# ตอนที่ 32 — ซุนฉวี
ซุนเจินกล่าวว่าจะ "ไปคำนับผู้อาวุโสในตระกูล" แต่ผู้อาวุโสในตระกูลนั้นมีอยู่มากมาย จะไปทุกบ้านย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงตั้งใจจะไปเพียงบ้านซุนกุนผู้มีชื่อเสียงสูงสุดในตระกูล กับบ้านซุนฉวีผู้เป็นทั้งพี่ทั้งอาจารย์
ซุนกุนเป็นบุตรคนรองของซุนซก ก่อนเกิดคดีตั่งกู้เคยดำรงตำแหน่งนายกองแห่งเจ๊หลำ(1) ตามราชบัญญัติแห่งฮั่น แคว้นกับมณฑลตั้งคู่เคียงกัน นายกองแห่งรัฐกับไท่โส่วแห่งมณฑลมีศักดิ์เสมอกัน ล้วนเป็นขุนนางศักดินาสองพันสือ ภายหลังต้องพัวพันในคดีตั่งกู้ จึงลาออกจากราชการกลับบ้าน บัดนี้อายุหกสิบกว่าแล้ว
ท่านมีบุตรชายหกคน ที่ลือนามในมณฑลมีสามคน ได้แก่ บุตรคนที่สาม "ซุนเยี่ยน" บุตรคนที่สี่ "ซุนเฉิน" และบุตรคนเล็ก "ซุนฮก" อันเป็นผู้ที่ฉินกานและเล่าหยูเคยยกย่องว่าเป็นบัณฑิตเลิศแห่งแคว้นมณฑลนั้นเอง ชื่อรองว่า "ซิวยั่ก อิ้วยั่ก และบุ๋นเยียก" ตามลำดับ ซุนเยี่ยนอายุยี่สิบกว่า ซุนเฉินวัยไล่เลี่ยกับซุนเจิน ส่วนซุนฮกเยาว์ที่สุด เพิ่งสิบแปดปี
สายซุนซกนั้นสืบทอดแนวทางของซุนซกที่ว่า "ทุกครั้งที่ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูน ก็แบ่งเจือจุนแก่วงศ์วานและมิตรสหาย" ฉะนั้นที่นาและทรัพย์สินโดยมากจึงไม่มากนัก บางสายถึงกับยากจน ดังเช่นซุนเจี่ยนบุตรคนโตของซุนซกซึ่งเป็นมังกรตัวแรกในแปดมังกร สิ้นชีพแต่ยังหนุ่ม ด้วย "ยากจนไม่มีหนังสือ" บุตรชายของท่านคือซุนเยว่ จึงต้องไปขอยืมหนังสืออ่านที่บ้านผู้อื่น เทียบกับบ้านซุนเยว่แล้ว บ้านซุนกุนยังดีกว่าหน่อย เป็นบ้านสองชั้น
ผู้ที่มาเปิดประตูคือบุตรชายคนโตของซุนกุน เห็นเป็นซุนเจินก็กล่าวอย่างสุภาพว่า "ซื่อหลางกลับมาแล้วหรือ"
"เพิ่งถึงบ้าน จึงมาคำนับท่านอา" ตามลำดับชั้น ซุนเจินเป็นหลานในตระกูลของซุนกุน
"บิดาพาน้อง ๆ ไปเยือน 'ไท่ชิวกง' ที่สวี่เซี่ยน(2)หลายวันแล้ว ยังไม่กลับ ข้าจึงเฝ้าบ้านแทน" บุตรชายคนโตของซุนกุนอายุย่างสี่สิบ ตามธรรมเนียมก็แยกเรือนออกจากซุนกุนมานานแล้ว
"ไท่ชิวกง" ก็คือ "ตันไท่ชิว" ครั้งที่ซุนเจินขอรับตำแหน่งนายกองศาลา เขาเคยยกนามบุคคลหลายคนที่เคยเป็นนายกองศาลาแล้วลือนามทั่วแผ่นดินให้ซุนฉวีฟัง "ไท่ชิวกง" ก็เป็นหนึ่งในนั้น นามจริงว่า "ตันเทียว" ด้วยเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอไท่ชิว ผู้คนสมัยนั้นจึงเรียกขานว่า "ตันไท่ชิว"
ตันเทียวกำเนิดในตระกูลต่ำต้อย เมื่อเยาว์วัยรับราชการเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในเมือง ภายหลังได้รับการชูเชิดจากนายอำเภอ เข้าศึกษาในไท่เสวีย(3) เรียนจบกลับมาเข้าสู่ราชการ ด้วยเป็นผู้มีสติปัญญาเลิศและคุณธรรมล้ำ รับใช้เบื้องบนด้วยความภักดี ปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความผ่อนปรน ความดีความชอบยกให้เจ้านาย ความผิดพลั้งรับไว้เป็นของตน จึงลือนามในยุคนั้น บัดนี้ท่านอายุเจ็ดสิบเจ็ดปีแล้ว นับแต่ซุนซกและหลี่อิงล้วนทยอยสิ้นชีพหรือถูกสังหารไป ท่านก็เป็นปราชญ์อาวุโสเพียงผู้เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ควรค่าแก่การยกย่องเป็นปรมาจารย์ชั้นสูงสุด
