สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 187 ตูโหยวอยู่ที่นี่ (ตอนปลาย)

59 นาที· 13.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 187 — ตูโหยวอยู่ที่นี่ (ตอนปลาย)

หนังสือของบุนไท่โส่วที่เรียกตัวซุนเจินเข้าเมืองหลวงมณฑลนั้นมาถึงเองอิมในยามบ่าย

ผู้ถือหนังสือมาคืออ้องหลานซึ่งเป็นจู่ปู้ (หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร)(1) แห่งมณฑล หูเมี่ยน ถิงหยวน (เสมียนฝ่ายสืบสวน) แห่งเองอิม ก็พลอยกลับมาด้วย

ในเวลาที่หนังสือมาถึงนั้น ซุนเจินกำลังปรึกษากันอยู่ในที่ว่าการอำเภอกับนายอำเภอ เสมียนอำเภอ ซุนกุน ตลอดจนหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้งหลายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายอำเภออ่านหนังสือของบุนไท่โส่วจบแล้ว ก็ขอให้อ้องหลานลงไปพักผ่อนก่อน ครั้นเห็นเขาออกไปแล้ว จึงถอนใจครวญครางลุกขึ้นจากที่นั่ง นำหนังสือของไท่โส่วยื่นให้ซุนเจินด้วยตนเอง แล้วกล่าวด้วยถ้อยคำอ้อมแอ้มลังเลอิดเอื้อนว่า "สาวกลัทธิไท่ผิงแพร่กระจายอยู่ทั่วทุกตำบลทุกศาลาในอำเภอเรา ผ่านการกวาดล้างเมื่อคืนนี้แล้ว ภัยร้ายแฝงในเมืองแม้จะหมดสิ้นไป แต่ในชนบทยังมีภัยร้ายแฝงเหลืออยู่ ในยามนี้ท่านฝู่จวินกลับเรียกตัวท่านเข้าเมืองหลวงมณฑล ช่างเป็น ช่างเป็น เฮ้อ!"

ในยุคฮั่น ความสัมพันธ์ระหว่างไท่โส่วผู้เป็นเจ้าเมืองมณฑลกับเหล่าผู้ช่วยขุนนางในมณฑลนั้นเป็นความสัมพันธ์แบบ "ขุนนางกับนาย" ที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน ผู้ช่วยขุนนางในมณฑลย่อมถือไท่โส่วเป็น "นาย" เพื่อประโยชน์ของไท่โส่วก็มักยอมสละทุกสิ่งกระทั่งชีวิตได้ แต่ในทางกลับกัน หากไม่ยอมก้มหัวรับใช้ผู้อื่น ก็อาจปฏิเสธการเรียกใช้ของที่ว่าการมณฑลได้ แม้จะออกรับราชการแล้ว หากถ้อยคำไม่เป็นที่รับฟัง แผนการไม่เป็นที่นำไปใช้ ตามหลักที่ว่า "ถูกใจก็อยู่ ไม่ถูกใจก็ไป" ก็ลาออกจากตำแหน่งไปได้เช่นกัน

ซุนเจินและซุนฮกก็คือคนอย่างหลังนี้ บุนไท่โส่วไม่ได้โปรดปรานคนทั้งสอง ทั้งคู่จึงทยอยกันแขวนตรา(2)ลาออกไป บัดนี้ ซุนเจินลาออกจากราชการแล้ว เป็นผู้มีอิสระ จากธรรมเนียมการออกรับราชการในเวลานี้ เขาย่อมปฏิเสธคำเรียกตัวของบุนไท่โส่วได้โดยสิ้นเชิง

ในยามนี้ที่นายอำเภอกล่าวถ้อยคำเช่นนี้กับซุนเจินอย่างอ้อมแอ้ม ความนัยที่แฝงอยู่นอกถ้อยคำ ที่แท้ก็คืออยากให้เขาปฏิเสธคำเรียกตัวของบุนไท่โส่วนั่นเอง

เหล่าหัวหน้าตระกูลใหญ่บนโถงประชุมก็วิตกในความปลอดภัยของอำเภอตน หลายคนก็ไม่พอใจในคำเรียกตัวของบุนไท่โส่วเช่นกัน

ผู้หนึ่งกล่าวว่า "อาศัยบุญลูกเสือ(3) ภัยร้ายแฝงในอำเภอจึงถูกขจัดให้สิ้นไปอย่างไร้ร่องรอย วันนี้แม้ในอำเภอจะสงบแล้ว แต่นอกอำเภอยังมีเสือสางหมาป่าจ้องตาเขม็งล้อมอยู่ ไท่โส่วไม่ได้คำนึงถึงราษฎรในอำเภอเรา กลับเรียกตัวท่านซุนเข้าเมืองหลวงมณฑลในยามนี้ ช่างไร้เหตุผลเสียจริง!"

มีผู้กล่าวแก้แทนซุนเจินด้วยความไม่เป็นธรรมว่า "แต่ก่อนเมื่อท่านเป็นตูโหยว(4)ฝ่ายเหนือ ขับไล่คนโลภกำจัดคนชั่ว ราษฎรพากันขับเพลงสรรเสริญ บัดนี้ไท่โส่วมารับตำแหน่ง ไม่เพียงไม่ปูนบำเหน็จความชอบของท่าน กลับกลั่นแกล้งท่านสารพัด จนท่านกับบุ๋นเยียกจำต้องทยอยกันแขวนตรา ทนความคับแค้นกลับบ้าน เวลานี้มณฑลมีภัย กลับมานึกถึงท่านขึ้นมาอีกหรือ?"

ชั่วครู่เดียว บนโถงประชุมก็เต็มไปด้วยเสียงคัดค้าน

ซุนเจินก้มหน้าพินิจหนังสือของบุนไท่โส่วอย่างถี่ถ้วน นิ่งเงียบไม่ปริปาก

หนังสือฉบับนี้ของบุนไท่โส่วเห็นจะเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบ มีอักษรไม่กี่ตัว ทั้งยังเขียนอย่างลวก ๆ บอกแต่เพียงว่า "เสียดายที่ไม่ได้ฟังคำท่านแต่เนิ่น ๆ จึงเกิดการแปรเปลี่ยนในวันนี้ขึ้น" อีกทั้งว่า "เหล่าขุนนางในที่ว่าการมณฑลทั้งบนล่าง ล้วนเขย่งเท้าคอยท่านมา ราษฎรนับล้าน เฝ้าหวังท่านดั่งทารกเฝ้าหวังบิดามารดา" เขาคงเกรงว่าซุนเจินจะถือสาท่าทีของเขาแต่ก่อน จึงยกเอา "ราษฎรนับล้าน" คำใหญ่โตนี้ขึ้นมาอ้าง

นายอำเภอถามว่า "ท่านซุน เห็นทีนี่จะ นี่… ท่านจะไปหรือไม่ไป?"

"ต้องไปอยู่แล้ว!"

ผู้ที่เอ่ยขึ้นนั้นไม่ใช่ซุนเจิน หากเป็นซุนกุน

ซุนกุนยันไม้เท้า ลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทา แล้วกล่าวกับซุนเจินอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ตระกูลของเราอยู่ในมณฑลนี้มาแต่บรรพชน ไฉนจะมีเหตุที่เห็นมณฑลมีภัยแล้วยืนนิ่งดูดายเล่า? แต่ก่อนเมื่อเจ้าเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ราษฎรขับเพลงว่า 'ซุนเจินจือเอ๋ย ไยมาช้าครัน' บัดนี้ไท่โส่วเรียกตัว เจ้าต้องไป ไม่เพียงต้องไป หากยังต้องไปทันที! เช่นนี้จึงจะไม่เสียคำสรรเสริญที่ราษฎรมีต่อเจ้า จึงจะไม่เสียทีที่เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลซุนของเรา"

ซุนกุนเป็นผู้อาวุโสของซุนเจิน ทั้งเป็นที่เคารพนับถือในคุณธรรมที่เองอิม ครั้นเขาเอ่ยปากเช่นนี้ นายอำเภอกับเหล่าหัวหน้าตระกูลใหญ่ก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก

ซุนฮกเห็นพ้องกับความเห็นของซุนกุน ก็เห็นว่าซุนเจินควรไป แต่เขาไม่ได้คิดจากมุม "ชื่อเสียงเกียรติยศ" หากคิดจากมุมการศึกสงคราม เขากล่าวกับซุนเจินว่า "เมืองโดดเดี่ยวยากจะค้ำชู เอี้ยงเต๊กเป็นเมืองหลวงของมณฑล อยู่ห่างจากอำเภอเราเพียงไม่กี่สิบลี้ ออกเดินทางเช้าก็ถึงเย็น หากเอี้ยงเต๊กเสีย กำลังโจรย่อมพองโต ครั้นถึงคราวนั้น โจรอาศัยอำนาจชัยชนะใหญ่กวาดต้อนทางใต้ของมณฑล อำเภอเราก็ยากจะรักษาไว้"

สำหรับคนทั้งหลายบนโถงประชุมนั้น คำพิเคราะห์นี้ของซุนฮกมีน้ำหนักชวนเชื่อยิ่งกว่าคำของซุนกุน

แต่เดิมซุนเจินยังลังเลอยู่บ้าง

เขารู้กำลังและเสียงเลื่องลือของกบฏโพกผ้าเหลืองชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใดบนโถงประชุม หากไท่โส่วเชื่อฟังคำของเขา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะรับคำเรียกตัวไปยังที่ว่าการมณฑล แต่ไท่โส่วเห็นชัดว่าไม่ได้โปรดเขา เวลานี้เรียกตัวเขาเข้าเมืองหลวงมณฑลก็เพียงเพราะเร่งรีบจนสิ้นปัญญาเท่านั้น ครั้นเมื่อกบฏโพกผ้าเหลืองลุกขึ้นแล้วเล่า? ครั้นเมื่อไท่โส่วได้เห็นกำลังและเสียงเลื่องลือของกบฏโพกผ้าเหลืองแล้วเล่า? เขาจะหวาดกลัวพรั่นพรึงหรือไม่? ภายใต้แรงกดดันมหันต์ เขาจะออกหมากผิดพลาดซ้ำซากหรือไม่? จะทิ้งเมืองหลบหนีหรือไม่?

