"เรื่องอันใด"
จงฮิวกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ข้าน้อยครุ่นคิดถึงหนังสือกราบเรียนของตูโหยวเหนือซุนเจินคนก่อนมาหลายวันแล้ว ซุนเจินเป็นคนรอบคอบ ไม่ใช่คนหุนหันมุทะลุ หากไม่มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เขาคงไม่ขอให้ใต้เท้าจับกุมปอไซ ปอเหลียน ด้วยเหตุนี้ เมื่อวานข้าน้อยจึงส่งคนไปสืบความเคลื่อนไหวของปอไซ ปอเหลียนเป็นการเฉพาะ จึงเพิ่งทราบว่าทั้งสองคนได้ออกจากบ้านไปเสียแต่เมื่อใดไม่ทราบ จนบัดนี้ยังไม่รู้เบาะแสว่าไปอยู่แห่งหนตำบลใด"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนไม่นำพา กล่าวว่า "นี่มีอะไรน่าแปลกเล่า ในเดือนอ้ายนี้เป็นช่วงไปมาหาสู่ญาติมิตร เดินทางไกลออกไปเยี่ยมเยือนญาติมิตรสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามากไม่ใช่หรือ"
"แต่ว่า…"
"ท่านกงเฉาจงจะให้ข้าออกคำสั่งจับกุมราษฎรในมณฑลที่ออกไปเยี่ยมญาติมิตรในเดือนนี้ทั้งหมดกระนั้นหรือ ข้าเองก็ไม่ขัดข้องดอก เพียงแต่เกรงว่าเรือนจำในที่ว่าการมณฑลจะไม่ใหญ่พอเท่านั้นเอง" ท่านไท่โส่วแซ่บุนคิดว่าตนกล่าววาจาเฉียบแหลม จึงหัวเราะดังก้อง
กุยโต๋ อ้องหลาน หานเลี่ยงพากันหัวเราะเอาใจ
จงฮิวกำลังจะกล่าวอีก ขุนนางผู้น้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากนอกโถงประชุมว่า "กราบเรียนใต้เท้า ถิงหยวน(12)หูเมี่ยนแห่งเองอิมขอเข้าพบ"
"เองอิมหรือ ถิงหยวนหรือ"
ไท่โส่วครองดูแลมณฑลหนึ่ง เป็นขุนนางผู้รับตราผ่าซีก(13) ขึ้นม้าคุมทหาร ลงม้าคุมราษฎร เป็นขุนนางผู้ใหญ่ระดับสองพันสือ ไม่ใช่ใคร ๆ ก็จะเข้าพบได้ ถิงหยวนเล็ก ๆ คนหนึ่ง ศักดิ์เพียงร้อยสือ ขุนนางทำนองนี้ในเองฉวนหากไม่มีสองสามร้อยคน ก็ต้องมีหนึ่งสองร้อยคน อ้างสิทธิ์อันใดมาขอเข้าพบไท่โส่วได้เล่า
จู่ปู้อ้องหลานเห็นท่านไท่โส่วแซ่บุนไม่พอใจ ก็ตวาดขุนนางผู้น้อยคนนี้ทันทีว่า "วันนี้ฝู่จวินออกว่าราชการ บรรดาเฉาเฉวียน(หัวหน้ากรมกอง)แห่งกรมต่าง ๆ ในที่ว่าการมณฑลล้วนรอเข้าเฝ้าฝู่จวินอยู่ ถิงหยวนแห่งเองอิมคนหนึ่งจะมาก่อกวนอะไร ไปถามดูว่าเขามีธุระอันใด แล้วส่งไปจัดการที่กรมที่ควรไปก็แล้วกัน"
ขุนนางผู้น้อยกล่าวว่า "เขาว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของทั้งมณฑลจะกราบเรียน ข้าน้อยถามเขาว่าเรื่องอันใด เขาก็ไม่ยอมบอก กล่าวแต่ว่ารับบัญชาของนายอำเภอเองอิมมา เรื่องนี้กราบเรียนต่อหน้าใต้เท้าได้ผู้เดียวเท่านั้น"
"เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของทั้งมณฑลหรือ รับบัญชาของนายอำเภอเองอิม กราบเรียนต่อหน้าใต้เท้าได้ผู้เดียวหรือ" เองอิม ซุนเจินไม่ใช่ชาวเองอิมดอกหรือ จงฮิวสีหน้าเปลี่ยนวูบ คิดในใจว่า "หรือว่า…" แล้วเอ่ยขึ้นทันทีว่า "ในเมื่อรับบัญชาของนายอำเภอเองอิมมา ใต้เท้าก็น่าจะพบเขาสักหน่อย"
ฝ่ายกุยโต๋ แม้จะอิจฉาริษยาซุนเจินกับซุนฮก แต่ก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม สดับเอานัยผิดปกติบางอย่างจากถ้อยคำนี้ได้ไว คิดในใจว่า "ไท่โส่วเพิ่งจะนั่งว่าราชการ ถิงหยวนผู้นี้ก็มาขอเข้าพบทันที เขาไม่มาถึงเมื่อคืน ก็ต้องรีบเร่งเดินทางมาทั้งคืนเพิ่งถึง ไม่ว่าจะกรณีใด ล้วนแสดงว่าเองอิมเกิดเรื่องใหญ่แล้ว" รอยยิ้มจึงค่อย ๆ จางหายไป แล้วก็เห็นพ้องกับความเห็นของจงฮิวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กล่าวว่า "ท่านกงเฉ้ากล่าวถูกแล้ว ในเมื่อนายอำเภอเองอิมส่งเขามา ใต้เท้าก็น่าจะเรียกเขาเข้ามาพบสักหน่อย"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนกล่าวอย่างฝืนใจว่า "ให้เขาเข้ามาเถิด"
…
ขุนนางผู้น้อยคนนี้ก้มตัวถอยออกไป ครู่ใหญ่จึงพาขุนนางวัยสี่สิบเศษศักดิ์ร้อยสือคนหนึ่งเข้ามาในลาน คือถิงหยวนหูเมี่ยนแห่งเองอิมนั่นเอง
เองอิมห่างจากเอี้ยงเต๊กราวสี่ห้าสิบลี้ หูเมี่ยนฝ่าหิมะควบม้ามาเกือบครึ่งคืน ใบหน้าถูกความหนาวกัดจนแดงก่ำ ทั้งตัวเต็มไปด้วยหิมะที่ตกลงมา
ขุนนางผู้น้อยรั้งเขาไว้ที่หน้าบันไดนอกโถงประชุม บอกให้เขาปัดหิมะที่ติดอยู่บนหมวก สายรัด และเสื้อผ้าออกเสียก่อน แต่เขาจะรอไหวที่ไหน ปัดสะเปะสะปะสองสามทีก็สะบัดมือขุนนางผู้น้อยหลุด ก้าวข้ามบันไดสองสามก้าว รีบรุดเข้าสู่โถงประชุม
ท่านไท่โส่วแซ่บุนเป็นคนถือฐานะถือจารีต ครั้นได้ยินว่า "ถิงหยวนแห่งอำเภอขอเข้าพบ" ก็ไม่พอใจอยู่แล้ว เห็นเขาเสียมารยาทยิ่งไม่พอใจ จึงทำหน้าบึ้ง แสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา ยกถ้วยน้ำชาขึ้น ก้มหน้าจิบน้ำอุ่นเบา ๆ
อ้องหลานถามว่า "เจ้าขอเข้าพบฝู่จวินด้วยธุระอันใด"
จู่ปู้แห่งมณฑลกับถิงหยวนแห่งอำเภอแม้จะเป็นขุนนางร้อยสือเหมือนกัน แต่ผู้หนึ่งอยู่ในมณฑลเป็นคนสนิทของไท่โส่ว อีกผู้หนึ่งอยู่ในอำเภอเป็นเพียงขุนนางอำเภอที่ค่อนข้างสำคัญสักหน่อย อำนาจบารมีต่างกันลิบลับ อ้องหลานจึงใช้น้ำเสียงราวกับเป็นผู้บังคับบัญชา
หูเมี่ยนไม่มีเวลาจะมาถือสาเรื่องเหล่านี้ คุกเข่าลงกับพื้น ล้วงหนังสือกราบเรียนของนายอำเภอเองอิมออกจากอกเสื้อ ชูเหนือศีรษะสูง ๆ กล่าวว่า "เมื่อคืนยามซวี(14) เฉินหนิวหัวหน้าลัทธิไท่ผิงน้อยแห่งตำบลตะวันตกของอำเภอข้าน้อย ซึ่งเป็นพรรคพวกของฉวี๋ซ่วยปอไซ ปอเหลียนแห่งลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้ ได้รวบรวมผู้คนก่อกบฏ ถูกราษฎรในตำบลมีหยวนพ่านเป็นต้นฆ่าฟันสังหารเสียแล้ว"