"หากเป็นเช่นนั้น เจินก็จะไม่ขอรบกวนแล้ว"
ซุนเจินกับบุตรชายทั้งหลายของซุนกุนนั้นสนิทสนมกันเพียงผิวเผิน แม้เป็นตระกูลเดียวกัน อยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่ยามปกติก็แทบไม่ได้ไปมาหาสู่กัน ครั้นได้ยินว่าซุนกุนไม่อยู่ ก็กล่าวลาออกมา บุตรชายคนโตของซุนกุนก็ไม่ได้รั้งไว้ รอให้เขาออกมาแล้วก็ปิดประตู
ได้ยินเสียงประตูปิด ซุนเจินก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง
ที่เขามาเยือนซุนกุนนั้น เผิน ๆ ดูเหมือนเพราะซุนกุนมีชื่อเสียงสูงสุดในตระกูล แต่แท้จริงแล้วมุ่งมาหาซุนฮกต่างหาก
สองสามปีก่อน ซุนฮกยังเยาว์วัย ปิดประตูอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน นอกจากยามที่วงศ์วานชุมนุมพร้อมหน้ากันแล้ว ก็แทบไม่ออกจากบ้าน โอกาสพบปะจึงน้อย สองปีมานี้ ซุนฮกเติบใหญ่ขึ้น น่าจะสนิทสนมกันได้มากขึ้น แต่กลับมักตามบิดาออกไปเยี่ยมเยือนมิตรสหายเสียบ่อย ๆ จึงยังพบกันได้ยากอยู่นั่นเอง ซุนเจินรำพึงในใจว่า "บัดนี้ข้าจากไปไกลถึงฝานหยาง รับตำแหน่งนายกองศาลา ต่อไปเห็นจะยิ่งยากที่จะได้พบบุ๋นเยียกสักครั้ง"
พบซุนฮกยาก แต่พบซุนฮิวง่าย
ออกจากบ้านซุนกุน เดินเลียบซอกซอยไปทางทิศตะวันออก ผ่านบ้านเรือนหลายหลัง ครั้นมาถึงหน้าบ้านซุนฮิว อารมณ์ของซุนเจินก็แช่มชื่นขึ้น
ในบรรดาคนรุ่นหลังแห่งตระกูลซุน เขากับซุนฮิวสนิทสนมกันที่สุด แต่ก่อนซุนฮิวพำนักอยู่ที่บ้านซุนฉวี เมื่อสามปีก่อนเข้าพิธีสวมกวานบรรลุวัยฉกรรจ์แล้วจึงย้ายกลับบ้านตน นับแต่วันแรกที่ "ฝากตัวเป็นศิษย์" จวบจนบัดนี้ เขาอยู่ร่วมกับซุนฮิวมาเกือบสิบปีแล้ว
น่าเสียดาย เขาเคาะประตูอยู่นาน ก็ไม่มีผู้ใดขานรับ ไม่รู้ว่าซุนฮิวไปแห่งใด จึงจำต้องเปลี่ยนทางไปบ้านซุนฉวีแทน
บ้านของซุนฉวีใหญ่โตนัก เป็นบ้านสามชั้น
ประตูบ้านมุงหลังคาทรงสันโด่งสองปีกลาด สันหลังคาสูงเด่น ปีกสองข้างลาดเอียงลง ชายคายื่นล้ำออกมา มุงด้วยกระเบื้องหัวลายเมฆม้วน กระเบื้องหัวนี้ชาวบ้านเรียกว่า "หัวกระเบื้อง" เป็นกระเบื้องทรงกระบอกชิ้นปลายสุดริมชายคา หน้ากระเบื้องมักมีลวดลายหรืออักษรประดับ ทั้งช่วยให้น้ำฝนไหลรูดจากหลังคาสะดวก ทั้งปกป้องชายคา ทั้งยังเพิ่มความงดงามให้แก่ตัวเรือนอีกด้วย
ซุนเจินมีน้องในตระกูลคนหนึ่งซึ่งหลงใหลการสะสมกระเบื้องหัวอย่างยิ่ง รวบรวมไว้มากมาย หวงแหนดุจของวิเศษ ชิ้นที่ล้ำค่าที่สุดคือกระเบื้องลายเทียะเทีย(4)ที่ว่ากันว่าเป็นของตกทอดจากยุคโจว ซุนเจินเคยได้ยินกิตติศัพท์จึงเอ่ยปากขอชม แต่ก็ไม่สมหวัง ผู้นั้นเอาแต่สาบานชี้ฟ้าชี้ดินว่าไม่มีของชิ้นนั้น แล้วหยิบกระเบื้องลายอักษรออกมาให้ดูแทนไม่กี่ชิ้น บนหน้า "กระเบื้อง" มีอักษรเขียนเต็มพื้นว่า "เว่ย" หนึ่งตัว ตามที่ผู้นั้นเล่า เป็นของจากพระราชวังกันเฉวียนแห่งฮั่นต้น
