# ตอนที่ 178 — ศักราชกวงเหอปีที่หก (ตอนต้น)
ศักราชกวงเหอปีที่หก ฤดูร้อน เกิดความแล้งใหญ่
นอกกำแพงเมืองเอี้ยงเต๊ก ซุนเจินนั่งยอง ๆ อยู่ริมคันนา กอบดินแห้งขึ้นมากำมือหนึ่ง แลออกไปยังท้องนาแดนไกลด้วยใจกังวลยิ่งนัก ปีกลายเกิดภัยแล้ง ยังดีที่จวนมณฑลซื้อข้าวตุนไว้แต่เนิ่น ราษฎรที่อดตายจึงมีไม่มาก ไม่นึกเลยว่าปีนี้จะแล้งอีก ทั้งความแล้งยังหนักหนายิ่งกว่าปีกลาย
ดวงตะวันแผดกล้า อากาศอบอ้าว เขานั่งยองอยู่ริมนาเพียงครู่เดียว ผ้าโพกศีรษะกับเสื้อผ้าก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ด้วยรำคาญด้ามกระบี่ที่ขัดสีกายา เขาจึงเลื่อนกระบี่สั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวไปด้านข้างเสียหน่อย แล้วโบกมือกวักเรียกซวนคางซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลให้เข้ามา
"จงกงเฉากับท่านตู้เฉาเยวี่ยน(1) เมื่อวานพวกเขาไปพบท่านฝู่จวินแล้วหรือ"
"ไปแล้วขอรับ"
"เป็นอย่างไรเล่า"
"ก็ยังไม่อาจกล่อมท่านไท่โส่วได้"
"ท่านฝู่จวินยังไม่ยอมซื้อข้าวอีกหรือ"
"ท่านฝู่จวินว่า ประการหนึ่ง ปีกลายเกิดภัยแล้ง ส่วยอากรในมณฑลก็เก็บได้น้อยลงอยู่แล้ว อีกทั้งเดือนสี่ปีกลาย อดีตไท่โส่วท่านอินก็ซื้อข้าวไว้มากมายแล้วระลอกหนึ่ง ทรัพย์ในท้องพระคลังจึงเหลืออยู่ไม่มาก แท้จริงสิ้นกำลังจะซื้อข้าวเพิ่มอีกแล้ว ประการสอง ปีกลายกับปีนี้แล้งสองปีติดกัน ไม่ใช่มณฑลเราเท่านั้นที่ต้องภัย มณฑลข้างเคียงก็ต้องภัยด้วยกันทั้งสิ้น แม้ในท้องพระคลังจะมีเงิน ก็หาซื้อข้าวไม่ได้"
"ถ้าเช่นนั้น ต่อความแล้งใหญ่ปีนี้ ท่านฝู่จวินมีแบบแผนอันใดเล่า"
"ก็เหมือนหลายคราที่ผ่านมา ท่านฝู่จวินเอาแต่กล่าวว่า 'นี่เป็นภัยจากฟ้า' ว่าจะหมั่นสวดคัมภีร์เซี่ยวจิง(2)ทั้งวันทั้งคืน หมายให้ฟ้าเบื้องบนเกิดเมตตา ประทานฝนลงมาแต่เนิ่น"
ซุนเจินกลั้นแล้วกลั้นอีก ไม่ได้เอ่ยคำว่า "เหลวไหล" สองคำนั้นออกมา ในเมื่อรู้อยู่ว่าเป็นภัยจากฟ้า แล้วการสวดคัมภีร์เซี่ยวจิงสักสองสามเที่ยวจะขอฝนมาได้กระนั้นหรือ เขาขุ่นข้องใจยิ่งนัก สลัดดินแห้งในมือทิ้งลงพื้น แล้วกล่าวว่า "ดูดินมันแห้งเอาเถิด ไม่มีความชื้นแม้สักนิด ไม่มีเงินซื้อข้าว ก็ควรจัดหมู่คนมาทดน้ำเข้านาบ้างไม่ใช่หรือ ไฉนจะทนนั่งดูแผ่นดินแดงเริงร้างพันลี้โดยไม่คิดดูแลแก้ไขเล่า" ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน ร้องสั่งเฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น และองครักษ์ที่อยู่ห่างออกไปว่า "จูงม้ามาเร็ว ข้าจะไปจวนไท่โส่ว ขอเข้าพบท่านฝู่จวิน วิงวอนให้ท่านจัดการบรรเทาภัย"
ซวนคางกล่าวว่า "ท่านซุน เมื่อวานซืนท่านเพิ่งถูกท่านฝู่จวินตำหนิเสียยกใหญ่เพราะไปวิงวอนให้ซื้อข้าว วันนี้จะไปอีกหรือ"
"ฟ้าดินไร้เมตตา ราษฎรล้วนทุกข์ตรม ตัวข้าเป็นถึงตูโหยวฝ่ายเหนือ ไฉนจะนั่งดูดายไม่เหลียวแล อย่าว่าแต่ถูกตำหนิยกหนึ่ง แม้เพราะเหตุนี้จะต้องเสียตำแหน่งไป เรื่องนี้ข้าก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้"
เฉิงเยี่ยนจูงม้ามาให้ ซุนเจินกระโจนขึ้นหลังม้า เงื้อแส้ขับขี่ ควบม้าห้อไปตามทางหลวงดังเสียงกระทบกราว ซวนคาง เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น และคนทั้งหลายต่างรีบร้อนขึ้นรถขึ้นม้าตามกันไป ไล่ตามเขาทัน คนกว่าสิบในขบวนพากันแล่นรุดดังลมพัดฟ้าแลบ มุ่งสู่เมืองเอี้ยงเต๊ก
…
นับแต่ความแล้งใหญ่เมื่อปีกลายล่วงมาแล้วหนึ่งปีเต็ม นับแต่เตียวจื๋อจัดงานเลี้ยงยามค่ำเลี้ยงซุนเจินก็ล่วงมาครบหนึ่งปีบริบูรณ์เช่นกัน
ในปีนี้ได้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายหลายอย่าง
เรื่องใหญ่ที่สุดคือมณฑลได้เปลี่ยนไท่โส่วคนใหม่ อดีตไท่โส่วอินซิ่วด้วยมีผลงานการปกครองโดดเด่น ได้รับการยกย่องจากบัณฑิตและราษฎร เมื่อสามเดือนก่อนจึงถูกเลื่อนเข้ารับราชการในราชสำนัก ไท่โส่วคนใหม่ที่มาแซ่บุน(5) ก็เป็นชาวน่ำเอี๋ยงเช่นกัน เป็นญาติวงศ์ของบุนจิกกับบุนเพ่ง ทว่าออกห้าฝักไปแล้ว นับได้แต่เพียงญาติห่าง ๆ เท่านั้น
ท่านไท่โส่วแซ่บุนผู้นี้ผิดกับอินซิ่ว ความประพฤติการวางตัวล้วนคร่ำครึยิ่งนัก อีกทั้งค่อนข้างดื้อรั้นถือดี หารู้ไม่ว่าเขาหลงเชื่อคำยุยงของผู้ใด หรือว่าขัดตาที่เห็นซุนเจินกับซุนฮกสองพี่น้องเรียงเคียงกันในที่ว่าราชการของมณฑล เกรงว่าอำนาจใหญ่จะตกเป็นรอง กลายเป็นหุ่นเชิดอย่างจงจือหรือเฉิงจิ้น รวมความว่า นับแต่เขาเข้ารับตำแหน่งเป็นต้นมา วันคืนอันรื่นรมย์ของซุนเจินในมณฑลก็ถือว่าถึงคราวสิ้นสุด
หลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน เขาก็กล่าวกับคนสนิทที่นำติดตัวมาจากน่ำเอี๋ยงว่า "พี่น้องตระกูลซุนเรียงเคียงกันในที่ว่าราชการมณฑล กุมอำนาจทั้งในทั้งนอก ร้อนแรงเหลือเกิน นี่หาใช่ความเป็นมงคลของมณฑลไม่ เราควรจะกำจัดเสียคนหนึ่ง ตระกูลซุนเป็นตระกูลมีชื่อ คงไม่โทษเรา" ถ้อยคำชุดนี้ไม่ช้าก็ถูกคนสนิทของเขาแพร่งพรายออกมา
ครานั้น ซุนเจินกำลังออกตรวจอำเภออยู่นอกเมือง ส่วนซุนฮกอยู่ในมณฑล ซุนฮกเป็นคนเฉลียวฉลาดเพียงใดเล่า ได้ยินเสียงพิณก็หยั่งรู้ความนัย พอได้ฟังก็เข้าใจความหมายของท่านไท่โส่วคนใหม่ทันที นี่เขาหมายจะให้สองพี่น้องตระกูลซุนลาออกเองโดยดี หากปรารถนาจะ "กำจัดเสียคนหนึ่ง" ก็เพียงออกคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งตรง ๆ ก็สิ้นเรื่อง ไยต้องเสียเวลาเอ่ยถ้อยคำชุดนี้ให้รุงรังเล่า การที่เอ่ยถ้อยคำชุดนี้ แล้วยังปล่อยให้ถ้อยคำนี้แพร่งพรายออกมา มีความเป็นไปได้อยู่เพียงประการเดียว นั่นคือท่านไท่โส่วคนใหม่ผู้นี้ปรารถนาจะถอดถอนตำแหน่งของพี่น้องตระกูลซุนเสียคนหนึ่ง ทว่ายังเกรงพระทัยต่อชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของตระกูลซุนในมณฑล กลัวจะก่อให้เกิดคำครหา จึงแกล้งกล่าวเช่นนี้ แล้วแกล้งปล่อยถ้อยคำออกไป ไม่พ้นหวังจะให้พี่น้องตระกูลซุนรู้กาลเทศะ ลาออกไปเสียเองคนหนึ่งเท่านั้นเอง
ซุนฮกถวายหนังสือทันที ลาออกด้วยตนเอง ว่า "ใฝ่หาคุณธรรมแห่งผู้สันโดษ ครุ่นคิดจะถอนตัวมานาน" ทั้งยังคืนตราและสายถักขอกลับบ้าน ท่านไท่โส่วแซ่บุนแสร้งปลอบใจไปสองสามคำอย่างเสแสร้งไม่จริงใจ ก็รับตราและสายถักคืน ปล่อยให้เขากลับบ้านไป วันรุ่งขึ้นก็แต่งตั้งคนสนิทผู้หนึ่งเข้ารับตำแหน่งจู่ปู้แห่งมณฑลแทน
ครั้นซุนเจินตรวจอำเภอกลับมา ทราบเรื่องนี้เข้า ก็รีบไปหาท่านไท่โส่ว ขอลาออกด้วยตนเองบ้าง
ท่านไท่โส่วแซ่บุนกลับบันดาลโทสะขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ตวาดว่า "เจ้ากับน้องเจ้าจะเอาเยี่ยงสองขงหรือ รอให้ถึงคราวแย่งกันรับโทษตายแล้วค่อยมาเถิด"
ซุนเจินไม่นึกเลยว่าเขาจะลากไปถึงเรื่อง "สองขง" จึงตกใจสะดุ้ง แล้วถอยออกมาไม่กล่าวอันใดอีก
"สองขง" ที่ว่านั้นหมายถึงขงโพกับขงหยงสองพี่น้อง ครั้งเกิดเหตุกวาดล้างพรรคพวก เตียวเจี่ยนหลบหนีระหกระเหินอยู่ตามแดนไกล เคยไปขอพึ่งพิงขงโพที่บ้านตระกูลขง บังเอิญขงโพไม่อยู่บ้าน ขณะนั้นขงหยงเพิ่งอายุได้สิบสองขวบ เตียวเจี่ยนเห็นว่ายังเด็กนัก จึงไม่ได้บอกความจริงแก่เขา ขงหยงมองออกถึงความลำบากใจของเตียวเจี่ยน จึงกล่าวว่า "แม้พี่ข้าจะไม่อยู่ ข้าจะเป็นเจ้าของบ้านไม่ได้หรือ" จึงรับให้เขาพักอยู่ ภายหลังความแตก เตียวเจี่ยนหลบหนีไป ขงโพกับขงหยงถูกจับขังคุก ขงหยงกล่าวว่า "ผู้ที่ให้เตียวเจี่ยนพักคือข้า" ขงโพกล่าวว่า "เขามาขอพึ่งข้า หาใช่ความผิดของน้องไม่" สองพี่น้องแย่งกันรับโทษตาย อำเภอกับมณฑลตัดสินไม่ได้ จำต้องส่งสำนวนขึ้นทูลขอวินิจฉัยต่อราชสำนัก ในที่สุดจึงตัดสินลงโทษขงโพ ขงโพก็ต้องโทษตายด้วยเหตุนี้
การที่ซุนเจินกับซุนฮกแย่งกันลาออก แต่เดิมก็เป็นเรื่องงาม "พี่รักน้องนบ" ไม่นึกเลยว่าจะถูกท่านไท่โส่วแซ่บุนลากไปโยงกับเรื่อง "สองขงแย่งกันรับโทษตาย" ซึ่งแฝงนัยข่มขู่อยู่ลึก ๆ ครั้นซุนเจินถอยออกมา ก็ครุ่นคิดทบทวนซ้ายขวา หาเข้าใจไม่ คิดไม่ตกว่าเหตุไฉนท่านไท่โส่วคนใหม่ผู้นี้จึงบันดาลโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้ คราวที่ได้สนทนาเล่นกับซีจื้อไฉ จึงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ซีจื้อไฉตรองอยู่ครู่หนึ่งก็หยั่งรู้ต้นสายปลายเหตุ
เขากล่าวว่า "ท่านกับบุ๋นเยียกแย่งกันลาออก ก็เป็นพี่รักน้องนบอยู่จริง ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านบุนฝู่จวินจะกลายเป็นคนเช่นไรเล่า ท่านกับบุ๋นเยียกยิ่งได้ชื่อเสียงงดงามเพียงใด เขาก็ยิ่งได้ชื่อเสียงอันเลวร้ายเพียงนั้น เขาจะไม่เคืองได้อย่างไร"
ซุนเจินถึงบางอ้อ ยิ้มขื่นไม่หยุด แล้วกล่าวว่า "ถ้าพูดเช่นนี้ ก็เป็นข้าที่ทำผิดไป"
"ท่านไม่ได้ผิด บุ๋นเยียกก็ไม่ได้ผิด ที่ผิดนั้นผิดอยู่ที่ท่านบุนฝู่จวินผู้นี้ใจคอไม่กว้างขวางพอ ทั้งยังไม่เฉลียวฉลาดพอ"
"อ้อ"
"หากเขาใจคอกว้างขวาง ประการแรกก็จะไม่บีบให้ท่านกับบุ๋นเยียกลาออก หากเขาเฉลียวฉลาด เมื่อเห็นท่านกับบุ๋นเยียกแย่งกันขอลาออก ก็ควรเชิญบุ๋นเยียกกลับมาในทันที เช่นนี้ ทั้งจะส่งเสริมชื่อเสียงพี่รักน้องนบของท่านกับบุ๋นเยียก ทั้งจะส่งเสริมชื่อเสียงรักปราชญ์ใช้ปราชญ์ของตัวเขาเองด้วย แต่เขากลับไม่เพียงไม่เชิญบุ๋นเยียกกลับ ยังเอาเรื่อง 'สองขงแย่งกันรับโทษตาย' มาข่มขู่ท่าน นับว่ามืดมัวถึงที่สุด ฯลฯ เจินจือเอ๋ย อดีตฝู่จวินถึงจะไม่อาจกำจัดความชั่ว แต่ก็อาจส่งเสริมความดี ส่วนฝู่จวินคนใหม่ใจแคบถึงเพียงนี้ วันคืนต่อไปของท่านเกรงว่าจะอยู่ยากเสียแล้วล่ะ"
ที่ซีจื้อไฉคาดการณ์นั้นไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็นเพราะกลัวจะได้ชื่อเสียงอันเลวร้าย ในขณะเดียวกันก็ยำเกรงชื่ออันสูงส่งของตระกูลซุน ในวันคืนต่อมา ท่านไท่โส่วแซ่บุนก็ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งซุนเจินอีก ทว่าทุกครั้งที่พบหน้าเขา ก็มักทำเฉยเไม่นไม่ไยดี
ภายหลังซุนเจินก็คิดได้ เจ้าไม่แยแสข้า ข้าก็เพิ่งจะได้ทุ่มเทกำลังไปฝึกฝนพวกนักเลงพอดี เลยถือโอกาสว่างเว้นคราวนี้ เริ่มสอนวิชาพิชัยสงครามให้ชาวตำบลตะวันตกอย่างเป็นทางการเป็นแบบแผน
ก็ไม่ได้สอนทุกคน สอนแต่ผู้ที่เป็น "สือจ่าง"(3) ขึ้นไปเท่านั้น ทุก ๆ ห้าวันรุ่นหนึ่ง รุ่นละห้าคน ให้พวกเขาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมายังเรือนตูโหยวในเมืองเอี้ยงเต๊ก พอเลิกงานออกจากที่ว่าราชการก็ปิดประตูไม่ออกไปไหน บ้างก็บรรยายวิชาพิชัยสงครามสำนักต่าง ๆ ให้พวกเขาฟัง ชี้แจงหลักสำคัญของการฝึกพลตามความเข้าใจส่วนตน บ้างก็เล่าตัวอย่างศึกครั้งโบราณให้ฟัง ผนวกเข้ากับหลักทฤษฎี เขาเทียบเคียงภูมิประเทศภูเขาแม่น้ำ เมืองป้อมและไพรพฤกษ์ของเองฉวน แล้วให้เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น และซวนคางทำกระบะทรายจำลองภูมิประเทศ(4)ขนาดใหญ่ขึ้นมา ครั้นเกิดอารมณ์ครึกครื้น ก็แบ่งคนออกเป็นสองฝ่าย ซ้อมวางกลศึกกันบนกระบะทรายจำลองนั้น
นับรวมทั้งซุนเจินด้วย ชาวตำบลตะวันตกเหล่านี้ไม่มีสักคนเดียวที่เคยผ่านศึกสงครามมา อย่างมากก็เป็นเช่นเฉินเปา ที่ทางบ้านมีผู้ใหญ่เคยตามทัพไปรบกับชาวเกี๋ยง ชาวเซียนเปย แต่ก็ล้วนเป็นเพียงพลทหารชั้นเลวเท่านั้น แท้จริงต่างก็ไม่ได้รู้จักสงครามที่แท้จริง ทว่านี่หาได้กระทบความสนใจที่พวกเขามีต่อ "การสงคราม" ไม่ ชายชาตรีคนใดเล่าจะไม่ใฝ่ฝันถึงการสร้างความชอบที่ชายแดน โดยเฉพาะในยุคสมัยอย่างฮั่นทั้งสองยุค ที่ราษฎรมีนิสัยกล้าหาญห้าวหาญ มุ่งมั่นบากบั่น
ทุกคนต่างร่ำเรียนกันอย่างสนุกสนานไม่รู้เบื่อ ซุนเจินก็พอดีได้อาศัยโอกาสนี้พิเคราะห์ความสามารถในการคุมพลของชาวตำบลตะวันตก "วางแผนศึกบนหน้ากระดาษ" นั้นย่อมเอามาเป็นที่พึ่งไม่ได้ ทว่าหากแม้แต่ "วางแผนศึกบนหน้ากระดาษ" ยังทำไม่ได้ดี ครั้นถึงสมรภูมิจริงก็คงยิ่งใช้การไม่ได้
ทุก ๆ ห้าวันมีวันหยุดพักหนึ่งครั้ง ครั้นถึงวันหยุดพัก เขาก็ไม่กลับบ้าน บางคราก็ดื่มสุราหาความสำราญกับซีจื้อไฉและพวก บางคราก็พาคนไปยิงสัตว์ล่าเนื้อที่ตำบลตะวันตก
…
พูดถึงตำบลตะวันตก ปีนี้สวี่จ้งกับเจียงฉินทำได้ดีไม่น้อย ชื่อเสียงเลื่องลือของเจียงฉินก็เป็นไปดังที่ซุนเจินคาดหวังไว้จริง ลือกระฉ่อนไปทั่วแดนใต้ของมณฑล บัดนี้เขาไม่ใช่ "แปะฉินแห่งตะวันตกเมือง" อีกต่อไป หากเป็น "แปะฉินแห่งใต้มณฑล" แล้ว แม้แต่ท่านบุนฝู่จวินซึ่งเป็นไท่โส่วที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของเขา เคยถามบุนเพ่งว่า "แปะฉินเจียงแห่งตำบลตะวันตกเองอิมเป็นผู้ใดกัน"
อินซิ่วจากไป จูฉ่างนายอำเภอเองอิมก็ถูกย้ายไปนานแล้วตั้งแต่ปลายปีกลาย บุนจิกอาของบุนเพ่งติดตามจูฉ่างไปด้วย ส่วนบุนเพ่งไม่ได้ไป ยังคงอยู่ที่เองอิม ร่ำเรียนวิชาอยู่ในสำนักของซุนฉวี ท่านไท่โส่วแซ่บุนแม้จะไม่เกรงใจซุนเจิน แต่ต่อบุนเพ่งซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ก็ยังดูแลเอาใจใส่อยู่ ตั้งใจจะเลื่อนเขาเข้าจวนมณฑล แต่งตั้งให้เป็นเสมียนสักตำแหน่ง ทว่าบุนเพ่งไม่พอใจท่าทีที่เขามีต่อซุนเจิน จึงปฏิเสธโดยอ้างว่า "อายุยังน้อย ยังไม่ได้สวมกวาน"
ด้วยมีทรัพย์และอำนาจของซุนเจินคอยหนุนหลัง สวี่จ้งกับเจียงฉินจึงสร้างชื่อเสียงโด่งดังมากมายเพียงนั้น เหล่านักเลงผู้กล้าตามอำเภอและตำบลต่าง ๆ ทางแดนใต้ของมณฑลส่วนใหญ่ล้วนคบหากับพวกเขา ผู้กล้าที่มาขอเข้าร่วมก็หลั่งไหลไม่ขาดสาย หมู่คนใต้บังคับของพวกเขาขยายตัวขึ้นถึงเท่าตัว บัดนี้มีอยู่กว่าสองร้อยคน เรือนหลังแยกก็พักกันไม่ลงเสียแล้ว นอกจากเหลือคนส่วนน้อยไว้เฝ้าเรือน ที่เหลือทั้งหมดย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ที่สร้างเสร็จใหม่
คฤหาสน์ที่สร้างเสร็จใหม่อยู่ที่ศาลาฝานหยางนี่เอง ซื้อที่ดินจากบ้านเฝิงก่งมา อยู่ไม่ไกลจากเรือนของตระกูลเฝิง เพื่อบังตาคน สวี่จ้งกับเจียงฉินทำตามคำสั่งของซุนเจิน กว้านซื้อนาเพิ่มอีกหลายร้อยหมู่ไว้รอบ ๆ เรือน บอกแก่คนภายนอกแต่เพียงว่าที่เลี้ยงคนไว้มากมายเช่นนี้ก็เพื่อทำไร่ไถนา
อีกทั้งทำตามคำสั่งของซุนเจิน สวี่จ้งได้ไปกว้านซื้อบ่าวร่างกำยำราวสี่สิบห้าสิบคนจากตลาดค้าทาสตามที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ยามปกติให้บ่าวเหล่านี้รับหน้าที่ทำไร่ไถนา ยามว่างเว้นจากการเพาะปลูก บ่าวเหล่านี้ก็ถูกจัดให้ฝึกซ้อมยิงธนูเช่นเดียวกับชาวบ้านที่รับการฝึกอยู่ที่ศาลาฝานหยาง ด้วยมีทรัพย์สินที่ริบมาจากบ้านตระกูลเสิ่นและกั๋วจั๋วคอยหนุน การจะติดอาวุธให้บ่าวเหล่านี้กับเหล่านักเลงผู้กล้าที่มาเข้าร่วมจึงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง นอกจากติดอาวุธให้พวกเขาแล้ว ยังเหลืออาวุธสั้นยาว ธนูหน้าไม้ และเกราะเบาอีกมากมาย เก็บสำรองไว้ในคฤหาสน์ก่อน
ทุกคราที่ซุนเจินไปตำบลตะวันตก ส่วนมากก็พำนักอยู่ในคฤหาสน์หลังใหม่นี้
คฤหาสน์ตั้งอยู่ที่ศาลาฝานหยาง มีข้อดีอยู่หลายประการ ทุก ๆ ไม่กี่วันก็ได้พบเฉินเปากับเฝิงก่งครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังได้ตรวจตราความเป็นไปของการฝึกชาวบ้านในศาลาฝานหยางไปในตัว ทั้งยังได้พบปะกับหยวนพ่านและคนรู้จักเก่าแก่แห่งศาลาฝานหยางอยู่เนือง ๆ จากบ้านสวี่จ้งก็อยู่ไม่ไกล จึงไปเยี่ยมเยือนบ้านเขาได้บ่อย ทั้งสะดวกให้สวี่จ้งได้ดูแลมารดาและน้องชายผู้เยาว์ของตนด้วย
นับแต่ท่านไท่โส่วแซ่บุนมาถึง ซุนเจินอยู่ที่เมืองเอี้ยงเต๊กก็มักรู้สึกอึดอัดขัดเคือง ครั้นถึงตำบลตะวันตกครั้งใด ก็พลันรู้สึกโล่งใจสบายอก ครั้นนานวันเข้า เขาก็เกิดความคิดที่จะขอลาออกด้วยตนเองอีกโดยไม่รู้ตัว ที่กลับมามีความคิดเช่นนี้อีก ไม่ใช่เพียงเพราะหนทางราชการไม่ราบรื่นเท่านั้น หากเป็นเพราะแลเห็นการลุกฮือของกบฏโพกผ้าเหลืองใกล้เข้ามาทุกที ปีนี้เป็นศักราชกวงเหอปีที่หก ปีกุ่ยไห่ ปีหน้าก็จะเป็นปีเจี่ยจื่อแล้ว นั่นก็คือว่า อีกไม่ถึงปีหนึ่ง กบฏโพกผ้าเหลืองก็จะลุกฮือ
ในเวลากว่าสามปีที่ออกรับราชการมานี้ เขาจากที่มีเพียงม้าตัวเดียวหอกเล่มเดียว เติบใหญ่มาจนบัดนี้มีนักเลงใต้บังคับกว่าสองร้อย ชาวบ้านที่ผ่านการฝึกกว่าร้อย นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ภายใต้การคืบใกล้เข้ามาวันแล้ววันเล่าของกบฏโพกผ้าเหลือง เขาก็อยากจะวางงานราชการลงเสียจริง ๆ ทุ่มเทกำลังจัดระเบียบหมู่คนและกำลังที่รวบรวมมาให้เรียบร้อยเสียที ที่จนบัดนี้ยังไม่ได้ลาออก หาใช่เพราะกลัวจะยั่วโทสะไท่โส่วอีกครั้งไม่ หากเป็นเพราะไม่นึกเลยว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้งใหญ่อีกครั้ง
ปีหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองก็จะลุกฮือ ปีนี้ก็เกิดภัยแล้งอีก หากบรรเทาภัยไม่ได้ผล เหตุการณ์อันคับขันที่จะต้องเผชิญในปีหน้าก็พอจะนึกเห็นได้ เขาพอจำได้ว่า กบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือในราวเดือนสอง ช่วงเดือนสองเดือนสามนั้นกำลังเป็นยามข้าวเก่าหมดข้าวใหม่ยังไม่ออกรวง ทั้งยังมาประจวบเหมาะตกอยู่หลังภัยแล้งพอดี ครั้นกบฏโพกผ้าเหลืองยกธงขึ้นเมื่อใด ราษฎรในมณฑลที่ไม่มีข้าวกินก็จำต้องแห่กันไปเข้าด้วยเพื่อเอาชีวิตรอด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องระงับความคิดที่จะลาออกไว้ก่อน หวังจะกล่อมให้ท่านไท่โส่วแซ่บุนทำตามแบบอย่างที่อินซิ่วเคยทำเมื่อปีกลาย คือไปซื้อข้าวจากมณฑลอื่น
หารู้ไม่ว่าท่านไท่โส่วแซ่บุนผู้นี้ไม่ได้เอาคำของเขามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ด้วยความจนปัญญา เขาจึงหารือกับจงฮิว ตู้อิ้ว และคนอื่น ๆ ขอให้พวกเขาช่วยกล่อม กล่อมอยู่หลายครั้ง ทีแรกท่านไท่โส่วแซ่บุนก็เพียงแก้ตัวบ่ายเบี่ยง ภายหลังกลับเอาแต่กล่าวว่า "ราษฎรไม่รู้จักจารีต จึงเกิดภัยจากฟ้า เราจะจุดธูปอาบน้ำชำระกาย สวดคัมภีร์เซี่ยวจิงต่อฟ้าเบื้องบน เพื่อกล่อมเกลาราษฎร ราษฎรเพียงรู้จักจารีตและความกตัญญู ภัยแล้งก็จะหายไปเอง"
นี่ช่างทำให้คนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้เสียจริง
…
ตะวันแผดเปลวดั่งเพลิง ลมร้อนพัดกระทบใบหน้า
ซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า ฝ่ายหนึ่งก็ขับม้าควบไป อีกฝ่ายหนึ่งก็หวนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต เขานึกในใจว่า "ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้ท่านฝู่จวินจะไม่ยอมซื้อข้าว คราวนี้ข้าก็จะต้องกล่อมให้ท่านจัดหมู่คนต้านภัยแล้งบรรเทาทุกข์ราษฎรให้จงได้"
——
## เชิงอรรถ
(1) จงกงเฉา / ท่านตู้เฉาเยวี่ยน — "จงกงเฉา" คือจงฮิว (จงฮิว) ขณะดำรงตำแหน่งกงเฉา (หัวหน้าฝ่ายบุคคล ผู้ช่วยมือขวาของเจ้าเมือง); "ตู้เฉาเยวี่ยน" คือตู้อิ้ว เสมียนแซ่ตู้ผู้ดำรงตำแหน่งเฉาเยวี่ยน (หัวหน้าแผนกในจวนมณฑล) ภายหลังเนื้อเรื่องเรียกทั้งสองด้วยชื่อตัวว่าจงฮิวและตู้อิ้ว
(2) คัมภีร์เซี่ยวจิง — คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญูในสำนักขงจื๊อ ที่ท่านไท่โส่วแซ่บุนอ้างว่าจะสวดทั้งวันทั้งคืน หวังให้ฟ้าเมตตาประทานฝนแก้ภัยแล้ง
(3) สือจ่าง — หัวหน้าหมู่ทหารหน่วยสิบคน ("สือ" ในที่นี้คือหน่วยทหารสิบคน ไม่ใช่หน่วยตวงข้าว)
(4) กระบะทรายจำลองภูมิประเทศ (ซาผาน) — กระบะหรือแท่นที่ก่อจำลองภูมิประเทศ ภูเขาแม่น้ำ เมืองป้อมและไพรพฤกษ์ ใช้สำหรับซ้อมวางกลศึก
(5) ท่านไท่โส่วแซ่บุน — (เชิงอรรถของผู้เขียน) ในศิลาจารึก《ไว่หวงลิ่งเกาเปียวเปย》มีกล่าวถึงท่านไท่โส่วแซ่บุนผู้นี้ ความโดยสังเขปว่า "จวี่จู่" (ผู้ชุบเลี้ยงเสนอชื่อ) ของเกาเปียว คือท่านฝู่จวินแซ่บุนชาวน่ำเอี๋ยง ไท่โส่วแห่งเองฉวน ถูกเรียกตัวขึ้นถิงเว่ย เกาเปียวจึงทิ้งตำแหน่งติดตามเขาเข้าเมืองหลวง เดือนหก วันปิ่งเซิน ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด ถึงแก่กรรมกลางทาง
ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ดก็คือศักราชจงผิงปีที่หนึ่ง เกาเปียวถึงแก่กรรมกลางทางในเดือนหก ดังนั้นท่านไท่โส่วแซ่บุนน่าจะถูกเรียกตัวขึ้นถิงเว่ยในราวเดือนห้าเดือนหก ช่วงเวลานี้พอดีอยู่หลังจากที่ฮองฮูสง จูฮี และโจโฉตีกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนแตกยับ ปราบเองฉวนราบคาบแล้ว การถูกเรียกตัวขึ้นถิงเว่ยในเวลานี้ ย่อมแสดงว่าท่านไท่โส่วแซ่บุนผู้นี้ไม่ได้ทำหน้าที่ไท่โส่วให้สมบูรณ์ครบถ้วนในคราวรับราชการที่เองฉวน ต้องรับผิดต่อ "ความวุ่นวายของกบฏโพกผ้าเหลือง" แห่งเองฉวนในระดับหนึ่ง
"(เกาเปียว) มี 'จวี่เจียง' (ผู้ชุบเลี้ยง) คือท่านฝู่จวินแซ่บุนชาวน่ำเอี๋ยง ไท่โส่วแห่งเองฉวน ถูกเรียกตัวขึ้นถิงเว่ย ฯลฯ (เกาเปียว) สละตำแหน่งมุ่งหน้าตามคุณธรรม เสมียนและราษฎรพากันเหนี่ยวรั้งรถไว้ ฯลฯ ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด ฯลฯ เดือนหก วันปิ่งเซิน ถึงแก่กรรม"