ถ้อยคำที่ว่า "เฉินหนิวหัวหน้าลัทธิไท่ผิงน้อยแห่งตำบลตะวันตกของอำเภอข้าน้อย ซึ่งเป็นพรรคพวกของฉวี๋ซ่วยปอไซ ปอเหลียนแห่งลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้ ได้รวบรวมผู้คนก่อกบฏ" เพียงเข้าหู สีหน้าของผู้คนทั้งโถงประชุมก็เปลี่ยนไปสิ้น
ได้ยินเพียงเสียงดังกรอบหนึ่ง ผู้คนเงยหน้ามอง เห็นถ้วยน้ำชาในมือของท่านไท่โส่วแซ่บุนหล่นลงกับพื้น น้ำอุ่นหกเรี่ยราดไปทั้งพื้น กระเซ็นถูกหัวเข่าของเขา ยังดีที่เสื้อหนา จึงไม่ได้ลวกถูก
หูเมี่ยนหยุดชะงักครู่หนึ่ง เห็นท่านไท่โส่วแซ่บุนทำท่าตื่นตะลึง ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีจะถามไถ่อันใด จึงกล่าวต่อไปว่า "เมื่อคืนยามจื่อ(15) ตูโหยวเหนือซุนเจินคนก่อนถูกลอบสังหาร ผู้ลอบสังหารคือปินเค่อ(16)ในสังกัดของปอเหลียน ผู้เป็นน้องร่วมท้องของฉวี๋ซ่วยปอไซแห่งลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้ ครั้นเมื่อคืนต้นยามเหม่า(17) ราษฎรในอำเภอข้าน้อยก็เกิดความวุ่นวาย นี่คือหนังสือกราบเรียนของนายอำเภอแห่งอำเภอข้าน้อย ขอใต้เท้าได้โปรดทอดพระเนตร"
เขาหมอบลงกับพื้น ชูหนังสือกราบเรียนสูงอยู่นานครู่ใหญ่ แขนทั้งสองข้างเมื่อยล้าจนชา แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดมารับไป เขาเดินทางเร่งรุดมาเกือบครึ่งคืน ทั้งลมทั้งหนาวกระหน่ำซ้ำเติม กำลังวังชาหมดสิ้นไปนานแล้ว ฝืนทนต่อไปไม่ไหวจริง ๆ จึงชำเลืองดูบนโถงประชุม เห็นท่านไท่โส่วแซ่บุนนิ่งงันดังไก่ไม้ อู่กวานเฉวียนหานเลี่ยงสีหน้าตื่นกลัว จู่ปู้อ้องหลานอ้าปากค้าง ความหยิ่งผยองแบบ "ผู้บังคับบัญชา" เมื่อครู่มลายหายไปสิ้น สีหน้าของจี้ลี่กุยโต๋ก็เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างแปรปรวน
ท่ามกลางความเงียบงันทั่วโถงประชุม จงฮิวเป็นผู้ตั้งสติได้ก่อน รับหนังสือกราบเรียนจากหูเมี่ยน นำขึ้นถวายท่านไท่โส่วแซ่บุน
ท่านไท่โส่วแซ่บุนรับไว้และคลี่ออกอย่างไม่รู้ตัว เพ่งมองอ่านข้อความเบื้องบน
จงฮิวสังเกตเห็นแววตาเขาเลื่อนลอย ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาอ่านหนังสือกราบเรียนนี้เข้าหัวไปบ้างหรือไม่
หานเลี่ยงกล่าวอย่างหวาดหวั่นว่า "ราษฎรเองอิมเกิดความวุ่นวาย ลัทธิไท่ผิงแห่งเองอิมก่อกบฏแล้วหรือ ลัทธิไท่ผิงแห่งเองอิมหากก่อกบฏ แล้วเอี้ยงเต๊กของเรา แล้วอู่หยางของเราเล่า โอ้ย เมื่อครู่ท่านกงเฉ้าจงกล่าวว่าฉวี๋ซ่วยปอไซ ปอเหลียนแห่งลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้ออกจากบ้านไป ไม่รู้ไปทางไหน พวกเขา พวกเขา จริงด้วย ท่านถิงหยวนหูกล่าวว่ากระไรนะ ว่าเฉินหนิวเป็นพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนหรือ… ปอไซ ปอเหลียนหายตัวไป เฉินหนิวรวบรวมผู้คนก่อกบฏ ราษฎรเองอิมเกิดความวุ่นวาย"