ครั้นได้ฟังคำของซุนฮกแล้ว เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป กล่าวว่า "ดีแล้ว ข้าจะไปที่ว่าการมณฑลเดี๋ยวนี้!"

ไม่ว่าหลังจากลัทธิไท่ผิงลุกขึ้นเป็นกบฏอย่างเป็นทางการแล้ว ไท่โส่วจะออกหมากผิดพลาดซ้ำซากหรือไม่ก็ตาม เพื่อเองอิม เพื่อวงศ์ตระกูล เพื่อภรรยา และเพื่อตัวเขาเองด้วย เขาก็จำเป็นต้องไป

นายอำเภออยากจะหว่านล้อมเขาอีก จึงกล่าวว่า "ท่านซุน เอี้ยงเต๊กเป็นเมืองหลวงของมณฑล หากเกิดจลาจล ย่อมเป็นสมรภูมิแรก การไปเอี้ยงเต๊กครั้งนี้ ไม่ผิดกับหย่อนตัวลงในถ้ำเสือ ขอท่านได้ตรองให้ถ้วนถี่ก่อนกระทำเถิด!"

"ท่านนายอำเภอ ดังที่ท่านลุงของข้ากล่าวมา ตระกูลของข้าอยู่ในเองฉวนมาแต่บรรพชน เป็นตระกูลชั้นนำของมณฑล วันนี้พบเหตุแปรปรวนใหญ่ ย่อมต้องอาจหาญเข้าเสี่ยงภัย แม้ตายก็ไม่อาลัย ไฉนจะเพราะเกรงภัยจึงทอดทิ้งเพื่อนร่วมถิ่น คิดแต่จะเอาตัวรอดเล่า? อีกประการหนึ่ง ที่บุ๋นเยียกว่าก็ไม่ผิด 'เมืองโดดเดี่ยวยากจะค้ำชู' ใต้รังที่พลิกคว่ำ ไข่จะเหลือดีได้อย่างไร? หากเอี้ยงเต๊กเสีย อำเภอเราก็ยากจะรักษาไว้ครบถ้วน ครั้นข้าไปเอี้ยงเต๊กแล้ว หากอำเภอเราเผชิญโจรจู่โจม ข้าก็จะนำทหารมาช่วยได้"

ครั้นตัดสินใจแล้วก็ไม่ลังเลอีก ซุนเจินก็แสดงด้านเด็ดเดี่ยวของเขาออกมาอีกครั้ง พูดว่าจะไปก็ไปทันที

เสมียนและไพร่พลในอำเภอมีไม่พอ เพื่อค้ำประกันความปลอดภัยของอำเภอ การไปเอี้ยงเต๊กครั้งนี้เขาไม่คิดจะนำ "กองทัพตระกูลซุน" ไป นำไปแต่ปินเค่อ (บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ) แห่งตำบลตะวันตก

ครั้นออกจากที่ว่าการอำเภอ เขาก็ขอให้นายอำเภอกับเหล่าหัวหน้าตระกูลใหญ่ที่ออกมาส่งหยุดอยู่เพียงนั้น คำนับลาซุนกุน แล้วร่ำลาซุนฮก

เช้าวันนี้ เขาได้แยกส่งคนไปยังตำบลตะวันตกและอำเภอสวี่ ไปรับเหล่านักเลงในสังกัด ราษฎรในหมู่บ้านที่ผ่านการฝึกปรือ ตลอดจนญาติมิตรครอบครัวของซวนคาง หลี่ปั๋อ และคนตระกูลตันเทียว ตันกุ๋น คนของตำบลตะวันตกรับมาแล้ว แต่คนตระกูลตันยังไม่ได้รับมา เขากล่าวกับซุนฮกว่า "หลังจากข้าไปแล้ว ญาติมิตรครอบครัวของเหล่าปินเค่อในสังกัดข้าก็ต้องอาศัยบุ๋นเยียกดูแลทั้งสิ้น ครั้นคนตระกูลตันมาถึง ขอแทนข้าเอ่ยคำขออภัยด้วย บอกว่าข้าไม่อาจมาต้อนรับพวกเขาได้"

"พี่ไปเถิด ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องในบ้าน …หรือว่าจะกลับบ้านไปร่ำลาพี่สะใภ้สักหน่อยก่อน?"

ซุนฮกเอ่ยตรงใจซุนเจิน เขาเป็นห่วงภรรยาน้อยของตนยิ่งนัก แต่ในยามนี้กลับไม่อาจพะวงเรื่องเสน่หาบุตรภรรยาได้ จึงกล่าวอย่างองอาจว่า "มณฑลกำลังจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแล้ว ข้าจะยังพะวงเรื่องในบ้านได้อย่างไร?"

เขาสั่งให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เป็นอาทิ เรียกเหล่าปินเค่อและราษฎรในหมู่บ้านของตำบลตะวันตกมาให้ครบ เหลือผู้บาดเจ็บไว้ ทหารเดินเท้าและทหารม้าสามร้อยเศษเข้าแถวอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ

เขาขึ้นยืนบนที่สูงแล้วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายย่อมทราบกันแล้วว่าลัทธิไท่ผิงกำลังจะก่อกบฏ ท่านทั้งหลายเมื่อคืนนี้ฝ่าลมหิมะควบม้าในยามค่ำมาหลายสิบลี้ มาเคาะประตูเมือง เข้าช่วยเหลือข้าไว้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก บัดนี้ไท่โส่วเรียกตัวข้าเข้าเมืองหลวงมณฑล ข้าได้แต่บอกพวกท่านว่า การไปครั้งนี้รอดเป็นยากตายเป็นง่าย หากผู้ใดไม่เต็มใจไป ข้าไม่บังคับ ครอบครัวญาติมิตรของพวกท่านข้าได้รับมาไว้ในอำเภอแล้ว พวกท่านจะอยู่ที่นี่ ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพวกเขาก็ได้ ข้ามีคำขอเพียงข้อเดียว หากข้าอับโชคต้องตายในศึก ขอให้ท่านทั้งหลายจดจำน้ำใจไมตรีระหว่างเราในวันนี้ไว้ ทุกปีในวันถึงแก่กรรมของข้า ขอเพียงนำสุราสักจอกหนึ่งมาเซ่นที่หลุมศพข้า"

เหล่านักเลงและราษฎรในหมู่บ้านได้รับการชุบเลี้ยงจากเขามาหลายปี เลี้ยงทหารไว้พันวันก็เพื่อใช้ในยามเดียว ทั้งถ้อยคำเหล่านี้ของซุนเจินก็กล่าวได้กินใจยิ่งนัก จึงไม่มีผู้ใดถอยหนีแม้แต่คนเดียว สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา นำหน้า คนทั้งหลายชูอาวุธขึ้น ร้องตะโกนว่า "ขอตามท่านเข้าเมืองหลวงมณฑล! ขอพลีชีพเพื่อท่าน!"

หิมะตกมาทั้งคืนทั้งวัน มาบัดนี้ก็ค่อยซาลง

เกล็ดหิมะปลิวว่อนกระจัดกระจาย พรมพร่างลงบนเสื้อเกราะ อาวุธ และม้าของคนทั้งหลาย

หิมะร่วง ไพร่พลม้า เสียงตะโกน เบื้องหน้าที่ว่าการอำเภอ ไอแห่งความอาจหาญฮึกเหิมพวยพุ่งทะยานสู่เวหา

นายอำเภอ เหล่าหัวหน้าตระกูลใหญ่ และซุนฮก ยืนอยู่หลังประตูที่ว่าการ แหงนมองซุนเจิน ต่างก็อดสะเทือนใจไม่ได้ คิดในใจว่า "เจินจือยามปกติคบหาผู้คนอ่อนโยนมีสัมมาคารวะ สุภาพอ่อนน้อมดั่งวิญญูชน วันนี้พบเหตุแปรปรวนใหญ่ จึงเผยแววองอาจเด็ดเดี่ยวออกมา เป็นลูกเสือตระกูลซุนแท้จริง เป็นวีรบุรุษของมณฑลเรา" ต่างพลันนึกถึงจูฉ่างนายอำเภอคนก่อนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ฉายา "ลูกเสือ" นี้จูฉ่างเป็นผู้กล่าวขึ้นเป็นคนแรก จึงพากันนับถือว่าจูฉ่างมีตาแหลมคมในการมองคน

ซุนเจินลงจากที่สูง มองเฉินเปาอยู่สองสามที คิดในใจว่า "เหล่านักเลงและคนถือกระบี่ย่อมถือศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิต เต็มใจตามข้าไปที่ว่าการมณฑลก็ไม่แปลก แต่ราษฎรในหมู่บ้านที่ผ่านการฝึกปรือจากศาลาฝานหยางนั้นเป็นเพียงราษฎรสามัญ ข้าคิดว่าหากมีสักครึ่งหนึ่งยอมตามข้าออกจากบ้านไปที่ว่าการมณฑลก็นับว่าดีแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะไม่มีสักคนยอมอยู่ข้างหลัง! นี่ล้วนเป็นความชอบของอาเปาแท้ ๆ"

เฉินเปาเฉลียวฉลาดว่องไว ช่ำชองในการคบหาผู้คน หากจะกล่าวว่าซุนเจินคบคนด้วยการมอบความจริงใจไว้กลางอก ทำให้คนซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา เฉินเปาคบคนก็ดั่งสายลมวสันต์พัดต้องใบหน้า ทำให้คนรู้สึกสบายเป็นกันเอง ในการคบหานักเลงและบัณฑิตยากไร้ ให้เขาสำนึกในบุญคุณนั้น เฉินเปาสู้ซุนเจินไม่ได้ แต่ในการคบหาราษฎรสามัญ ให้เขายอมพลีชีพถวาย ซุนเจินก็สู้เฉินเปาไม่ได้

สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา จัดแถวเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวเริ่นกับเฉิงเยี่ยนจูงม้าของซุนเจินมา เฉิงเยี่ยนบาดเจ็บไม่หนัก ไม่ยอมอยู่ข้างหลัง ยืนกรานจะตามซุนเจินไปด้วย ซุนเจินขัดเขาไม่ได้ จำต้องอนุญาต พลิกตัวขึ้นม้า กำลังจะออกเดิน ก็มีคนสิบกว่าคนควบม้ามา สองคนนำหน้า คนหนึ่งสวมเกราะถือจี่ คือบุนเพ่ง อีกคนหนึ่งสวมหมวกสูงคาดกระบี่ คือซุนฮิว

บุนเพ่งอายุยังน้อย หลับลึก กลางวันฝึกฝนก็เหนื่อยยาก พอหัวถึงหมอนก็หลับได้ เมื่อคืนซุนเจินถูกลอบทำร้ายเสียงดังสนั่นขนาดนั้น เขายังนอนอยู่หลังเรือนไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่ทันการกวาดล้างเมืองในภายหลัง เสียดายเสียจนสุดประมาณ ครั้นได้ยินว่าซุนเจินเรียกระดมเหล่าปินเค่อในสังกัด ดูเหมือนจะออกจากเมือง จึงรีบเร่งพาบ่าวขี่ม้าในสังกัดกับซุนฮิวควบม้ามาด้วยกัน

"ท่านซุน จะไปไหนหรือ?"