ซุนเจินยืนอยู่หน้าบ้านซุนฉวี นึกถึงเรื่องชวนขันนี้แล้วก็อดยิ้ม ครั้นแล้วจึงยกมือเคาะประตู
ไม่นานก็มีคนมาเปิดประตู สวมเสื้อสีน้ำตาลคล้ำ เป็นทาสน้อยของบ้านซุนฉวี แหงนหน้าขึ้นเห็นเป็นซุนเจิน ก็ทำหน้ายิ้มแย้ม กล่าวว่า "ท่านซุนกลับมาแล้ว มาหานายท่านของข้าหรือ เชิญเข้ามาเถิด"
ซุนเจินติดตามซุนฉวีอ่านหนังสือมาเกือบสิบปี คุ้นเคยกับผู้คนในบ้านทุกคน จึงยิ้มพยักหน้า แล้วก้าวเข้าไปในบ้าน
ด้านในประตูทางขวามีรางหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สองฟากประตูเป็นโรงม้าทรงเดียวกัน สมมาตรซ้ายขวา ทางซ้ายของประตูตรงข้ามโรงม้า ชิดกำแพงมีห้องสองห้อง เป็นที่พักของยามเฝ้าประตูและคนเลี้ยงม้า
ลานหน้าบ้านกว้างพอประมาณ นอกจากนั้นก็ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ตรงกับประตูใหญ่มีทางปูหินกว้างขวาง จุรถม้าผ่านได้สบาย ทอดยาวเข้าสู่ลานกลางของบ้าน สองข้างทางหินเป็นพื้นดินอัดแน่น
เดินเลียบทางหินเข้าไป ผ่านประตูกลาง ตรงหน้าก็คือสวนศาลา
ทางซ้ายของสวนเป็นหอสูง ทางขวาเป็นแท่นสูง ระหว่างทั้งสองมีระเบียงคดเชื่อมถึงกัน
หอสูงสามชั้น ตระหง่านชะลูด หลังคาหอใช้ทรงซาซาน(5) สี่มุมงอนเชิดขึ้น บนสันหลังคาชั้นบนสุด ปลายทั้งสองข้างประดับด้วยนกมิ่งมงคล(6)คู่หนึ่ง หันหน้าเข้าหากัน หมอบอย่างสง่างาม ตัวหอขาวผ่อง ประตูหน้าต่างสีน้ำตาลแดง ด้านนอกหอมีบันไดขึ้นสู่ภายในหอ แต่ละชั้นมีระเบียงโล่ง วันใดอากาศแจ่มใส ก็ยืนเกาะราวระเบียงเหม่อมองทิวทัศน์ไกลออกไปได้ ยามฝนตกหิมะโปรย ด้วยระเบียงมีชายคายื่นคลุมพอเหมาะ ลมฝนก็สาดไม่ถึง อาจชวนมิตรสหายสักสามห้าคนมาก่อเตาดื่มสุรากันได้
หอหลังนี้คือที่พำนักของครอบครัวซุนฉวี ส่วนแท่นสูงทางขวาคือสถานที่ซุนฉวีใช้สอนหนังสือแก่ศิษย์
"ท่านซุน นายท่านกำลังดื่มสุราอยู่ในศาลากลางสวน จะให้ข้าไปแจ้งก่อนหรือไม่"
ตามทิศที่ทาสน้อยชี้ ซุนเจินก็แลเห็นในสวนกลางลานบ้านนั้น มีชายผู้หนึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ใต้ศาลาจริง เขาจึงว่า "ไม่ต้องแล้ว ข้าเดินไปเองก็ได้" ทาสน้อยก็ถอยกลับไปเฝ้าประตูที่ลานหน้า
ศาลาเป็นทรงสี่เหลี่ยมยอดรวบ มีแท่นอยู่เบื้องล่าง ภายในวางแคร่ รอบศาลาปลูกล้อมด้วยไผ่และไม้ดอก บัดนี้เป็นฤดูสารท ดอกไม้โรยราไปมาก ไผ่ก็เหลือน้อย บางตาแต่เรียงรายงดงาม บ้างใบยังเขียว บ้างก็เหลืองแล้ว
ชายผู้หนึ่งเอามือค้ำศีรษะ เอนกายอยู่บนแคร่ มองจากมุมที่ซุนเจินยืนอยู่ เห็นว่าไม่ได้มุ่นมวยผม ปล่อยผมสยาย แหวกอกเสื้อ มืออีกข้างถือเหยือกสุราสัมฤทธิ์ หลับตาฟังสาวใช้สองคนที่คุกเข่าอยู่หน้าแคร่บรรเลงดนตรีขับขาน