เหตุการณ์ฉับพลันชุดหนึ่งนำมารวมเข้าด้วยกัน แม้แต่คนโง่ก็มองออกว่า ลัทธิไท่ผิงกำลังจะก่อกบฏจริง ๆ แล้ว
เขาทรุดอ่อนปวกเปียกลงกับพื้น พร้อมเสียงสะอื้น ร้องเรียกซ้ำ ๆ ว่า "ใต้เท้า ใต้เท้า ลัทธิไท่ผิงก่อกบฏแล้ว ก่อกบฏแล้ว"
อ้องหลานตั้งสติได้ ร้องตะโกนว่า "ใต้เท้า รีบถวายหนังสือไปยังราชสำนักขอกำลังหนุน ขอราชสำนักรีบส่งแม่ทัพมาปราบปรามโดยเร็ว"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนตั้งสติได้ กวาดตาอ่านสิบบรรทัดในพริบตา รีบอ่านหนังสือกราบเรียนของนายอำเภอเองอิมจนจบ โยนทิ้งไว้ข้าง ๆ กล่าวว่า "ถูกแล้ว ถูกแล้ว รีบถวายหนังสือไปยังราชสำนักทันที ขอราชสำนักส่งแม่ทัพมาปราบปราม อ้องหลาน เอากระดาษพู่กันมา"
อ้องหลานทั้งกลิ้งทั้งคลานไปหยิบกระดาษพู่กันมา ปูวางลงบนโต๊ะ ถลกแขนเสื้อขึ้นฝนหมึกอย่างแรง
ท่านไท่โส่วแซ่บุนมือสั่นเทา หยิบพู่กันขึ้นจรดเขียนลงบนกระดาษ เขียนไปหลายตัวอักษรแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าพู่กันยังไม่ได้จุ่มหมึก ส่วนอ้องหลานก็ยังฝนหมึกไม่เสร็จ เขาทิ้งพู่กันลง เร่งอ้องหลานว่า "เร็วเข้า เร็วเข้า"
ฟ้าหนาวพื้นเย็นเยือก หมึกใช่จะละลายออกได้ง่าย ๆ เช่นนั้น เขานั่งอยู่ไม่ติด ลุกขึ้นจากแท่นนั่ง ถูมือพลางเดินวนไปวนมาหน้าโต๊ะ
นอกโถงประชุมหิมะปลิวว่อนไหวพลิ้ว บนโถงประชุมเหล่าขุนนางบ้างคุกเข่าบ้างนั่ง
เทียบกับหานเลี่ยงที่ร่ำไห้ และอ้องหลานที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จงฮิวกับกุยโต๋สองคนค่อนข้างสงบนิ่งกว่า
ท่านไท่โส่วแซ่บุนคอยหมึกละลายอย่างทุกข์ทรมาน ถอนหายใจยาว ๆ สั้น ๆ ลังเลไร้หนทาง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่จงฮิวยังกล่าวถึงปอไซ ปอเหลียนอยู่ ตาก็สว่างวาบ ก้าวฉับ ๆ ไปยังหน้าโต๊ะของเขา รีบร้อนกล่าวกับเขาว่า "ไม่นึกเลยว่าจะเป็นจริงดังคำของท่าน ลัทธิไท่ผิงทรยศคิดกบฏ บัดนี้เรื่องคับขันแล้ว ท่านกงเฉาเฉวียนจะแนะนำข้าอย่างไร"
กุยโต๋มีสติปัญญาเล่ห์กลอยู่มาก ชิงกล่าวก่อนว่า "ตามความเห็นของกุยโต๋ สิ่งเร่งด่วนยามนี้ไม่ใช่การถวายหนังสือยังราชสำนัก หากแต่เป็นการเตรียมระวังป้องกัน"
"ท่านกงเฉาเฉวียนเห็นว่าอย่างไรเล่า"
"ที่ท่านกุยกล่าวมานั้นถูกต้องนัก"
ครั้นได้ยินจงฮิวเห็นพ้องกับกุยโต๋ ท่านไท่โส่วแซ่บุนก็ย้ายตัวไปยังหน้าโต๊ะของกุยโต๋ทันที ถามด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่า "ท่านก๋งจิกจะแนะนำข้าอย่างไร"