"ไปที่ว่าการมณฑล"

"ข้าจะไปกับท่านด้วย!"

ซุนฮิวเฉลียวฉลาด ไม่ต้องถามซุนเจิน เพียงมองอ้องหลานที่ก้มหน้าก้มตาตามอยู่หลังซุนเจิน ก็เดาได้ว่าต้องเป็นไท่โส่วเรียกตัวเขาเข้าเมืองหลวงมณฑลแน่ จึงกล่าวว่า "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"

สติปัญญาของซุนฮิว ซุนฮก นั้น คนรุ่นหลังผู้ใดเล่าจะไม่รู้? หากไม่ใช่เพราะห่วงความปลอดภัยของวงศ์ตระกูลและภรรยา ซุนเจินก็คงชวนซุนฮกไปด้วยตั้งแต่เมื่อครู่บนโถงประชุมแล้ว! ในเมื่อซุนฮกไปไม่ได้ เขาก็ตั้งใจจะชวนซุนฮิวไปด้วยอยู่แล้ว ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ข้ากำลังจะไปเชิญก๋งตัดไปกับข้าพอดี!"

บุนเพ่งร้องว่า "ข้าก็จะไปด้วย!"

เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น และคนทั้งหลายพากันหัวเราะ

ซุนเจินก็อดยิ้มไม่ได้ คิดในใจว่า "ตงเงียบยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน ตามเหตุผลแล้วไม่ควรพาเขาไปเสี่ยงภัย แต่ทว่าเขาเป็นญาติร่วมตระกูลกับบุนไท่โส่ว บุนไท่โส่วแต่ก่อนก็ดูแลเขาดีอยู่ พาเขาไปด้วยที่เมืองหลวงมณฑล บางทีอาจช่วยข้าได้บ้างกระมัง? อย่างน้อย ถ้อยคำบางอย่างที่ข้าพูดเองไม่สะดวก ก็ให้เขาพูดแทนได้" จึงว่า "เจ้าจะไปก็ได้ แต่ไปแล้วอย่าได้เอาแต่นอนอีกนะ!"

บุนเพ่งหน้าแดงด้วยความอาย กัดฟันกล่าวว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กลางคืนข้าจะไม่นอนอีกแล้ว!"

ซุนเจินหัวเราะลั่น นั่งอยู่บนหลังม้า ประสานมือคารวะนายอำเภอ ซุนฮก และคนทั้งหลายที่ยังยืนอยู่ในประตูที่ว่าการอำเภอไม่ได้จากไป กล่าวคำอำลาแล้วก็ควบม้าออกไป

ครั้นใกล้จะถึงประตูเมือง ก็พบกับฉินกาน ฉินกานพาเสมียนและไพร่พลสองสามคนกำลังปิดประกาศเกณฑ์ทหารบนกำแพงข้างถนน

ซุนเจินไม่ได้หยุดม้า เพียงพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย แล้วควบผ่านไปตรง ๆ

ที่ประตูเมือง ก็พบกับซุนฉวีอีก

กำแพงป้องกันเมืองเองอิมมีกำลังไม่พอ ตระกูลซุน ตระกูลเล่า และตระกูลอื่น ๆ จึงรับปากนายอำเภอจะส่งบุตรหลานและปินเค่อในตระกูลมาช่วยป้องกัน ตระกูลซุนรับผิดชอบด้านตะวันตกของเมือง

เพราะคดีตั่งกู้ ซุนฉวีปล่อยตัวเหลวแหลกมาหลายปี วันนี้ในที่สุดก็มีที่ใช้ความสามารถ จึงฮึกเหิมเบิกบาน ครั้นถามซุนเจินว่าจะไปทำสิ่งใด ก็กล่าวอย่างมั่นใจว่า "เจ้าไปเถิด ในอำเภอมีข้าอยู่ ย่อมรักษาไว้มั่นคงดั่งกำแพงทอง หากเอี้ยงเต๊กถูกโจรล้อม ข้าจะนำทหารไปช่วย"

เมื่อครู่ซุนเจินเพิ่งกล่าวกับนายอำเภอว่า หากเองอิมพบโจร เขาจะนำทหารมาช่วย ไม่นึกเลยว่ายังไม่ทันออกจากเมือง คำนี้ก็ถูกซุนฉวีส่งคืนกลับมาเกือบจะถ้อยต่อถ้อย ช่างน่าขันอยู่ เห็นท่าทางมุ่งมั่นฮึกเหิม จิตใจเบิกบานของซุนฉวี ซุนเจินก็พลอยยินดีแทนเขา จึงกล่าวว่า "มีจงทงผู้พี่อยู่ที่เองอิม ข้าอยู่เอี้ยงเต๊กก็ไร้กังวลแล้ว"

ออกพ้นเมืองอำเภอ ซุนเจินก็เรียกนักเลงสองคนมา กล่าวว่า "พวกเจ้าจงไปที่โรงเหล็กหลวงเอี้ยงเฉิงเดี๋ยวนี้ บอกงักจิ้น เจียงหู เสี่ยวเซี่ยว่า ไท่โส่วเรียกตัวข้าเข้าเมืองหลวงมณฑลแล้ว ครั้นข้าเข้าเมืองหลวงมณฑลแล้ว จะหาทางให้ไท่โส่วอนุญาตให้เรียกนักโทษและทาสโรงเหล็กเข้าเมืองหลวงมณฑล สั่งให้พวกเขาเตรียมพร้อมแต่เนิ่น ๆ เพียงรอหนังสือคำสั่งจากที่ว่าการไท่โส่วมาถึงเมื่อใด ก็ให้นำคนรุดไปเอี้ยงเต๊กทันที!"

เช้าวันนี้ ในขณะที่ส่งคนไปรับครอบครัวปินเค่อและคนตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่ เขายังส่งคนไปยังเอี้ยงเฉิงอีกหลายคน เพื่อแจ้งงักจิ้นกับคนทั้งหลายว่าลัทธิไท่ผิงกำลังจะก่อกบฏ สั่งให้พวกเขาลงมือทันที กำจัดภัยร้ายแฝงในโรงเหล็กหลวง และสั่งให้พวกเขา ครั้นกองทัพโพกผ้าเหลืองลุกขึ้นแล้ว ให้หาจังหวะนำนักโทษและทาสโรงเหล็กไปหนุนช่วยเองอิม

เวลานี้ เมื่อเขาถูกไท่โส่วเรียกตัวเข้าที่ว่าการมณฑล แผนการนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปบ้าง

นักเลงสองคนนี้รับคำสั่ง ซุนเจินสั่งให้สวี่จ้งจัดม้าดีสองตัวมอบให้คนทั้งสองเพิ่มเติม คนหนึ่งสองม้า ม้าพักคนไม่พัก ควบไปยังเอี้ยงเฉิง

นับแต่ถูกลอบทำร้ายเมื่อคืน เฉินหนิวถูกฆ่า ตลอดจนการกวาดล้างเองอิมจนถึงบัดนี้ก็ผ่านไปครึ่งคืนครึ่งวันแล้ว ปอไซ ปอเหลียน เห็นจะได้ข่าวแล้ว มีโอกาสมากที่จะลงมือก่อนกำหนด ในยามเช่นนี้ เวลาก็คือชีวิต หากชักช้าแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจตามหลังพี่น้องตระกูลปอไป ธุระไม่ควรช้า ซุนเจินจึงออกคำสั่งลงไป ฝ่าลมตะลุยหิมะ มุ่งสู่เอี้ยงเต๊ก

เพราะไม่ทราบที่อยู่ของปอไซ ปอเหลียน ในเวลานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มโจมตีกลางทาง เฉินเปาจึงนำคนหมู่หนึ่งเปิดทางอยู่ข้างหน้า เจียงฉินคุมท้ายขบวน ส่วนซุนเจิน สวี่จ้ง ซุนฮิว บุนเพ่ง เป็นอาทิ คุมทัพกลาง

เดินทางไปตลอดทาง ตำบลต่าง ๆ ที่ผ่านดูราวกับไม่ต่างจากวันก่อน แต่หากสังเกตให้ถี่ถ้วน ก็จะเห็นว่ามีความวิปริตซ่อนอยู่ชัดเจน

บนถนนหนทางที่เห็นนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนชราและเด็กอ่อนแอ คนหนุ่มฉกรรจ์น้อยลงไปมาก

ตำบลและศาลาในเขตอำเภอเองอิมได้รับคำเตือนจากอำเภอแล้ว ต่างตื่นตระหนกระแวงภัยไปทั่ว หน้าที่ว่าการตำบลและเรือนศาลาที่ผ่านมีบุตรหลานและปินเค่อของตระกูลใหญ่ท้องถิ่นมาชุมนุมอยู่มากมาย ครั้นเห็นซุนเจินกับพวกสามร้อยเศษทั้งเดินเท้าทั้งขี่ม้าควบผ่านมา ต่างก็เผยสีหน้าตื่นกลัวบ้าง ระแวงระวังบ้าง สารพัดอาการไม่เป็นสุข ที่ว่าการและเรือนศาลาส่วนใหญ่ล้วนมีเงาขุนนางอยู่ แต่ก็มีเรือนศาลาสองสามแห่งที่มีแต่บุตรหลานและปินเค่อของตระกูลใหญ่ชุมนุมกัน หากไร้เงาเสมียนเจ้าพนักงาน คิดดูแล้ว เห็นจะเป็นเพราะนายกองศาลา ติงฟู่ และพลศาลากลัวจลาจล จึงทิ้งศาลาหลบหนีกันไป

