# ตอนที่ 262 — เดชานุภาพสะเทือนเอี้ยงเต๊ก (ตอนปลาย)
ผู้ที่มานั้นก็คือนางฉือผีอีกครั้ง
คราวก่อนที่นางมา สีหน้าแสดงความรีบร้อนกระวนกระวาย แต่คราวนี้กลับลังเลรีรอ ครั้นเห็นซุนเจิน ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้น ก้าวเท้าเข้ามาสองก้าว หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว โจเมา งอเก๋ง กับคนอื่น ๆ ยืนกระจัดกระจายอยู่ในลานบ้าน ต่างเพ่งมองนางด้วยความฉงน กระซิบกระซาบต่อกัน นางคงรู้สึกถึงบรรยากาศอัน "ออกจะแปลกประหลาด" เช่นนี้ ใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แล้วหยุดฝีเท้าลง
คราวก่อนที่นางมา ด้วยนำข่าวมาว่าเตียวจื๋อคิดจะแก้แค้นซุนเจิน ซุนเจินจึงมิได้ใส่ใจการแต่งกายและรูปโฉมของนางมากนัก ครั้นพบกันคราวนี้ จึงมีจิตใจว่างพอจะพินิจดูนาง
ว่าไปแล้ว ซุนเจินกับนางฉือผีก็มิได้พบกันมานานหลายวันแล้ว ในช่วงนี้พบกันเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งหนึ่งคราวซุนเจินยกทัพชนะกลับเข้าอำเภอ อีกครั้งหนึ่งคือเมื่อวานนี้ ทั้งสองครั้งล้วนเป็นการพบกันเพียงชั่วครู่ มิทันได้พินิจอย่างถี่ถ้วน คราวนี้มองดู เห็นนางคิ้วโก่งงามริมฝีปากแดงดั่งผลหยินถาว เกล้ามวยผมต่ำ เทียบกับเมื่อหลายปีก่อนคราวแรกพบนางที่ตลาดตำบลตะวันตก บัดนี้มีมนต์เสน่ห์แห่งหญิงที่เริ่มสุกงอมเพิ่มขึ้นหลายส่วน ชะรอยเป็นเพราะวสันต์ฤดูล่วงลึก อากาศอุ่นขึ้น นางจึงสวมเสื้อผ้าบางเบา ครั้นลมเย็นยามค่ำพัดมา ผ้านุ่งก็แนบติดเรียวขา เผยให้เห็นทรวดทรงขาอันเรียวยาว นางยืนสง่างาม จากทิศที่ซุนเจินมองไป อาจเหลือบเห็นด้านข้างแห่งบั้นท้ายอันกลมกลึงของนาง
ซุนเจินมิทันรู้ตัว ในสมองก็ผุดภาพหนึ่งขึ้นมา ส่วนภาพนั้นคืออันใด ก็มิอาจบอกเล่าแก่ผู้อื่นได้
นางฉือผีคำนับซุนเจิน เขาจัดสีหน้าเสียใหม่ รีบประสานมือคำนับตอบ พลางหัวเราะกล่าวว่า "เจ้ามาแล้วหรือ"
นางฉือผีลังเลกวาดตามองซ้ายขวา ซุนเจินมองตามสายตานาง เห็นจั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง กับคนอื่น ๆ ก็เข้าใจความหมายของนาง จึงกล่าวว่า "เชิญไปยังลานหลังเถิด" แล้วพานางกลับไปยังลานหลัง
ซุนเกี๊ยนเห็นเขาพาสตรีเข้ามา ก็ออกจะประหลาดใจ ครั้นเห็นสตรีผู้นี้สูงเจ็ดฉื่อเศษ ใบหน้างามชวนพิศ ก็ยิ่งประหลาดใจ คิดในใจว่า "หญิงผู้นี้แม้แต่งกายมิได้หรูหรา ทว่าจัดแจงตนได้เรียบร้อยคล่องแคล่ว ที่น่าฉงนยิ่งคือเหตุใดจึงสูงถึงเพียงนี้ มิรู้ว่าเป็นผู้ใด" แล้วลุกขึ้นยืนข้างโต๊ะหิน
ซุนเจินแนะนำว่า "ผู้นี้คือน้องสะใภ้ของจวิ้นเฉิงแห่งเมืองเรา" แล้วแนะนำแก่นางฉือผีว่า "ผู้นี้คือท่านซือหม่าซุน"(1)
