# ตอนที่ 105 — ปณิธานของซุนฮิว
วันนี้อากาศค่อนข้างอบอุ่น แสงตะวันสุกใส ดงไผ่อยู่ห่างไปยี่สิบลี้ ซุนเจิน บุนเพ่ง และพวกขี่ม้า ซุนฮิวนั่งรถ คณะเดินทางมีซูจั่วผู้น้อยสองคนนำหน้า ผ่านถนนหลวง เลี้ยวเข้าทางตำบล ผ่านหมู่บ้านสี่ห้าแห่ง ก็มาถึงนอกดงไผ่
พวกเขาทั้งขี่ม้าทั้งนั่งรถ อีกทั้งมีขุนนางตำบลนำหน้า เอิกเกริกไม่น้อย ภาพเช่นนี้ในชนบทหาได้ยากนัก แต่เนิ่นแล้วราษฎรที่จำซุนเจินได้เท้าไว ก็วิ่งไปยังสองหมู่บ้านใกล้ดงไผ่ แจ้งแก่ผู้ใหญ่บ้านและหลี่ฝูเหล่า(1)ของท้องถิ่น ฉะนั้นเมื่อพวกเขามาถึง นอกดงไผ่ก็มีคนสิบกว่าคนยืนก้มกายต้อนรับอยู่แล้ว ซุนเจินเมื่อเลื่อนเป็นนายตำบลมีศักดิ์ ยังไม่ได้ลงไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เท่าใดนัก จึงจำคนเหล่านี้ไม่ได้ ขุนนางผู้น้อยที่นำทางอยู่หน้าก็มาที่ใต้ม้าของเขา แนะนำเสียงเบาว่า ผู้นี้คือผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโน้น ผู้นั้นคือหลี่ฝูเหล่าหมู่บ้านนั้น
ซุนเจินรีบกระโดดลงจากม้า ก้าวรุดไปไม่กี่ก้าว ยืนนิ่งต่อหน้าคนเหล่านี้ ประสานมือคารวะว่า "ข้าพเจ้าได้ยินว่าดงไผ่ที่นี่สงบสง่า จึงเกิดความครึกครื้นชั่วครู่ พาญาติมิตรมาเที่ยวเล่น ไม่คาดว่าจะรบกวนท่านผู้เฒ่าและบัณฑิตประจำตำบลทั้งหลาย ลำบากท่านมาต้อนรับ ผิดมหันต์นัก"
คนสิบกว่าคนนั้นโกลาหลคำนับตอบกันยกใหญ่ ต่างว่า "เจ้าเมืองพ่อเมือง(2)มาเที่ยวยังถิ่นข้าน้อย เป็นเกียรติแก่ข้าน้อยทั้งหลาย ไม่อาจออกไปต้อนรับแต่ไกล ยังขอท่านอภัยโทษ"
ซุนฮิวลงจากรถ เดินมายืนข้างซุนเจิน เงยตามองดู เห็นดงไผ่นี้กินเนื้อที่สิบกว่าหมู่(3) แม้เป็นกลางหนาว ใบไผ่ร่วงไปมาก แต่ลำไผ่ตรงแกร่ง สีเขียวชอุ่มเป็นส่วนใหญ่ กิ่งก้านเชื่อมต่อกัน หนาบางได้จังหวะ ใต้แดดหนาว มองดูดุจทะเลสาบสีเขียวผืนหนึ่ง ยามลมพัดผ่าน ก็เป็นระลอกคลื่นขึ้นลง ลำธารใสสายหนึ่งคดเคี้ยวไหลมาแต่ไกล ไหลวกวนผ่านนอกดงไผ่
ดงไผ่กับลำธารส่งเสริมกัน เป็นทิวทัศน์ชนบทอันงดงามแท้
เขาว่า "'มองไปยังคุ้งน้ำฉีนั้น ไผ่เขียวขจีงาม'(4) เจินจือ ทิวทัศน์ชนบทแห่งนี้ดีไม่หยอกจริง ๆ"
ซุนเจินแนะนำซุนฮิวแก่ราษฎรว่า "นี่คือหลานในตระกูลข้า ซุนก๋งตัด"
กิตติศัพท์ของซุนฮิวใหญ่กว่าซุนเจินนัก ตระกูลซุนเป็นตระกูลใหญ่แห่งเองอิม เป็นความภาคภูมิของท้องถิ่น คนรุ่นเก่าอย่างแปดมังกรตระกูลซุน คนรุ่นใหม่อย่างซุนฮก ซุนฮิว ราษฎรที่เคยอ่านหนังสือเรียนรู้อักษรในสำนักตำบลหมู่บ้านบ้าง ส่วนใหญ่ล้วนเคยได้ยินอาจารย์เอ่ยถึงชื่อเสียงพวกเขา ครั้นได้ยินก็ตื่นเต้นยินดียิ่ง ต่างพากันโกลาหลคำนับอีกครั้ง
ซุนฮิวสืบทอดคำสอนตระกูลซุน ไม่ถือชาติตระกูลข่มผู้อื่น ก็สำรวมแขนเสื้อคารวะตอบ
ซุนเจินสังเกตเห็นสีหน้าตื่นเต้นเลื่อมใสของราษฎร รำพึงในใจ "ข้าเป็นนายตำบลมีศักดิ์ เมื่อครู่ตอนพวกเขาคำนับข้า ความเกรงกลัวมากกว่าความเคารพ ก๋งตัดบัดนี้ยังเป็นสามัญชน แต่ด้วยชื่อเสียงเลื่องลือ เวลาพวกเขาคำนับ กลับเป็นความเคารพล้วน ๆ"
เขาคิดมาถึงตรงนี้ ใจสั่นไหว มองซุนฮิวที แล้วคิดอีกว่า "การปกครองท้องถิ่น การส่งเสริมการศึกษาก็นับเป็นผลงานอย่างหนึ่ง แต่ก่อนเมื่อข้าอยู่ที่ศาลาฝานหยาง ฉินกานเคยกำชับข้า ให้ส่งเสริมให้บุตรหลานราษฎรเข้าเรียนมาก ๆ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ ก็ถึงเวลาที่เด็ก ๆ จะเข้าเรียน เมื่อถึงตอนนั้นน่าจะเชิญก๋งตัดมานั่งประจำในสำนักตำบลได้ แม้ราษฎรสามัญส่วนใหญ่ยากจน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งบุตรหลานมาเรียนกันหมดเพียงเพราะชื่อก๋งตัด แต่อย่างน้อยก็ช่วยชี้นำกระแสนิยมได้ ที่สำคัญที่สุดคือ เล่าลือออกไปก็เป็นชื่อเสียงอันงาม ไม่ให้คนนอกกล่าวว่าข้าเอาแต่ฆ่าฟัน" — คำว่า "เอาแต่ฆ่าฟัน" สี่คำนี้ เขาหมายถึงเรื่อง "เตรียมล้างโคตรตระกูลตี้ซาน"
คนสิบกว่าคนที่มานี้ มีทั้งผู้ใหญ่บ้าน หลี่ฝูเหล่า และบุตรหลานของพวกเขา ในเมื่อได้ยินซุนเจินว่ามาเที่ยวดงไผ่ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ซูจั่วที่ตามมาสองคนจัดแจงเตรียมการ ต่างมีคนปราดเปรียววิ่งกลับบ้านอย่างเร็วไว นำแคร่ โต๊ะ ผลไม้พืชผัก สุราน้ำท่ามา เลือกที่โล่งกว้างในดงไผ่ จัดวางเป็นระเบียบ มีผู้หนึ่งที่บ้านค่อนข้างมั่งมี ยังสั่งบ่าวไพร่แบกฉากกั้นและผ้าม่านมา ขึงผ้าม่าน วางฉากกั้น เพื่อกำบังลมหนาว
คนมากแรงมาก ไม่ช้าทุกอย่างก็จัดวางเรียบร้อย
เจตนาเดิมของซุนเจินคือพาซุนฮิว บุนเพ่งมาเที่ยว ล้วนเป็นคนในตระกูล ก็เล่นกันได้สนุก จู่ ๆ มีราษฎรมากหน้าหลายตาเช่นนี้ ก็อดรู้สึกอึดอัดไม่ได้ เขาเพิ่งมารับตำแหน่ง กำลังให้ความสำคัญกับชื่อเสียง ก็ไม่อาจกล่าวไล่พวกเขาตรง ๆ เป็นเช่นนี้ การสนทนาจึงจืดชืดไร้รส คุยกันบ้างเงียบกันบ้าง
ในหมู่ราษฎรมีคนช่างสังเกตมองออกถึงใจเขา ก็ว่า "วันนี้ท่านซุนพาญาติมิตรมาเที่ยว ข้าน้อยเป็นคนนอก คนหยาบ ก็ไม่รบกวนแล้ว เกรงจะทำลายอารมณ์รื่นรมย์ของท่าน" ชวนคนอื่น ๆ ลาจากไป
มองดูพวกเขาจากไป บุนเพ่งที่เงียบไม่พูดมาครู่ใหญ่ก็หัวเราะขึ้น ว่า "ราษฎรเหล่านี้ก็รู้กาลเทศะดีอยู่"
ซุนฮิวเมื่อครู่นั่งตัวตรงสำรวมมาตลอด ครานี้ก็ผ่อนคลายลง กดที่เสื่อบนแคร่ ยิ้มว่า "เจินจือ เจ้ามาตำบลกี่วันแล้ว ชื่อเสียงสูงถึงเพียงนี้แล้วฤๅ ได้ยินว่าเจ้ามาเที่ยว ผู้ใหญ่บ้านและหลี่ฝูเหล่าถึงสองหมู่บ้านต่างมาต้อนรับด้วยตนเอง...แคร่นี้ยังปูเสื่อให้เราถึงสามชั้น อุ่นจริง อุ่นจริง..." ชี้ไปที่ซุนเจิน พูดหยอกอีกว่า "เจ้าผู้เป็นนายตำบลมีศักดิ์ บัดนี้ก็เป็นเจ้าพ่อแผ่นดินด้านหนึ่งแล้วนะ"
ซุนเจินยิ้มว่า "ขุนนางน้อยร้อยสือ จะกล้าเทียบกับเซี่ยงปาอ๋อง คำว่า 'ปาอ๋อง' สองคำนี้หนักเกินไป ก๋งตัด เสื่อสามชั้นนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเห็นแก่หน้าเจ้า ไม่เห็นหรือ เมื่อครู่ราษฎรได้ยินชื่อเจ้า สีหน้าเลื่อมใสเพียงใด เจ้าซุนก๋งตัดไม่ก้าวพ้นอำเภอ ชื่อเลื่องลือทั่วมณฑลและแคว้น แม้แต่ราษฎรชนบทก็เคารพศรัทธายอมสยบ ข้านี่สู้ไม่ได้ไกลลิบ"
"สู้ไม่ได้ฤๅ...เจ้านี่เทียบข้าเป็นจ้าวเหวินฉู่(5)ฤๅ เจินจือ เจ้าวางใจเถิด หากวันใดท่านจวิ้นแต่งตั้งข้าจริง ข้าต้องเสนอชื่อเจ้าอย่างสุดกำลัง" ซุนฮิวกับซุนเจินสนิทกันเกินไป ทั้งสองแม้ในลำดับชั้นเป็นอาว์หลาน แต่ที่จริงเหมือนพี่น้อง หยอกล้อกัน ไม่ถือสา
"จ้าวเหวินฉู่ฤๅ"
— จ้าวเหวินฉู่ที่ซุนฮิวเอ่ยถึงนี้ ชื่อตัวว่าจือ เป็นชาวตังกุ๋นเอี้ยนเซี่ยน (ปัจจุบันคือเหอหนานไคเฟิงเอี๋ยนจิน) เป็นคนมณฑลเดียวกันกับงักจิ้น ยามเยาว์ได้รับเสนอชื่อเป็นเซี้ยวเหลียน(6) หลังฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ไม่นาน ก็ได้รับเสนอชื่อเป็น "ขั้นเยี่ยม" เลื่อนมาเป็นไท่โส่วแห่งตุนหวง ภายหลังลาออกด้วยโรคภัย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นนายกองแห่งตังไฮ่ ยามไปรับตำแหน่งผ่านเมืองสิงหยาง นายอำเภอสิงหยางชื่อเฉาเฮ่าเป็นชาวตุนหวง เคยถูกจ้าวจือเสนอชื่อเป็นเซี้ยวเหลียนสมัยเป็นไท่โส่วตุนหวง จ้าวจือจึงเป็น "ผู้เสนอชื่อ" ของเขา เฉาเฮ่าจึงออกไปต้อนรับข้างทาง จ้าวจือแผ่บุญคุณไม่หวังผลตอบแทน ไม่อยากรบกวนเขา รถจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉาเฮ่าตามไม่ทัน "มองตามฝุ่นไม่ทัน" จึงพูดกับจู่ปู้(7)ว่า "ท่านจ้าวชื่อเสียงสูงส่ง วันนี้ผ่านเขตแดนแล้วไม่ได้พบ ย่อมเป็นที่หัวเราะของชาวใต้หล้า" ว่าแล้วก็ทิ้งตราประจำตำแหน่ง แม้แต่ขุนนางก็ไม่ทำแล้ว ตามไปจนถึงตังไฮ่
เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ได้ถูกเหล่าบัณฑิตเล่าขานกันแล้ว ด้านหนึ่งสรรเสริญจ้าวจือ ด้านหนึ่งสรรเสริญเฉาเฮ่า — จากเรื่องนี้ก็เห็นได้ถึงกระแสนิยมในยุคนั้นที่บัณฑิตให้ความสำคัญกับชื่อเสียง และที่ลูกศิษย์ ขุนนางเก่ามองอาจารย์และผู้เสนอชื่อเป็น "นาย" ตังกุ๋นเอี้ยนเซี่ยนอยู่ติดกับเมืองเฉินหลิว แม้อยู่ในเขตกุนจิ๋ว แต่ห่างจากเองอิมไม่ไกลนัก สองสามร้อยลี้ คนตระกูลซุนต่างเคยได้ยินเรื่องนี้
ลมพัดมาแต่นอกดง มองไปไกลเห็นลำธารระยิบระยับ ที่ใกล้ดงไผ่พลิ้วไหวซู่ซ่า ความเย็นเยือกเสียดเข้าผ้าม่าน อกรู้สึกหนาว
ซุนเจินสั่งขุนนางตำบลที่กำลังอุ่นสุราให้ย้ายฉากกั้นไปทางต้นลมหน่อย รัดเสื้อให้แน่น รำพึงในใจ "ยามข้าพูดคำว่า 'มองตามฝุ่นไม่ทัน' สี่คำ ไม่ได้นึกถึงจ้าวจือกับเฉาเฮ่าเลย" เห็นซุนฮิวทำท่าหยอกล้อ ก็คิดอีกว่า "ก๋งตัดสามารถนึกจากคำว่า 'มองตามฝุ่นไม่ทัน' ไปถึงจ้าวจือได้ แล้วจากนั้นนึกไปถึง 'หากท่านจวิ้นแต่งตั้งข้าจริง ต้องเสนอชื่อเจ้า' ดูท่า การพบท่านจวิ้นคราวนี้เขาได้ผลมาก"
เพียงแต่มีอยู่จุดหนึ่งที่คิดไม่ตก "ปีก่อน เพราะฎีกาของนายอำเภอซ่างลู่หลิง(8) คดีตั่งกู้(9)ตั้งแต่ 'ปู่สายข้าง' ลงมาได้รับการอภัยปลด อันปู่สายข้างนั้น คือพี่น้องของปู่ คนในตระกูลซุนที่ถูกคดีตั่งกู้คือซุนถานกับซุนอวี้ สองคนแม้สิ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการปลด กล่าวคือ พวกบุ๋นเยียกในสาย 'แปดมังกร' เริ่มออกรับราชการได้ตั้งแต่ปีก่อน แต่ก๋งตัดเป็นหลานปู่ของซุนถาน เป็นเครือญาติสายตรง กลับยังคงอยู่ในข่ายต้องห้าม ออกรับราชการไม่ได้ ไยจึงได้รับการปลดจากตั่งกู้ ออกมารับราชการ"
ซุนถานเป็นบุตรพี่ชายของซุนซก กล่าวคือ บิดาของซุนถานเป็นปู่สายข้างของซุนฮก ซุนฮกจึงอยู่ในข่ายได้รับการปลด แต่ทว่าซุนฮิวเป็นหลานปู่ของซุนถาน เป็นเครือญาติสายตรง กลับยังคงอยู่ในข่ายต้องห้าม ออกรับราชการไม่ได้ ในสมองซุนเจินแวบความคิดขึ้นมา นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง "หรือว่า..." ครานั้นจึงถามอย่างใจเย็นว่า "ก๋งตัด หรือว่าท่านจวิ้นจะเสนอชื่อเจ้าเป็นเซี้ยวเหลียน"
…
บัณฑิตยุคฮั่นทั้งสองมีช่องทางออกรับราชการหลัก ๆ สองทาง ทางหนึ่งคือรับการ "คัดเลือก" จากผู้บังคับบัญชา อีกทางหนึ่งคือไต่จากล่างขึ้นบนทางสายขุนนางผู้น้อย
การคัดเลือกมีเค้าโครงมาแต่สมัยเกาจู่ ครั้นถึงสมัยเหวินตี้ก็ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ พัฒนามาจนบัดนี้ การคัดเลือกแบ่งเป็นหลายสาขา เซี้ยวเหลียนเป็นสาขาที่เป็นแบบฉบับที่สุดสาขาหนึ่ง เริ่มใช้มาแต่สมัยฮั่นอู่ตี้แห่งฮั่นก่อนหน้า ครั้งนั้นด้วยข้อเสนอของตงจ้งซู ฤดูหนาวเดือนสิบเอ็ดปีหยวนกวงปีที่หนึ่ง อู่ตี้มีพระราชโองการให้แต่ละแคว้นเสนอชื่อเซี้ยวเหลียนแคว้นละหนึ่งคน นับแต่นั้นจึงเริ่มต้นระบบที่แต่ละแคว้นคัดเลือกเซี้ยวเหลียนปีละครั้งอย่างเป็นทางการ
อันเซี้ยวเหลียนนั้น ก็คือเสนอผู้กตัญญู คัดผู้ซื่อตรง สองอย่างนี้รวมเป็นหนึ่งก็ได้ แยกเสนอก็ได้ บางคราวยังมีพระราชโองการพิเศษ เช่น สมัยพระเจ้าอันตี้และฮ่วนเต้แห่งราชวงศ์ปัจจุบันก็เคยออกโองการพิเศษให้แต่ละแคว้นเสนอผู้ "กตัญญูยิ่ง"
จำนวนเซี้ยวเหลียนนั้น เดิมแต่ละแคว้นเสนอผู้กตัญญูผู้ซื่อตรงอย่างละคน ครั้นถึงสมัยพระเจ้าเหอตี้แห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ปีหย่งหยวนปีที่สี่ที่ห้า คือแปดสิบกว่าปีก่อน พระเจ้าเหอตี้รับข้อเสนอของซือถู(10)ติงหงกับซือคง(11)เล่าฟาง เปลี่ยนเป็นคัดตามสัดส่วนประชากร มีโองการให้แคว้นที่มีประชากรสองแสนเสนอเซี้ยวเหลียนหนึ่งคน ทุกสองแสนคนเสนอเซี้ยวเหลียนหนึ่งคน ต่อมาจึงกลายเป็นกฎตายตัว ภายหลังเพื่อเอื้อเฟื้อแคว้นอำเภอชายแดนห่างไกล จึงออกโองการในปีหย่งหยวนปีที่สิบสาม อนุญาตให้แคว้นชายแดนของสามมณฑลคืออิว เป๋ง เหลียง ที่มีประชากรหนึ่งแสนขึ้นไป เสนอเซี้ยวเหลียนปีละหนึ่งคนได้เช่นกัน เพื่อเปิดทางรับราชการแก่ขุนนางและราษฎรชายแดน
ส่วนการแต่งตั้งหลังได้รับเสนอชื่อเป็นเซี้ยวเหลียนนั้น ในสมัยฮั่นก่อนหน้า เพียงได้รับคัดเลือกเป็นเซี้ยวเหลียนก็ออกรับราชการได้ทันที ไม่ต้องสอบ
ไม่ต้องสอบ เพียงได้รับเสนอชื่อก็เป็นขุนนางได้ ตำแหน่งหน้าที่ก็ได้มาง่ายเกินไป ก็ย่อมมีคนนับไม่ถ้วนแย่งชิงกันจนหัวแตกเพื่อให้ได้รับเสนอชื่อ หากพบขุนนางซื่อตรงสะอาดก็ดีไป แต่หากพบขุนนางที่มีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ "การเสนอชื่อ" ก็กลายเป็นเครื่องมือหาเงินหาประโยชน์ และนอกจากวิญญูชนส่วนน้อยแล้ว คนเรามีใครบ้างไร้กิเลส นานวันเข้า ระบบการคัดเลือกเซี้ยวเหลียนนี้ก็เกิดความเสื่อมโทรมรุงรัง
บ้างรับ "การฝากฝังจากผู้มีอำนาจ" บ้างตระกูลใหญ่เสนอชื่อกันเอง หรือบ้าง "ผู้เสนอชื่อ" หวังแผ่บุญคุณ ก็ "เลือกเอาแต่คนหนุ่มที่จะตอบแทนบุญคุณได้" คือเลือกแต่คนหนุ่มที่ภายหน้าจะตอบแทนได้ ส่วนคนแก่ไม่ว่าจะมีปัญญาหรือไม่ก็ไม่เลือกเลย
ฉะนั้นพอถึงสมัยพระเจ้าจางตี้แห่งราชวงศ์ปัจจุบัน เพื่อขจัดความเสื่อมโทรม เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริง ราชสำนักจึงออกโองการเพิ่มการสอบเข้าไป ทว่ากระแสเสื่อมเสียทั้งหลายเหล่านี้หาได้ถูกระงับไม่ กลับยิ่งรุนแรงขึ้น มาถึงสมัยพระเจ้าชุนตี้ จึงรับข้อทักท้วงของจั่วสยง กำหนดขั้นตอนการสอบไว้อย่างชัดเจนเสียเลย ว่า "บัณฑิตให้สอบสำนักวิชา ขุนนางอักษรให้สอบการร่างหนังสือราชการ"
— อันสำนักวิชานั้น ก็คือวิชาเฉพาะสำนักของอาจารย์คัมภีร์สายใดสายหนึ่ง เทียบกับวิชากฎหมาย ก็เหมือนตำราเสี่ยวตู่ลวี่ที่สืบทอดในตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ซวนปั๋ว หลี่ฝูเหล่าในตำบลนี้เคยเรียนกฎหมายที่ตระกูลกัว วิชาที่เขาเรียนก็คือสำนักวิชาของตระกูลกัว บุนเพ่งเรียนคัมภีร์ที่บ้านซุนฉวี ตระกูลซุนเป็นเชื้อสายซุนเขวี่ยงแห่งยุครณรัฐ มีมหาบัณฑิตสืบทอดมาทุกชั่วคน ก็อาจกล่าวได้ว่าวิชาที่เขาเรียนคือสำนักวิชาของตระกูลซุน
การปฏิรูประบบเซี้ยวเหลียนของจั่วสยงมีสองประการ ไม่เพียงเพิ่มการสอบ ทั้งยังกำหนดอายุไว้ว่า "จำกัดอายุสี่สิบปีขึ้นไป" แต่หาก "มีความสามารถพิเศษ ดังเช่นเหยียนยวนหรือจื่อฉี" คือหากมีความสามารถเหนือคนจริง ก็ไม่จำกัดอายุ ด้วยการปฏิรูปสองประการนี้ อีกทั้งการบังคับใช้อย่างเข้มงวดในสมัยนั้น ระบบการคัดเลือกจึงสะอาดขึ้นได้ระยะหนึ่ง "ได้คนเหมาะสมจำนวนมาก" แต่ทว่าการปกครองของขุนนางทั่วใต้หล้าเสื่อมทรามไปแล้ว สะอาดได้ไม่นาน ความเสื่อมโทรมทั้งหลายในการคัดเลือกก็หวนกลับมาอีก ความมืดมนของการคัดเลือกนั้น เพียงดูจากเพลงพื้นบ้านที่นิยมในปัจจุบันก็พอจะหยั่งรู้ได้บ้าง ว่า "เสนอซิ่วไฉ ไม่รู้หนังสือ คัดเซี้ยวเหลียน พ่อแยกเรือนอยู่"
— อันซิ่วไฉ ก็คือเหมาไฉ เป็นสาขาหนึ่งของการคัดเลือกเช่นกัน น้ำหนักหนักกว่าเซี้ยวเหลียน เซี้ยวเหลียนปีหนึ่งได้หลายร้อยคน แต่เหมาไฉปีหนึ่งมากที่สุดก็เพียงยี่สิบกว่าคน เซี้ยวเหลียนแคว้นเสนอชื่อได้ แต่เหมาไฉเสนอได้แต่สามกง(12) กวงลู่ซวิ้น ขุนนางตรวจการ ซือลี่ มณฑลผู้ว่าฯ อย่างต่ำที่สุดต้องเป็นผู้ว่าฯ มณฑล อีกทั้งหนึ่งมณฑลปีหนึ่งมีเพียงโควตาเดียว เมื่อจำนวนน้อย การแต่งตั้งย่อมหนักตามไปด้วย ผู้ได้รับเสนอเป็นเหมาไฉ ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอพันสือโดยตรง ปกครองดินแดนร้อยลี้ บางคนถึงกับได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นโฉ่วสองพันสือเลยทีเดียว ส่วนการแต่งตั้งเซี้ยวเหลียน ส่วนใหญ่เริ่มจาก "ซ่างซูหลาง" ก่อน แล้วจึงคัดเป็นนายอำเภอ รองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร
ไม่ว่าอย่างไร เซี้ยวเหลียนแม้ไม่หนักเท่าเหมาไฉ แต่สำหรับเหล่าบัณฑิตแล้ว ก็ยังเป็นทางลัดออกรับราชการเส้นหนึ่ง
…
ครั้นได้ยินคำถามของซุนเจิน ซุนฮิวกลับเก็บรอยยิ้ม ถอนหายใจ ว่า "ไม่ปิดบังเจ้า ท่านจวิ้นมีความประสงค์เช่นนั้นจริง ในการสนทนาส่วนตัวหลังงานเลี้ยง เอ่ยถึงว่าอยากเสนอชื่อข้าเป็นเซี้ยวเหลียนในปีหน้า แต่ทว่าตอนนั้นข้าปฏิเสธไปแล้ว แล้วเสนอชื่อเจ้าแทน ข้าเรียนท่านจวิ้นว่า 'แทนที่จะเสนอข้า สู้เสนอเจินจือไม่ได้'"
ครานี้ซุนเจินตกใจจริง ๆ "เสนอชื่อข้าฤๅ"
"เจ้าก็ไม่ใช่ไม่รู้ ข้ายังต้องโทษตั่งกู้อยู่ ต่อให้ได้รับคำมั่นจากท่านจวิ้นว่าจะเสนอเป็นเซี้ยวเหลียน ก็จะมีประโยชน์อันใด"
"แม้บัดนี้ตั่งกู้ยังคงอยู่ แต่ตั้งแต่ปู่สายข้างลงมาได้รับการปลดหมดแล้ว ก๋งตัด ข้ากล้ารับประกันกับเจ้าได้เลย ภายในไม่กี่ปี เจ้าต้องได้ออกรับราชการแน่" ซุนเจินแม้ไม่รู้รายละเอียดประวัติศาสตร์ปลายฮั่น-สามก๊ก แต่รู้แนวโน้มใหญ่ พอจำได้ราง ๆ ว่าหลังกบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือไม่นาน "ตั่งกู้" ก็ถูกยกเลิกทั้งหมด นับนิ้วดูแล้ว บัดนี้ห่างจาก "ปีเจี๋ยจื่อ"(13)ไม่ไกลแล้ว ก็คือเพียงสองสามปีเท่านั้น
ซุนฮิวไม่เชื่อ ยิ้มว่า "เจินจือ เมื่อครู่ที่ข้าว่า 'หากท่านจวิ้นแต่งตั้งข้า' เป็นเพียงพูดเล่น ไยเจ้าก็มาพูดเล่นด้วยเล่า"
ซุนเจินไม่อาจอธิบายให้เขาฟังได้ ได้แต่ว่า "เจ้าจะไม่เชื่อก็ตามใจ เพียงแต่ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้ปฏิเสธเซี้ยวเหลียนนี้เป็นอันขาด ต่อให้ภายในไม่กี่ปีนี้ ตั่งกู้ไม่อาจปลดได้ทั้งหมด แต่บัดนี้ขันทีกุมอำนาจ ราษฎรไร้ที่พึ่ง การปกครองเสื่อมทราม เจ้าลองคิดดู ราชสำนักจะค้ำจุนได้อีกนานสักเพียงใด"
ซุนฮิวสะดุ้งเปลี่ยนสีหน้า กดมือที่กระบี่ เหยียดตัวตรง จ้องตาซุนเจิน ถามว่า "ค้ำจุนได้อีกนานเพียงใด...คำนี้เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"ข้าหมายความว่า ราชสำนักจะค้ำจุนไม่ปลดตั่งกู้ได้อีกนานเพียงใด อย่างมากสิบปี แผ่นดินสวรรค์ต้องปลดตั่งกู้ ใช้คนมีปัญญา ฟื้นฟูราชธรรม เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของปวงชน"
ซุนฮิวถอนหายใจโล่งอก ผ่อนคลายร่างกายลงอีกครั้ง ว่า "ที่แท้เจ้าหมายความเช่นนี้...หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเถิด" กำชับซุนเจินว่า "เจินจือ ตระกูลเราเดิมก็ต้องคดีตั่งกู้อยู่แล้ว เจ้าบัดนี้เพิ่งเป็นขุนนาง สารพัดเรื่องต้องระมัดระวัง อย่าได้พูดพล่อย ๆ เกรงจะนำภัยมาสู่ตัว"
