# ตอนที่ 51 นิทานเก่า
"เจ้าคือนายกองศาลาฝานหยางหรือ?" เกาซู่นั่งคุกเข่างอขาบนแคร่ มือหนึ่งวางบนโต๊ะเตี้ย มืออีกข้างกุมกระบี่ยาวข้างกาย ถามขึ้น
แคร่ที่นั่งภายในห้องโถงล้วนมีคนนั่งอยู่แล้ว ซุนเจินจึงไม่ยอมนั่ง ยืนกลางห้องโถง ตอบว่า "ข้าพเจ้าซุนเจิน ขอคารวะท่าน"
"ซุน?"
เมื่อคืนแขกบ้านเกากลับมา เพียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำหนหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยชื่อซุนเจิน เกาซู่ตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ช้าก็กลับเป็นปกติ ถามว่า "ซุนแห่งเกาหยางหลี่หรือ?"
"ถูกแล้ว"
"ฮ่า ฮ่า"
ตามเสียงหัวเราะลั่นโดยพลันของเกาซู่ ผู้คนที่เหลือในห้องโถงแม้ไม่เข้าใจความหมาย ก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย ห้องโถงนั้นกว้างขวาง คนนั่งไม่มาก เสียงหัวเราะก้องสะท้อนอยู่ภายใน ยิ่งดูโล่งเปล่า
เกาซู่ชี้ไปยังซุนเจิน หัวเราะกล่าวกับซ้ายขวาว่า "ไม่น่าเล่าจึงใจกล้าถึงเพียงนี้ นายกองศาลากระจอก ๆ คนหนึ่งก็บังอาจซ่อนเร้นคนผิดกฎหมาย กักขังคนของข้า! ที่แท้อาศัยว่าตนเกิดในตระกูลซุนแห่งเกาหยางหลี่" เสียงหัวเราะยังไม่ทันสิ้น สีหน้าก็เย็นเฉียบเปลี่ยนไป ตวาดว่า "เจ้าจะเอาตระกูลซุนมาต้านบ้านเกาของข้าหรือ?"
ซุนเจินไม่รู้จักเกาซู่ ครานี้เป็นการพบกันครั้งแรก แต่ผ่านเฉินเปา เฉิงเยี่ยนกับพวก ก็เข้าใจอุปนิสัยใจคอของผู้นี้ค่อนข้างดีแล้ว รู้ว่าเขายโสโอหังกำเริบเสิบสาน ถือตนเป็นผู้กล้าแห่งยุทธจักรอยู่เนือง ๆ เขาคิดในใจว่า "ผู้นี้ใช้ 'อิทธิพล' ข่มคน หากข้าแสดงความอ่อนแอ ย่อมต้องถูกหยามแน่" จึงตอบว่า "วันนี้ผู้ที่มายังคฤหาสน์ของท่าน มีแต่นายกองศาลาฝานหยาง หามีตระกูลซุนแห่งเกาหยางหลี่ไม่"
"มีแต่นายกองศาลาฝานหยาง หามีตระกูลซุนแห่งเกาหยางไม่? ฮ่า ฮ่า เจ้าก็รู้ประมาณตนอยู่บ้าง! บอกตามตรง เดิมข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าคือตระกูลซุนแห่งเกาหยาง แต่ถึงแม้เจ้าจะเกิดในตระกูลซุน ข้าขอถามเจ้าหน่อย แล้วจะทำอะไรได้?"
ซุนเจินวันนี้ยอมมาคนเดียว ในใจคิดคำนวณไว้แต่ต้นแล้ว ไม่เอ่ยวาจา ฟังเขาพูดต่อไป
"หากย้อนไปยี่สิบปีก่อน บางทีข้ายังจะให้ความเคารพตระกูลเจ้าอยู่บ้าง!" เกาซู่ประสานมือคำนับไปทางทิศตะวันตก "แต่บัดนี้ที่นครหลวง โอรสสวรรค์ทรงพระปรีชา ทรงทราบว่าตระกูลเจ้าฉ้อราษฎร์โลภมากเลอะเทอะ ขับออกจากราชสำนักจนสิ้น สั่งห้ามรับราชการตลอดชีพ! ...เอ๊ะ พูดมาถึงตรงนี้ ข้ากลับแปลกใจขึ้นมาแล้ว เจ้ามาเป็นนายกองศาลาได้อย่างไร?"