ในเรื่องนี้ ซุนเจินก็จนปัญญา เขาคงจะทอดทิ้งเอี้ยงเต๊กและเองอิมไม่ดูแล มาดูแลศาลาเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้

ที่น่ายินดีคือ ตลอดทางไม่ได้ถูกสกัดโจมตี ครั้นพลบค่ำ ก็มาถึงเอี้ยงเต๊ก

เอี้ยงเต๊กก็เช่นเดียวกับเองอิม วันนี้ทั้งวันไม่ได้เปิดประตูเมืองเลย

อ้องหลานเดินนำหน้าไป เรียกเปิดประตูเมือง

ซุนเจินเข้าเมืองในยามค่ำ หวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือแล้วมาเอี้ยงเต๊ก วันนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำ ตะวันยอแสงสุดท้าย ในเมืองผู้คนเดินไปมา รถม้าอึงคะนึง คืนนี้ ในเมืองเงียบสงัด แสงไฟเบาบาง ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปกคลุมทั่วเมือง ลมหวีดหวิวพัดผ่านตรอกซอย หิมะกลบบ้านเรือนราษฎรที่ปลูกเรียงรายเบียดเสียดกัน

เขาแหงนหน้ามองฟ้า แม้ดวงจันทร์จะยังอยู่ แต่กลับให้ความรู้สึกราวเมฆดำกดทับอยู่เหนือศีรษะ

บนเชิงเทินเมือง พลมณฑลเป็นหมู่ ๆ ชูคบเพลิงสูง สวมเกราะครบครัน ถืออาวุธ ภายใต้การนำของสือจ่าง (หัวหน้าหน่วยสิบคน) และอู่จ่าง (หัวหน้าหน่วยห้าคน)(5) คอยตระเวนตรวจไปมาอย่างตึงเครียด เป็นครั้งคราวได้ยินเสียงเกราะกระทบกัน ดังกังวานแจ่มชัดในราตรีหิมะ

ครั้นปล่อยพวกเขาเข้าเมืองแล้ว ประตูเมืองก็ค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ นอกเมืองโล่งกว้าง หิมะตกใสกระจ่าง ในเมืองบ้านเรือนบดบัง แสงจันทร์สลัวมัว ซุนเจินเกิดความรู้สึกหลอนขึ้นมา ราวกับถูกอสุรกายร้ายกลืนเข้าไปในท้อง เขาส่ายศีรษะ สลัดความรู้สึกหลอนนั้นทิ้งไป

อ้องหลานเฝ้าดูสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวว่า "ท่านซุน ไปที่ว่าการไท่โส่วกันเถิด?"

"ท่านจู่ปู้เชิญนำหน้าไปก่อนเถิด"

ไม่เพียงบนเชิงเทินมีพลมณฑลตระเวน บนถนนหนทางก็มีไพร่พลตระเวนเช่นกัน

จากประตูเมืองถึงที่ว่าการไท่โส่ว เป็นระยะทางที่ไม่สั้นไม่ยาวนี้ ได้พบกับไพร่พลตระเวนติด ๆ กันถึงเจ็ดแปดหมู่ แต่ละหมู่มีคนไม่มาก สี่ห้าคน เห็นจะเป็นหนึ่งอู่ ครั้นพบกับซุนเจินกับพวกที่มีถึงสามร้อยเศษทั้งเดินเท้าทั้งขี่ม้า ปฏิกิริยาแรกล้วนตกใจสะดุ้ง ที่ใจเสาะหน่อยก็แทบจะกุมทวนยาวในมือไว้ไม่อยู่ แผ่นดินภายในไม่มีศึกมานาน ขุนนางขลาดศึก ไพร่พลก็มีที่ขลาดศึกเช่นกัน

จากไพร่พลเบื้องหน้านึกถึงสิ่งที่พบเห็นตลอดทาง จิตใจของซุนเจินก็หนักอึ้ง อาศัยเพียงเขาผู้เดียว จะช่วยเอี้ยงเต๊กไว้ได้หรือ?

เขาฟังเสียงฝีเท้าซู่ซ่าและเสียงกีบม้ากุบกับ ๆ ที่ตามมาข้างหลัง เหลียวมองซ้ายขวา ก็ยังดี มีซุนฮิวอยู่ มีบุนเพ่งอยู่ มีสวี่จ้งอยู่ มีเจียงฉิน เฉินเปาอยู่ มีปินเค่อและราษฎรในหมู่บ้านสามร้อยเศษอยู่ ในโรงเหล็กหลวงยังมีงักจิ้นอยู่ เขาทอดสายตามองไปยังทิศหนึ่งในเมือง ในเมืองยังมีซีจื้อไฉอยู่

ไม่ว่าเขาจะเตรียมการสำหรับวันนี้มากี่ปี ไม่ว่าเขาจะเริ่มมีความคิดเป็น "วีรบุรุษแห่งยุค" บ้างหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายเขาก็ยังไม่เคยผ่านศึกสงครามจริง เมื่อคืนตอนกวาดล้างเมือง แม้เขาจะรู้ตัวว่าศึกใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่ตอนนั้นเขาอยู่ในเมือง ไม่ได้สัมผัสท้องทุ่งชนบทอันกว้างใหญ่นอกเมืองโดยตรง วันนี้ระหว่างทางได้เห็นตำบล ศาลา และเรือนในหมู่บ้าน ให้ภาพตรงต่อตาแก่เขา ทำให้เขาไม่ได้เข้าใจสงครามแต่เพียง "บนหน้ากระดาษ" อีกต่อไป หากเริ่มเข้าใจสงครามจาก "พื้นที่จริง" แล้ว ครั้นนึกว่าในไม่ช้าอาจต้องเผชิญการรุมล้อมจาก "ท้องทุ่งชนบทอันกว้างใหญ่" ก็อดที่จะใจคอไม่เป็นสุขไม่ได้

ความหนักแน่นลึกซึ้งในใจที่บ่มเพาะมาหลายปีช่วยเขาไว้ คนทั้งหลายที่ติดตามอยู่ข้างกายไม่มีผู้ใดมองเห็นความไม่เป็นสุขของเขาเลยแม้สักคน ที่เห็นก็มีแต่ความสุขุมเยือกเย็นยามขับม้าไปข้างหน้า

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อากาศใสเย็นเฉียบทำให้ภายในอกพลอยเย็นวาบไปด้วย เขาสะท้านวูบหนึ่ง แล้วหัวเราะว่า "เอี้ยงเต๊กนี้ ไฉนดูจะหนาวยิ่งกว่าเองอิมเสียอีก?"

อ้องหลานยิ้มประจบว่า "ใช่ขอรับ ใช่ เอี้ยงเต๊กอยู่ใกล้ภูเขาติดน้ำ พอหิมะตกจึงหนาวง่าย"

"ดึกป่านนี้แล้ว ท่านฝู่จวินจะบรรทมแล้วหรือยัง?"

"ยังไม่บรรทมขอรับ ท่านฝู่จวินสั่งข้าน้อยไว้ว่า เมื่อท่านมาถึงแล้ว ให้เชิญท่านเข้าพบในที่ว่าการทันที ท่านจะคอยอยู่ในที่ว่าการตลอดเพื่อรอท่าน"

ในฐานะคนสนิทของบุนไท่โส่ว ต่อการที่บุนไท่โส่วปฏิบัติกับซุนเจินอย่างไม่เป็นธรรมแต่ก่อนนั้น อ้องหลานทราบดี เกรงว่าซุนเจินจะน้อยใจไม่ยอมมา ตลอดทางจึงคอยประคบประหงมระมัดระวัง พาซุนเจินกับพวกมาถึงนอกที่ว่าการมณฑลได้ด้วยความยากลำบาก เขาก็เหลือบมองไพร่พลทั้งเดินเท้าทั้งขี่ม้าสามร้อยเศษอย่างลำบากใจ แล้วกล่าวเชิงปรึกษาว่า "ในที่ว่าการเกรงจะรับคนมากมายขนาดนี้ไม่ได้ หรือว่า ให้พวกเขารออยู่นอกที่ว่าการก่อน? รอเข้าพบท่านฝู่จวินแล้ว ค่อยหาที่จัดให้พวกเขาพัก?"

"ดีแล้ว" ซุนเจินตอบรับอย่างเต็มใจ

เขาลงจากหลังม้า สั่งให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา อยู่นอกที่ว่าการคอยควบคุมพรรคพวก แล้วพาเสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน กับซุนฮิว บุนเพ่ง ตามอ้องหลานเข้าไปในที่ว่าการ

ผิดกับตรอกซอยในเมืองที่ลมหิมะพัดเงียบเหงา ในที่ว่าการแสงไฟสว่างไสว

ทั้งในและนอกที่ว่าการ มีเสมียนและไพร่พลถืออาวุธสวมเกราะอยู่ทั่วไป บ้างยืนยาม บ้างตระเวนตรวจ

ครั้นซุนเจินกับพวกเดินผ่านเรือนกรมต่าง ๆ ก็มีคนไม่น้อยโผล่หน้าออกมามอง คนเหล่านี้ล้วนได้ยินข่าวลือ รู้ว่าลัทธิไท่ผิงจะก่อจลาจล จึงไม่กล้ากลับเคหา ตกค้างอยู่ในที่ว่าการ ในจำนวนนั้นมีผู้ที่รู้จักซุนเจิน พากันซุบซิบว่า "นั่นไม่ใช่อดีตตูโหยวฝ่ายเหนือหรือ? เขามาทำไม?"

"ข้าได้ยินว่า เมื่อเช้าจงกงเฉาทูลทัดทานท่านฝู่จวิน ขอให้เรียกตัวเขามา"

"ท่านฝู่จวินเรียกเขามาหรือ?"