ตามเสียงดนตรีนั้น ซุนเจินเดินมาถึงหน้าศาลา สาวใช้เห็นเขา ก็จะหยุดเพลง ซุนเจินโบกมือ ให้นางทั้งสองบรรเลงต่อไป สาวใช้สองคน คนหนึ่งตีระฆังหิน คนหนึ่งขับร้อง เสียงระฆังหินใสกังวาน เสียงขับอ่อนช้อย บทเพลงที่ขับอยู่นั้นว่า "น้ำค้างเหนือใบเกี๊ยว เหือดหายง่ายดายนัก ค้างเหือดยามรุ่งสาง ยังหวนคืนได้อีก แต่คนเราครั้นตายจาก จะหวนคืนได้เมื่อใด" นั่นคือเพลง "เซียวลู่"(7)
"เซียวลู่" เป็นบทเพลงแห่งความโศกศัลย์ สืบทอดมาแต่บรรดาศิษย์ของเถียนเหิงแห่งฮั่นต้น ครั้นเถียนเหิงปลงชีพตนเอง บรรดาศิษย์อาดูรใจ จึงแต่งบทเพลงโศกนี้ขึ้น ถึงสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ หลี่เยียนเหนียนนำมาแบ่งเป็นสองบท บทหนึ่งคือที่สาวใช้กำลังขับอยู่นี้ อีกบทคือ "เฮ่าหลี่"(8) "เซียวลู่" ใช้ส่งเสด็จผู้มีศักดิ์สูง "เฮ่าหลี่" ใช้ส่งขุนนางและสามัญชน ขับขานกันในขบวนแห่ศพ
ซุนฉวีเป็นคนนิสัยกว้างขวางเปิดเผย ผู้ที่นิสัยกว้างขวางมักไม่ถือกฎเกณฑ์จุกจิก เพราะไม่ถือกฎเกณฑ์จึงไม่ปิดบังรสนิยมของตน แม้จะทำให้ผู้อื่นแปลกใจก็ไม่ใส่ใจ ซุนฉวีก็เป็นเช่นนั้น ตลอดชีวิตมีของชอบอยู่สองอย่าง หนึ่งคือดื่มสุรา สองคือชอบฟังคนตีระฆังหินขับเพลงแห่ศพ ครั้นฟังจนซาบซึ้งใจ ก็มักน้ำตาไหลพราก
เคยมีผู้ถามท่านว่า "ท่านกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ควรมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงชอบบทเพลงโศกเช่นนี้ ฟังแล้วน้ำตาไหล ท่านร้องไห้ให้ผู้ใด"
ท่านตอบว่า "'ชีวิตคนเราอยู่ระหว่างฟ้าดิน ดุจม้าขาวควบผ่านช่องผนัง วูบเดียวก็ผ่านพ้น' ข้าแม้อยู่ในวัยฉกรรจ์ แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนยังเป็นเด็ก ยี่สิบปีข้างหน้าจะอยู่ ณ แห่งใดเล่า 'ฟ้าบันดาลให้ข้าเกิดมา ฤกษ์ยามอันดีของข้าอยู่ที่ใด' 'เปรียบดั่งเรือลอยล่อง ไม่รู้ว่าจะถึงฝั่งใด' เกิดมาอยู่ในโลก ต่อให้มีปณิธานยิ่งใหญ่ก็จะมีประโยชน์อันใด ในที่สุดก็เป็นได้แค่ดุจน้ำค้างเหนือใบเกี๊ยวที่เหือดแห้งไป ดวงวิญญาณก็มุ่งสู่เฮ่าหลี่ ข้าก็เพราะเหตุนี้จึงชอบฟังเพลงแห่ศพ และก็เพราะเหตุนี้จึงอดน้ำตาไหลไม่ได้"
บิดาของท่านคือซุนถานและลุงคือซุนอวี้ต่างก็ลือนามในยุคนั้น เป็นที่รู้จักทั่วแผ่นดิน ได้รับยกย่องเป็นปราชญ์ แต่ท้ายที่สุดก็เพราะคดีตั่งกู้ คนหนึ่งปลีกตัวไปซ่อน อีกคนถูกสังหาร ผู้คนต่างคาดเดาว่านี่อาจเป็นเหตุที่ท่านรู้สึกสังเวชใจถึงเพียงนั้น
"เซียวลู่" เป็นบทสั้น ขับจบแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง สาวใช้ก็ขับขึ้นใหม่อีกครั้ง ตลอดเวลานั้น ซุนฉวีไม่เคยลืมตาเลย ซุนเจินก็อดทนรอ รอจนขับถึงรอบที่สาม ที่หางตาของซุนฉวีก็มีน้ำตาไหลริน ท่านยกเหยือกสุราดื่มจนหมด แล้วเหวี่ยงทิ้งลงพื้น นั่งตัวตรงขึ้น ลืมตาเปล่งเสียงโหยยาวว่า "เฮ้อ! ชีวิตคนเราอยู่ระหว่างฟ้าดิน วูบเดียวดุจผู้เดินทางไกล!"
ซุนเจินยกชายเสื้อ คุกเข่าลงกราบ
เขาแม้มีศักดิ์เป็นน้องในตระกูลของซุนฉวี แต่แท้จริงเป็นศิษย์ของซุนฉวี ฉะนั้นจึงถือธรรมเนียมเคร่งครัดเสมอมา ซุนฉวีโบกมือว่า "ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น บอกเจ้ากี่หนแล้ว อย่าได้กระดากกระเดื่องเช่นนี้อีกเลย"
"พี่จงทง วันนี้แม้อากาศดี แต่ลมสารทก็เริ่มเยือกเย็น การแต่งกายควรระวังไว้บ้างเถิด"
ซุนฉวีสวมเพียงเสื้อบาง ทั้งยังไม่ปิดอก ได้ยินซุนเจินเตือนก็ไม่แยแส เช็ดน้ำตาที่หางตา ลุกจากแคร่ ให้สาวใช้สวมรองเท้าให้ แล้วฉวยมือซุนเจินดึงเข้ามา หัวเราะว่า "ไม่ได้เจอเจ้าหลายวัน มือข้าชักคันแล้ว … อาเฉิง ไปเอากระบี่มา" สาวใช้รับคำแล้วถอยออกนอกศาลา
"อาสี่(9) เจ้าอย่างอื่นน่ะไม่เอาไหน มีแต่วิชากระบี่นี่แหละที่พอใช้ได้ ในตระกูลเรา ข้านับว่าเป็นที่หนึ่ง เจ้าก็พอจะได้ที่สองอยู่ บางทีข้าก็แปลกใจ ว่าเจ้ากับก๋งตัดนั้น ข้าสอนมากับมือคนเดียวกันแท้ ๆ เหตุใดก๋งตัดจึงไม่ซึมซับเอาเสียเลย เอาแต่กอดตำราอ่านอยู่ทั้งวัน เฮ้อ ปวดเศียรแทนจริง ๆ"
เมื่อครู่ยังน้ำตาไหล บัดเดี๋ยวก็หัวเราะพูดจา เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่ด้วยท่าทีที่เป็นไปตามธรรมชาติ กลับไม่รู้สึกขัดเขินเลย เสมือนสมควรเป็นเช่นนั้นเอง
ซุนเจินว่า "ก๋งตัดเฉลียวฉลาดดุจมีพรสวรรค์ เหนือกว่าเจินยิ่งนัก แม้เจินจะพอเด่นในวิชากระบี่ แต่นั่นก็เพราะก๋งตัดไม่สนใจวิชานี้ เจินจึงพอได้เปรียบนำหน้าอยู่บ้างเท่านั้น"
"แหม เจ้าเคร่งขรึมน่าเบื่อเช่นนี้ ช่างเหมือนก๋งตัดเสียจริง พวกเจ้าสองคน คนหนึ่งเป็นน้องข้า คนหนึ่งเป็นหลานข้า เติบโตมากับข้าแท้ ๆ เหตุใดจึงไม่เหมือนข้าแม้แต่น้อย อาสี่ เจ้าไปเอาท่าเคร่งเครียดมาจากไหน วันหลังหากมีมิตรสหายมาเยือน ข้าจะพาพวกเจ้าสองคนออกหน้าได้อย่างไร"
ซุนเจินหยิบเหยือกสุราขึ้น วางบนโต๊ะข้าง ซุนฉวียื่นมือหยิบ ไม่รังเกียจว่าเปื้อน ตักสุราจากหม้อสัมฤทธิ์ข้าง ๆ ใส่เหยือก แล้วตักอีกทัพพี ยื่นทั้งทัพพีให้ซุนเจิน กล่าวว่า "มา ดื่มด้วยกัน ดื่มด้วยกัน"
ซุนเจินรู้อุปนิสัยซุนฉวีดี จึงไม่ปฏิเสธ รับมาดื่ม ทั้งสองต่างดื่มจนหมด ดื่มหมดเหยือกหนึ่งก็ต่ออีกสองเหยือก สาวใช้นำกระบี่มาแล้ว ซุนฉวีเหวี่ยงเหยือกทิ้งลงพื้นตามเคย รับกระบี่มา แบ่งให้ซุนเจินเล่มหนึ่ง ท่านยืนกลางศาลา ปล่อยผมสยายถือกระบี่ กวาดตามองซ้ายขวา เลือกเป้าได้แล้ว ก็ชี้ไปที่ต้นไผ่ต้นหนึ่งห่างออกไปยี่สิบก้าว กล่าวว่า "ก็ต้นนั้นแหละ"
วิชากระบี่นั้นแบ่งเป็นสองแบบ แบบหนึ่งคือถือกระบี่ในมือ รุกรับต่อสู้ อีกแบบคือ "การขว้าง" เหวี่ยงกระบี่ออกไปสังหารศัตรูในระยะไกล กองทัพที่นิยมใช้ "ทวนสั้น"(10) ขว้างทำร้ายคน ก็เป็นแนวเดียวกันนี้
ที่ซุนฉวีโปรดที่สุดคือแบบหลัง อันที่จริงหากจะขว้างอย่างเดียว ใช้ทวนสั้นยังดีกว่า ด้วยทวนสั้นด้ามยาว ขว้างง่ายกว่า แต่ซุนฉวีก็ไม่ใช้ บุปผาเหมยกล้วยไม้ไผ่เบญจมาศ ล้วนเป็นที่วิญญูชน(11)นิยมชมชอบ ไผ่นั้นได้นามว่า "วิญญูชน" ซุนเจินแต่ชาติก่อนก็ชอบพรรณไม้ชนิดนี้อยู่ จึงรู้สึกเสียดายในใจ จึงว่า "ต้นไผ่เติบโตมาไม่ง่าย ทำลายเสียก็น่าเสียดาย เปลี่ยนไปใช้เป้าอื่นไม่ได้หรือ"
"ก็ไม่ใช่ต้นไผ่ของเจ้า เจ้าจะไปเสียดายอะไร"
ซุนเจินยังคิดจะทัดทานอีก ซุนฉวีไม่แยแส ก้าวออกไปสองสามก้าว มือเดียวถือกระบี่ เปล่งเสียงร้อง ยกกระบี่ขึ้น แล้วเหวี่ยงออกไป เห็นกระบี่พุ่งกลางอากาศ หมุนสองรอบ ตกลงพื้น แต่ไม่ถูกลำไผ่ เบี่ยงไปเล็กน้อย ซุนฉวีขัดใจ กล่าวว่า "เพราะเจ้าแท้ ๆ ทำข้าวอกแวก คราวนี้ไม่นับ เอาใหม่"
สาวใช้คนหนึ่งวิ่งไปหยิบกระบี่ขึ้นมา นำกลับมาส่งให้ซุนฉวี
ครั้งที่สอง ซุนฉวีตั้งสมาธิ ก่อนอื่นรุกหน้าถอยหลังอย่างรวดเร็ว ร่ายท่าสักสองสามกระบวน จากนั้นเปลี่ยนวิธีขว้าง กลับมือกุมด้ามกระบี่ ให้คมหันลง ยกแขนชูสูง เอนตัวไปข้างหลัง แล้วเหวี่ยงออกไป ได้ยินเสียง "ฉับ" ดังกังวานหนึ่ง ปักลำไผ่เข้าพอดี คมกระบี่จมเข้าไปในลำไผ่กว่าครึ่ง เหลือแต่ด้ามกับตัวกระบี่ส่วนปลายเล็กน้อยอยู่ข้างนอก
ลำไผ่จะหนาสักเท่าใด ระยะยี่สิบก้าว ขว้างไปปักได้ แม้ไม่ถึงกับเรียกว่าวิเศษเกินมนุษย์ แต่ก็นับว่าเก่งกาจมาก
ซุนฉวีหัวเราะลั่น เท้าสะเอวสองข้าง ชม้ายมองซุนเจินอย่างยโส ยั่วว่า "เป็นอย่างไรเล่า อาสี่ หากเจ้าทำได้อย่างข้า ขว้างปักลำไผ่ได้ ก็ถือว่าเจ้าชนะ"
ซุนเจินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สงบจิตให้นิ่ง ขอให้ซุนฉวีถอยไปยืนข้าง ๆ ก่อน จากนั้นก็ออกไปยืนด้านหน้า ทำอย่างที่ซุนฉวีขว้างครั้งที่สอง คือฟันบ้างแทงบ้างให้คุ้นมือกับน้ำหนักและความยาวของกระบี่ก่อน พอจับความรู้สึกได้แล้ว ก็ไม่มองต้นไผ่ เอียงตัวสะบัดมือขว้างกระบี่ออกไป
กระบี่หนักกว่าลูกธนูมาก ทั้งไม่มีคันธนูช่วยส่ง ต้องอาศัยแต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ผู้หัดใหม่ด้วยคุมแรงไม่อยู่ บ้างก็ขว้างเลยไป บ้างก็ไม่ถึง บ้างก็เบี่ยงเบน บ้างก็คุมให้ปลายกระบี่พุ่งตรงไม่ได้ ซุนเจินเองก็ฝึกมาหลายปีจึงพอจับทางได้บ้าง
ซุนฉวีเบิกตาโพลงจ้องดูทิศทางกระบี่ บ่นพึมพำในปากว่า "อย่าถูก อย่าถูกนะ … ไอหยา!"
เสียงทึบดังขึ้นหนึ่งครั้ง กระบี่ที่ซุนเจินขว้างออกไปกระทบเข้ากับด้ามกระบี่เล่มแรกที่ปักอยู่ข้างนอก แม้จะดันกระบี่เล่มแรกจมเข้าไปในลำไผ่อีกสองสามนิ้ว แต่ก็ยังไม่ปักลำไผ่โดยตรง
"ห่างมาหลายวัน มือชักไม่ชิน คราวนี้เจินขอยอมแพ้ พี่จงทงชนะแล้ว"
ซุนฉวีทำหน้าเง้า พูดอย่างขัดเคืองว่า "เจ้าขว้างถูกด้ามกระบี่ข้าได้ ย่อมเหนือกว่าข้าแน่ เจ้าเห็นข้าแพ้แล้วเลยแสร้งถ่อมตัวหรือ แพ้ก็คือแพ้ ยอมให้เจ้าชนะข้าสักครั้งจะเป็นไรไป … ก็ตั้งแต่สอนวิชากระบี่ให้เจ้ามา สองปีนี้ข้าไม่เคยชนะสักครั้งเลย" ท่านเดินกลับเข้าศาลา กล่าวว่า "ไม่เล่นแล้ว ไม่เล่นแล้ว มา มา ดื่มสุรา ดื่มสุรา"
ในศาลามีแคร่เดียว แม้จะนั่งได้สองคน แต่ก็ไม่สะดวก ซุนฉวีก็เลยไม่ยอมนั่ง พิงเสาศาลา แยกขา นั่งแบบชันเข่า เรียกให้ซุนเจินมานั่งตรงข้าม สาวใช้สองคนนำกระบี่ไปเก็บ จะไปยกเหยือกสุราและกับแกล้มมา แต่ถูกซุนฉวีห้ามไว้ สั่งให้นางทั้งสองตีระฆังหินขับร้องต่อไป เสียงระฆังหินรูปฉากก็ดังขึ้นอีก เสียงขับขานอ่อนหวานก็ลอยขึ้นใหม่
แสงแดดยามสายส่องเข้ามาในศาลา ในลำแสงมีละอองฝุ่นลอยเคว้ง
ซุนฉวีนั่งชันเข่า ซุนเจินนั่งพับเพียบ ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งถือเหยือกสุรา คนหนึ่งใช้ทัพพีตัก ดื่มสุราโดยมีสาวงามเป็นฉาก มีเพลงแห่ศพเป็นกับแกล้ม ต่างนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา สุรามาถึงก็ดื่มจนหมด ไม่ช้าหม้อสุราก็เอียงต่ำลง ด้วยดื่มสุราจนเกลี้ยงแล้ว
ซุนฉวีแม้ชอบดื่ม แต่กำลังสุราก็ธรรมดา ดื่มไปได้กว่าครึ่งหม้อก็เริ่มมึนเมาเล็กน้อย ท่านเหยียดขา มือหนึ่งเอาเหยือกเคาะหม้อสุรา อีกมือโบกแขนเสื้อ กล่าวว่า "กระบี่ก็ขว้างแล้ว สุราก็หมดแล้ว ไปได้แล้ว ไปได้"
ซุนเจินก็คุกเข่าลงคำนับอย่างเรียบร้อยอีกครั้ง กล่าวลาแล้วก็ออกมาเอง
นับแต่ครั้งที่พบซุนฉวีจวบจนบัดนี้ที่จากมา ตั้งแต่การรอคอย ต่อมาขว้างกระบี่ ท้ายที่สุดดื่มสุรา พำนักอยู่ที่บ้านซุนฉวีกว่าชั่วยามหนึ่ง ซุนฉวีมิได้ถามถึงเรื่องตำแหน่งนายกองศาลาแม้สักคำ ส่วนซุนเจินเองก็ไม่ได้เอ่ยถึงแม้ครึ่งคำ
…
ออกจากศาลาเดินไปไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงเหยือกสุราเคาะหม้อสุราดังกลบเสียงระฆังหิน พร้อมกับเสียงเคาะอันกระจ่างนั้น ซุนฉวีก็เปล่งเสียงขับเพลงดังว่า "โอ้ฟ้าดินอันไร้ขอบเขต สลดใจที่ชีวิตคนเราต้องตรากตรำยืดเยื้อ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วข้าตามไม่ทัน ผู้ที่จะมาภายหน้าข้าก็ยังไม่รู้จัก … เฮ้อ! รู้ว่าชีวิตเป็นเช่นนี้ ไม่เกิดมาเสียยังดีกว่า บูรพาทิศยังไม่ทันสว่าง จึงโบยบินไปไม่ได้!"(12)
ท่านขับขานเสียงสูงกังวาน สะท้านสะเทือนหมู่ไผ่ ซุนเจินได้ยินในเสียงนั้นถึงความฮึกห้าวปนโศกเศร้า
เขายืนอยู่นอกศาลา สงบนิ่งสดับอยู่ รำพึงในใจว่า "'บูรพาทิศยังไม่สว่าง จึงโบยบินไปไม่ได้' เฮ้อ พี่จงทงเผิน ๆ ดูเหมือนปล่อยตัวล่องลอยเสรี แต่แท้จริงมีปณิธานอันยิ่งใหญ่อยู่ในอก ทว่าบัดนี้ขันทีครอบงำบ้านเมือง ราชสำนักมืดมนอนธการ จึงไร้โอกาสได้แสดงความสามารถ!"
---
## เชิงอรรถ
(1) **นายกองแห่งเจ๊หลำ** — ตำแหน่งเทียบเท่าไท่โส่ว (ผู้ว่าราชการมณฑล) แต่ใช้สำหรับ "ราชรัฐ" (กั๋ว) แทนมณฑล ศักดินาสองพันสือ
(2) **สวี่เซี่ยน** — อำเภอที่ตันเทียวเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอ จึงเรียก "ตันไท่ชิว" ตามที่แห่งนั้น
(3) **ไท่เสวีย** — มหาวิทยาลัยหลวงแห่งราชวงศ์ฮั่น ศูนย์กลางการศึกษาสูงสุดของจักรวรรดิ
(4) **ลายเทียะเทีย** — เทาเทีย ลายหน้าอสูรกินไม่อิ่มในตำนานจีนโบราณ นิยมสลักบนภาชนะสัมฤทธิ์ยุคซาง-โจว เป็นลายมงคลโบราณ ส่วน "ยุคโจว" คือราชวงศ์โจวก่อนยุคราชวงศ์ฉิน อยู่ก่อนยุคฮั่นราวพันปี ของจากยุคนั้นจึงถือว่าล้ำค่ายิ่ง
(5) **ทรงซาซาน** — รูปแบบหลังคาชนิดหนึ่ง มีสันหลังคาหลักและสันหลังคาด้านข้าง สี่มุมงอนขึ้นเป็นเอกลักษณ์
(6) **นกมิ่งมงคล** — นกประดับสัญลักษณ์แห่งมงคล นิยมใช้ตกแต่งสันหลังคาอาคารสำคัญ
(7) **เซียวลู่** — บทเพลงแห่งความโศกศัลย์ยุคฮั่น ขับในขบวนแห่ศพผู้มีศักดิ์สูง "เซียว" คือต้นเกี๊ยว พืชใบยาวคล้ายต้นหอม ความหมายของเพลง: น้ำค้างเหนือใบเกี๊ยวงามแต่เหือดหายง่าย เปรียบชีวิตมนุษย์อันแสนสั้น
(8) **เฮ่าหลี่** — อีกบทเพลงแห่งศพ ใช้ส่งขุนนางและสามัญชน "เฮ่าหลี่" แปลว่าทุ่งหญ้าเตี้ย เปรียบเป็นที่หมายของดวงวิญญาณ
(9) **อาสี่** — "อา" เป็นคำนำหน้าชื่อเรียกอย่างสนิทสนม "สี่" หมายถึงบุตรคนที่สี่ หมายถึงซุนเจิน
(10) **ทวนสั้น** — อาวุธโยนชนิดหนึ่ง ด้ามสั้นกว่าทวนปกติ ใช้ขว้างทำร้ายศัตรูในระยะปานกลาง
(11) **วิญญูชน** — ผู้มีคุณธรรมในแนวปรัชญาขงจื้อ ต้นไผ่ได้รับฉายานี้เพราะตรง สูง และงอกงามขึ้นได้แม้ในสภาพยาก
(12) **บทร้องของซุนฉวี** — อ้างจากบทกวีโบราณหลายแหล่ง รวมถึงถ้อยคำจากคัมภีร์จวงจื่อและบทกวียุคฮั่น สื่อความรู้สึกสิ้นหวังต่อยุคสมัยที่มืดมนโดยไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