"ปีกลาย โอรสสวรรค์มีพระราชโองการ ยกเลิกการห้ามรับราชการตั้งแต่ชั้นอาลงไป"
"ตั้งแต่ชั้นอาลงไป?"
เกาซู่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ เรื่องการห้ามพวกพ้องรับราชการ(1) นั้นเกี่ยวพันใหญ่หลวง ยอดบัณฑิตทั่วแผ่นดินถูกกวาดล้างในคราวเดียว เพราะเหตุนี้ผู้ตายจึงนับร้อย เขาเคยได้ยินอยู่บ้างหนึ่งสองเรื่อง แต่กลับไม่รู้พระราชโองการของโอรสสวรรค์เมื่อปีกลาย ฟังคำตอบของซุนเจินแล้วยิ่งรู้สึกน่าขัน ชี้หน้ากล่าวว่า "ที่แท้ยังไม่ใช่ตระกูลซุนสายหลัก หากเป็นเพียงสายรองห่าง ๆ! คนชั้นบ่าวขี้ข้า ก็ยังบังอาจขัดใจข้า กักคนของข้า!" เขาโน้มกายไปข้างหน้า เบิกตาโพลงตวาดว่า "เจ้าไม่เกรงคมขวานบ้านเกาของข้าหรือ?"
ซุนเจินยังคงไม่เอ่ยวาจา เพียงนิ่งมองเขาอย่างสงบ มีนัยว่ารอให้เขาพูดจบ แต่คำของเกาซู่ก็พูดจบลงแล้ว เขาสะสมอำนาจมาเต็มที่ แต่กลับไม่ได้ยินคำตอบของซุนเจิน ในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ออกจะกระอักกระอ่วน เกาสองเกาสามที่ตามซุนเจินเข้ามามีไหวพริบ รีบช่วยกู้หน้าให้เกาซู่ เบิกตาตวาดถามว่า "เจ้าไม่เกรงคมขวานบ้านเกาของข้าหรือ!"
ซุนเจินจึงค่อยตอบช้า ๆ ว่า "ข้าพเจ้ารู้แต่กฎมณเฑียรบาลแห่งราชวงศ์ฮั่น ไม่เคยได้ยินคมขวานบ้านเกา"
ในบรรดาคนหลายคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งล่างของเกาซู่ มีผู้หนึ่งกดมือบนโต๊ะลุกขึ้นเอียงกายทันที ชักดาบยาวที่เอวออกมา ขู่ว่า "ตอนนี้รู้จักคมขวานบ้านเกาแล้วหรือยัง?"
ซุนเจินมองเขาด้วยสีหน้าเฉยเมย แล้วหัวเราะลั่น ฮ่า ฮ่า
"เจ้าหัวเราะอันใด?"
"ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์บ้านเกามานาน ผู้กล้าในตำบลล้วนกล่าวขานว่า นายน้อยบ้านเกาเป็นผู้มีอัจฉริยภาพอันองอาจเปิดเผย กล้าหาญเด็ดเดี่ยว วันนี้ได้พบสักครั้ง เห็นหน้าแล้วยังไม่เท่าได้ยินชื่อ!"
ใครเล่าจะไม่ชอบฟังคำหวานหู เกาซู่แม้คิดจะหยามซุนเจิน แต่ฟังคำชมเชยของเขาก็พึงใจในตน ครั้นฟังถึงครึ่งหลังก็ไม่พอใจขึ้นมา ซักว่า "'เห็นหน้ายังไม่เท่าได้ยินชื่อ'? คำนี้ของเจ้าหมายความว่ากระไร?"
พอเขาไม่พอใจขึ้นมา คนหลายคนที่นั่งตำแหน่งล่าง รวมทั้งเกาสองเกาสามที่ยืนอยู่หลังซุนเจินก็พลอยไม่พอใจขึ้นมาทันที ได้ยินแต่เสียง "กริ๊ง" "กริ๊ง" "กริ๊ง" บนห้องโถงดังไม่ขาดสาย ผู้ที่มีอาวุธติดตัวล้วนชักคมออกจากฝัก จ้องเขม็งซุนเจิน
…
ศาลาฝานหยาง ลานฝึกซ้อม
เฝิงก่งตกใจหน้าซีด กล่าวว่า "ที่แท้ไปบ้านเกาหรือ?"