ซุนเจินยิ้มว่า "ไม่ต้องเจ้าบอก ข้าก็รู้"
ตระกูลซุนนั้น ก่อนคดีตั่งกู้มีผู้เป็นขุนนางมากมาย เพียงสายซุนฮกกับซุนฮิวสองสาย ปู่และบิดาที่ออกเป็นจวิ้นโฉ่ว นายกองรัฐสองพันสือก็มีหลายคน ที่เหลือที่ปกครองดินแดนร้อยลี้ เคยเป็นนายอำเภอยิ่งมีมาก ไม่เพียงเป็นตระกูลมีชื่อในหมู่บัณฑิต ทั้งยังเป็นตระกูลสืบราชการ ซุนฮิวเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะว่าไม่ใส่ใจบ้านเมือง ไม่อยากออกรับราชการเป็นขุนนาง เบื้องบนตอบแทนแผ่นดินสวรรค์ เบื้องล่างสร้างคุณแก่ท้องถิ่น เบื้องกลางจารึกชื่อแก่อนุชน ย่อมเป็นไปไม่ได้ พอถูกซุนเจินเปิดประเด็น เอ่ยถึง "บ้านเมือง" ขึ้นมา เขาก็ถอนหายใจครวญครางไม่ขาด
"แผ่นดินสวรรค์เดิมก็เฉลียวฉลาด แต่ไฉนกลับถูกคนชั่ว ขันทีบังตา ปีหลัง ๆ มานี้ ตั้งหงตูเหมินเสว์(14) เปิดสวนซีเอวี๋ยนขายตำแหน่ง การขายตำแหน่งในสวนซีเอวี๋ยนนั้น ก็เหมือนขายของในร้านค้า เอาเครื่องราชศักดิ์ของบ้านเมืองมาตีราคาทีละอย่าง ดุจพ่อค้าขายของ สองพันสือราคาสองพันหมื่น สี่ร้อยสือราคาสี่ร้อยหมื่น สามกง ผู้ว่าฯ มณฑล จวิ้นโฉ่ว นายอำเภอล้วนมีราคา ผู้มีเงินไร้คุณธรรมก็ได้เลื่อนด้วยวิธีนี้ ผู้ไร้เงินมีคุณธรรมได้แต่ทอดถอนใจ ทำให้การปกครองของขุนนางเสื่อมทราม ผู้ซื้อตำแหน่งล้วนไร้คุณธรรม พอรับตำแหน่ง ไม่มีผู้ใดไม่ขูดรีดทั้งวันทั้งคืน อีกทั้งยังขายบรรดาศักดิ์กวานเน่ยโหว ราคาห้าร้อยหมื่น ไฉนราษฎรจะไม่ไร้ที่พึ่งเล่า
"อดีตไท่เว่ยตันจ้งจวี่(15)เคยถวายฎีกาต่อแผ่นดินสวรรค์ว่า เมื่อก่อนสมัยพระเจ้าหมิงตี้ องค์หญิงทูลขอตำแหน่งหลางให้บุตร พระองค์ไม่ทรงอนุญาต พระราชทานเงินพันหมื่นแทน ผู้ใกล้ชิดทูลถาม พระองค์ตรัสว่า 'หลางนั้นเป็นขุนนางฟ้า พึงแต่งตั้งตามคุณธรรม ไฉนจะให้ผู้อื่นตามอำเภอใจได้' บัดนี้ฝ่าบาททรงเอาหลางเทียบกับผักหนึ่งกำ ข้าพระองค์เห็นว่าเป็นเรื่องวิปริต...บัดนี้ แผ่นดินสวรรค์ไม่เพียงเอาหลางมาเทียบผักหนึ่งกำ แต่ยังเอาสามกง จวิ้นโฉ่ว บรรดาศักดิ์โหวมาเทียบเป็นผักหนึ่งกำเสียแล้ว หากท่านไท่เว่ยตันบัดนี้ยังไม่วายชนม์ มาเห็นสภาพปัจจุบัน เกรงว่าคงไม่เพียง 'วิปริต' แค่นั้นเป็นแน่"
ซุนเจินคุกเข่านั่งบนแคร่ในผ้าม่าน วางมือบนเข่า มองไกลออกไปนอกผ้าม่านยังดงไผ่ลำธารใส บนทางตำบลที่ไกลออกไปมีราษฎรสัญจรไปมาเป็นระยะ
เขานิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
ซุนฮิวถอนหายใจครวญครางไม่ขาด หยุดไปครู่หนึ่ง ก็พูดต่อว่า "เมื่อสองปีก่อน ปีกวงเหอปีที่หนึ่ง แผ่นดินสวรรค์ตั้งหงตูเหมินเสว์ ให้พวกคนต่ำช้าได้ดีเพราะวิชาขีดเขียนอักษร รับบำเหน็จเหนือลำดับ อย่างงักซง เจียงหล่าน เริ่นจือ ซืออี๋กวาน เหลียงฮู่ทั้งหลาย ไม่เคยได้ยินว่ามีชื่อด้านความรู้คัมภีร์ แต่กลับโชคดีได้ดีเพราะถ้อยคำสำนวนและฝีมืออักษร บ้างเข้าเป็นซ่างซู ซื่อจง บ้างออกเป็นผู้ว่าฯ มณฑล ไท่โส่ว ถึงกับมีผู้ได้รับสถาปนาเป็นโหวพระราชทานบรรดาศักดิ์ก็มี นี่ไม่เพียงทำลายการปกครองของขุนนาง แต่กำลังขุดรากถอนโคนรากฐานการปกครองของมหาฮั่นของเราแล้ว"
หงตูเหมินเสว์เป็น "สิ่งประดิษฐ์" อย่างหนึ่งของแผ่นดินสวรรค์องค์ปัจจุบัน หงตูเหมิน เป็นชื่อประตูวังด้านเหนือแห่งหนึ่งของลกเอี๋ยง หงตูเหมินเสว์ ก็คือสำนักศึกษาที่ตั้งขึ้นภายในประตูนี้
ก่อนตั้งหงตูเหมินเสว์ สำนักศึกษากลางของจักรวรรดิมีเพียงสองแห่ง แห่งหนึ่งคือไท่เสวีย(16)ที่เปิดรับสามัญชนและบุตรหลานขุนนางบางส่วน อีกแห่งหนึ่งคือซื่อซิ่งเสี่ยวโหวเสว์ เดิมตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับบุตรหลานวงศ์ญาติฮ่องเต้สี่สกุลคือ ตระกูลฝาน ตระกูลกัว ตระกูลอิน ตระกูลม้า ภายหลังเพียงเป็นบุตรหลานชนชั้นสูงก็เข้าเรียนได้ สำนักทั้งสองนี้แม้กลุ่มและขอบเขตการรับนักเรียนต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือล้วนใช้ห้าคัมภีร์เป็นเนื้อหาหลักในการสอน ส่วนหงตูเหมินเสว์นั้นกลับคล้าย "สำนักวิชาศิลปะเฉพาะทาง" ในยุคหลัง ไม่เรียนคัมภีร์ขงจื๊อ เรียนแต่กาพย์กลอน อักษรวิจิตร ภาพเขียนโดยเฉพาะ
ฮั่นได้คนส่วนใหญ่มาจากการคัดเลือก ขุนนางดีแม่ทัพเก่งล้วนเข้ารับราชการเพราะรู้คัมภีร์ แต่นักเรียนในหงตูเหมินเสว์กลับเป็น "ผู้มีศิลปะ" ที่ชำนาญกาพย์กลอนเพลงโคลง อักษรและภาพวาด แผ่นดินสวรรค์องค์ปัจจุบันด้วยรสนิยมส่วนพระองค์จึงมอบหมายหน้าที่สำคัญให้พวกเขา ที่จริงก็คือการ "คัดคนด้วยศิลปะ" นอกเหนือจากการคัดเลือก ซึ่งขัดต่อระบบการคัดเลือกปกติอย่างร้ายแรง โดยอ้อมก็ปิดกั้นทางรับราชการของบัณฑิตผู้เรียนคัมภีร์ ไม่นานก็ถูกบัณฑิตทั่วใต้หล้ารุมต่อต้าน แต่ทว่าแผ่นดินสวรรค์องค์ปัจจุบันกลับดื้อรั้นทำตามใจตน ไม่ฟังเสียงคัดค้านเลยแม้แต่น้อย ยังคงทำตามอำเภอใจดังเดิม
ซุนฮิวเป็นบัณฑิตสายหลัก จึงไม่พอใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง
ซุนเจินกลับพอเข้าใจ "แผ่นดินสวรรค์" อยู่บ้าง คิดในใจว่า "'แผ่นดินสวรรค์' ตั้งหงตูเหมินเสว์ แม้มีสาเหตุจากรสนิยมส่วนพระองค์ ทั้งมีเหตุจากขันทีคอยผลักดัน แต่การคัดเลือกในปัจจุบันก็เสื่อมโทรมมากมาย บ้างผู้มีอำนาจเสนอ บ้างตระกูลใหญ่เสนอกันเอง คนที่ได้มาส่วนมากไม่เหมาะสม ไม่เป็นประโยชน์ต่อราชสำนักหรือท้องถิ่น เพียงเพิ่มอำนาจให้ผู้มีอำนาจและตระกูลใหญ่เท่านั้น อีกทั้งในราชสำนักขันทีกุมอำนาจ บัณฑิตขุนนางต่างจับกลุ่มเป็นพรรคพวก อำนาจตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นก็เข้มแข็งขึ้นทุกที เพลงพื้นบ้านว่า 'หนังสือมณฑลแคว้น ดุจฟ้าผ่า พอได้ราชโองการ ก็แขวนไว้ที่ผนัง'
"'แผ่นดินสวรรค์' ภายในไม่อาจกุมราชสำนัก ภายนอกไม่อาจควบคุมแคว้นอำเภอ คนที่ได้จากการคัดเลือกก็ใช้การไม่ได้ ย่อมคิดบ่มเพาะคนสนิทของตนสักกลุ่ม ภายนอกเพื่อเสริมการควบคุม ภายในเพื่อถ่วงดุลบัณฑิตขุนนาง เกรงว่านี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่พระองค์ใช้ศิษย์หงตูเหมินอย่างมากกระมัง"
ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาขบคิดเองยามปกติ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก็ไม่เอ่ยแก่ "บัณฑิต" อย่างซุนฮิว
เขาเอียงหน้ามองบุนเพ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองซูจั่วผู้น้อยที่คุกเข่าอุ่นสุรา และด่งสีและพวกที่สวมเกราะถือดาบยืนเฝ้านอกผ้าม่าน ยิ้มว่า "ก๋งตัด บัดนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านท่านพี่รอง ทั้งไม่ใช่ยามตระกูลถกคัมภีร์ถกการเมือง เราเพียงออกมาเที่ยวเล่น เจ้าจะมาพูดเรื่องทำลายอารมณ์เหล่านี้ทำไมเล่า"
ตระกูลซุนสืบทอดวิชาความรู้ ในตระกูลร่ำเรียนกันเป็นนิจ ที่จัดตั้งเองก็มีสำนักวิชาตระกูล เพื่อบ่มเพาะกระแสการเรียน ยกระดับความรู้คัมภีร์ของบุตรหลาน ยามปกติทุกสองสามวัน หรือสองสามเดือนครั้ง หรือครึ่งปีครั้ง ก็จะรวมคนรุ่นหลังในตระกูลไว้ที่เดียว ให้พวกเขาตั้งคำถามถกเถียงโต้แย้งกัน คนหนุ่มในตระกูลที่สนใจการเมือง ก็เลียนแบบนี้ มักรวมกลุ่มกับพี่น้องบุตรหลานที่สนิทกันเป็นวงเล็ก ๆ ต่างกลุ่ม นัดกันมาชุมนุมในห้องเดียว ถกเถียงเรื่องบ้านเมือง วิจารณ์บุคคล
— ซุนฮิว ซุนเจินก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งสองมีวงเล็ก ๆ ของตน ที่มาชุมนุมกันเสมอมีอยู่สี่ห้าคน นี่ก็เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างตระกูลใหญ่กับบุตรหลานบ้านยากจน คนเดียวคิดสั้น สองคนคิดยาว เมื่อได้รับการบ่มเพาะเช่นนี้เสมอ อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นนิจ บุตรหลานตระกูลใหญ่จึงมีความเข้าใจคัมภีร์ลึกซึ้งกว่าบุตรหลานบ้านยากจนอย่างเห็นได้ชัด วิสัยทัศน์ก็กว้างไกลกว่า
ซุนฮิวหยิบถั่วเขียวเม็ดหนึ่งจากถาดเคลือบรักบนโต๊ะ โยนเข้าปาก ยกสุราที่เพิ่งอุ่นเสร็จขึ้นดื่มรวดเดียวหมด มองไกลออกไปนอกดงไผ่ เห็นทุ่งนาอุดมต้นกล้าเขียว หมู่บ้านเรียงรายดุจดาว ถอนหายใจว่า "แผ่นดินเช่นนี้ แผ่นดินเช่นนี้...หากเป็นจริงดังที่เจินจือว่า สมมุติว่าวันหนึ่ง ราชสำนักปลดตั่งกู้ของข้า ข้าจะถือกระบี่สามฉื่อ ขึ้นเฝ้าท้องพระโรงสวรรค์ ร่วมวางแผนกับวีรบุรุษ กำจัดภัยให้แผ่นดิน คืนความสงบสุขแก่ใต้หล้า"
ซุนฮิวกับซุนฮกชื่อเสียงเสมอกันในตระกูล แต่อุปนิสัยต่างกัน
ซุนฮกนั้นนุ่มนวลสุภาพมากกว่า ยึดทางสายกลางของขงจื๊อ เคารพคนด้วยมารยาท มองดูดุจหยก
ซุนฮิวเพราะกำพร้าแต่เยาว์ อีกทั้งเฉลียวฉลาดแต่เด็ก ยามอยู่ต่อหน้าคนนอก อาจแสดงท่าระมัดระวัง ไม่เผยความสามารถ ถึงกับทำให้คนเข้าใจว่า "ผู้นี้ขลาดอ่อนแอ" แต่ในฐานะเพื่อนเล่นแต่เด็กที่รู้จักเขาดียิ่งอย่างซุนเจินกลับรู้ว่าเขามีความกล้ายิ่ง อีกทั้งเพราะปู่ทวดซุนอวี้ถูกขันทีปองร้าย ปู่ซุนถานก็พลอยถูกลงโทษให้ต้องห้ามรับราชการตลอดชีวิต จึงเกลียดชังขันทีและคนชั่วเข้ากระดูกดำ
นอกดงไผ่ มีคนสองคนเดินเคียงกันมา
## เชิงอรรถ
(1) หลี่ฝูเหล่า (里父老) — ตำแหน่งกิตติมศักดิ์ระดับหมู่บ้าน ได้รับความเคารพในสังคมสูงกว่าผู้ใหญ่บ้าน (2) เจ้าเมืองพ่อเมือง (乡父母) — คำที่ราษฎรเรียกขุนนางผู้ปกครองท้องถิ่น ดุจบิดามารดา (3) หมู่ (亩) — หน่วยเนื้อที่นา (4) "มองไปยังคุ้งน้ำฉีนั้น ไผ่เขียวขจีงาม" — วรรคจากบท《เว่ยเฟิง·ฉีอู้》ในซือจิง เปรียบวิญญูชนเพียรขัดเกลาตน (5) จ้าวเหวินฉู่ (赵文楚) — จ้าวจือ ขุนนางผู้ "แผ่บุญคุณไม่หวังผลตอบแทน" (6) เซี้ยวเหลียน (孝廉) — การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ ยกย่องผู้กตัญญู (孝) และซื่อตรง (廉) (7) จู่ปู้ (主簿) — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทเจ้าเมือง/นายอำเภอ (8) ซ่างลู่หลิง (上禄令) — นายอำเภอซ่างลู่ ผู้ถวายฎีกาให้ผ่อนปรนคดีตั่งกู้ (9) ตั่งกู้ (党锢) — การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต้านขันที (10) ซือถู (司徒) — หนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายพลเรือน (11) ซือคง (司空) — หนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายโยธาธิการ (12) สามกง (三公) — สามอัครมหาเสนาบดีสูงสุดของราชสำนัก (ไท่เว่ย ซือถู ซือคง) (13) ปีเจี๋ยจื่อ (甲子年) — ปีที่กบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือตามคำขวัญ "ฟ้าครามดับ ฟ้าเหลืองตั้ง ปีเจี๋ยจื่อ ใต้หล้าเป็นสุข" (14) หงตูเหมินเสว์ (鸿都门学) — สำนักศึกษาที่พระเจ้าฮั่นเล่งเต้ตั้งขึ้น ไม่สอนคัมภีร์ขงจื๊อ สอนแต่โคลงกลอน-อักษรวิจิตร-ภาพเขียน บัณฑิตขงจื๊อต่อต้าน (15) ตันจ้งจวี่ (陈仲举) — ตันฝาน อดีตไท่เว่ย บัณฑิตผู้ลือนาม เจ้าของวาทะ "ชายชาตรีพึงกวาดล้างใต้หล้า" (16) ไท่เสวีย (太学) — มหาวิทยาลัยหลวง