นางฉือผีกับซุนเกี๊ยนคำนับทักทายกัน ซุนเกี๊ยนคิดในใจว่า "น้องสะใภ้ของจวิ้นเฉิงแห่งเองฉวนหรือ แปลกแท้พิกล ข้าได้ยินว่าจวิ้นเฉิงแห่งเองฉวนชื่อเฟ่ยช่างนี้เป็นปินเค่อของเตียวจื๋อ เจินจือมีเรื่องบาดหมางกับเตียวจื๋อ เหตุใดน้องสะใภ้ของเฟ่ยช่างจึงมาขอพบซุนเจินเล่า" ซุนเกี๊ยนมีชื่อเสียงด้านความกล้าหาญเก่งกาจในการรบ ทว่ามิใช่คนบุ่มบ่ามไร้สมอง เคยเป็นเซี่ยนเฉิง(2)อยู่ในกังตั๋งหลายปี เข้าใจในวิถีโลกและน้ำใจคนเป็นอย่างดี ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็เดาความตั้งใจของนางฉือผีออก คิดในใจว่า "หรือว่าเฟ่ยช่างเห็นเตียวจื๋อถูกจับกุม ใจหวาดหวั่น เกรงจะพลอยถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้น้องสะใภ้มาวิงวอนเจินจือให้เปิดทางรอดให้สักหนึ่งทาง เพียงแต่ เพียงแต่ เหอะ ๆ นี่มิใช่อุบายนางงามดอกหรือ"
เขาหารู้ไม่ว่าชนวนที่ทำให้ซุนเจินจับกุมเตียวจื๋อนั้น แท้จริงก็เพราะเฟ่ยช่างนี่เอง ทว่าคำคาดเดานี้กลับถูกต้องนัก เขากล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ โจเมากับงอเก๋งอยากลองฝีมือกับเหล่าปินเค่อในสังกัดของท่านมานานแล้ว ใคร่จะได้ประจักษ์ความกล้าหาญของพวกเขา พวกท่านสนทนากันเถิด ข้าจะไปยังลานหน้าดูพวกเขาประลองยุทธ์" มิทราบเกิดแต่ใจคิดเช่นใด ก่อนก้าวออกประตูลาน ก็แอบขยิบตาให้ซุนเจินครั้งหนึ่ง ซุนเจินจะหัวเราะก็มิได้ จะร้องไห้ก็มิออก
เฉินจื่อกับถังเอ๋อร์กำลังบัญชาเหล่านางกำนัลหุงหาอาหารอยู่ในครัว ซุนเกี๊ยนก็ไปยังลานหน้าเสียอีก ในลานหลังจึงเหลือเพียงซุนเจินกับนางฉือผีสองคนเท่านั้น
ซุนเจินกล่าวว่า "แม่นางส่งข่าวให้ข้าถึงสองครั้ง ทำให้ข้ารอดพ้นจากการถูกหยามหมิ่น พระคุณอันหนักหนาเช่นนี้ มิทราบว่าจะตอบแทนได้ด้วยวิธีใด" แล้วเชิญนางฉือผีนั่ง
นางฉือผีมิได้นั่งลง แม้ลานหลังจะไม่มีคนนอกแล้ว แต่เสียงสนทนาหัวเราะของซุนเกี๊ยนกับงอเก๋ง โจเมา จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง กับคนอื่น ๆ ในลานหน้ายังดังลั่น ชะรอยได้รับอิทธิพลจากเสียงนั้น นางจึงย่างเข้ามาอีกหลายก้าว มาอยู่ใกล้ซุนเจิน กลิ่นหอมจากเรือนกายโชยกระทบจมูก ซุนเกี๊ยนยังเดาออกว่านางฉือผีมาด้วยเหตุใด ซุนเจินย่อมเดาออกเช่นกัน เพียงแต่เขามิได้เอ่ยปาก คอยให้นางฉือผีกล่าวก่อน
นางฉือผีก้มหน้ากล่าวว่า "ท่านซุน หม่อมฉัน(3)มาในวันนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ยากจะเอ่ยปากวิงวอน"
"ระหว่างเรากับเจ้า จะมีเรื่องใดยากจะเอ่ยปากเล่า มีเรื่องอันใด เชิญกล่าวมาเถิด"
ครั้นได้ยินคำนี้ของซุนเจิน นางฉือผีก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา แรกก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ต่อมาก็เผยสีหน้ายินดีออกมาเล็กน้อย ในที่สุดดวงตาก็ฉายประกายอ่อนไหว มองซุนเจินด้วยสายตาดั่งจะงอนจะน้อยใจ คิดในใจว่า "'ระหว่างเรากับเจ้า จะมีเรื่องใดยากจะเอ่ยปาก' คำพูดช่างสนิทเสน่หาถึงเพียงนี้ คราวก่อนเมื่อข้าออกนอกเมืองไปรับท่านกลับจากศึกชัย เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อข้าเย็นชาถึงปานนั้น … เฮ้อ ก็มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด หัวใจดวงนี้จึงไปพัวพันอยู่กับตัวท่านเสียหมดสิ้น" นางกล่าวว่า "เตียวจื๋อถูกท่านจับกุม ทั้งอำเภอสะเทือนเลื่อนลั่น ราษฎรในอำเภอต่างวิ่งบอกข่าวต่อ ๆ กัน เมื่อครู่หม่อมฉันมาตามทางสู่เรือนของท่าน นั่งอยู่ในรถได้ยินเสียงสรรเสริญท่านว่ากำจัดภัยร้ายให้ราษฎรอยู่ทั่วทุกแห่งหน"
"ราษฎรสรรเสริญข้าว่ากำจัดภัยร้ายให้ก็แล้วไป แม่นางมิทราบดอกหรือว่าเหตุใดข้าจึงจับกุมเตียวจื๋อ เรื่องนี้ล้วนต้องขอบคุณแม่นางที่ส่งข่าวมาบอกข้า พระคุณอันใหญ่หลวงนี้ ข้าจักต้องตอบแทนแน่แท้"
ยามนี้ในลานไม่มีผู้ใด นางฉือผีก็อยู่ใกล้เขายิ่งนัก ระหว่างคนทั้งสองห่างกันเพียงก้าวเดียว สองคนรู้จักกันมานานปานนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พบกันโดยลำพังสองต่อสองใกล้ชิดถึงเพียงนี้ หัวใจของนางฉือผีไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดจึงไปพัวพันกับตัวซุนเจิน ซุนเจินเองก็ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดจึงมักนึกถึงนางฉือผีอยู่เนือง ๆ ครั้นตรองดูให้ลึก บางทีเมื่อครั้งแรกพบนางฉือผีที่ตำบลตะวันตกปีนั้น ซุนเจินก็มี "ความคิดเกินเลย" ต่อนางฉือผีอยู่แล้ว เพียงแต่ในเวลานั้นมิได้สำเหนียกเท่านั้นเอง บุรุษกับสตรีต่างกัน สตรีนั้นโดยมากต้องการความรักความผูกพัน ส่วนบุรุษส่วนมากมัก "ตัดสินคนจากรูปโฉม" นางฉือผีหน้าตางามชวนพิศ รูปร่างสูงเด่นเหนือผู้อื่น หากซุนเจินจะมิมีใจคิดต่อนางเสียบ้างก็ออกจะแปลกอยู่
ซุนเจินคิดในใจว่า "นางฉือผีผู้นี้สูงมิใช่น้อยเลยทีเดียว"
เขาเคยยืนเคียงเฉินจื่อ ต้องก้มสายตาลงมองเฉินจื่อ ทว่ายามนี้มองนางฉือผี เพียงมองตรงในระดับสายตาก็พอ คนทั้งสองอยู่ใกล้กัน แม้แต่ขนคิ้วบนคิ้วโก่งของนางฉือผีก็มองเห็นชัดเจน ซุนเจินมองตามคิ้วของนางไล่ลงมา ริมฝีปากของนางมิได้ใหญ่ เป็นปากเล็กดั่งลูกหยินถาวพอดี สีปากแดงสดเปล่งปลั่ง มองนานเข้าก็ชวนให้อดมิได้ที่จะใคร่อมไว้ในปาก ลิ้มลองรสชาติ
ในสายตาที่เขาเพ่งจ้องริมฝีปากแดงดั่งหยินถาวของนางอยู่นั้น ใบหน้าของนางฉือผีก็แดงระเรื่อขึ้นอีกเล็กน้อย เม้มปากเข้าหากันครั้งหนึ่ง ทว่ามิได้ถอยหลัง แต่หลังจากหลบสายตาไปครู่หนึ่ง ก็เผยอริมฝีปากแดงออกมา นี่ชะรอยเป็นกิริยาที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวของนาง ทว่าครั้นตกในสายตาของซุนเจิน กลับแฝงไว้ด้วยการชวนชี้และยั่วเย้าอันแรงกล้า บัดดลก็เกิดอารมณ์ไหวหวั่นขึ้น รู้สึกแต่ปากแห้งคอผาก
ในลมยามค่ำ ใต้ต้นทับทิม สองคนยืนนิ่งเงียบ ชั่วขณะหนึ่งไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
ในลานหน้าจู่ ๆ ก็มีเสียงโห่ร้องชื่นชมดังกึกก้องขึ้น คงเป็นเพราะโจเมากับงอเก๋งเริ่มประลองฝีมือยุทธ์กับเหล่าปินเค่อในสังกัดของซุนเจินแล้ว
เสียงโห่ร้องชื่นชมปลุกซุนเจินให้ตื่นจากภวังค์ ทั้งยังปลุกนางฉือผีให้ตื่นด้วย
นางฉือผีเกิดความอายขึ้นมา ก้มหน้าลงด้วยความเขินอายอ่อนหวาน
ซุนเจินเกิด "ใจคอไม่ดีดั่งโจรกลัวความผิด" ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล หันไปมองทางครัว นึกขึ้นได้ว่าเฉินจื่อกับถังเอ๋อร์กำลังนำเหล่านางกำนัลหุงหาอาหารอยู่ที่นั่น ก็ถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความกระดากใจ แล้วถามว่า "แม่นางมาหาข้าวันนี้ด้วยเรื่องอันใดหรือ"
คำนี้เตือนสติให้นางฉือผีนึกได้ นางคิดอย่างละอายใจว่า "น่าอับอายแท้ ข้าลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างไร"
ความเสียอาการของนางในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคราวก่อนที่นางแต่งกายงดงามออกไปต้อนรับซุนเจินนอกอำเภอ แต่กลับถูกซุนเจินปฏิบัติด้วยอย่าง "เย็นชา" ใจจึงน้อยใจเก็บความขุ่นข้องอยู่ลึก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะวันนี้ระหว่างทางมายังเรือนของซุนเจิน สิ่งที่เข้าหูล้วนเป็นคำสรรเสริญซุนเจินของชาวอำเภอ วีรบุรุษย่อมรักนางงาม นางงามก็ย่อมรักวีรบุรุษ คำสรรเสริญทั่วทั้งเมืองนี้ยิ่งเสริมความหลงใหลที่นางมีต่อซุนเจินให้ใหญ่หลวงขึ้น ความน้อยใจกับความหลงใหลพัวพันกันเป็นปม กระแสใจมิอาจสงบลงได้ จึงเป็นเหตุให้เสียอาการ
นางฝืนข่มอารมณ์ให้สงบ กล่าวว่า "หม่อมฉันมาในวันนี้ตามคำสั่งของพี่สามีหม่อมฉัน"
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "เฟ่ยเฉิงให้เจ้ามาหาข้าหรือ"
นี่เขาแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว แท้จริงตั้งแต่ครั้งที่เขาคิดจะ "จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน" ก็เดาฉากเช่นนี้ตรงหน้าออกแล้ว เฟ่ยช่างอาศัยฝีมืออักษรเหนี่ยวจ้วน(4)ลายหนึ่งจึงได้รับความไว้วางใจจากตระกูลเตียว ถูกเสนอชื่อขึ้นเป็นจวิ้นเฉิง ครั้นรับตำแหน่งจวิ้นเฉิงแล้วก็เอาแต่ประจบประแจงเตียวจื๋อ ยอมเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเตียว หากพิจารณาตัวเขาเองแล้ว แท้จริงเป็นคนไร้ความสามารถ บัดนี้เตียวจื๋อถูกซุนเจินจับกุมในคราวเดียว หากเขามิตกใจขวัญหนีดีฝ่อจากเรื่องนี้ก็ผิดวิสัยไป
ซุนเจินถามว่า "เฟ่ยเฉิงให้เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด"
"เขาขอให้หม่อมฉันวิงวอนท่านไว้ชีวิตเขาสักครั้ง"
นางฉือผีอยู่ในตระกูลเฟ่ยมิได้สุขใจสบายเลย เฟ่ยทงสามีของนางเป็นคนไร้ความสามารถยิ่งกว่าเฟ่ยช่างเสียอีก เฟ่ยช่างอย่างน้อยยังอาศัยอิทธิพลของตระกูลเตียวจื๋อไต่ขึ้นถึงตำแหน่งจวิ้นเฉิง ส่วนเฟ่ยทงที่พิงหลังกับ "ภูเขาใหญ่" คือเฟ่ยช่างนี้ กลับไม่ทำการใดสำเร็จเลยสักอย่าง ยามปกติสิ่งเดียวที่เขายินดีก็คือทรัพย์สินในบ้านเพิ่มขึ้นเท่าใด นาดีในบ้านเพิ่มขึ้นอีกกี่หมู่ แม้นี่เป็นเรื่องเดียวที่เขาสนใจ ทว่าหลายปีผ่านไป ที่นาและทรัพย์สินในบ้านเขากลับมิได้เพิ่มขึ้นเท่าใด นับดูแล้วเพิ่มขึ้นเพียงที่นาไม่กี่ร้อยหมู่ เงินไม่กี่แสนเท่านั้น แต่ตัวเลขนี้ก็ทำให้เฟ่ยทงพอใจอิ่มเอมแล้ว
เฟ่ยทงมิเพียงไร้ความสามารถ ทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียว ซุนเจินตั้งแต่คราวแรกพบนางฉือผีก็สังเกตเห็นว่า นางแม้แต่งกายงดงาม แต่เสื้อผ้าที่สวมและเครื่องประดับที่ใส่ล้วนมิอาจนับว่าดี จวบจนบัดนี้ เสื้อผ้าที่นางสวมและเครื่องประดับที่ใส่ก็ยังเป็นของราคาถูก
นางฉือผีไม่พอใจในตัวเฟ่ยทงมานานแล้ว ซุนเจินก็ปรากฏต่อหน้านางในยามเช่นนี้ แรกเห็นซุนเจิน นางเพียงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้แตกต่างจากคนที่นางพบเห็นเป็นปกติ องอาจห้าวหาญมิใช่สามัญ ครั้นได้คบหากันไป นางก็ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองว่าซุนเจินก้าวจากเซ่อฟูชั้น "มีศักดิ์" ประจำตำบล(5)ขึ้นทีละขั้นจนเป็นตูโหยวเขตเหนือ แล้วเป็นจวิ้นปิงเฉาเหยี่ยน(6) แล้วยังนำเหล่าปินเค่อดุดั่งเสือออกศึกกับกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนซึ่งมีกำลังเกรียงไกร อีกทั้งสร้างความชอบครั้งแล้วครั้งเล่า เดชานุภาพสะเทือนทั้งเมือง ไม่ทันรู้ตัวหัวใจดวงหนึ่งก็ฝากไว้กับตัวเขาเสียหมดสิ้น จมดิ่งลึกลงในห้วงรักนั้น
ก็ด้วยเหตุนี้เอง คราวก่อนที่ซุนเจินยกทัพชนะกลับเข้าอำเภอ นางจึงแต่งกายงดงาม มิได้ไปพร้อมเฟ่ยทง หากออกนอกเมืองไปต้อนรับเขาโดยลำพัง เพียงแต่ในเวลานั้นซุนเจินเศร้าโศกในการตายของเฉิงเยี่ยน จึงมิได้แสดงท่าทีต่อนางมากนัก ทำให้นางผิดหวังและช้ำใจ ครั้นกลับถึงบ้านก็กลัดกลุ้มไม่เป็นสุขอยู่หลายวัน จนในที่สุดเมื่อวานนี้ นางได้ยินเฟ่ยช่างเล่าเรื่องที่เตียวจื๋อเตรียมจะหยามหมิ่นซุนเจิน ก็รีบร้อนมาส่งข่าวให้เขาทันที นางส่งข่าวในยามเช้า ครั้นค่ำก็ได้ยินว่าซุนเจินจับกุมเตียวจื๋อแล้ว ในขณะนั้นก็คิดว่า "นี่สิจึงนับเป็นลูกผู้ชายแท้จริง" ความรู้สึกที่เดิมเศร้าหมองเพราะถูกซุนเจิน "เมินเฉย" ครั้นได้รับการกระตุ้นจากเรื่องนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักความใคร่อันท่วมท้นเสียทั้งสิ้น มิอาจข่มกลั้นไว้ได้อีกต่อไป ครั้นนึกถึงความรู้สึกในใจของหญิงสาวเหล่านี้ นางก็มิอาจห้ามใจตนได้ แม้จะมาด้วยเรื่องวิงวอนแทนเฟ่ยช่าง ทว่าดวงตาที่มองไปยังซุนเจินกลับเปี่ยมด้วยความรักความเสน่หาดั่งเปลวไฟ
ซุนเจินอาจมองออกถึงความในใจของนางจากดวงตานาง จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้น สตรีตรงหน้าผู้นี้มาด้วยเรื่องวิงวอนแทนพี่สามีของนาง แต่แม้คนโง่ก็มองออกว่า ในใจนางเต็มไปด้วยซุนเจิน หากให้ผู้อื่นคิด อาจเห็นว่าสตรีผู้นี้จืดจางไร้น้ำใจ ทว่าในสายตาของซุนเจินผู้เป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง กลับรู้สึกถึงข้อต้องห้าม หรือว่าเป็นความรู้สึกพิชิตได้สำเร็จ นี่เป็นความรู้สึกอันแปลกประหลาดยิ่ง ซุนเจินมิเคยมีมาก่อนเลย คำกล่าวอันแปลกพิสดารที่เคยได้ยินในภพก่อนผุดขึ้นในสมอง "แต่โบราณมา ผู้ที่ทำการใหญ่สำเร็จล้วนชอบเมียคน" ดั่งเจงกีสข่าน ดั่งโจโฉ
เขารู้สึกขบขันตนเองที่ในยามเช่นนี้กลับนึกถึง "คำกล่าวประหลาด" นี้ขึ้นมา แต่นางฉือผีที่ในดวงตาเผยความรักความใคร่ออกมาชัดเจนแล้วนั้นช่างมีมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหลถึงเพียงนี้ ใจเขาก็หวั่นไหวขึ้น คิดในใจว่า "หากบัดนี้ข้าเอ่ย 'คำขอที่มิควรขอ' ต่อนาง บางทีนางก็คงมิปฏิเสธกระมัง" มิทันรู้ตัวก็ยื่นมือออกไปลูบแก้มของนางฉือผี
หูของนางฉือผีแดงไปทั้งสองข้าง ทว่ายังคงมิได้หลบหลีก แก้มที่สัมผัสมือนั้นเนื้อนุ่มลื่นเนียน ซุนเจินสบสายตากับนาง มือลูบไล้เบา ๆ บนแก้มของนางไปจนถึงริมฝีปาก
หัวใจของนางฉือผีเต้นระทึกตึกตัก ริมฝีปากแดงที่นางเผยออกนั้นแดงสดชวนหลงใหล ดั่งผลเฉ่าเหมย(7) ดั่งผลหยินถาว
ซุนเจินจู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบที่ริมฝีปาก ที่แท้คือเขาเลียริมฝีปากตนเองครั้งหนึ่ง เขาคิดในใจว่า "ยามนี้มิใช่เวลาทำการเช่นนี้" จึงข่มความยั่วเย้าไว้ ชักนิ้วกลับมา หัวเราะกล่าวว่า "คำของเฟ่ยเฉิงนี้กล่าวมาแต่เหตุใด ที่ว่าให้วิงวอนข้าไว้ชีวิตเขานั้นมาแต่ไหน"
นางฉือผีเอ่ยอย่างงอนน้อยใจว่า "ท่านนี่มิใช่กำลังแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วดอกหรือ"
ครั้นถูกซุนเจินลูบแก้มและริมฝีปากเช่นนี้ ท่าทีในใจของนางฉือผีก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เทียบกับแต่ก่อนที่ซ่อนเร้นความรักความใคร่ไว้ บัดนี้รู้สึกว่าตนกับซุนเจินสนิทสนมกันมากแล้ว จึงเอ่ยวาจางอนน้อยใจต่อหน้าเขาเป็นครั้งแรก
ซุนเจินเพลิดเพลินกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของนางเช่นนี้นัก หัวเราะกล่าวว่า "เจ้ากลับไปบอกเฟ่ยเฉิงว่า ข้าจับกุมเตียวจื๋อนั้นเป็นไปตามหนังสือบัญชาของใต้เท้า ใต้เท้าสั่งให้ข้าจับกุมแต่เตียวจื๋อเท่านั้น มิได้กล่าวถึงเรื่องของเฟ่ยเฉิง เฟ่ยเฉิงมีฐานะเทียบเซี่ยต้าฟู(8) อย่าว่าแต่ข้าเลย แม้แต่ใต้เท้าก็ไม่มีอำนาจสังหารเขา"
"ตอบเขาไปเช่นนี้เท่านั้นหรือ"