เจียงฉินพยักหน้ารับ กล่าวว่า "ใช่แล้ว"
"ไอหยา! ไฉนไม่บอกแต่แรก? เจ้าของบ้านเกาผู้นั้นได้บุตรเมื่อแก่ อายุย่างสี่สิบจึงได้เกาซู่ ต่อเกาซู่จึงตามใจมาตลอด เลี้ยงจนเกิดนิสัยไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ระห่ำไม่ฟังผู้ใด! สิ่งที่เขาอยากได้ ต้องได้มาให้จงได้! แม้แต่ข้าเอง แม้รู้จักกับเขามานาน มักออกล่าสัตว์เที่ยวเล่นด้วยกัน แต่ก็ไม่เคยแย่งชิงเหยื่อกับเขาเลยสักครั้ง ยิ่งไม่เคยพูดจาว่าร้ายเขาแม้สักครึ่งคำ ไม่เคยทำหน้าเย็นชาใส่เขาแม้สักครึ่งหน ...ท่านซุนกับเขาไม่รู้จักกัน แต่ไปเพราะภรรยาเฉิงเยี่ยน ครั้นยั่วโทสะเขาขึ้นมา เกรงจะลงเอยอย่างไม่งดงาม"
เขารีบดึงตัวเจียงฉินไว้ กล่าวว่า "ท่านเจียง เรื่องนี้ช้าไม่ได้ พวกเราไปบ้านเกาที่เซียงถิงเดี๋ยวนี้! หากช้าไป เกรงจะมีเรื่องอันไม่ควรเอ่ยถึงเกิดขึ้น"
…
บนห้องโถงบ้านเกา
ซุนเจินรับมือกับคมอาวุธของคนทั้งหลายที่ชักออกจากฝัก สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม เขามองดูเกาซู่ แล้วหัวเราะยาวลั่น
เกาซู่ฉงนงงนัก ตวาดถามว่า "เจ้าหัวเราะอันใด?"
"ข้าพเจ้านึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา จึงหัวเราะ"
"ผู้ใด?"
"ในศาลาข้าพเจ้ามีนักเลงผู้หนึ่งชื่อสือจวีเซียน ท่านเการู้จักหรือไม่?"
สือจวีเซียนไม่เทียบเท่าสวี่จ้ง เป็นเพียงคนมีชื่ออยู่บ้างในศาลาฝานหยางเท่านั้น เกาซู่ไม่เคยได้ยินชื่อ ทั้งไม่รู้ว่าซุนเจินเอ่ยถึงเขาเพราะเหตุใด เดิมไม่คิดจะตอบ แต่ถูกเสียงหัวเราะยาวคำรบนั้นของซุนเจินกวนใจ จึงตอบส่งเดชว่า "ไม่รู้จัก"
"ท่านเกาทราบที่มาของคำว่า 'จวีเซียน' หรือไม่?"
เกาซู่ไม่เคยอ่านหนังสือ ที่ไหนจะรู้ จึงถามซ้ายขวาว่า "'จวีเซียน' มาจากที่ใด พวกเจ้ารู้หรือไม่?" ซ้ายขวาของเขายิ่งไม่ร่ำเรียนหนังสือ ล้วนส่ายหน้า เขาจึงตอบซุนเจินว่า "ไม่รู้"
"คำว่า 'จวีเซียน' สองอักษรนี้ เป็นชื่อรองของหยวนเส่อ(2) มหานักเลงแห่งราชวงศ์ก่อน ท่านเการู้จักหยวนเส่อหรือไม่?"