"ใช่น่ะสิ"

"ก็ถูกอยู่ ท่านซุนได้สมญาว่า 'ลูกเสือ' กล้าหาญรู้การศึก คราวเป็นนายกองศาลาฝานหยางก็เคยนำราษฎรในตำบลปราบโจรร้ายฝูงหนึ่งมาแล้ว วันนี้หากจะปราบจลาจล ไม่ใช่เขาก็ไม่ได้แล้ว"

"ท่านฝู่จวินเรียกเขามาไม่ใช่เพราะเขาเคยปราบโจรร้าย หากเพราะเมื่อหลายวันก่อนเขาทูลท่านฝู่จวิน ขอให้จับกุมปอไซ ปอเหลียน"

"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?"

"ใช่สิ น่าเสียดายที่ท่านฝู่จวินไม่ได้ฟังตาม วันนี้ลัทธิไท่ผิงก่อกบฏขึ้นจริง ๆ ก็เห็นได้ถึงสายตาอันยาวไกลของเขา ท่านฝู่จวินย่อมเรียกตัวเขาเข้าที่ว่าการทันที …เฮ้อ เพียงแต่ไม่นึกเลยว่า เขาจะมาจริง ๆ!" คำว่า "มาจริง ๆ" นั้นหมายความว่ากระไร? เสมียนผู้น้อยคนนี้กำลังเปรยถึงเรื่องที่บุนไท่โส่วปฏิบัติต่อสองซุนอย่างใจดำ มองซุนเจินก้าวยาว ๆ ผ่านไป บนใบหน้าของเขามีแววนับถืออยู่เต็มเปี่ยม

อ้องหลานนำหน้า ซุนเจินตามมา ซุนฮิว บุนเพ่ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน ตามมาอีก หกคนมาถึงโถงประชุมใหญ่

เสี่ยวเริ่นกับเฉิงเยี่ยนอยู่นอกโถงประชุม ซุนเจินกับพวกถอดรองเท้านอกโถงประชุม สลัดหิมะที่เกาะกายออก ก้าวเข้าสู่โถงประชุม

ในโถงประชุม แสงเทียนสว่างไสว เจิดจ้าดั่งกลางวัน

ไท่โส่วนั่งบนแท่นตอนบน ซ้ายขวานั่งขุนนางผู้ใหญ่ของที่ว่าการมณฑลข้างละสิบกว่าคน

เฟ่ยช่างจวิ้นเฉิง (รองเจ้าเมือง)(6) หานเลี่ยงอู่กวานเฉวียน(7) จงฮิวกงเฉาเฉวียน(8) ตูโหยวฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ และเฉวียนของกรมต่าง ๆ ล้วนอยู่พร้อมหน้า

นับแต่ซุนเจินมาถึงหน้าโถงประชุม สายตาของคนเหล่านั้นก็จับจ้องอยู่ที่ตัวเขาอย่างไม่วางตา มองเขาถอดรองเท้า มองเขาสลัดหิมะที่เกาะกาย มองเขาก้าวเข้ามาอย่างสุขุมไม่รีบร้อน มองเขาคุกเข่ากราบลงกับพื้นถวายคำนับไท่โส่วหลังอ้องหลานแจ้งนาม

บนโถงประชุมมีเพียงแท่นนั่งว่างอยู่ใต้ไท่โส่วลงมาที่เดียว ตามธรรมเนียมแล้วตำแหน่งนี้เป็นของอ้องหลาน อ้องหลานลังเลครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่นั่ง ยกให้ซุนเจิน อ้อมโต๊ะมาจากด้านหลัง มายืนคอยรับใช้อยู่หลังไท่โส่ว ปล่อยมือลงต่ำ

ซุนเจิน ซุนฮิว บุนเพ่ง ถวายคำนับเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืน

ครั้นถวายคำนับไท่โส่วแล้ว ซุนเจินก็พยักหน้าทักทายเล็กน้อยต่อจงฮิว ตู้อิ้วเจ๋าเฉาเฉวียน(9) และคนคุ้นเคยทั้งหลาย คนเหล่านั้นก็ยิ้มตอบรับ

บุนไท่โส่วแม้รับคำทัดทานของจงฮิว เขียนหนังสือเรียกตัวซุนเจินเข้าเมืองหลวงมณฑลด้วยมือของตน แต่ในใจจริงแล้ว เขายังจำใจไม่เต็มใจอยู่ ที่สำคัญคือทิ้งหน้าทิ้งตาไม่ลงนั่นเอง แต่ก่อนคนที่ขับไล่ซุนเจินก็คือเขา บัดนี้คนที่ต้องมาง้องอนขอให้ซุนเจินกลับมาก็ยังเป็นเขาอีก เขาอายุห้าสิบกว่าแล้ว จำต้องก้มหัวให้คนหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าก็ทิ้งไม่ลง

ตอนซุนเจินเพิ่งขึ้นโถงประชุมเขาก็อยากเอ่ยปาก ไม่รู้เพราะเหตุใด บางทีอาจเพราะในใจขัด ๆ เขิน ๆ? คำมาถึงปากแล้วก็ไม่ได้เอ่ยออกมา ตอนซุนเจินถวายคำนับ เขาก็อยากเอ่ยปากอีก อยากให้ยกเว้นการคำนับเสีย แต่คำก็มาถึงปากแล้วไม่ได้เอ่ยออกมาอีก

เขาเหลือบเห็นบุนเพ่ง คิดในใจว่า "ตงเงียบมาทำไม?" ครั้นเห็นซุนเจินสามคนถวายคำนับเสร็จ จึงคิดว่า "ข้าจะคุยกับตงเงียบสองสามคำก่อนดีกว่า" คำมาถึงปาก คราวนี้เอ่ยออกมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่า "เสียดายที่ไม่ได้ฟังคำท่านแต่เนิ่น ๆ จึงเกิดการแปรเปลี่ยนในวันนี้ขึ้น เจินจือ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที วันนี้ลัทธิไท่ผิงคิดการกบฏจริง ๆ ปอไซ ปอเหลียน ก็ไม่รู้ไปอยู่หนใด ท่านมีสิ่งใดจะแนะนำข้าบ้าง?"

คำพูดออกมาแล้ว เขาก็พลันเสียดายขึ้นมา แต่คำเหล่านี้ก็เป็นคำจากใจจริงของเขาแท้ ๆ โดยเฉพาะคำที่ว่า "ท่านมีสิ่งใดจะแนะนำข้าบ้าง" นั้นยิ่งเป็นคำที่เขาอยากถามอย่างเร่งร้อนตั้งแต่แรกเห็นซุนเจิน บัดนี้หลุดปากออกมา แม้จะเสียดายอยู่ ก็พลอยโล่งใจขึ้นวูบหนึ่ง

เขารู้สึกแต่ว่าบนใบหน้าร้อนผ่าว เกรงว่าเหล่าขุนนางที่นั่งอยู่จะหัวเราะเยาะเขา จึงไม่กล้ามองซ้ายขวา จนปัญญา ได้แต่ทอดสายตาทั้งหมดไปยังใบหน้าของซุนเจิน ความ "ตั้งใจจดจ่อ" เช่นนี้ ในสายตาคนอื่นกลับดูเหมือนว่าเขามี "ความจริงใจ" ยิ่งนัก

ในเมื่อเขา "จริงใจ" ซุนเจินก็พลอยนอบน้อม คุกเข่ากราบลงกับพื้นอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า "ขอเรียนถามใต้เท้า เวลานี้ในมณฑลได้เตรียมการสิ่งใดไว้บ้างแล้ว?"

บุนไท่โส่วตอบว่า "วันนี้ตั้งแต่เช้าเริ่มออกประกาศปิดเมืองห้ามสัญจร สั่งให้หลี่จ่าง (นายหมู่บ้าน) ของแต่ละหมู่บ้านในเมืองควบคุมราษฎรในหมู่บ้านของตน ไม่ให้เข้าออกตามอำเภอใจ ส่งเสมียนและไพร่พลตรวจค้นสาวกลัทธิไท่ผิงในแต่ละหมู่บ้าน ผู้ใดน่าสงสัยก็จับเข้าคุกทั้งสิ้น อีกทั้งส่งคนนำหนังสือบัญชาไปยังแต่ละอำเภอให้เตรียมพร้อมระวังภัย แล้วถวายฎีกาขึ้นไปยังมณฑลใหญ่ แจ้งให้ราชสำนักทราบ กำลังทหารในมณฑลมีไม่พอ ตามแผนของก๋งจิก วันนี้ตอนเที่ยงจึงปิดประกาศตามหมู่บ้านต่าง ๆ เกณฑ์คนถือกระบี่และคนกล้ามาเสริมกำลังพล"

ผู้เฉลียวฉลาดมีอยู่มาก จงฮิว กุยโต๋ ล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาเหนือคน สิ่งที่ซุนเจินกระทำที่เองอิมนั้น เอี้ยงเต๊กก็ทำเช่นเดียวกันโดยพื้นฐาน คือปิดเมืองห้ามสัญจร ป้องกันเมืองอย่างเข้มงวด ตรวจจับสาวกลัทธิไท่ผิง เกณฑ์คนกล้าเข้าเป็นทหาร

มีเพียงข้อเดียวที่ต่างกัน คือในเรื่อง "ตรวจจับสาวกลัทธิไท่ผิง" นั้น ซุนเจินมีเป้าหมายชัดเจน ส่วนเอี้ยงเต๊กกลับหว่านแหไปทั่ว

ซุนเจินฟังแล้วใจก็มั่นคงขึ้น คิดในใจว่า "การจัดเตรียมต่าง ๆ ของที่ว่าการมณฑลก็นับว่าใช้ได้ เพียงแต่ฟังความหมายของท่านฝู่จวินแล้ว ดูเหมือนพวกเขายังหาตัวพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนไม่พบ"

ที่ว่าการมณฑลไม่รู้ว่าใครเป็นพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียน เขารู้ มีเล่าเติ้งคนในคนสำคัญอยู่ เขาจึงได้สืบสาวพรรคพวกและคนสนิทของปอไซ ปอเหลียนในเมืองจนกระจ่างชัดมานานแล้ว รายชื่อคนเหล่านี้เวลานี้อยู่ในอกของเขานี่เอง

แต่เขาไม่รีบเอาออกมา ครุ่นคิดในใจว่า "ความชอบใหญ่หลวงนี้ ข้าจะมอบให้คนผู้หนึ่ง"

เขาไม่เอ่ยเรื่องนี้ก่อน หากถามว่า "กำลังทหารในมณฑลมีไม่พอหรือ? ขอเรียนถามใต้เท้า เวลานี้มีไพร่พลอยู่เท่าใด?" แม้เขาเคยเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ แต่ไม่ได้ดูแลการศึก จึงไม่รู้จำนวนไพร่พลของมณฑลนี้ชัดเจน ต้องถามจำนวนไพร่พลให้กระจ่างก่อน จึงจะมีพื้นใจในการรับมือกบฏ

"สามพันเศษ"

"ผู้นับถือลัทธิไท่ผิงในมณฑลเรานับเป็นแสน หากพวกนักพรตชั่วลุกขึ้น พลมณฑลสามพันเกรงจะต้านทานยาก ข้าพเจ้ามีอุบายหนึ่ง อาจทำให้ในมณฑลได้กำลังพลชั้นยอดหลายพันคนทันที"

"อ๋อ? ว่ามาเร็ว ว่ามาเร็ว!"