"เฉินหนิวรวบรวมผู้คนคิดก่อกบฏเมื่อคืน นี่แสดงว่าจนถึงบัดนี้ลัทธิไท่ผิงยังอยู่เพียงในขั้นเตรียมการ ยังไม่ได้ก่อกบฏอย่างเป็นทางการ ข้อนี้นับเป็นคุณแก่เรา กุยโต๋ขอให้ฝู่จวินออกคำสั่งเกณฑ์ทหารเดี๋ยวนี้ ส่งผู้เด็ดเดี่ยวกล้าหาญสักคนรีบไปจับกุมปอไซ ปอเหลียนทันที ปอไซ ปอเหลียนนั้นคือฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้ ขอเพียงจับกุมทั้งสองคนได้ แม้จะมีพรรคพวกลัทธิไท่ผิงหลงเหลืออยู่ ก็คาดว่ายากจะเป็นภัยใหญ่ จับกุมในภายหลังได้โดยสะดวก นี่ประการที่หนึ่ง"
"ถูกต้องนัก ถูกต้องนัก แล้วประการที่สองเล่า"
"ประการที่สอง รีบส่งหนังสือประกาศไปยังบรรดาอำเภอทันที สั่งให้นายอำเภอแต่ละอำเภอจับกุมหัวหน้าลัทธิไท่ผิงในแต่ละอำเภอ พร้อมทั้งส่งขุนนางทหารคอยระวังป้องกันเมืองอย่างเข้มงวด เช่นนี้ รุกก็ไล่จับปอไซ ปอเหลียน กับเหล่าหัวหน้ากบฏ ถอยแต่ละอำเภอก็แยกย้ายกันรักษาเมืองเตรียมศึก พร้อมทั้งรุกทั้งรับ เพียงพอจะรักษาทั้งมณฑลไว้ได้โดยปราศจากกังวล"
"ถูกต้องยิ่งนัก ถูกต้องยิ่งนัก แล้วประการที่สามเล่า"
"ไม่มีประการที่สามแล้ว"
"แผนของท่านก๋งจิก แผนของท่านก๋งจิก"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนพยักหน้าหงึก ๆ ดุจลูกไก่จิกข้าว ในยามคับขันไม่ได้รู้สึกถึงกิริยาเสียมารยาทของตนเลย ทั้งไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าข้อ "รีบไปจับกุมปอไซ ปอเหลียน" นี้ ซุนเจินได้เสนอไว้แต่เนิ่นนานแล้ว
เขารีบหันกลับไปหลังโต๊ะ คิดจะออกคำสั่งไปยังบรรดาอำเภอ แต่ก็เกิดความยุ่งยากขึ้นอีกข้อหนึ่ง "คำสั่งไปยังบรรดาอำเภอนั้นออกง่ายอยู่ แต่ท่านกงเฉาจงว่าปอไซ ปอเหลียนออกจากบ้านไปนานแล้ว ไม่รู้ไปทางไหน ท่านกุย จะลงมือจับกุมปอไซ ปอเหลียนได้อย่างไร"
กุยโต๋อึ้งงัน "นี่… อืม…"
…
ระหว่างที่ท่านไท่โส่วแซ่บุนกับกุยโต๋สนทนากันอยู่นั้น จงฮิวก็ไม่ได้อยู่ว่าง เขาเรียกหูเมี่ยนเข้ามาใกล้ ๆ ซักถามจนกระจ่างถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเองอิมเมื่อคืนด้วยเสียงเบา
บัดนี้เขายืดตัวขึ้นกล่าวว่า "ขอใต้เท้าอย่าได้ตื่นตระหนกวุ่นวาย ข้าน้อยมีแผนหนึ่ง เพียงพอจะรักษามณฑลของเราไว้ไม่ให้สูญเสียได้"
ท่านไท่โส่วแซ่บุนทิ้งพู่กันลง เดินอ้อมออกมาจากหลังโต๊ะ มายังหน้าโต๊ะของจงฮิวอีก ใช้มือยันบนหน้าโต๊ะสีดำ โน้มตัวไปข้างหน้า เกือบจะคุกเข่าครึ่งหนึ่งลงกับพื้น กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า "ท่านหยวนฉาง รีบว่ามาเถิด รีบว่ามา"
เขาจะตื่นตระหนกเสียมารยาทอย่างไรก็ได้ แต่จงฮิวไม่บังอาจรับการที่เขาคุกเข่าครึ่งหนึ่ง จึงเลี่ยงกายออกข้างหนึ่ง คุกเข่าลงตอบว่า "ขอเพียงเชิญผู้หนึ่งเข้ามาในมณฑล มณฑลของเราก็จะสงบเอง"
"ผู้ใด"
"ตูโหยวเหนือซุนเจินคนก่อน"
"…ซุนเจินหรือ"
"ใต้เท้าทรงทราบหรือไม่ว่า เหตุใดราษฎรในตำบลตะวันตกของเองอิมมีหยวนพ่านเป็นต้นจึงฆ่าฟันสังหารเฉินหนิว"
"คงจะเป็นเพราะไม่ยอมเข้าด้วยกบฏกระมัง"
"ข้าน้อยก็คิดเช่นนี้ในตอนแรก ครั้นถามถิงหยวนหูเมี่ยนแห่งเองอิมจึงทราบว่า หยวนพ่านกับพวกฆ่าฟันสังหารเฉินหนิวก็เพราะยำเกรงคุณธรรมบารมีของซุนเจินต่างหาก ราษฎรในมณฑลขนานนามซุนเจินว่า 'ลูกเสือ'(18) เขาเป็นคนองอาจห้าวหาญแข็งแกร่ง ครอบครัวเป็นตระกูลมีชื่อแห่งทิศใต้ของมณฑล เคยเป็นตูโหยวเหนือ บารมีสะท้านทั้งมณฑล อีกทั้งมีสายตายาวไกลหยั่งรู้ลึกซึ้ง ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือกราบเรียนใต้เท้าขอให้จับกุมปอไซ ปอเหลียน ฟ่านเฉิงไปแล้ว คนเช่นเขานี้ แม้แต่ปอไซ ปอเหลียนก็เกรงกลัวยิ่งนัก ไม่ฉะนั้นเมื่อคืนคงไม่ส่งคนไปลอบสังหารเขาเป็นแน่ เมื่อคืนเองอิมเกิดความแปรปรวน ก็เป็นเขาอีกที่ไม่หวั่นเกรงภัยในยามคับขัน ช่วยเหลือนายอำเภอเองอิม กวาดล้างในเมือง ส่งคนปราบความวุ่นวาย… ใต้เท้า บัดนี้เป็นยามเป็นยามตายของเองฉวนเรา หากจะดับความวุ่นวายลงให้ได้ หากไม่ใช่ซุนเจินก็ไม่อาจสำเร็จ" จงฮิวก้มศีรษะจรดพื้น กล่าวเสียงดังว่า "ขอใต้เท้ารีบเรียกซุนเจินเข้ามาในมณฑลทันที"
ที่ท่านไท่โส่วแซ่บุนไม่ชอบซุนเจินก็เพราะกลัวจะถูกซุนเจินกับพวกแย่งชิงอำนาจไป กลัวจะสูญเสียอำนาจ กลายเป็นหุ่นเชิด บัดนี้ลัทธิไท่ผิงกำลังจะก่อกบฏ ครั้นความวุ่นวายนี้เกิดขึ้น อย่าว่าแต่ "อำนาจ" เลย เกรงว่าแม้แต่ "ชีวิต" ก็จะตกอยู่ในอันตราย ในยามคับขันเช่นนี้ แม้เขาจะไม่เต็มใจ ก็ไม่อาจไม่พิจารณาคำเสนอแนะของจงฮิวอย่างจริงจัง
ครั้นเขาตรองโดยถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่าจงฮิวกล่าวไม่ผิดเลย เพียงอาศัยข้อที่ซุนเจิน "หยั่งรู้ล่วงหน้าว่าลัทธิไท่ผิงคิดจะก่อกบฏ จึงขอให้จวนไท่โส่วจับกุมปอไซ ปอเหลียนไว้แต่เนิ่น ๆ" กับข้อที่ "ปอไซ ปอเหลียนก็เกรงกลัวเขายิ่งนัก ถึงกับส่งคนไปลอบสังหารกลางดึก" เพียงสองข้อนี้ ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าคนผู้นี้เป็น "ผู้มีความสามารถ" จริง บางที การปราบลัทธิไท่ผิงในมณฑลนี้คงไม่มีใครเหมาะยิ่งไปกว่าซุนเจินกระมัง
"ดี ดี ข้าจะเรียกเขาเข้ามาในมณฑลเดี๋ยวนี้"
…
ท่านไท่โส่วแซ่บุนยอมรับคำเสนอแนะของจงฮิว เรียกซุนเจินเข้ามาในมณฑล