หยวนเส่อเป็นนักเลงเลื่องชื่อปลายราชวงศ์ก่อน เป็นชาวเมืองเอี้ยงเต๊ก บิดาเคยรับตำแหน่งเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง ป่วยตายในขณะดำรงตำแหน่ง ตามธรรมเนียมในสมัยนั้น ขุนนางผู้ใหญ่ที่ถึงแก่กรรมในตำแหน่งอาจเก็บเงินจำนวนหนึ่งในท้องที่เป็นค่าทำศพได้ ทั้งเงินช่วยงานศพจากลูกศิษย์และขุนนางเก่าในสังกัด รวมแล้วเกินสิบล้านขึ้นไป แต่หยวนเส่อกลับคืนให้เขาทั้งหมด นำหีบศพกลับมาฝังบิดาที่บ้านเกิดเพียงลำพัง ถือทุกข์ไว้สามปี ครานั้นจารีตยังไม่เคร่งครัด ผู้ที่รักษากำหนดทุกข์ตามแบบสำนักหยูอย่างเคร่งครัดไม่มีมากนัก เขาทั้งปฏิเสธเงินทอง ทั้งรักษากำหนดทุกข์ จึงได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งแผ่นดิน ไม่ว่ายอดบัณฑิตหรือนักเลง ล้วนแก่งแย่งกันคบหาเขา ถือว่าได้รู้จักเขาเป็นเกียรติ
ครานั้นสือต่านซึ่งดำรงตำแหน่งมหาเสนาบดี เสนอชื่อให้เขาเป็นขุนนาง รับตำแหน่งนายอำเภอกู่โข่ว เวลานั้นหยวนเส่ออายุเพียงยี่สิบเศษ ชาวกู่โข่วได้ยินกิตติศัพท์ของเขา บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยโดยไม่ต้องออกคำสั่ง ลุงคนที่สามของหยวนเส่อถูกคนฆ่าตาย เพื่อแก้แค้นแทนลุง เขาอยู่ที่กู่โข่วเพียงครึ่งปีก็ฟ้องตนเองลาออกจากตำแหน่ง แต่ไม่ทันที่เขาจะลงมือ ผู้กล้าแห่งกู่โข่วก็ช่วยเขาฆ่าศัตรูเสียก่อน
ทั้งคืนเงินช่วยงานศพ ทั้งรักษากำหนดทุกข์ อีกทั้งลาออกจากตำแหน่งเพื่อแก้แค้น เรื่องราวต่าง ๆ รวมกันเข้า ผนวกกับนิสัยของหยวนเส่อที่กล้าหาญตรงไปตรงมา เป็นคนรีบร้อนช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ผู้กล้าตามแคว้นตามรัฐ ตลอดจนนักเลงผู้รักศักดิ์ศรีแห่งเตียงอันและอู่หลิง จึงล้วนยกย่องนิยมในตัวเขา หยวนเส่อทุ่มเทคบหากับพวกเขา กลายเป็นหัวหน้าผู้กล้าทั้งหลายแห่งเขตกวานจง เป็นมหานักเลงที่มีชื่อก้องแผ่นดิน กิตติศัพท์ของเขาเลื่องลือมาจนทุกวันนี้ ยังคงเป็นที่นิยมยกย่องในหมู่นักเลง
เดิมสือจวีเซียนไม่ได้ชื่อว่า "จวีเซียน" ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ "จวีเซียน" เป็นชื่อ ก็เพราะนิยมในความเป็นคนของหยวนเส่อ เกาซู่ก็รู้จักเขาผู้นี้ ฟังแล้วถึงบางอ้อ กล่าวว่า "ที่แท้หยวนเส่อชื่อรองว่าจวีเซียน!"
"ถูกแล้ว ท่านเกาทราบหรือไม่ว่าเหตุใดหยวนเส่อจึงมีชื่อก้องทั่วแผ่นดิน เป็นที่นับถือยิ่งในยุคนั้น?"
"เพราะเขาช่วยผู้ตกยากปลดทุกข์ผู้ลำเค็ญ รักศักดิ์ศรีเห็นแก่คุณธรรม"
"ไม่ผิด ท่านทราบนิทานเรื่องหนึ่งของหยวนเส่อหรือไม่?"
"นิทานเรื่องอันใด?"
"ครั้งหนึ่ง สหายของหยวนเส่อเชิญเขาดื่มสุรา บังเอิญตรงกับที่มารดาของสหายอีกผู้หนึ่งในหมู่บ้านเดียวกันถึงแก่กรรม หยวนเส่อจึงสั่งให้ยกสุราอาหารออกไป เหลาแผ่นไม้ไผ่ขีดเขียนบัญชี กำชับบรรดาแขกที่มางานเลี้ยงให้ต่างไปจัดหาเครื่องใช้ในงานศพ บรรดาแขกวิ่งวุ่นจนตะวันตกดิน สิ่งของร้อยอย่างก็จัดเตรียมครบครัน หลังอาหาร หยวนเส่อยังนำบรรดาแขกไปยังบ้านผู้ตาย ช่วยจัดการบรรจุศพลงโลง ทั้งกำชับให้แขกทั้งหลายอยู่จนฝังศพเสร็จเรียบร้อยจึงค่อยกลับ การรีบร้อนช่วยผู้เดือดร้อนปฏิบัติต่อผู้คนของเขาเป็นถึงเพียงนี้! ...ขอถามท่านเกา การกระทำเช่นนี้ของหยวนเส่อ คู่ควรกับคำว่าผู้กล้าหรือไม่?"
ซุนเจินไม่ใช่ยอดฝีมือในการเล่านิทาน แต่สิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพียงนำมาเล่าต่อเท่านั้น ทั้งยังเป็นเรื่องนักเลงที่เกาซู่ชื่นชอบ จึงยังพอตรึงใจเขาได้ ไม่รู้ตัวก็นั่งลง กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า "หากผู้นี้ไม่ใช่ผู้กล้า ยังจะมีผู้ใดเรียกว่าผู้กล้าได้อีก?"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านเกาทราบหรือไม่ว่าภายหลังบุตรชายของผู้ตายผู้นี้ ได้กระทำสิ่งใดลงไป?"
"กระทำสิ่งใด?"
"ภายหลังมีคนหมิ่นหยวนเส่อว่าเป็น 'จอมโจรเข่นฆ่าผู้คน' บุตรของผู้ตายผู้นี้ลอบสังหารผู้พูดในทันที!"
ท่านเกาตื่นตะลึงสีหน้าเปลี่ยน เคาะจังหวะถอนใจกล่าวว่า "หยวนเส่อเป็นผู้กล้า บุตรเจ้าทุกข์ผู้นี้สำนึกบุญคุณรู้ตอบแทน ก็เป็นผู้กล้าเช่นกัน!"
…
ศาลาฝานหยาง ลานฝึกซ้อม
เจียงฉินลังเลกล่าวว่า "เมื่อครู่อาเปาบอกว่า ท่านซุนมีความคิดของตน ไม่ต้องให้พวกเราไป"
"อาเปากับเกาซู่ไม่รู้จักกัน ไม่รู้นิสัยของเขา! ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะใช้เหตุผลโน้มน้าวได้ ...ท่านเจียง ฟังอาเปาไม่ได้นะ!"
เจียงฉินเงยหน้ามองฟ้า ดวงตะวันยังไม่เคลื่อนมาถึงกลางฟ้า ห่างจากเที่ยงวันยังอีกนาน เขากล่าวว่า "เพิ่งตกลงกับอาเปา ตู้หม่ายว่า หากรอถึงเที่ยงท่านซุนยังไม่กลับ พวกเราจึงค่อยไป!"
"เที่ยงวัน?" เฝิงก่งก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้า พึมพำว่า "ยังอีกนานกว่าจะถึงเที่ยง!"
…
บนห้องโถงบ้านเกา
ซุนเจินถามอีกว่า "ท่านรู้จักกัวเก่อ(3) หรือไม่?"