ซุนเจินคิดในใจว่า "เฟ่ยช่างแม้เป็นคนไร้ความสามารถ ทว่าเป็นถึงจวิ้นเฉิง ก็มิอาจดูแคลนได้ บัดนี้เขาร้อนใจ กลัวว่าจะพลอยถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเตียวจื๋อ จึงมาวิงวอนข้า ครั้นเขาหันไปสวามิภักดิ์ในสังกัดของผู้อื่นในตระกูลเตียวเหยียง เกรงว่าจะยังกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับข้าอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ฉวยโอกาสนี้บีบให้เขาคืนตราอาญาลาออกจากตำแหน่งเสียดีกว่า ตำแหน่งจวิ้นเฉิงแห่งเมืองนี้ เป็นอันขาดที่จะให้ตกอยู่ในกำมือของตระกูลเตียวเหยียงอีกต่อไปมิได้" ครั้นตกลงใจในข้อนี้แล้ว ก็กล่าวแก่นางฉือผีว่า "เจ้าจงบอกเขาว่า บัดนี้แม้พอจะรักษาเขาให้พ้นภัยได้ ทว่าเตียวจื๋อกำลังถูกพิจารณาคดี ใครจะรู้ว่าเขาจะพล่ามเพ้ออันใดออกมา หากบังเอิญซัดทอดถึงเขา ข้าก็มิอาจไม่ทำการตามหน้าที่ราชการได้"
นางฉือผีงงงวย ถามว่า "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "หากปรารถนาจะรักษาชีวิต มีเพียงทางเดียวเท่านั้น"
นางฉือผีถามว่า "ทำเช่นไรเล่า"
ซุนเจินมิอ้อมค้อมต่อไป กล่าวว่า "เจ้าจงให้เขาลาออกจากตำแหน่งเสีย"
"ข้าเกรงว่าเขาจะไม่ยอม"
"เหตุใดจึงจะไม่ยอม"
นางฉือผีกล่าวว่า "ท่านมิรู้จักคนผู้นี้ นับแต่ได้เป็นจวิ้นเฉิง เขามักโอ้อวดต่อหม่อมฉันและคนอื่น ๆ อยู่เนือง ๆ ลำพองใจในตน หากให้เขาลาออกจากตำแหน่ง เกรงว่าจะไม่ยอม"
ซุนเจินหัวเราะเย็นกล่าวว่า "เจ้าเพียงถามเขาว่า จะเอาชีวิต หรือจะเอาตำแหน่ง"
นางฉือผีพยักหน้า ขานรับว่าได้
แต่ก่อนนางพบซุนเจิน แม้สายตาจะส่งความในใจ แต่กิริยาท่าทางยังนับว่าสำรวม บัดนี้ถูกซุนเจินลูบแก้มและริมฝีปาก ไฟรักก็มีชัยเหนือความเหนียมอาย กลายเป็นว่านอนสอนง่ายเสียเต็มที่
ยามนี้เงาสนธยาหนาขึ้นแล้ว อีกทั้งซุนเกี๊ยนกับคนอื่นอยู่ในลานหน้า เฉินจื่อกับถังเอ๋อร์อยู่ในครัว จะใกล้ชิดกับนางมากเกินไปก็มิบังควร ซุนเจินจึงส่งนางออกจากลาน
ที่หน้าประตูลาน นางฉือผีนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ก็หยุดฝีเท้า มองซุนเจินด้วยความรักร้อนแรงดั่งเปลวไฟ กล่าวเบา ๆ ว่า "หากพี่สามีของหม่อมฉันยอมทำตามคำสั่งของท่าน ลาออกจากตำแหน่งจวิ้นเฉิง เช่นนั้นหม่อมฉันกับคนในครอบครัวก็ต้องกลับไปอยู่บ้านเดิม ท่านซุน เมื่อใดจึงจะได้พบกับท่านอีกเล่า"
"อีกไม่กี่วันข้าอาจจะติดตามแม่ทัพฮองฮูและแม่ทัพจูไปออกศึกนอกเมือง รอข้ากลับมา ย่อมมีเวลาได้พบกันแน่"
นางฉือผีออกจากลานไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ รถซือ(9)ที่นางนั่งจอดอยู่นอกลานนั่นเอง ซุนเจินส่งนางขึ้นรถ แล้วหันกลับเข้าลาน
ซุนเกี๊ยนหัวเราะกล่าวว่า "เป็นการมาวิงวอนแทนเฟ่ยช่างใช่หรือไม่"
ซุนเจินมิปิดบังเขา กล่าวว่า "ใช่แล้ว"
ซุนเกี๊ยนถามว่า "ท่านตอบไปอย่างไร"
ซุนเจินกล่าวว่า "ข้าว่าหากปรารถนาจะรักษาชีวิต ต้องลาออกจากตำแหน่งเสียก่อน"
ซุนเกี๊ยนเปลี่ยนสายตามองซุนเจินใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซุนเจินยามปกติสุภาพอ่อนโยน ทว่าครั้นถึงคราวต้องเผยเขี้ยวเล็บ กลับมิยอมผ่อนปรนให้ผู้ใดแม้แต่น้อย เขาตบแขนซุนเจิน กล่าวว่า "ลูกผู้ชายอยู่ในโลก ก็พึงเป็นเช่นนี้แล" ในเมื่อเป็นศัตรูกันแล้ว ก็มิอาจปรานีศัตรูได้ เขากล่าวอีกว่า "เจินจือ ข้ากับแม่ทัพจูสนิทสนมกันดี ภายหน้าหากมีเรื่องอันใด ข้าจะมิยืนดูดายอยู่เฉย ๆ" คำนี้ของเขามีนัยแฝงว่า หากภายหน้าเตียวเหยียงแก้แค้นซุนเจิน เขาจะวานจูฮีให้ออกหน้าช่วยซุนเจิน ซุนเจินซาบซึ้งใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ขอบพระคุณพี่บุ๋นไท่ยิ่งนัก" ค่ำคืนนั้น ซุนเจินกับซุนเกี๊ยนดื่มสุราด้วยกันจนเมามาย ซุนเกี๊ยนค้างคืนอยู่ในเรือน สองคนนอนร่วมแท่นเดียวกัน
…
วันรุ่งขึ้น เฟ่ยช่างคืนตราอาญาลาออกจากตำแหน่ง
สามวันต่อมา กัวจวิ้นตัดสินโทษกบฏแก่เตียวจื๋อ ด้วยการแทรกแซงของอ้องอุ้น จึงเลื่อนเวลาประหารให้เร็วขึ้น ห้าวันต่อมา เตียวจื๋อถูกประหารฉี่ซื่อ(10) ในวันที่ถูกประหารนั้น ราษฎรในอำเภอออกมามุงดูแน่นขนัดดั่งกำแพง
…
หลังเตียวจื๋อถูกประหารแล้ว บรรดาบุตรหลานคหบดีไม่กี่คนที่เคยพบซุนเจินในงานเลี้ยงที่บ้านเตียวจื๋อก่อนหน้านี้ ต่างก็มาเยี่ยมเยือนถึงเรือนบ้าง ส่งคนนำของกำนัลมาให้บ้าง ซุนเจินก็คงปฏิบัติดั่งแต่ก่อน ต่อผู้ที่มาเยือนถึงเรือนก็ต้อนรับด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ต่อผู้ที่ส่งของกำนัลมาให้ก็ส่งคนนำของตอบแทนกลับไป
## เชิงอรรถ
(1) ซือหม่า — ตำแหน่งฝ่ายทหาร ในที่นี้คือ "ท่านซือหม่าซุน" หมายถึงซุนเกี๊ยน ผู้ดำรงตำแหน่งจั่วจวินซือหม่า (ซือหม่าผู้ช่วยทัพ) ใต้บัญชาจูฮีในศึกปราบกบฏโพกผ้าเหลือง
(2) เซี่ยนเฉิง — รองนายอำเภอ ผู้ช่วยนายอำเภอในด้านบริหารราชการ
(3) หม่อมฉัน — ในต้นฉบับใช้คำถ่อมตนของสตรีว่า "เจี้ยนเชี่ย" (เมียผู้ต่ำต้อย) ใช้เมื่อสตรีพูดกับผู้มีศักดิ์
(4) อักษรเหนี่ยวจ้วน — อักษรประดิษฐ์ลายนก (อักษรจ้วนแบบประดับขนนก) สมัยฉิน-ฮั่น เฟ่ยช่างถนัดในการเขียน จนคนทั้งเมืองเรียกเขาเหยียดหยามว่า "จวิ้นเฉิงอักษรนก"
(5) เซ่อฟูชั้น "มีศักดิ์" — นายตำบลชั้นหนึ่งร้อยถัง สำหรับตำบลใหญ่ที่มีประชากรห้าพันขึ้นไป สวมสายถักสีเขียวเป็นเครื่องยศ
(6) จวิ้นปิงเฉาเหยี่ยน — เจ้าพนักงานฝ่ายทหารประจำเมือง (มณฑล)
(7) เฉ่าเหมย — ผลไม้สีแดงสดชนิดหนึ่ง ในต้นฉบับเปรียบริมฝีปากแดงของนางดั่งผลเฉ่าเหมย
(8) เซี่ยต้าฟู — ขุนนางชั้น "ต้าฟูชั้นล่าง" ใช้เทียบฐานะของจวิ้นเฉิง (รองเจ้าเมือง) ผู้กินเบี้ยหวัดหกร้อยตัน
(9) รถซือ — รถม้ามีหลังคาและม่าน ใช้โดยตระกูลร่ำรวย ต่างจากรถเหยาที่เปิดโล่ง
(10) ฉี่ซื่อ (ประหารกลางตลาด) — โทษประหารชีวิตประจานกลางตลาดเมือง