คำพูดสุดท้ายของซูหนิง ทิ่มแทงเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของผู้คนมากมาย ใบหน้าของอ้วนเสี้ยวเขียวคล้ำด้วยโทสะพลันลุกขึ้นยืน รอบข้างซูหนิงมีทั้งผู้คนที่แสดงสีหน้าไม่พอใจหรือไม่ก็รู้สึกละอายใจ
ต่อเรื่องนี้ ซูหนิงเพียงแค่ยิ้มผ่าน เขาไม่ได้คาดหวังว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของตน จะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เช่นนี้ได้ การเปลี่ยนแปลงที่กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ขั้นพื้นฐานเช่นนี้ สิ่งที่ต้องใช้ขับเคลื่อนคือโลหิตและการเข่นฆ่า
ซูหนิงจับแขนของโจ 'โฉ' ไว้แน่น น้ำเสียงเคร่งขรึมลง กล่าวว่า "ในใจของข้าซู สิ่งที่บัณฑิตพึงกระทำ มิใช่การหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องเล็กน้อย คอยห้ำหั่นชิงดีชิงเด่น ใช้สมองขบคิดเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากแต่..."
ซูหนิงหยุดไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ จู่ๆ ก็เปล่งเสียงดังลั่นว่า “ก็คือการสถาปนาจิตวิญญาณแก่ฟ้าดิน กำหนดชะตาชีวิตแก่ปวงประชา สืบทอดภูมิธรรมที่ขาดสูญแห่งปราชญ์ก่อน สร้างความสงบสุขชั่วนิจนิรันดร์แก่หมื่นชั่วอายุ!”
ผู้คนพากันชะงักค้างในสีหน้า จากนั้นในดวงตาก็ระเบิดประกายเจิดจ้าดุจตะวันจันทรา ชุยเหว่ยและคนอื่นๆ มีสีหน้าตื่นเต้นฮึกเหิม อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเพียงวัยรุ่นหนุ่มแน่น ในใจย่อมมีไฟความรักชาติและความมุ่งมั่นทะเยอทะยานอยู่ ภายใต้การยั่วยุของซูหนิง ก็พลันระเบิดออกมา เพียงแต่หลังจากที่ไฟอันเร่าร้อนนี้ดับลง ความทะเยอทะยานแรงกล้านี้ก็ต้องค่อยๆ จืดจางหายไปเป็นแน่
ส่วนโจโฉมีสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองซูหนิงอย่างลึกซึ้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “วาจาของท่านปรมาจารย์ ช่างลึกซึ้งถูกใจข้า ลึกซึ้งถูกใจข้ายิ่งนัก!”
ยามซวีสิ้นสุด งานชุมนุมบัณฑิตก็เลิกรา ซูหนิงไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งจนจนมุม กลับใช้ความรู้ความสามารถของตนเอาชนะใจผู้คนได้ พอจะจินตนาการได้ว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ชื่อเสียงของซูจื่อผิง จะต้องกึกก้องไปทั่วลกเอี๋ยง ด้วยการบอกเล่าปากต่อปากของเหล่าบุตรหลานตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
ในใจโจโฉตื่นเต้นยากจะเอ่ยเอื้อน ดึงดันจะฉุดซูหนิงไปดื่มเล็กน้อย กว่าจะถึงยามไห่สิ้นสุด ก็อำลาอย่างอาลัยอาร์ ย่างเท้าเดินโซเซกลับไป