"แม้ปอไซ ปอเหลียน จะไม่รู้ไปอยู่หนใด แต่ฟ่านเฉิงยังอยู่ที่โรงเหล็กหลวง อาจส่งคนรุดไปยังโรงเหล็กหลวงในค่ำคืนนี้ จับกุมฟ่านเฉิง แล้วสั่งให้เถี่ยกวานลิ่ง (นายโรงเหล็กหลวง)(10) เสิ่นหรง กับจู่ปู้โรงเหล็กหลวง(11)งักจิ้น คัดเลือกผู้แข็งแรงน่าไว้ใจในโรงเหล็กหลวงมาจัดเป็นหมวดกอง ให้นักโทษโรงเหล็กหลวงไถ่โทษด้วยการสร้างความชอบ ให้สัญญาแก่ทาสโรงเหล็กหลวงว่าหากสร้างความชอบได้ จะคืนสถานะให้เป็นสามัญชนอิสระ(12) คนเหล่านั้นเมื่อได้รับสัญญาจากใต้เท้าว่าจะยกโทษให้ ว่าจะให้เป็นสามัญชนอิสระ ย่อมต้องสู้ตาย เช่นนี้ก็จะได้กำลังพลชั้นยอดสองพันคนทันที"

จงฮิวกล่าวว่า "เมื่อเช้าได้ส่งคนไปจับกุมฟ่านเฉิงที่โรงเหล็กหลวงแล้ว ฟ่านเฉิงไม่ควรห่วง แต่การเอานักโทษและทาสโรงเหล็กหลวงมาจัดเป็นทหารนั้น?" เขากล่าวอย่างลังเลว่า "นักโทษโรงเหล็กหลวงล้วนเป็นนักโทษต้องอาญา วันนี้หากเอามาจัดเป็นหมวดกอง จะกลับกลายเป็นเข้ากับโจรเสียหรือไม่?"

"เถี่ยกวานลิ่งเสิ่นหรงซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ใช้การได้ จู่ปู้โรงเหล็กหลวงงักจิ้นห้าวหาญ คุมคนอยู่ มีคนทั้งสองออกหน้า ข้าพเจ้าขอเอาหัวเป็นประกัน นักโทษและทาสโรงเหล็กหลวงต้องไม่เข้ากับโจรแน่"

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ บุนไท่โส่วลังเลตัดสินใจไม่ได้

ซุนเจินหมอบกราบลงกับพื้น ก้มศีรษะจรดพื้น กล่าวด้วยถ้อยคำจริงจังว่า "บัดนี้เรื่องเร่งด่วนแล้ว! พวกนักพรตชั่วลุกขึ้นเมื่อใด พลมณฑลสามพันจะค้ำชูได้อย่างไร? ใต้เท้าหากไม่ไว้ใจนักโทษและทาสโรงเหล็กหลวง ครั้นพวกเขามาถึงแล้ว ก็กักไว้นอกเมือง ไม่ให้เข้าเมืองได้ หากพวกเขาเข้ากับโจร ก็ไม่เกินกว่าจะเพิ่มคนให้กบฏหนึ่งสองพัน หากพวกเขาฆ่าโจร ใต้เท้าก็จะมีทหารกล้าเพิ่มขึ้นสองพันคนทันที ได้มากกว่าเสีย!"

"คำของท่านมีเหตุผล"

บุนไท่โส่วเห็นชอบกับความเห็นของซุนเจิน เขียนหนังสือราชการฉบับหนึ่ง ส่งคนนำไปยังโรงเหล็กหลวง

ซุนเจินดีใจอยู่ในใจ แม้ว่าหากไม่มีหนังสือราชการฉบับนี้ งักจิ้น เสี่ยวเซี่ย เจียงหู ก็จัดนักโทษและทาสโรงเหล็กหลวงเป็นหมวดกองได้ แต่ในโรงเหล็กหลวงยังมีเสมียนคนอื่นอยู่ ย่อมต้องพบอุปสรรคบ้าง บัดนี้มีหนังสือราชการฉบับนี้แล้ว ก็ทำการได้สะดวกขึ้น

ครั้นปัดกวาดอุปสรรคนี้ให้งักจิ้นแล้ว เขาก็วกกลับเข้าเรื่อง กล่าวว่า "เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้ยินจงกงเฉาว่า ในเมืองดูเหมือนจะยังตรวจหาพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนอยู่?"

บุนไท่โส่วกล่าวอย่างหนักใจว่า "ก็จริงน่ะสิ! ในเมืองคนที่นับถือลัทธิไท่ผิงมีไม่น้อย เพื่อไม่ให้เกิดจลาจล จะจับเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ ได้แต่ตรวจค้นไปทีละหมู่บ้าน คนมากมายขนาดนี้ ในยามเร่งรีบ จะตรวจง่ายที่ไหนเล่า? ตรวจมาจนบัดนี้ พรรคพวกของปอไซ ปอเหลียน สักคนก็ยังหาไม่พบ!"

"ข้าพเจ้ามีสหายผู้หนึ่ง สงสัยปอไซ ปอเหลียน คิดการไม่ชอบมาตั้งแต่ปีกลาย จึงลอบสืบอยู่ในที่ลับ สืบสาวพรรคพวกของคนทั้งสองในเมืองได้กระจ่างแต่เนิ่น ๆ ใต้เท้าเรียกตัวเขามาถามคำเดียวก็รู้สิ้น"

บุนไท่โส่วไม่อาจเชื่อ ทั้งตกใจทั้งดีใจ กล่าวว่า "มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? ผู้นี้แซ่ใดนามใด พำนักหมู่บ้านใด? รีบเชิญเขามาเร็ว!"

ซุนเจินรับว่า "ขอรับ"

เขาออกไปหน้าโถงประชุมเรียกเสี่ยวเริ่นมา กระซิบบอกสองสามคำ หันหลังให้คนทั้งหลายบนท้องพระโรง หยิบรายชื่อพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนออกมาจากอก ส่งให้เขา แล้วกล่าวว่า "ไปเถิด เชิญท่านซีมา"

"ความชอบใหญ่หลวงนี้" เขาตั้งใจจะมอบให้ซีจื้อไฉนั่นเอง

เสี่ยวเริ่นออกจากที่ว่าการไท่โส่ว ขี่ม้าไปบ้านซีจื้อไฉ เรียกเปิดประตูหมู่บ้าน มาถึงนอกรั้วบ้านซี ลงม้าเคาะประตู

ซีจื้อไฉกับภรรยาเพิ่งจะเข้านอน ก็คว้าเสื้อลุกขึ้น ออกมาเปิดประตู

เสี่ยวเริ่นพบซีจื้อไฉมาหลายครั้งแล้ว คำนับเสร็จก็เข้าเรื่องตรง ๆ ว่า "ท่านฝู่จวินเรียกตัว"

วันนี้ในเมืองเอี้ยงเต๊กวุ่นวายมาทั้งวัน ผู้คนต่างหวาดผวาในความปลอดภัยของตน ยามค่ำคืนได้ยินเสียงเคาะประตูก็ชวนให้สงสัยอยู่แล้ว ครั้นได้ยินว่าไท่โส่วเรียกตัว ก็ยิ่งแปลกประหลาด ภาษิตในหมู่บ้านว่า "ขีดเส้นเป็นคุกก็ไม่ยอมเข้า เหลาไม้เป็นขุนนางก็ไม่ยอมตอบ"(13) ดึกป่านนี้แล้ว ไท่โส่วเรียกตัวไปทำสิ่งใดเล่า?

ภรรยาซีอยู่ในห้อง ได้ยินแต่เสียงเสี่ยวเริ่นพูด ไม่รู้ว่าผู้มาเป็นใคร เป็นห่วงยิ่งนัก ครั้นเห็นซีจื้อไฉกลับเข้าห้อง ก็คว้าชายเสื้อของเขาไว้ ไม่อยากให้เขาไป

ซีจื้อไฉหัวเราะดังกล่าวว่า "เจ้านับแต่แต่งงานมาอยู่กับข้า ต้องอดบ้างอิ่มบ้าง ทนทุกข์มาหลายปี คืนนี้ ข้าจะอาศัยแรงของเจินจือ ทะยานขึ้นสู่เมฆาเสียที ต่อไปจะได้เลี้ยงดูเจ้าด้วยอาภรณ์งามอาหารเลิศ เจ้าเล่าไฉนกลับมาขัดข้าเล่า? เป็นกระไร? เจ้าจะยอมกินแต่รำกับปลายข้าว ไม่อยากกินเนื้อปลาเนื้อย่างหรือ?"

"สามีพูดเช่นนี้หมายความว่ากระไรเจ้าคะ?"

"เสี่ยวเริ่นเจ้าไม่รู้จักหรือ? เขาเป็นปินเค่อในบ้านเจินจือ นี่ต้องเป็นเจินจือเสนอชื่อข้าแน่ ไท่โส่วจึงเรียกตัว!"

"ท่านซุน? ท่านซุนไม่ใช่แขวนตรากลับบ้านไปแล้วหรือ?"