ในเมื่อรู้แจ้งว่ากบฏโพกผ้าเหลืองจะก่อตัวขึ้น เอี้ยงเต๊กในฐานะที่เป็นเมืองเอกของมณฑล ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีอันดับแรกของกองทัพโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนอย่างแน่นอน ในการณ์เช่นนี้ ซุนเจินจะยอมไม่ถือโทษโกรธเคืองเก่า เสี่ยงภัยเข้ามาในมณฑลหรือไม่หนอ
## เชิงอรรถ
(1) จวิ้นเฉิง — รองเจ้าเมือง ผู้ช่วยจวิ้นโฉ่ว (ไท่โส่ว) เฟ่ยช่างเลื่อนจากตูโหยวมาเป็นจวิ้นเฉิง
(2) เฉิงเชอ — ที่พักหรือเรือนของจวิ้นเฉิง (รองเจ้าเมือง)
(3) อู่กวานเฉวียน — ตำแหน่งกิตติมศักดิ์ในมณฑล ไร้หน้าที่ตายตัว แต่รักษาการแทนได้เมื่อตำแหน่งอื่นว่าง ศักดิ์ตามหน้ากระดาษเหนือกว่าตูโหยว
(4) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทเจ้าเมืองหรือนายอำเภอ รองจากกงเฉา
(5) จี้ลี่ — เสมียนบัญชีที่มณฑลส่งไปกราบเรียนทะเบียนราษฎรและภาษีต่อราชสำนักทุกปี ตำแหน่งสำคัญเพราะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้
(6) เจิ้งตั้น — วันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ (วันที่หนึ่งเดือนอ้าย) เป็นเทศกาลใหญ่ที่สุด มีพิธีเซ่นไหว้บรรพชนและเลี้ยงวงศ์ตระกูล
(7) ตูโหยวเหนือ — ตูโหยว (ผู้ตรวจราชการระดับมณฑล ตัวแทนเจ้าเมืองประจำอำเภอ) ของเองฉวนแบ่งเป็นสองสาย สายเหนือคุมอำเภอเอี้ยงอิน อู่หยาง และเอี้ยงเต๊กทางตะวันตกเฉียงเหนือ
(8) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งแม่ทัพหรือหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน
(9) คัมภีร์ไท่ผิงชิงหลิ่งจิง — คัมภีร์หลักของลัทธิไท่ผิง ประกอบด้วย 170 ม้วน
(10) คัมภีร์เซี่ยวจิง — คัมภีร์ขงจื๊อว่าด้วยความกตัญญู
(11) ตระกูลเตียวฉางสือ — ตระกูลของขันทีเตียวเหยียง (เตียวฉางสือ คือเตียวเหยียงผู้ดำรงตำแหน่งฉางสือ ขันทีคนสนิทใกล้ชิดฮ่องเต้)
(12) ถิงหยวน — เสมียนฝ่ายสืบสวนในที่ว่าการอำเภอ ศักดิ์ร้อยสือ
(13) ขุนนางผู้รับตราผ่าซีก — ขุนนางที่ได้รับพระราชทานตราซึ่งแบ่งครึ่งเป็นเครื่องหมายมอบอาญาสิทธิ์ปกครองหัวเมือง ฝ่ายราชสำนักถือไว้ครึ่งหนึ่ง ขุนนางถือไว้ครึ่งหนึ่ง
(14) ยามซวี — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 19.00–21.00 น.
(15) ยามจื่อ — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 23.00–01.00 น. (เที่ยงคืน)
(16) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(17) ยามเหม่า — ยามเช้าตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 05.00–07.00 น.
(18) ลูกเสือ — ราษฎรในมณฑลขนานนามซุนเจินว่า "หรู่หู่" สำนวนนี้มีสองนัย นัยหนึ่งหมายถึงลูกเสือ คำชมว่ามีอนาคต อีกนัยหนึ่งหมายถึงแม่เสือกำลังเลี้ยงลูก ดุร้ายยิ่งกว่าปกติ