# ตอนที่ 185 — กวาดล้างเองอิม (ตอนปลาย)
บรรดาผู้คนบนเรือนโถงประชุมต่างแว่วได้ยินเสียงโกลาหลแต่ไกล จึงไม่ได้พะวงถึงสวี่จ้งและพวกที่อยู่เบื้องล่างโถงประชุมอีก ในหมู่พวกเขานั้น บางคน เช่น เล่าเต๋อเซี่ยนเว่ย (นายอำเภอฝ่ายทหาร) ฉินกานจู่ปู้ (หัวหน้าเสมียน) เล่าหยู เป็นต้น บ้างก็ดำรงตำแหน่งสูงในที่ว่าการอำเภอ บ้างก็เป็นคนสนิทของนายอำเภอ บ้างก็เป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ในอำเภอ ล้วนทราบว่าเมื่อหลายวันก่อนตระกูลซุน ตระกูลเล่า และตระกูลต่าง ๆ ได้ขอให้นายอำเภอจัดเตรียมกำลังรบ ป้องกันไม่ให้ราษฎรก่อจลาจล บัดนี้พลันนำเรื่อง "เรียกพบยามวิกาล" "ทหารหุ้มเกราะ" และ "เสียงโกลาหล" มาผูกร้อยเข้าด้วยกัน
ฉินกานยืดกายตรง คุกเข่านั่งพับเพียบถามขึ้นว่า "ใต้เท้าเรียกข้าน้อยทั้งหลายเข้ามายังที่ว่าการยามดึกดื่น แล้วยังได้ยินเสียงโกลาหลแต่ไกล ขอเรียนถามใต้เท้า หรือว่าราษฎรก่อจลาจลขึ้นแล้ว"
ฝ่ายซุนเจินก็ได้ยินเสียงโกลาหลแต่ไกลเช่นกัน นึกในใจว่า "เมื่อครู่ข้ากับเสี่ยวเริ่นเร่งม้าควบมา ครั้นแล้วสวี่จ้ง เจียงฉิน และพวกก็นำกำลังเข้าเมืองเป็นขบวนใหญ่ ผู้คนม้ามากระหึ่มอึกทึก เสียงดังกระจายไปสี่ทิศ ราษฎรในอำเภอเห็นจะตื่นตกใจกันทั่ว เสียงโกลาหลนี้อาจเป็นราษฎรที่ไม่รู้เรื่องราว แต่ยิ่งน่าจะเป็นสายลับของลัทธิไท่ผิงที่ฝังตัวอยู่ในอำเภอ"
การณ์คับขัน ไม่มีเวลาอธิบายแก่ฉินกานและคนทั้งหลาย เขาจึงลุกออกจากที่ คุกเข่าหมอบลงบนโถงประชุม กล่าวว่า "บัดนี้เป็นยามอิ๋น(1) ดึกสงัดผู้คนหลับใหล เสียงเพียงเล็กน้อยก็ดังกระจายไปทั่วเมืองได้ ไม่ว่าผู้ก่อความโกลาหลแต่ไกลจะเป็นผู้ใด ก็ต้องระงับเสียโดยพลัน ไม่ฉะนั้นใจราษฎรจะปั่นป่วน อาจลุกลามเป็นมหันตภัย ขอใต้เท้ารีบส่งคนไปสงบเสียโดยเร็ว"
ผู้คุมทหารนั้นกลัวที่สุดคือกองทัพแตกตื่น ผู้ปกครองราษฎรนั้นกลัวที่สุดคือเหตุวุ่นวายยามราตรี ดึกสงัดผู้คนเงียบเชียบ ราษฎรส่วนมากไม่รู้ความจริง พวกเจ้าเล่ห์ก็จะฉวยโอกาสตีกินในยามชุลมุน คนสิบคนก่อความโกลาหลก็พาให้คนร้อยตื่น คนร้อยก่อความโกลาหลก็พาให้คนพันตื่น หากไม่ระงับเสียโดยพลัน ไม่นานนักทั้งเมืองก็จะลุกเป็นไฟ ถึงคราวนั้นก็ไม่ต้องรอให้ลัทธิไท่ผิงมาตีเมือง เมืองก็จะแตกพ่ายลงด้วยตัวเอง
นายอำเภอพยักหน้าหงึก ๆ กล่าวว่า "ถูก ๆ" รีบสั่งเล่าเต๋อเซี่ยนเว่ยว่า "ท่านเล่าเว่ย ท่านจงนำเสมียนและไพร่พลไปสงบราษฎรที่ก่อจลาจลโดยเร็ว"
เล่าเต๋อไม่รู้รายละเอียด ซุนเจินเกรงเขาจะทำเสียการ จึงกล่าวว่า "เสมียนและไพร่พลในอำเภอมีน้อย ยังต้องคุ้มกันที่ว่าการ ท่านเล่าก็เป็นโหยวเว่ย (นายอำเภอฝ่ายทหารฝ่ายขวา) ไม่ควรเคลื่อนไหวพล่อย ๆ ใต้เท้าน่าจะส่งเสมียนผู้ใหญ่ไปสักคน แล้วข้าพเจ้าจะส่งปินเค่อ(2) ในสังกัดบางคนไปร่วมด้วย เร่งไปสงบเสีย"
นายอำเภอนั้นถือซุนเจินเป็นหลักชัยเสียแล้ว เห็นว่าทุกถ้อยคำที่เขากล่าวล้วนถูกต้อง พยักหน้าไม่หยุด กล่าวว่า "ท่านว่าชอบยิ่งแล้ว ท่านว่าชอบยิ่งแล้ว … ก็ขอให้ท่านฉินจู่ปู้ไปสักเที่ยวเถิด"
ฉินกานกับซุนเจินนั้นรู้จักกันมาเก่าก่อน
แต่ครั้งซุนเจินแรกเข้ารับราชการ วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยางนั้น ก็พลันต้อง "คดีสวี่จ้งฆ่าคน" เวลานั้น คนที่อำเภอส่งไปสะสางคดีนี้ก็คือฉินกานกับเล่าหยู วันที่ไปอายัดตรวจค้นบ้านสวี่จ้ง เผชิญหน้ากับหมู่นักเลงที่มุ่งร้ายแรงกล้านั้น ฉินกานยืนหยัดไม่หวั่นเกรง กล้าหาญเต็มตัว เมื่อเทียบกับเสมียนคนอื่นบนโถงประชุม เขานับว่าเป็นผู้เหมาะสมที่สุด อีกทั้งเขารับราชการอยู่ในอำเภอมาช้านาน บารมีในหมู่ราษฎรก็ค่อนข้างสูง
ฉินกานลุกขึ้นรับคำสั่ง