"วันนี้ในเมืองวุ่นวายมาทั้งวัน ค่ำลงเจินจือมาถึงมณฑล เห็นชัดว่าไท่โส่วประสบเรื่องยุ่งยากใหญ่ จนปัญญา จึงเชิญเขากลับมารับราชการอีก เมื่อครู่ข้าถามเสี่ยวเริ่นแล้ว เจินจือเพิ่งมาถึงมณฑลได้ไม่นาน เขาเพิ่งมาถึงที่ว่าการไท่โส่ว ไท่โส่วก็เรียกตัวข้าเข้าพบ เร่งด่วนถึงเพียงนี้ แสดงว่าสามีของเจ้าผู้นี้ กำลังจะได้รับการใช้สอยใหญ่จากที่ว่าการมณฑลแล้ว!"

ซีจื้อไฉมีสติปัญญาเหนือคน เหตุที่จนบัดนี้ยังไม่ได้ออกรับราชการ ไม่ใช่เพราะไม่มีใจจะออกรับราชการ หากเพราะกำพืดยากจน จึงไร้โอกาส

แต่ก่อนนี้ ซุนฮก ซุนเจิน แม้จะเคยเสนอชื่อเขาทยอยกัน ติดที่อินซิ่วซึ่งเป็นไท่โส่วในเวลานั้นให้ตำแหน่งต่ำเกินไป เขาแม้เป็นบัณฑิตยากไร้ ก็ยังถือดีในความสามารถของตน ไม่ยอมรับตำแหน่งนั้น คืนนี้เสี่ยวเริ่นรับคำสั่งไท่โส่วมาเชิญเขา เขาวินิจฉัยจากเค้าลางต่าง ๆ ได้ว่า คราวนี้ต้องได้รับการใช้สอยใหญ่แน่ จึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย สั่งภรรยาให้นำหมวกสายคาดและเสื้อผ้ามาทันที สวมเรียบร้อยแล้ว ยังหยิบกระบี่เหล็กกล้าร้อยหลอม(14)ที่ซุนเจินมอบให้ลงจากฝาผนัง นั่งบนเตียง ชักกระบี่ออกจากฝัก หันออกสู่หิมะที่ตกนอกเรือน ดีดกระบี่ครั้งหนึ่ง แล้วขับลำนำว่า "ซ่อนกระบี่มาสิบปีเอ๋ย วันหนึ่งคมเผยออกมา!"

นับแต่เขาเริ่มอ่านหนังสือมาจนบัดนี้ ครบสิบปีพอดี

เขาร่ำลาภรรยา คาดกระบี่ออกจากประตูรั้ว ทักทายเสี่ยวเริ่นที่รออยู่นอกรั้วว่า "เจินจือสั่งความสิ่งใดมาบ้าง?"

เสี่ยวเริ่นเล่าสาเหตุที่ไท่โส่วเรียกตัวเขาจนจบ แล้วหยิบรายชื่อออกมา ยื่นให้เขา "นี่คือรายชื่อและที่อยู่ของพรรคพวกปอไซ ปอเหลียนในเมืองที่ท่านซุนสืบได้ ท่านซุนว่า ขอเชิญท่านอ่านสักครั้งหนึ่ง จดจำไว้ในใจ"

หากเป็นคนอื่น เช่น ซุนฮก ซุนฮิว ตันกุ๋น เห็นทีจะพลิกหน้าโกรธทันที คิดว่าซุนเจินกำลังลบหลู่พวกเขา แต่ซีจื้อไฉไม่ถือสาเรื่องเหล่านี้ สิ่งเดียวที่เขาใส่ใจคือความสามารถของตนจะได้แสดงออกหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้บ่ายเบี่ยงเลย รับรายชื่อมา อาศัยแสงคบเพลิงที่เสี่ยวเริ่นจุด อ่านผ่านอย่างรวดเร็วหนหนึ่ง เขาจำชื่อแม่น อ่านจบก็จดจำได้ แล้วกล่าวกับเสี่ยวเริ่นว่า "ไปกันเถิด!"

ระหว่างทางไปที่ว่าการไท่โส่ว เขาซักถามความเป็นไปของเองอิมอย่างละเอียด สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น แล้วถอนใจว่า "ข้าถือดีในสติปัญญามาแต่ไหนแต่ไร คบหากับเจินจือมาหลายปี วันนี้จึงรู้ว่าเขาเหนือกว่าข้ายิ่งนัก" สิ่งที่เขาถอนใจไม่ใช่การรับมือจัดการที่เองอิมของซุนเจิน หากเป็นที่ซุนเจินกลับสืบสาวพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนได้กระจ่างตั้งแต่ปีกลาย กระทั่งสองปีก่อน เตรียมการล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ "สายตาอันยาวไกล" นี้ทำให้เขายอมศิโรราบ

เขาอดคิดไม่ได้ว่า "สองปีก่อน เจินจือตรวจตราทางเหนือของมณฑล ครั้นถึงเอี้ยงเฉิง ดูเหมือนจะสนใจพวกนักโทษโรงเหล็กหลวงยิ่งนัก หรือว่าเขามองออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าลัทธิไท่ผิงจะก่อกบฏ?"

ที่หน้าประตูที่ว่าการไท่โส่ว ซีจื้อไฉกับเสี่ยวเริ่นพบกับคนผู้หนึ่ง

เสี่ยวเริ่นจำได้ เป็นนักเลงคนหนึ่งที่ซุนเจินทิ้งไว้ที่เอี้ยงเต๊กเมื่อปีกลาย รู้สึกแปลกใจ จึงเข้าไปถามว่า "เจ้ามาที่นี่ทำไม? ได้ยินว่าท่านซุนเข้าอำเภอ จึงมาคารวะหรือ?"

ความเคลื่อนไหวที่ท่านซุนเข้าเมืองนั้นไม่ใช่น้อย นักเลงผู้นี้ได้ยินอยู่ในที่พัก สืบจนรู้ว่าซุนเจินเข้าเมืองแล้ว ก็รีบรุดมาขอเข้าพบทันที เขากล่าวว่า "ข้ามีธุระด่วน ต้องเข้าพบท่านซุน! เพิ่งวานนายประตูเข้าไปแจ้งให้ กำลังรอท่านซุนเรียกพบอยู่"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ในเมื่อมีธุระด่วน จะมารออยู่ที่นี่ทำไมเล่า? ตามเราเข้าไปด้วยกัน"

เขาช่างกล้าได้กล้าเสีย หน้าไท่โส่วยังไม่ทันเห็น ก็ตัดสินใจแทนไท่โส่วเสียแล้ว ปล่อยนักเลงผู้นี้เข้าที่ว่าการไท่โส่วไป

ไพร่ยามประตูรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไท่โส่วเชิญมา จึงไม่ขัดขวาง ปล่อยพวกเขาเข้าไป

ครั้นก้าวขึ้นโถงประชุม ซุนเจินก็นั่งลงแล้ว ที่นั่งก็คือที่ของอ้องหลานจู่ปู้นั่นเอง สองคนคนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน มองหน้ากันแล้วยิ้ม

ซีจื้อไฉถวายคำนับไท่โส่ว

บุนไท่โส่วร้อนใจรอไม่ได้ กล่าวว่า "ข้าได้ยินท่านซุนว่า ท่านรู้รายละเอียดพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนในเมือง?"

"ถูกต้องแล้ว" ซีจื้อไฉกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน ยกรายชื่อขึ้นถวาย "นี่คือรายชื่อและที่อยู่ของพรรคพวกปอไซ ปอเหลียน"

บุนไท่โส่วดีใจสุดประมาณ ถูมือไปมา เอ่ยซ้ำ ๆ ว่า "ดีจริง ดีจริง!" สั่งอ้องหลานจู่ปู้ว่า "เอาขึ้นมา ให้ข้าดู"

จงฮิวเชื่อซุนเจิน ไม่ระแวงว่ารายชื่อนี้เป็นของปลอม ลุกขึ้นกล่าวว่า "บัดนี้ทราบพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนแล้ว ข้าน้อยขอใต้เท้าออกคำสั่งทันที ส่งคนไปจับกุม"

"ถูก ๆ รีบส่งคนไปจับกุม" ได้รับคำเตือนจากจงฮิว บุนไท่โส่วก็ไม่ดูรายชื่อแล้ว หันมองคนทั้งหลายบนโถงประชุม ถามว่า "ผู้ใดเต็มใจไป?" มองไปยังเฟ่ยช่างจวิ้นเฉิง ด้วยเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวง คนที่เหมาะที่สุดย่อมเป็นจวิ้นเฉิง

เฟ่ยช่างจะกล้าไปที่ไหนเล่า! ก้มหน้าลง ไม่ปริปากแม้คำเดียว

บุนไท่โส่วเผยสีหน้าผิดหวัง พลันเห็นคนผู้หนึ่งออกจากที่นั่ง กล่าวว่า "ขุนนางผู้น้อยขอไป!" หากเป็นจงฮิวนั่นเอง

อีกคนหนึ่งออกจากที่นั่ง ร้องด้วยเสียงห้าวว่า "ข้าน้อยมีหน้าที่จับโจรอยู่แล้ว ขอไปกับกงเฉาเฉวียนด้วย" หากเป็นตู้อิ้วเจ๋าเฉาเฉวียน เขาแม้จะโลภอยู่บ้าง ไม่สู้ระวังกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในยามคับขันก็ไม่ได้เอาตัวรอด

บุนไท่โส่วเขียนหนังสือบัญชาด้วยมือ มอบให้คนทั้งสอง กล่าวว่า "ราษฎรนับหมื่นทั้งเมือง ความปลอดภัยของทั้งมณฑล ขอฝากไว้กับท่านทั้งสองแล้ว!"

จงฮิว ตู้อิ้ว รับคำสั่ง รับรายชื่อมา จับด้ามกระบี่ก้าวยาว ๆ ออกจากโถงประชุม ไปเรียกชุมนุมเสมียนและไพร่พล แล้วแยกย้ายกันจับคนตามรายชื่อ

ฉวยจังหวะนี้ ซีจื้อไฉบอกซุนเจินว่า ใต้โถงประชุมมีปินเค่อของเขาขอเข้าพบ

ซุนเจินมองลงไปใต้โถงประชุม เห็นนักเลงผู้นั้นยืนอยู่กลางลานในหิมะ ใจเต้นตึ้ก ๆ นักเลงผู้นี้ ไม่ใช่ผู้ที่เขาทิ้งไว้ที่เอี้ยงเต๊ก สั่งให้สืบหาที่อยู่ของปอไซ ปอเหลียนหรอกหรือ? เขาคิดในใจว่า "หรือว่าเขาสืบหาที่อยู่ของปอไซ ปอเหลียนได้แล้ว?" ไม่ทันขออนุญาตไท่โส่ว ลุกออกจากที่นั่ง สามสองก้าวก็มาถึงนอกท้องพระโรง เดินเท้าเปล่าลงบันได ถามว่า "สืบได้แล้วหรือ?"