กิตติศัพท์ของกัวเก่อยิ่งใหญ่กว่าหยวนเส่อเสียอีก เกาซู่ตอบว่า "รู้จัก"
"กัวเก่อ ชื่อรองว่าเวิ่งป๋อ เป็นหลานตาของสวี่ฝู่"
สวี่ฝู่เป็นนักทำนายโชคชะตาเลื่องชื่อแห่งราชวงศ์ฮั่นก่อน แต่เกาซู่หารู้จักผู้นี้ไม่ ทว่าไม่ยอมแสดงความไม่รู้ ทำเป็นเข้าใจ พยักหน้ารับเป็นพัลวัน กล่าวว่า "ใช่ ใช่ หลานตาของสวี่ฝู่"
"กัวเก่อไม่ชอบดื่มสุรา เป็นคนมัธยัสถ์ ตอบแทนความแค้นด้วยคุณธรรม ครั้งหนึ่ง บุตรของพี่สาวเขาอาศัยอำนาจของเขา ดื่มสุรากับคนอื่น บังคับให้อีกฝ่ายดื่มจนหมด ดื่มไม่หมดก็กรอกใส่ ยั่วโทสะอีกฝ่าย ท่านเกา หากท่านเป็นผู้ถูกกรอกสุราผู้นี้ ท่านจะทำเช่นไร?"
"กัวเก่อแม้มีอำนาจมาก แต่ลูกผู้ชายไม่อาจถูกหยาม! ข้าจะฆ่าบุตรพี่สาวของเขาเสีย!"
"ท่านเกาเป็นลูกผู้ชายแท้! ผู้ถูกกรอกสุราคนนี้ก็เป็นดังที่ท่านว่า ทนการหยามไม่ได้ ชักดาบฆ่าบุตรพี่สาวกัวเก่อเสีย แล้วหนีหลบซ่อนเพราะเกรงอำนาจของกัวเก่อ"
เกาซู่ตบโต๊ะกล่าวว่า "ลูกผู้ชายก็ควรเป็นเช่นนี้แล!"
"ลูกผู้ชายควรเป็นเช่นนี้ก็จริง แต่พี่สาวของกัวเก่อต้องทนความเจ็บปวดที่เสียบุตรเช่นนี้ กลับโกรธแค้นยิ่งนัก กล่าวว่า 'ด้วยชื่อเสียงของเวิ่งป๋อ บุตรของข้าถูกคนฆ่า กลับจับฆาตกรไม่ได้' จึงทิ้งศพบุตรไว้กลางถนน ไม่ยอมฝัง หมายจะหยามกัวเก่อด้วยการนี้ บีบให้เขาจับตัวคนร้าย ฆ่าเสีย แก้แค้นแทนบุตรของนาง ...ท่านเกา ท่านเห็นว่าพี่สาวของกัวเก่อทำถูกหรือไม่?"
เกาซู่ดื่มด่ำในนิทาน เอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "บุตรถูกคนฆ่า หากไม่แก้แค้น ไม่ใช่วิสัยที่คนจะทนได้ พี่สาวเขาทำถูกต้องนัก"
"กัวเก่อก็ส่งแขกในสังกัดไปสืบหาที่ซ่อนของฆาตกร ไม่นานนักก็พบตัวผู้นี้ ...ท่านเกา ท่านเห็นว่าเมื่อพบฆาตกรแล้ว กัวเก่อจะทำเช่นไร?"
"...หากข้าเป็นกัวเก่อ ข้าจะฆ่าคนร้ายผู้นี้เสีย!"
"แต่เมื่อครู่ท่านเกายังชมว่า 'คนร้าย' ผู้นี้เป็นลูกผู้ชายแท้ไม่ใช่หรือ?"
"นี่ ...คนร้ายแม้เป็นลูกผู้ชาย แต่ยืนอยู่ในฐานะของกัวเก่อ ก็ไม่อาจไม่ฆ่า"
"เพราะเหตุใด?"
"ไม่ฆ่าก็ไม่อาจแผ่อำนาจได้!"
"ท่านเกาว่าถูกต้องนัก แล้วท่านเกาเดาซิว่ากัวเก่อทำเช่นไร?"
"ทำเช่นไรเล่า?"
"ฆาตกรผู้นี้สิ้นหนทางหนี จึงไปพบหน้ากัวเก่อ อธิบายเหตุที่ตนฆ่าบุตรพี่สาวเขาจนแจ่มแจ้ง กัวเก่อกล่าวว่า 'ท่านฆ่าเขาก็ถูกแล้ว บุตรข้าเป็นฝ่ายผิดเอง'"
"'ท่านฆ่าเขาก็ถูกแล้ว บุตรข้าเป็นฝ่ายผิดเอง'?"
"ถูกแล้ว กัวเก่อกล่าวเช่นนี้แล"
เกาซู่ตบขาตนเองเป็นพัลวัน ร้องว่า "กัวเก่อช่างเป็นเลิศ! กัวเก่อช่างเป็นเลิศ!" ปลื้มปีติจนเกาหูเกาแก้ม
"ท่านเกาอยากทราบหรือไม่ว่า หลังเรื่องนี้แล้ว เกิดเหตุการณ์ใดขึ้น?"
"เกิดเหตุการณ์ใด?"
"นักเลงและผู้กล้าตามแคว้นตามรัฐทราบเรื่องนี้แล้ว ล้วนสรรเสริญกัวเก่อ เห็นว่าเขาถือคุณธรรม ยิ่งเคารพนับถือเขามากขึ้น!"
"ก็ควรเป็นเช่นนี้แล! ผู้กล้าเช่นนี้ เปลี่ยนเป็นข้าก็ต้องนับถือเช่นกัน!"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้ามีปัญหาข้อหนึ่งอยากถามท่านเกา"
"ปัญหาอันใด?"
"ขอถามท่านเกา อยากเป็นคนอย่างกัวเก่อ อย่างหยวนเส่อหรือไม่?"
"นั่นยังจะต้องพูดอีกหรือ!"
"อยากเป็นอย่างหยวนเส่อ หรือว่าอยากเป็นอย่างกัวเก่อ?"
"อยากเป็นทั้งสองคน!" เกาซู่กล่าวอย่างฮึกเหิม "คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ห่านบินผ่านยังทิ้งชื่อ หากได้เป็นอย่างกัวเก่อ หยวนเส่อ มีชื่อเลื่องลือไปชั่วลูกหลาน เป็นที่ยกย่องของผู้กล้า ตายก็เป็นสุข"
"ถ้าเช่นนั้น หนี้ที่เฉิงเยี่ยนติดค้างท่านเกา ท่านจะทำเช่นไร?"
…
ในสนาม เสียงเชียร์โห่ร้องดังกึกก้องขึ้น ผู้คนหันไปมอง เห็นว่าผู้เล่นฝ่ายหลังผู้หนึ่งแย่งลูกหนังมาได้ ผ่านคู่ต่อสู้ติด ๆ กันสองคน ชนผู้สกัดล้มคว่ำไปหนึ่ง พาลูกหนังตะลุยเข้าแดนข้าศึก ส่งเข้าปากประตู เกาเจี่ย เกาปิ่งสองพี่น้องอดไม่ได้เปล่งเสียงชมว่า "เยี่ยม!"
…
ในห้องโถงบ้านเกา
เกาซู่ตะลึงงงงัน ครู่ใหญ่ ทันใดก็ลุกขึ้น อ้อมโต๊ะมายืนตรงหน้าซุนเจิน รวบชายเสื้อคุกเข่าลง กล่าวว่า "เกาซู่หยาบช้า เกิดเติบโตในชนบทบ้านนอก วันนี้ได้ฟังนิทานของท่านซุน จึงเพิ่งรู้จักผู้กล้าผู้ทรงเมตตาธรรม!"
## เชิงอรรถ
(1) การห้ามพวกพ้องรับราชการ (党锢) — เหตุการณ์ใหญ่ปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ราชสำนักโดยอิทธิพลขันทีสั่งห้ามกลุ่มบัณฑิตขุนนางฝ่าย "พรรคพวก" (党人) ไม่ให้รับราชการตลอดชีพ มีผู้ถูกกวาดล้างและประหารจำนวนมาก
(2) หยวนเส่อ (原涉) ชื่อรอง จวีเซียน (巨先) — มหานักเลงเลื่องชื่อปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ชาวเมืองเอี้ยงเต๊ก เป็นแบบอย่างของผู้รักศักดิ์ศรีและช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
(3) กัวเก่อ (郭解) ชื่อรอง เวิ่งป๋อ (翁伯) — มหานักเลงเลื่องชื่อแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้มีคุณธรรมและถือสัจจะในหมู่นักเลง (คนละผู้กับกุยแกที่ปรึกษาโจโฉ ซึ่งจีนเขียน 郭嘉)