ซุนเจินเดินไปยังประตูโถงประชุมพร้อมเขา กระซิบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ให้ฟังโดยเร็ว ในที่สุดกล่าวว่า "เสียงโกลาหลแต่ไกลนั้น ตามที่ข้าพเจ้าเห็น เห็นจะเป็นสายลับของพวกนักพรตชั่วที่ฝังตัวอยู่ในอำเภอ ครั้นได้ยินกำลังพลขบวนใหญ่เข้าเมือง ก็เกรงว่าความจะแตก ไม่อาจอยู่นิ่งได้ จึงลงมือก่อการเสียก่อนกำหนด" อันราษฎรสามัญนั้นไร้ผู้นำรวบรวมจัดการ แม้ได้ยินเสียงกำลังพลเข้าเมือง ก็ยากจะรวมตัวก่อความโกลาหลขึ้นได้รวดเร็วเพียงนี้
ฉินกานเห็นด้วย กล่าวว่า "ท่านวางใจเถิด มีข้าน้อยไป ความโกลาหลย่อมก่อตัวไม่ขึ้น"
"มีท่านไป ข้าพเจ้าก็ไร้กังวลแล้ว"
ซุนเจินกวาดตาดูเบื้องล่างโถงประชุม เรียกชื่อสองพี่น้องเกาใหญ่น้อยว่า "เกาเจี่ย เกาปิ่ง เจ้าสองคนจงนำกำลังในหมู่ของตน ตามท่านฉินจู่ปู้ไปสงบความวุ่นวาย"
เกาเจี่ยกับเกาปิ่งขานรับพร้อมกันว่า "ขอรับ"
สองคนนั้นเดิมก็เป็นคนใจกล้าอยู่แล้ว อีกทั้งติดตามซุนเจินกระทำการใหญ่มาหลายครั้ง จึงไม่มีอาการตื่นตกใจแม้แต่น้อย บนใบหน้ามีแต่ความตื่นเต้นยินดี
ฉินกานจำไม่ได้ว่าสองพี่น้องตระกูลเกาคือนักเลงที่ห้อมล้อมอยู่นอกบ้านสวี่จ้งในวันนั้นคนหนึ่ง เห็นทั้งสองสวมเกราะกุมอาวุธ ยืนตระหง่านอยู่ใต้หิมะกลางราตรี ดูองอาจห้าวหาญ ก็ชมว่า "เป็นชายชาตรีแท้!" แล้วประสานมือคารวะกล่าวว่า "ค่ำคืนนี้ การสงบความโกลาหลต้องพึ่งพาท่านทั้งหลายอยู่มากแล้ว"
สองพี่น้องตระกูลเกาจำเขาได้ นับถือความกล้าหาญของเขา ก็ไม่ได้เสียมารยาท ตอบว่า "เชิญท่านจู่ปู้นำหน้าไปก่อนเถิด"
ฉินกานลงจากโถงประชุม มือกุมกระบี่ที่เอว ไม่รีรอแม้แต่น้อย ก้าวยาว ๆ มุ่งออกไปนอกที่ว่าการ สองพี่น้องตระกูลเกาคารวะซุนเจินครั้งหนึ่งแล้วตามไปติด ๆ ซุนเจินจ้องมองพวกเขาออกพ้นประตูลาน ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงสองพี่น้องตระกูลเกาออกคำสั่ง เสียงผู้คน เสียงม้าร้อง ราวยี่สิบคนค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป
…
ซุนเจินกล่าวแก่นายอำเภอว่า "ปินเค่อในสังกัดข้าพเจ้ามาถึงแล้ว ที่เกิดความโกลาหลก็มีท่านฉินจู่ปู้ไปแล้ว การนี้ไม่ควรชักช้า ขอใต้เท้าออกคำสั่ง ให้เริ่มกวาดล้างในเมืองทันที"
แม้เขาจะกังขาฉงนสนเท่ห์ที่สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ และพวกพากันมาในยามวิกาลเช่นนี้ แต่บัดนี้ยังไม่ใช่เวลาซักถาม
นายอำเภอกล่าวว่า "ดี ดี! เชิญท่านออกคำสั่งเถิด" กลับมอบอำนาจใหญ่ทั้งหมดให้ซุนเจินเสียสิ้น
การณ์คับขันจำต้องผ่อนตามเหตุ ซุนเจินไม่ได้ปฏิเสธ จึงหันกายกลับ หันหน้าเข้าหาเบื้องล่างโถงประชุม จัดแบ่งบังคับบัญชาต่อหน้าเสมียนทั้งหลายที่จับตามองอยู่
"เจียงฉิน"
"อยู่"
"ที่ตั้งของหัวหน้าผู้นับถือลัทธิไท่ผิงและพรรคพวกของปอไซในอำเภอ เจ้ารู้ดีที่สุด ค่ำคืนนี้กวาดล้างเมือง ให้เจ้าเป็นหัวหน้า"
"ขอรับ"
"ท่านซูคนพี่ ท่านซูคนน้อง"
"อยู่"
"อยู่"
"เจ้าสองคนหนักแน่นมีกลอุบาย เก่งกล้าทั้งการขี่ม้ายิงธนู ค่ำคืนนี้ให้เจ้าทั้งสองเป็นกำลังเสริม"
"ขอรับ"
"ในเมืองมีราษฎรหลายหมื่น ไม่ให้แตกตื่น ค่ำคืนนี้กวาดล้างเมือง ให้สังหารแต่พวกลัทธิไท่ผิงเท่านั้น! หากผู้ใดในใต้บังคับของพวกเจ้ารังควานราษฎรผู้สุจริต ฉวยโอกาสก่อเหตุ กฎเรือนของข้าจะไม่ละเว้น" เมื่ออยู่ต่อหน้านายอำเภอและเสมียนทั้งหลาย จะกล่าว "กฎเรือนตำบลตะวันตก" ไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป็น "กฎเรือน"
เจียงฉินกับสองพี่น้องตระกูลซูขานรับ
"คงคนไว้ร้อยคนเฝ้าที่ว่าการ ที่เหลือพวกเจ้านำไปทั้งหมด แยกย้ายกันลงมือ ก่อนฟ้าสาง ข้าจะรอฟังข่าวชัยของพวกเจ้าอยู่ที่นี่"
"ขอรับ!"
เจียงฉิน ซูเจ๋อ ซูเจิ้งรับคำสั่ง คารวะซุนเจินครั้งหนึ่งแล้วรีบออกจากที่ว่าการอำเภอ ไม่ถึงครึ่งเค่อ(3) เหล่านักเลงนอกที่ว่าการก็ถูกเจียงฉินจัดแบ่งเรียบร้อย นอกจากบางส่วนที่คงไว้รักษาการแล้ว ที่เหลือก็มีเจียงฉิน ซูเจ๋อ ซูเจิ้งแยกกันคุมไป ตามแผนที่ที่วางไว้ ต่างมุ่งสู่เป้าหมายของตน
กำลังพลเคลื่อนห่างออกไป นอกที่ว่าการก็กลับสงบเงียบดังเดิม
คำสั่งของซุนเจินที่เรียงร้อยต่อเนื่องนั้น บังคับบัญชาอย่างหนักแน่นมั่นคง เจียงฉินและพวกได้รับคำสั่งก็ลงมือทันที ฉับไวเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ทำเอาเสมียนทั้งหลายบนโถงประชุมพิศวงตะลึงงัน แม้ทึ่มที่สุดก็ยังเดาออกว่าในอำเภอเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
เล่าหยูถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ใต้เท้า ลัทธิไท่ผิงก่อกบฏแล้วหรือ"
นายอำเภอกล่าวว่า "ค่ำคืนนี้ท่านซุนถูกลอบสังหาร ผู้ลอบสังหารคือปินเค่อของปอเหลียนฉวี๋ซ่วยลัทธิไท่ผิงประจำเขตนี้…"
…
ขณะนายอำเภอบรรยายเรื่องราวที่ซุนเจินประสบในค่ำคืนนี้ให้เสมียนทั้งหลายฟังบนโถงประชุม ซุนเจินก็ฉวยช่วงว่างนี้ลงไปยังกลางลาน เรียกสวี่จ้ง เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง และพวกเข้ามาใกล้ ถามว่า "ค่ำคืนนี้พวกเจ้ามากันทั้งหมด หรือว่าตำบลตะวันตกเกิดเหตุร้ายขึ้น"
สวี่จ้งตอบอย่างหนักแน่นว่า "ใช่ขอรับ เฉินหนิวซ่องสุมผู้คน คิดก่อการกบฏ แต่ถูกชาวตำบลฆ่าเสียแล้ว พวกข้าน้อยได้ข่าว เกรงว่าในอำเภอจะเกิดเหตุ ไม่กล้ารีรอ จึงรวมพลกัน บุกหิมะควบม้ายามราตรีมายังอำเภอ เพื่อมาคุ้มครองท่านซุน"
"เฉินหนิวซ่องสุมผู้คน คิดก่อการกบฏหรือ"
"เรื่องนี้อาเปารู้ก่อนใคร ผู้แจ้งข่าวแก่พวกข้าน้อยก็คืออาเปา รายละเอียดต้องให้อาเปาเป็นผู้เล่า"
"อาเปา เจ้าจงเล่าความโดยละเอียดมา"
เฉินเปาขานรับแล้วกล่าวว่า "ค่ำคืนนี้ปลายยามซวี(4) ข้าน้อยเพิ่งเอนกายลงนอน ก็มีคนมาเคาะประตูศาลา เคาะไปร้องเรียกไป ข้าน้อยกับท่านตู้ สองพี่น้องตระกูลฝาน และเฒ่าฮอง ลุกขึ้นเปิดประตูออกไปดู เห็นเป็นหยวนพ่านกับพวก หยวนพ่านเสื้อผ้าเปื้อนเลือด มือถือศีรษะคนหนึ่ง คุกเข่าอยู่หน้าประตู เอ่ยปากขึ้นว่า 'เฉินหนิวคิดกบฏ พวกข้าฆ่าเสียแล้ว ศีรษะอยู่นี่' ขอให้ข้าน้อยรีบมาแจ้งเรื่องนี้แก่ท่านซุนทันที"
"เฉินหนิวคิดกบฏ หยวนพ่านฆ่ามันเสียหรือ"
"ขอรับ หยวนพ่านบอกว่า ค่ำคืนนี้เฉินหนิวเลี้ยงสุรา 'ซ่างซือ' (อาจารย์ผู้ใหญ่) ของลัทธิไท่ผิงตามศาลาและหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วตำบลตะวันตก ในวงสุรานั้นเฉินหนิวเผยความคิดที่จะชักชวนพวกเขาก่อการกบฏ แต่ครั้งท่านซุนยังเป็นนายกองศาลาฝานหยาง ก็ช่วยซื้อกล้าหม่อนให้แก่หมู่บ้านของหยวนพ่าน ปีกลายเกิดภัยแล้ง ก็ได้ท่านซุนแบ่งข้าวให้ ชาวตำบลจึงรอดพ้นจากการอดตาย หยวนพ่านว่า หากร่วมก่อกบฏกับเฉินหนิวแล้ว นอกจากจะทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของวงศ์ตระกูลมัวหมองแล้ว เมื่อกองกบฏก่อตัวขึ้น อำเภอเองอิมก็จะเป็นที่แรกที่ต้องรับศึก พวกเขาสำนึกในพระคุณของท่านซุน ไม่อยากผลักไสท่านซุนไปสู่ที่ตาย จึงฆ่าเฉินหนิวเสียในวงสุรานั้นเอง"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!"
ซุนเจินสีหน้าไม่เปลี่ยนแปร แต่ในใจร้องว่าโชคดีอยู่เงียบ ๆ ดีแล้วที่หยวนพ่านสำนึกในพระคุณของเขา ไม่ถูกเฉินหนิวชักชวนไปได้ ไม่ฉะนั้นค่ำคืนนี้ก็คงไม่ใช่สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปามาคุ้มครองเขา หากตำบลตะวันตกจะกลับกลายเป็นสมรภูมิแทน หากลัทธิไท่ผิงในตำบลตะวันตกก่อกบฏ ผู้ที่ต้องกำจัดก่อนคือสวี่จ้งและพวก ฝ่ายข้าศึกอยู่ในที่มืด ฝ่ายเราอยู่ในที่แจ้ง แม้สวี่จ้งและพวกจะตีฝ่าออกมาได้ ฝ่ายตนเองก็ต้องสูญเสียไม่น้อย
เฉินเปากล่าวต่อว่า "ครั้นฆ่าเฉินหนิวแล้ว หยวนพ่านและพวกก็รุดมายังศาลายามค่ำคืน เพื่อมาแจ้งเรื่องนี้ ข้าน้อยกับท่านตู้ได้ฟัง ก็ปรึกษากันเล็กน้อย ส่งคนไปบ้านสวนแจ้งท่านสวี่และท่านเจียง ขอให้นำคนมารวมพลกันนอกบ้านสวน อีกทั้งส่งคนไปเชิญท่านเกาและท่านเฝิงมา แล้วเรียกราษฎรที่ฝึกปรือไว้ในหมู่บ้านมาโดยเร่งด่วน นอกจากคงคนไว้บางส่วนแยกย้ายกันไปรับครอบครัวของข้าน้อยและคนทั้งหลาย ให้คุ้มครองอยู่ในบ้านสวนแล้ว ที่เหลือก็ตามข้าน้อยและคนทั้งหลายรุดมายังอำเภอกลางดึกทั้งสิ้น"
มีคนหนึ่งหัวเราะอยู่ข้าง ๆ ว่า "ท่านซุน ที่อาเปาว่ามานั้นไม่ถูก"
ผู้ที่พูดคือสือจวีเซียน เขาก็เป็นราษฎรที่ได้รับการฝึกปรือคนหนึ่ง อีกทั้งเป็นสือจ่าง (นายสิบ)(5)
ซุนเจินถามว่า "ที่ใดไม่ถูกเล่า"
"อาเปาว่าเขากับ 'ท่านตู้ปรึกษากันเล็กน้อย' คำนี้ไม่ถูกอย่างยิ่ง"
"ไม่ถูกอย่างไร"
"เฒ่าตู้ไร้ความกล้า! กระทั่งตอนพวกข้ามารวมพลกันนอกศาลา เขายังตื่นกลัวสะดุ้งหวาด เหงื่อชุ่มหลัง พูดไม่ออกแม้แต่คำ ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ถามอะไรก็ได้แต่พยักหน้าสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่เอ่ยถ้อยคำแม้ครึ่งคำ จะ 'ปรึกษากันเล็กน้อย' ได้อย่างไร การส่งคนไปแจ้งท่านสวี่ ท่านเจียง ส่งคนไปเชิญท่านเกา ท่านเฝิง เรียกราษฎรมารวมพล ควบม้าฝ่าราตรีมายังเองอิม ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจของอาเปาเพียงผู้เดียวทั้งสิ้น"
สือจวีเซียนสนิทสนมกับเฉินเปา ไม่อยากเห็นเขายกความดีความชอบไปให้ตู้หม่าย จึง "แฉ" ว่าคำของเฉินเปามิตรงความจริง อันที่จริง ต่อให้เขาไม่พูด ในใจซุนเจินก็รู้อยู่แก่ใจ ในบรรดาผู้คนที่อยู่ในศาลาฝานหยางขณะนี้ ผู้ที่ใช้การได้ ที่ไว้ใจได้ ก็มีเฉินเปาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
"อาเปา ครานี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว!" ซุนเจินตบบ่าอาเปา กล่าวอย่างจริงใจ ในที่สุดถามว่า "หยวนพ่านสร้างความชอบใหญ่หลวง เหตุใดจึงไม่มาเล่า"
"ข้าน้อยขอให้เขาคุมตำบลไว้ ปลอบขวัญผู้นับถือลัทธิไท่ผิง"
เฉินหนิวตายแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นับถือลัทธิไท่ผิงในตำบลตะวันตกก่อความวุ่นวายขึ้นอีก จำต้องคงหยวนพ่านไว้คุมการ ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "เจ้าจัดการได้ดียิ่งแล้ว" แล้วถามว่า "ศีรษะเฉินหนิวนำมาด้วยหรือไม่"
"นำมาแล้วขอรับ"
สือจวีเซียนวิ่งออกไปนอกที่ว่าการ นำถุงหนังใบหนึ่งมาส่งให้ซุนเจิน
เปิดออกดู ในถุงเป็นศีรษะคนเลือดเนื้อพร่ามัว ลืมตาค้าง สิ้นใจด้วยอาการตื่นตระหนก
จากสีหน้าที่แข็งทื่ออยู่บนศีรษะนี้ ซุนเจินพอจินตนาการเห็นภาพในงานเลี้ยงค่ำคืนที่บ้านเฉินหนิว ขณะจอกสุราโต้ตอบกันไปมานั้น เจ้าภาพและแขกบนวงสุราต่างหน้าเข้ากันแต่ใจแยกกัน พอคำพูดไม่ต้องกัน หยวนพ่านและพวกก็ลุกพรวดชักกระบี่ แทงเฉินหนิวสิ้นใจคาโต๊ะสุรา แล้วตัดศีรษะมาขู่ขวัญพรรคพวกของเฉินหนิว
เขาคิดในใจว่า "หยวนพ่านหน้าตาใจดีมีเมตตา ราวกับผู้เฒ่าผู้บรรลุธรรม ไม่คาดว่าจะมีฝีมือเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้"
คิดดูแล้ว ที่หยวนพ่านและพวกไม่ยอมเข้าร่วมกับโจรนั้น นอกจากสำนึกในพระคุณของเขาแล้ว เห็นจะมีเหตุที่ยำเกรงในบารมีของเขาอยู่ด้วย ไม่ต้องเอ่ยถึงคราที่เขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ลงมือสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยตนเอง ขับไล่เสมียนชั่ว สำแดงเดชสะเทือนไปทั่วเขตเหนือ เพียงคราที่เขารับราชการอยู่ตำบลตะวันตก ออกปราบโจรยามดึก กวาดล้างตระกูลตี้ซานทั้งโคตร เหตุเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หยวนพ่านและพวกได้เห็นได้ยินกับตาทั้งสิ้น
เขายิ้มเยาะตนเองเล็กน้อย นึกในใจว่า "ไม่นึกเลยว่าฉายา 'ลูกเสือ' ของข้า ไม่เพียงทำให้ปอเหลียนเกรงขาม ยังทำให้ชาวตำบลครั่นคร้ามด้วย" ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคิดต่อว่า "เฉินหนิวเป็นพรรคพวกของปอเหลียน ค่ำคืนนี้มันเผยความคิดกบฏออกมา ก็บอกสองเรื่อง เรื่องหนึ่ง ปอไซ ปอเหลียนไม่ได้ก่อการในค่ำคืนนี้ เรื่องที่สอง พวกมันจะก่อการก็ในวันสองวันนี้แล้ว ที่เองอิมมีข้า ผ่านการกวาดล้างในค่ำคืนนี้ ก็พอจะปลอดภัยได้ แต่อำเภออื่น ๆ ในเขตนี้ก็ยากจะรับประกัน … เรื่องนี้ต้องรีบกราบเรียนไปยังที่ว่าการไท่โส่วโดยเร็ว"
แม้บุนไท่โส่วจะไม่โปรดเขา แต่ในด้านราชการก็ดี ในด้านส่วนตัวก็ดี เรื่องนี้ปกปิดไว้ไม่ได้
เขากล่าวแก่สวี่จ้งและเฉินเปาว่า "เจ้าสองคนจงตามข้าขึ้นโถงประชุม นำเรื่องที่เกิดในตำบลตะวันตกค่ำคืนนี้แจ้งให้นายอำเภอทราบ"
…
สามคนก้าวขึ้นสู่โถงประชุม
เหล่าเสมียนได้ทราบเรื่องที่ซุนเจินถูกลอบสังหารในค่ำคืนนี้ และการที่เขาเรียกปินเค่อมาช่วยรักษาเมืองจากปากนายอำเภอแล้ว แววตาที่มองซุนเจินก็เปลี่ยนไปมาก
มีทั้งความตื่นตะลึง มีทั้งความเลื่อมใส มีทั้งความหวาดเสียวแทนเขา
เซี่ยอู่กล่าวว่า "ข้าน้อยรู้อยู่แต่ไหนแต่ไรว่าท่านซุนองอาจกล้าหาญ แต่ไม่คาดว่าจะองอาจถึงเพียงนี้!" เขาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งโหย่วจื้อเซ่อฟู (นายตำบล) แห่งตำบลตะวันตกก่อนซุนเจิน เหตุที่ได้รับเลื่อนเข้ามาในที่ว่าการอำเภอ ก็เพราะพลอยได้อานิสงส์จากเรื่องที่ซุนเจิน "ปราบโจรยามดึก กวาดล้างฝูงโจร"
ซุนเจินถ่อมตนสองคำ แล้วสั่งให้เฉินเปานำศีรษะเฉินหนิวออกจากถุงหนัง ส่งขึ้นถวาย
นายอำเภออยู่อย่างสุขสบายมาแต่ไหน ที่ใดจะเคยเห็นศีรษะคน ไม่เพียงเขาผู้เดียว เหล่าเสมียนบนโถงประชุมส่วนมากก็ไม่เคยเห็น ต่างตกใจสะดุ้งกันถ้วนหน้า
นายอำเภอกล่าวว่า "นี่มัน นี่มันอะไร"
"นี่คือศีรษะของเฉินหนิวหัวหน้ากองลัทธิไท่ผิงแห่งตำบลตะวันตก อาเปา เจ้าจงนำเรื่องที่เกิดในตำบลตะวันตกค่ำคืนนี้แจ้งให้ใต้เท้าและท่านทั้งหลายทราบเสีย"
เฉินเปาคารมคล่องแคล่ว เพียงสองสามคำก็เล่าเรื่องราวจบสิ้น
นายอำเภอยังไม่ทันเอ่ยคำใด เซี่ยอู่ก็เปลี่ยนสีหน้าก่อน ลุกพรวดขึ้นอย่างฉับพลัน พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนเลือกถ้อยคำไม่ทันว่า "ตำบลตะวันตกเกิดเหตุ ไม่อาจรอช้าได้แม้ชั่วครู่ ใต้เท้า รีบส่งเสมียนไพร่พลไปปราบที่ตำบลตะวันตกเถิด!" เขาเป็นคนตำบลตะวันตก วงศ์ญาติมิตรล้วนอยู่ในตำบลตะวันตก ห่วงใยมากจนใจวุ่น
ซุนเจินกล่าวว่า "ท่านเซี่ยอย่ากังวลเลย ก่อนอาเปามา ก็ได้แจ้งโหย่วจื้อเซ่อฟู (นายตำบล) แห่งตำบลตะวันตก ตลอดจนนายกองศาลาแต่ละแห่งแล้ว ในตำบลก็เตรียมการระวังไว้พร้อมแล้ว อีกทั้งหยวนพ่านมีบารมีสูงยิ่งในหมู่ผู้นับถือลัทธิไท่ผิงแห่งตำบลตะวันตก ตระกูลหยวนในตำบลตะวันตกก็เป็นตระกูลใหญ่ มีเขานำบุตรหลานในตระกูลช่วยเสมียนของศาลาและตำบลคุมการอยู่ อย่างน้อยค่ำคืนนี้ ตำบลตะวันตกก็จะไม่เกิดเหตุ"
ครั้นปลอบเซี่ยอู่แล้ว เขาก็กล่าวแก่นายอำเภอว่า "เฉินหนิวเป็นพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียน ค่ำคืนนี้มันเผยความคิดกบฏ ก็เห็นได้ว่าปอไซ ปอเหลียนจะก่อการในวันสองวันนี้แล้ว เมื่อปอไซ ปอเหลียนก่อการ ก็ย่อมลุกลามไปทั่วทั้งเขต เรื่องนี้ไม่อาจไม่รีบแจ้งให้ไท่โส่วทราบ ขอใต้เท้าส่งคนรุดไปเอี้ยงเต๊ก กราบเรียนไท่โส่วโดยเร็ว"
"ถูก ถูก ควรแจ้งให้ท่านฝู่จวินทราบ" หากไม่ใช่ซุนเจินเตือน นายอำเภอก็แทบลืมว่าควรนำเรื่องนี้ขึ้นกราบเรียน เขากล่าวว่า "ท่านหูถิงหยวน ก็ขอลำบากท่านไปสักเที่ยวเถิด"
ตำแหน่งถิงหยวน(6) นั้นคล้ายกับตูโหยวของมณฑล มีหน้าที่ตระเวนตรวจตามตำบลต่าง ๆ สอบสวนเสมียนของตำบลและศาลา หูเมี่ยนสามารถดำรงตำแหน่งนี้ติดต่อกันหลายปี ตัวเองก็เป็นคนแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว จึงรับคำในทันที
นายอำเภอเขียนหนังสือโจ้วจี้(7) กราบเรียนเสร็จแล้ว มอบให้เขาพร้อมหนังสืออนุญาตเดินทางยามค่ำคืน เขาออกจากโถงประชุม เรียกเสมียนไพร่พลมาสองสามคน ขึ้นม้าจากไป
ครั้นหูเมี่ยนไปแล้ว ผู้คนบนโถงประชุมต่างตื่นตระหนกตกใจ ไม่รู้จะเอ่ยถ้อยคำใด
นายอำเภอนั่งนิ่งงันอยู่นานนัก จึงนึกขึ้นได้ว่าควรประทานที่นั่งให้สวี่จ้งและเฉินเปาที่ยืนรับใช้อยู่เบื้องหลังซุนเจิน
สวี่จ้งและเฉินเปาเคร่งครัดในฐานะปินเค่อในสังกัด ไม่กล้านั่งเสมอซุนเจิน จึงปฏิเสธไม่ยอมรับ ถอยกลับลงไปยังกลางลาน
เปลวเทียนกระเพื่อมไหว ภายในโถงประชุมสว่างมืดไม่คงที่ ผู้คนต่างมองหน้ากันไปมา นั่งก็ไม่เป็นสุข ยืนก็ไม่เป็นสุข เล่าหยูกล่าวว่า "ไม่รู้ว่าท่านฉินจู่ปู้สงบความโกลาหลได้แล้วหรือยัง" ไม่มีผู้ใดสนใจเขา เขาจึงลุกขึ้นจากที่ ไปยืนที่ประตูโถงประชุม เขย่งเท้ามองออกไปข้างนอก
ในความมืดของราตรี หิมะขาวร่วงพรู สุดสายตาออกไป เรือนชาน ต้นไม้ ล้วนถูกหิมะปกคลุมขาวโพลนไปทั้งสิ้น ที่ประตูลานอันเป็นที่ตั้งของโถงประชุมนั้น มีเสมียนผู้น้อยมากมายที่ได้ข่าวรุดมาชุมนุมกัน พวกเขาไม่กล้าเข้ามา ได้แต่ชะเง้อมองอยู่นอกประตู เบื้องล่างโถงประชุม สวี่จ้ง เฉินเปา สือจวีเซียน และพวก สวมเกราะถือคบเพลิงยืนอยู่ใต้หิมะ ปล่อยให้เสมียนผู้น้อยนอกลานแอบมอง ปล่อยให้ลมหิมะปะทะหน้า สายตายังจับจ้องอยู่ที่ซุนเจินผู้เดียว ยืนนิ่งไม่หวั่นไหว
ใต้หิมะที่ไกลออกไป มีควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า
เล่าหยูพึมพำว่า "ที่ไหนไฟไหม้หรือ"
เหล่าเสมียนบนท้องพระโรงไม่อาจสำรวมต่อหน้านายอำเภอได้อีก พากันหลั่งไหลออกไปเบียดเสียดกันที่ประตูโถงประชุม เงยหน้ามองออกไปไกลพร้อมกัน
พอพวกเขาลุกจากที่ไปหมด บนโถงประชุมก็เหลือแต่นายอำเภอ เซี่ยนเว่ย และซุนเจิน
เล่าเต๋อเซี่ยนเว่ยนั่งเหม่ออยู่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด ฝ่ายซุนเจินมีหลักในใจอยู่แล้ว จึงสงบนิ่งเป็นปกติ นายอำเภอถือศักดิ์ของตน แม้ไม่เป็นสุข ก็ไม่อาจไปเบียดเสียดอยู่กับลูกน้อง ได้แต่ลูบเคราของตน จ้องมองแผ่นหลังของเหล่าเสมียนไม่วางตา เงี่ยหูฟังพวกเขาพูดจากัน
ที่ ๆ ควันดำพวยพุ่งขึ้นนั้น ก็คือที่ ๆ เกิดความโกลาหลเมื่อครู่ เสียงร้องตะโกนหลายเสียงดังลอดข้ามฟากฟ้ายามราตรีมาแต่ไกล
"ร้องตะโกนอะไรกัน"
"เห็นจะเป็นท่านจู่ปู้กำลังปราบราษฎรที่ก่อจลาจลกระมัง"
เหล่าเสมียนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ
ครั้นสิ้นเสียงตะโกนหลายเสียงนั้นแล้ว ราวกับนัดหมายกันไว้ หลายแห่งในอำเภอก็พลันระเบิดเสียงตะโกนร้องโหวกเหวกขึ้นพร้อมกัน เงี่ยหูฟังให้ดี ยังได้ยินเสียงทุบประตู เสียงอาวุธกระทบกันไม่ขาดสาย เสียงสุนัขเห่าระงม เสียงไก่ขัน เสียงม้าร้อง เสียงทารกร่ำไห้ เสียงสตรีกรีดร้องตกใจ เสียงบุรุษตวาดโห่ ทั้งเมืองโกลาหลไปสิ้น ครู่หนึ่ง ก็มีควันดำอีกสองสายลอยขึ้นทางเหนือและใต้ของอำเภอ ไม่รู้ว่าผู้ใดร้องโหยหวนขึ้นเสียงหนึ่งแต่ไกล ห่างออกไปหลายลี้ บนโถงประชุมผู้คนก็ยังได้ยินถนัดชัดเจน
เหล่าเสมียนที่ประตูโถงประชุมตัวสั่นหน้าซีด เสมียนผู้น้อยที่ประตูลานก็พากันหวาดผวาหันมอง ฝ่ายสวี่จ้ง เฉินเปา สือจวีเซียน และพวกยังคงยืนนิ่งมั่นคงดังเดิม ซุนเจินเห็นเข้าก็พยักหน้าอยู่ในใจ คิดว่า "ไม่เสียแรงที่ข้าฝึกปรือพวกเขาด้วยพิชัยสงครามมาหลายปี!"
นายอำเภอนั่งไม่ติด กล่าวว่า "เหตุใดเสียงดังโกลาหลถึงเพียงนี้ เหตุใดเสียงดังโกลาหลถึงเพียงนี้" แล้วถามซุนเจินว่า "ท่านเห็นว่า จู่ปู้จะปราบความวุ่นวายได้สักกี่ส่วน ปินเค่อในสังกัดท่านกวาดล้างเมืองจะมีหวังชนะสักกี่ส่วน เสียงร้องในเมืองดังสนั่นฟ้า จะ จะ"
เขาอยากกล่าวว่า "จะพลาดท่าหรือไม่" แต่เห็นว่าเป็นลางไม่ดี จึงกลืนคำลงคอ ตาจับจ้องซุนเจินอย่างใจจดใจจ่อ
"ใต้เท้าไม่ต้องกังวล ปินเค่อในสังกัดข้าพเจ้าล้วนเป็นผู้กล้าซื่อสัตย์องอาจ คนเดียวสู้ได้สิบคน"
คำนี้ของซุนเจินเป็นความจริง เขามั่นใจในลูกน้องของตนยิ่งนัก แม้ค่ำคืนนี้จะถูกลอบสังหาร นักเลงสิบกว่าคนที่พักอยู่ลานหน้าจัดการมือสังหารคนเดียวไม่ได้ แต่มือสังหารผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ปอเหลียนส่งมาลอบฆ่า ย่อมเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยาก คาดว่าแม้ในสังกัดปอเหลียนก็เป็นหนึ่งในสอง ไม่อาจนับเป็นคนสามัญได้ ในหมู่ผู้นับถือลัทธิไท่ผิงในอำเภออาจมีนักกระบี่ฝีมือดีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดเทียบกับมือสังหารผู้นั้นได้เป็นแน่ ฝ่ายตนก็เตรียมการพร้อมสรรพแล้วจึงไป สืบรู้ความลับของฝ่ายตรงข้ามมาแต่เนิ่น ๆ ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว จะตีให้แตกก็ไม่ยาก
นายอำเภอกล่าวว่า "หรือจะให้ข้าส่งเสมียนไพร่พลไปอีกสักหน่อย"
ซุนเจินจะว่าได้ก็ได้ ว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ เมื่อเทียบกับพรรคพวกลัทธิไท่ผิงในอำเภอ เขาห่วงกังวลว่านายอำเภอจะทิ้งเมืองหนีกลางคันมากกว่า เพื่อปลอบขวัญเขา จึงตอบว่า "ก็ดี"
นายอำเภอเรียกเซี่ยอู่เข้ามา สั่งว่า "ข้าเห็นนอกลานมีเสมียนไพร่ชุมนุมกันอยู่ไม่น้อย ท่านจงนำพวกเขาไปช่วยท่านฉินจู่ปู้สักแรงหนึ่ง!"
เซี่ยอู่ทำหน้าลำบากใจ เกาหัวเการาว ยักแย่ยักยันอยู่นานสองนาน จึงเอ่ยอ้อมแอ้มว่า "ข้าน้อยแม้ชื่อว่า 'อู่' (บู๊) แต่แท้จริงแล้วอ่อนแรงปานไม่อาจมัดไก่ ไม่เชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนูฟันกระบี่ แม้มีใจจะฆ่าโจร น่าเสียดายที่ไร้แรงจะฆ่าโจร"
นายอำเภอเรียกเล่าหยูเข้ามาอีก เล่าหยูใจเต้นระทึก ขาทั้งสองสั่นเทา จะคุกเข่ายังแทบไม่อยู่ ใจฝ่อยิ่งกว่าเซี่ยอู่ ไร้ความสามารถถึงที่สุด พูดตะกุกตะกักอ้ำอึ้งอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็เป็นคำพูดทำนองเดียวกัน เปลี่ยนเสมียนมาอีกสองคน คำตอบก็ไม่ต่างกัน
นายอำเภออัดอั้นจนพูดไม่ออก "พวกเจ้านี่!"
อันเสมียนที่แข็งกร้าวกล้าหาญอย่างฉินกานและหูเมี่ยนนั้นมีอยู่น้อย แผ่นดินภายในไม่ได้ยินข่าวศึกมากว่าร้อยปี บ้านเมืองสงบสุขมานาน อีกทั้งราชสำนักก็มืดมน เพลงเด็กขับว่า "ยากจนซื่อสัตย์กลับขุ่นดั่งโคลน เหล่าขุนพลขุนนางชั้นสูงขลาดดั่งไก่" เสมียนที่กลัวตายขลาดเขลานั้นมีอยู่เป็นส่วนมาก
เสมียนเต็มโถงประชุมสิบกว่าคนไม่มีผู้ใดรับคำสั่ง ยิ่งทำให้เห็นความกล้าหาญของฉินกานและหูเมี่ยนเด่นชัด อีกทั้งยิ่งทำให้เห็นความเป็นเลิศโดดเด่นของซุนเจินเด่นชัดขึ้นอีก
ซุนเจินไม่อาจทนเห็นนายอำเภอลำบากใจ เพื่อจะตรึงเขาไว้ให้มั่น จึงอาสาขึ้นเองว่า "ข้าพเจ้าขออาสาไปดูท่านฉินจู่ปู้ปราบความวุ่นวาย"
บัดนี้เขาเป็นดั่งยาขนานเอกที่ทำให้นายอำเภอใจสงบ นายอำเภอจะยอมปล่อยเขาออกจากที่ว่าการได้อย่างไร ส่ายหน้าอย่างแรงว่า "ท่านเป็นบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ อีกทั้งเป็นอดีตตูโหยวฝ่ายเหนือ ฐานะสูงส่ง ไม่ควรเสี่ยงภัย ท่านไปไม่ได้ ท่านไปไม่ได้" แล้วกล่าวแก่เล่าเต๋อเซี่ยนเว่ยว่า "ท่านเล่าเว่ย…" เพิ่งกล่าวได้สองคำ เสมียนผู้น้อยที่ชุมนุมอยู่ที่ประตูลานก็พลันแยกย้ายออก ผู้คนกลุ่มหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในลาน
นายอำเภอดีใจยิ่งนัก คิดว่าเป็นฉินกานและพวกกลับมา รีบเงยหน้าขึ้นดู แต่ผู้ที่มากลับเป็นหัวหน้าตระกูลใหญ่ต่าง ๆ ในเมือง
ซุนกุนมีซุนฉวีประคองมา เดินอยู่หน้าสุด มีเสี่ยวเริ่นคอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ ซุนเจินรีบลุกขึ้น เอ่ยขออภัยต่อนายอำเภอ แล้วลงจากโถงประชุมไปต้อนรับ
แม้เขาจะให้เสี่ยวเริ่นไปบอกซุนฉวีว่าไม่ต้องห่วงในเมือง รักษาเกาหยางหลี่ไว้ให้ดีก็พอ แต่ในเมืองเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเพื่อราษฎรในเมือง หรือเพื่อวงศ์ตระกูลของตน ซุนกุนก็ไม่อาจปิดประตูเงียบเฉย นั่งทื่อเฉยอยู่กับบ้านได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนัดหมายตระกูลเล่าและตระกูลอื่น ๆ พร้อมกันมาคารวะนายอำเภอ
นายอำเภอนึกได้ ก็รีบลุกขึ้นต้อนรับเช่นกัน
ซุนกุน หัวหน้าตระกูลเล่า และหัวหน้าตระกูลใหญ่อื่น ๆ เข้ามาในโถงประชุม คารวะกันเสร็จแล้ว นายอำเภอเรียกเสมียนยกแคร่ที่นั่งมา เชิญพวกเขานั่ง
ตระกูลเล่าเป็นเชื้อพระวงศ์ จึงนั่งหัวแถวที่นั่งแขก ซุนกุนนั่งถัดมา ซุนฮกยืนรับใช้อยู่เบื้องหลัง ซุนเจินก็ลุกจากที่นั่ง ยืนรับใช้อยู่เบื้องหลังเขาเช่นกัน ถัดมาก็เป็นหัวหน้าตระกูลอื่น ๆ เสี่ยวเริ่นไม่ได้ขึ้นโถงประชุม ไปยืนรวมกับสวี่จ้ง เฉินเปา สือจวีเซียน และพวก
โกลาหลอยู่นานครู่หนึ่ง บนท้องพระโรงก็สงบลง นายอำเภอกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย…" เพิ่งกล่าวได้สองคำ ก็มีคนหลายคนก้าวยาว ๆ เข้ามาอีก
เขาเพ่งมองดู ครั้นเห็นชัดว่าผู้มาเป็นใคร ก็พลันลืมถ้อยคำที่กำลังจะพูด ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว โบกมือเร่งซุนเจินอย่างร้อนรนว่า "ท่านซุน เร็ว เร็ว รีบไปถามดูซิว่าในอำเภอเป็นอย่างไรแล้ว"
ครานี้ผู้มาคือเจียงฉิน ซูเจ๋อ ซูเจิ้ง
ซุนเจินขานรับ นึกในใจว่า "คนกลับมากันหมดแล้ว ความเป็นไปจะเป็นเช่นไรได้อีกเล่า" รู้อยู่ว่าเจียงฉินและพวกคงกวาดล้างในเมืองเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าตระกูลซุนกุนและหัวหน้าตระกูลใหญ่ต่าง ๆ ในเมืองล้วนอยู่บนโถงประชุม เขาไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าพวกเขา จึงก้าวลงจากโถงประชุมอย่างไม่รีบร้อน
เจียงฉินสามคนต่างมือถือศีรษะคนละสี่ห้าศีรษะ วางลงที่หน้าบันไดโถงประชุม คุกเข่าคารวะบนหิมะ
เจียงฉินกล่าวว่า "กราบเรียนท่านซุน หัวหน้าและสายลับของลัทธิไท่ผิงในเมือง พรรคพวกของปอไซ ถูกพวกข้าน้อยกำจัดสิ้นแล้ว"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ราวกับทำเรื่องเล็กน้อยไม่ควรเอ่ยถึง ก็จริงอยู่ บัดนี้เขาลือชื่อทั่วทั้งเขต ผู้คนขนานนามว่า "แปะฉินใต้เขต" นักเลงในสังกัดหลายร้อยล้วนเป็นผู้กล้าแห่งอำเภอและตำบล ค่ำคืนนี้ก็เป็นการเอามากเข้าตีน้อย จะฆ่าพวกลัทธิไท่ผิงสักไม่กี่คนก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
ซุนเจินไม่ถามสิ่งอื่น ถามก่อนว่า "มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตายหรือไม่"
"บาดเจ็บไปสองสามคน"
"สาหัสหรือไม่"
"ไม่สาหัส"
"มีการรังควานราษฎรหรือไม่"
"ไม่มี"
"ข้าเห็นควันดำพวยพุ่งขึ้น เป็นเรื่องอย่างไร"
"พวกโจรถูกพวกข้าน้อยล้อมไว้ในเรือน ตีฝ่าออกมาไม่ได้ จึงจุดไฟเผา พวกข้าน้อยคงคนไว้กำกับให้นายบ้านและเพื่อนบ้านดับไฟแล้ว"
"ตีฝ่าออกไม่ได้ จึงจุดไฟเผา" เพียงไม่กี่คำก็เห็นความดุเดือดของการสู้รบ อีกทั้งเห็นได้ว่าหัวหน้าและสายลับของลัทธิไท่ผิงนั้นยอมตายไม่ยอมจำนน ซุนเจินนิ่งเงียบ คิดในใจว่า "ศาสนาลัทธินั้นทำให้คนคลั่งไคล้ได้ง่ายที่สุด" อดไม่ได้ที่จะกังวลถึงความเป็นไปที่เองฉวนจะต้องเผชิญต่อไป
เขากลับเข้าไปในโถงประชุม กราบเรียนต่อนายอำเภอ
นายอำเภอได้ยินคำของเจียงฉินแล้ว สีหน้าเบิกบานด้วยความยินดี ปรบมือกล่าวว่า "ดี ดี! ปินเค่อในสังกัดท่านองอาจกล้าหาญแท้ ข้าจะปูนบำเหน็จให้ใหญ่หลวง!" แล้วยกย่องความชอบของซุนเจินต่อหน้าซุนกุน หัวหน้าตระกูลเล่า และคนทั้งหลาย กล่าวว่า "ก็ด้วยปินเค่อในสังกัดของท่านซุนอดีตตูโหยวนี้แท้ ๆ จึงสามารถกวาดล้างพรรคพวกของพวกนักพรตชั่วในเมืองลงได้!"
ซุนกุนลูบเครายิ้มน้อย ๆ ซุนฮกยิ้มละไม หันหน้ามาพยักหน้าให้ซุนเจินเบา ๆ
หัวหน้าตระกูลเล่าและตระกูลอื่น ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องทั่วเมืองมาเช่นกัน เพิ่งมาทราบในบัดนี้ว่าที่แท้เป็นปินเค่อในสังกัดของซุนเจินกำลังกวาดล้างพรรคพวกลัทธิไท่ผิง
ตระกูลเล่าและตระกูลซุนอยู่ในเมืองเดียวกันมาหลายชั่วคน คบหาสนิทสนมกันดี หัวหน้าตระกูลเล่ามิตระหนี่คำชมซุนเจิน อีกทั้งชื่นชอบกิริยาอันสุขุมเยือกเย็นของซุนเจินจริง ๆ จึงหัวเราะกล่าวว่า "ขงจื่อว่า 'ผู้เยาว์ย่อมน่าเกรงขาม' ผู้เช่นเจิน อาจกล่าวได้ว่าคนรุ่นหลังย่อมเหนือกว่าคนปัจจุบันแล"
มีคนสามคนเข้ามาจากนอกที่ว่าการอีก คือฉินกาน ซูเจ๋อ ซูเจิ้ง
ซูเจ๋อ ซูเจิ้งต่างก็มือถือศีรษะคนละหลายศีรษะ วางไว้ที่หน้าบันไดเช่นกัน สองคนคงอยู่กลางลาน ฉินกานขึ้นโถงประชุมเพียงผู้เดียว
ฉินกานเลือดเปื้อนเปรอะใบหน้า เสื้อดำเปื้อนคราบเลือดครึ่งตัว เห็นได้ชัดว่าออกรบสังหารข้าศึกด้วยตนเอง คุกเข่าลงกับพื้น เข้าคารวะนายอำเภอ
นายอำเภอเห็นเขาก็หยุดคำยกย่องซุนเจินลง รอให้เขาคารวะเสร็จไม่ทันแล้ว รีบถามอย่างใจร้อนว่า "เป็นอย่างไรบ้าง"
"ที่ ๆ เกิดความโกลาหลนั้น เป็นพวกโจรนักพรตชั่วชุมนุมกันจริง คิดจะปลุกปั่นราษฎรให้ก่อการกบฏ ข้าน้อยรับคำสั่งใต้เท้า รุดไปถึงทันการ ดีที่ไม่ได้ทำให้เสียคำสั่ง"
"ดี ดี! ท่านมีความชอบ ข้าจะปูนบำเหน็จให้"
"ความชอบในค่ำคืนนี้ ล้วนอยู่ที่เหล่าปินเค่อในสังกัดของท่านซุน พวกโจรนักพรตชั่วดุร้ายผิดปกติ เห็นสู้พวกข้าน้อยไม่ได้ ถึงกับจะเผาเรือนราษฎร ดีที่ได้ท่านซูทั้งใหญ่น้อยและพวกสละชีพไม่อาลัย จึงสามารถปราบลงได้โดยราบรื่น ท่านทั้งหลายแม้ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ก็มีบาดเจ็บสองคน"
"ปูนบำเหน็จทั้งหมด ปูนบำเหน็จทั้งหมด! ผู้บาดเจ็บปูนบำเหน็จเป็นทวีคูณ!" นายอำเภอยิ้มแย้มแจ่มใส
ซุนเจินสอดปากถามว่า "เรือนราษฎรที่ถูกเผาเป็นอย่างไรบ้าง" แม้หิมะกำลังตก แต่หากเกิดไฟไหม้ก็เป็นเรื่องร้ายอยู่
การถามด้วยความรอบคอบนี้ของเขา ได้รับสายตาชื่นชมจากซุนกุน หัวหน้าตระกูลเล่า และหัวหน้าตระกูลอื่น ๆ พวกเขาล้วนเป็นคนในอำเภอนี้ ต่างจากนายอำเภอผู้เป็นขุนนางต่างถิ่นที่บัดนี้สนใจแต่ "ภัยร้ายที่ซ่อนเร้น" ย่อมไม่อยากเห็นไฟไหม้ในเมืองเป็นแน่
"ดับเรียบร้อยแล้ว"
เสมียนคนหนึ่งกล่าวเบา ๆ ว่า "ในเมืองเงียบสงบลงแล้ว"
ได้รับการเตือนจากเขา นายอำเภอจึงเพิ่งสังเกตว่า ไม่รู้ว่าแต่เมื่อใด ในเมืองกลับสงบเงียบลงเสียแล้ว มีเพียงเสียงสุนัขเห่าลอดมาบ้างเป็นครั้งคราว และเสียงเด็กเล็กร่ำไห้แว่วมาแต่ไกลเป็นบางครั้ง ควันดำสามสายที่ลอยขึ้นแต่ก่อนก็เลือนหายไปแล้ว
ใต้หิมะนอกโถงประชุม เปลวเทียนบนโถงประชุม ในลานเงียบสงัด หิมะร่วงลงปลายไม้ ภัยร้ายในอำเภออันทำเอาเสมียนทั้งหลายฟังแล้วหน้าซีด ตีโพยตีพายนั่งไม่ติดมาครึ่งค่อนคืน เพิ่งจะถูกปราบลงอย่างฉับไว อย่างง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ ครั้นหวนคิดดู เสียงตะโกน เสียงร้อง ความโกลาหลเมื่อครู่ ราวกับเป็นความฝันอันไกลโพ้น
ผู้คนต่างมองออกไปนอกโถงประชุม ล่วงพ้นยามอิ๋นแล้ว ยามเหม่า(8) มาถึง ราตรีใกล้สิ้น ฟากฟ้าตะวันออกค่อยสว่างขึ้น
——
## เชิงอรรถ
(1) ยามอิ๋น คือยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 03.00–05.00 นาฬิกา
(2) ปินเค่อ คือบริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้านาย มีฐานะค่อนข้างอิสระ ต่างจากบ่าวไพร่ในสังกัด
(3) เค่อ คือหน่วยแบ่งเวลายุคโบราณ หนึ่งวันแบ่งเป็นร้อยเค่อ หนึ่งเค่อราวสิบสี่นาทีเศษ ครึ่งเค่อจึงราวเจ็ดนาที
(4) ยามซวี คือยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 19.00–21.00 นาฬิกา
(5) สือจ่าง คือหัวหน้าหน่วยทหารสิบคน
(6) ถิงหยวน คือเสมียนฝ่ายสืบสวนในที่ว่าการอำเภอ มีหน้าที่ตระเวนตรวจตามตำบล สอบสวนเสมียนของตำบลและศาลา คล้ายตูโหยวของมณฑล
(7) โจ้วจี้ คือหนังสือกราบเรียนที่ขุนนางผู้น้อยเสนอต่อเจ้าเมืองหรือผู้บังคับบัญชา
(8) ยามเหม่า คือยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 05.00–07.00 นาฬิกา