"สืบได้แล้ว"

"ดี!"

ซุนเจินตบบ่าเขาเบา ๆ สองสามที หันกลับขึ้นโถงประชุม ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขออาสาออกไปตัดหัวปอไซ ปอเหลียน"

"ออกไปตัดหัวปอไซ ปอเหลียน?"

"ปินเค่อในสังกัดข้าพเจ้าสืบจนพบที่ซ่องสุมของปอไซ ปอเหลียนแล้ว"

บุนไท่โส่วแทบไม่เชื่อหูตนเอง "ท่านว่าปินเค่อในสังกัดท่านสืบพบที่ซ่องสุมของปอไซ ปอเหลียนแล้วหรือ?"

"ถูกต้องแล้ว"

"ท่านนี้เป็นขุนพลนำโชค(15)ของข้าแท้!"

ซุนเจินมาถึง ก่อนอื่นก็แก้ปัญหาเรื่องพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนในเมืองได้ ทั้งยังหาที่อยู่ของปอไซ ปอเหลียนได้อีก ภายใต้ความปลื้มปีติที่หลั่งไหลมาติด ๆ กัน บุนไท่โส่วก็ลืมความกระดากที่ทิ้งหน้าทิ้งตาไม่ลงนั้นไปจนหมดสิ้น ผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า "ข้าจะให้พลมณฑลห้าร้อยแก่ท่าน ทั้งให้อ้องหลานช่วยกำกับ ไปจับฆ่าปอไซ ปอเหลียน!"

"ขอรับ"

ซุนฮิว บุนเพ่ง นั่งอยู่บนที่นั่งสองที่ที่เพิ่มเข้ามาในภายหลัง ในเวลานี้ลุกขึ้น กล่าวว่า "ข้า (ซุนฮิว) / ข้า (บุนเพ่ง) ขอตามเจินจือไปด้วย"

ซีจื้อไฉก็กล่าวว่า "ซีจงขอไปด้วย"

บุนไท่โส่วดีใจจนแทบจะร่ายรำ ใครพูดอะไรเขาก็เห็นชอบไปเสียทั้งหมด กล่าวว่า "ไปเถิด ไปเถิด!"

ออกจากที่ว่าการมณฑล อ้องหลานใช้ปิงฝู (ตราอาญาสิทธิ์ทหาร)(16) ที่บุนไท่โส่วประทานให้เกณฑ์พลมณฑลมาให้ครบ ซุนเจินนำสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เป็นอาทิ ทั้งปินเค่อและราษฎรในหมู่บ้าน พร้อมด้วยซุนฮิว บุนเพ่ง ซีจื้อไฉ ให้นักเลงผู้นั้นนำทาง ออกจากเมืองรุดไปอย่างเร่งรีบ ฝ่าหิมะยามค่ำ มุ่งลงใต้ไปยี่สิบกว่าลี้ ก็แลเห็นแต่ไกลว่าท่ามกลางท้องทุ่งเบื้องหน้ามีคฤหาสน์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ มีคูลึกกำแพงสูง

นักเลงผู้นำทางชี้มือกล่าวว่า "ข้าน้อยลอบสืบอยู่หลายวัน วันนี้ตอนเช้าในที่สุดก็สืบความจากบ่าวใหญ่คนหนึ่งในบ้านปอไซ ได้ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์นี้ เดิมข้าน้อยคิดจะไปเองอิมแจ้งให้ท่านซุนทราบทันที ไม่นึกว่าในมณฑลกลับปิดประตูเมืองเสีย ก็ยังดีที่ไท่โส่วเรียกตัวท่านซุนมา จึงไม่ได้ชักช้านานเกินไป"

ในโลกนี้ไม่มีกำแพงใดที่ลมรอดผ่านไม่ได้ ปอไซ ปอเหลียน มีคนมากมายขนาดนั้น ย่อมไม่อาจซ่อนเร้นที่อยู่ให้มิดชิดได้ทั้งหมด ยิ่งบ่าวใหญ่ผู้บอกความนี้เป็นคนในบ้านของเขา "โจรในบ้าน" ย่อมป้องกันยากที่สุด

ซุนเจินรั้งม้าไว้ สั่งให้พลมณฑลจัดแถว เรียงอยู่ข้างหน้า เหล่านักเลงและราษฎรในหมู่บ้านในสังกัดวันนี้เหนื่อยอ่อนไม่น้อย จึงยังไม่ให้ออกรบก่อน ให้อยู่ข้างหลังพักผ่อน

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "คฤหาสน์นี้ยามตรวจตราเข้มงวด พื้นที่กว้างขวางยิ่งนัก ปอไซ ปอเหลียน คบคิดวางแผนมาหลายปี ในคฤหาสน์ย่อมมีไพร่พลไม่น้อย จะบุกตีโดยตรงไม่ใช่ง่าย ตามความเห็นของข้า สู้ใช้กลตีใจให้แตกก่อนเป็นเยี่ยม"

"ขอฟังรายละเอียด"

ซีจื้อไฉกระซิบบอกสองสามคำ ซุนเจิน ซุนฮิว ก็ตบมือหัวเราะว่า "เป็นกลที่ดี"

ซุนเจินจึงทำตามกลของเขา สั่งให้พลมณฑลโค่นต้นไม้ใหญ่ลงไม่กี่ต้นแต่ไกล เป็นเครื่องมือบุกทลายประตูคฤหาสน์ หามท่อนซุงไว้ ย่อตัวลงต่ำ ย่องไปยังริมคูเมืองนอกคฤหาสน์ บนคฤหาสน์มีคนตระเวน คนตาไวเห็นพลมณฑลเข้า ก็ร้องตะโกนเสียงดัง เสียงร้องยังไม่ทันขาด ก็พลันเห็นผู้คนนับไม่ถ้วนผุดร่างขึ้นมาจากลานหิมะ ท้องทุ่ง และเนินเขาแต่ไกล ต่างเคาะอาวุธ ร้องตะโกนพร้อมกันว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่"

——

## เชิงอรรถ

(1) จู่ปู้ คือหัวหน้าเสมียนคุมเอกสารของมณฑล เป็นคนสนิทของไท่โส่ว

(2) อิ้นโซ่ว คือตราประจำตำแหน่งพร้อมสายถักบอกศักดิ์ของขุนนาง "แขวนตรา" จึงหมายถึงการสละตำแหน่งลาออกจากราชการ

(3) ลูกเสือ เป็นฉายาที่ราษฎรและขุนนางใช้เรียกซุนเจิน มาจากคำว่า "หรู่หู่" หมายถึงลูกเสือที่ดูอ่อนเยาว์แต่ดุร้ายน่าเกรงขาม เดิมจูฉ่างนายอำเภอคนก่อนเป็นผู้กล่าวขึ้น

(4) ตูโหยว คือผู้ตรวจราชการระดับมณฑล เป็นตัวแทนเจ้าเมืองประจำตรวจตราอำเภอต่าง ๆ มีอำนาจสูงมาก ตูโหยวฝ่ายเหนือดูแลอำเภอทางเหนือ ตูโหยวฝ่ายใต้ดูแลอำเภอทางใต้

(5) สือจ่าง คือหัวหน้าหน่วยทหารสิบคน อู่จ่าง คือหัวหน้าหน่วยทหารห้าคน

(6) จวิ้นเฉิง คือรองเจ้าเมือง ผู้ช่วยของไท่โส่วผู้เป็นเจ้าเมืองมณฑล

(7) อู่กวานเฉวียน คือตำแหน่งกิตติมศักดิ์ในมณฑล ไร้หน้าที่ตายตัว แต่รักษาการแทนตำแหน่งอื่นได้เมื่อตำแหน่งนั้นว่างลง ศักดิ์ตามหน้ากระดาษเหนือกว่าตูโหยว

(8) กงเฉา คือหัวหน้าฝ่ายบุคคล ผู้ช่วยมือขวาของนายอำเภอหรือเจ้าเมือง

(9) เจ๋าเฉาเฉวียน (เหมินเซี่ยเจ๋าเฉา) คือเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมคดี

(10) เถี่ยกวานลิ่ง คือนายโรงเหล็กหลวง ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของโรงเหล็กของทางการ

(11) จู่ปู้โรงเหล็กหลวง คือหัวหน้าเสมียนคุมเอกสารประจำโรงเหล็กหลวง

(12) สามัญชนอิสระ หมายถึงราษฎรอิสระ ผู้ไม่ได้เป็นทาสหรือนักโทษ การให้ทาสกลับเป็นสามัญชนอิสระคือการปลดปล่อยจากความเป็นทาส

(13) "ขีดเส้นเป็นคุกก็ไม่ยอมเข้า เหลาไม้เป็นขุนนางก็ไม่ยอมตอบ" เป็นภาษิตโบราณ หมายถึงผู้มีศักดิ์ศรีย่อมไม่ยอมข้องแวะกับขุนนางตุลาการ แม้เป็นเพียงคุกที่ขีดเส้นบนพื้นหรือขุนนางที่เหลาจากไม้ ก็ไม่ยอมเข้าไม่ยอมตอบ

(14) กระบี่เหล็กกล้าร้อยหลอม คือกระบี่ชั้นเลิศที่ตีพับเหล็กดีซ้ำหลายร้อยครั้งจนเนื้อเหล็กแกร่ง ยิ่งหลอมมากเหล็กยิ่งดี

(15) ขุนพลนำโชค หมายถึงแม่ทัพผู้นำโชคลาภและชัยชนะมาให้ เป็นคำที่บุนไท่โส่วชมซุนเจิน

(16) ปิงฝู คือตราอาญาสิทธิ์ทหาร เครื่องหมายมอบอำนาจบัญชาการทหารในยุคฮั่น แม่ทัพต้องถือปิงฝูจึงจะเกณฑ์และบังคับบัญชาไพร่พลได้

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป