สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 177 ชมหรือติย่อมแล้วแต่ผู้คน

20 นาที· 4.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 177 — ชมหรือติย่อมแล้วแต่ผู้คน

ครั้นออกจากคฤหาสน์ตระกูลเตียวแล้ว เหล่าคนติดตามที่ระวังรักษาอยู่ในตรอกก็พากันกรูเข้ามาล้อมรอบ ซุนเจินไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดกับพวกเขามากนัก สั่งตรง ๆ ว่า "กลับที่พัก" คนทั้งหลายจูงม้ามาให้ ต่างพลิกตัวขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าฝ่าแสงดาวแสงเดือนควบม้าห้อกลับที่พัก

เตียวจื๋อกับเสิ่นสวิ่นนั้นต่างกัน

เสิ่นสวิ่นละเมิดกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรง ทั้งยังขัดขืนการจับกุม จะฆ่าก็ฆ่าได้ ส่วนเตียวจื๋ออย่างน้อยในค่ำคืนนี้ก็ยังไม่ได้ละเมิดกฎหมาย เพียงแต่ "เลี้ยงต้อนรับ" ซุนเจินเท่านั้น ซุนเจินจึงไม่มีข้ออ้างจะฆ่าเขา ฆ่าไม่ได้ อีกทั้งยังอยู่ในบ้านของเตียวจื๋อ ลำพังที่รักษาตัวไม่ให้ถูกหยามได้ก็นับว่าเก่งกาจยิ่งแล้ว เพราะฉะนั้น ครั้นข่มท่วงท่าของเตียวจื๋อลงได้ชั่วคราวและออกมาได้โดยราบรื่นแล้ว ซุนเจินจึงเกรงนักว่าเตียวจื๋อจะอับอายจนแปรเป็นโทสะ จึงรีบเร่งกลับที่พักเสียก่อนโดยไม่รอช้า

เคราะห์ดี ตลอดทางก็ราบรื่นดี จวบจนกลับเข้าถึงในที่พัก ก็ไม่เห็นคนของบ้านเตียวจื๋อตามมา

ถึงตอนนี้ซุนเจินจึงมีเวลาตอบคำถามต่าง ๆ นานาของเหล่าคนติดตามที่ถามกันระงม ภายนอกเขาทำสงบนิ่ง แต่ในใจหัวเราะอย่างขมขื่นว่า "นี่แลคือที่ว่า 'ต้นไม้อยากนิ่งแต่ลมไม่หยุดพัด' เพิ่งออกจากตำบลตะวันตกมาได้เดือนเศษ ก็ไปก่อความบาดหมางกับบ้านเตียวเหยียงและบ้านเตียวต๋งเสียแล้วทั้งสอง"

ราชการแผ่นดินมืดมน เหตุการณ์บ้านเมืองเน่าเฟะ จะทำการสิ่งใดก็ไม่ใช่ง่าย แม้ไม่ได้กลัวการตอบโต้แก้แค้นของพวกเขา ก็อดจะรู้สึกหนักอกอยู่บ้างไม่ได้ พอคลายความหนักอกลงได้ เขาก็หาความรื่นรมย์ในความขมขื่นอีกครั้ง ตรึกตรองในใจว่า "เตียวเหยียง เตียวต๋ง คือสองขันทีผู้กุมอำนาจใหญ่ที่สุดในราชสำนักเวลานี้ เหล่าขุนนางบัณฑิตไม่มีผู้ใดไม่เกลียดชัง ข้าได้ลงมือฆ่าเสิ่นสวิ่นด้วยมือตนมาก่อน ค่ำคืนนี้ยังชักกระบี่กลางวงเลี้ยง ดุด่าเตียวจื๋ออย่างเกรี้ยวกราด ชื่อเสียงอันงดงามว่า 'ไม่ยำเกรงผู้มีอำนาจ' นั้นย่อมหนีมิพ้นข้าเป็นแน่"

ในยุคสมัยที่ชื่อเสียงเป็นตัวแทนของทุกสิ่งนี้ การเอาความหนักอกเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไปแลกกับชื่อเสียงอันงดงามที่จะได้รับการสรรเสริญไปทั่วใต้หล้าในภายภาคหน้า นับว่าเป็นการซื้อขายที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ก็เป็นดั่งที่เขาคาดคะเนไว้ วันรุ่งขึ้น คำที่เขา "กล่าวเตือน" เตียวจื๋อในงานเลี้ยงค่ำที่บ้านตระกูลเตียวว่า "ขอเตือนใต้เท้า นับแต่นี้ไปจงอยู่อย่างสงบและรักษากฎหมาย หากไม่เชื่อฟังคำสอนของข้า ถึงท่านจะเป็นหลานของเตียวฉางสื้อ(1) ก็จงดูหวังฝู่กับฉุนหยูเติงเป็นอุทาหรณ์รถคันหน้า(2) ไว้เถิด" นั้นก็แพร่สะพัดออกไปอย่างไม่ทันรู้ตัว เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองเอี้ยงเต๊ก

ชาวเมืองได้ยินแล้วต่างก็พากันชื่นชมไม่หยุด ยกย่องเขา กล่าวว่า "บัดนี้ได้ตูโหยวผู้เด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง เป็นวาสนาของชาวเมือง" ทว่าในโลกนี้แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีคนใดดีพร้อมทุกประการ ทั้งไม่เคยมีการใดที่ได้รับคำสรรเสริญพร้อมเพรียงจากทุกผู้ทุกคน เมื่อมีคนชื่นชมเขา ก็ย่อมมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับวาจาและการกระทำของเขาในงานเลี้ยง พากันว่าเขา "ปัญญาไม่พอ" แล้วเฝ้ามองอย่างเย็นชาดุจทำนายไว้ล่วงหน้าว่า "คอยดูเถิด อีกไม่ช้าก็ต้องพ่ายแพ้"

"วาสนาของชาวเมือง" ก็ดี "คอยดูความพ่ายแพ้" ก็ดี ล้วนเป็นเพียงคำชมคำติด้วยปากเปล่าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดอันเรื่องนี้นำมาก็คือ นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ตระกูลคหบดีใหญ่ในเมืองเอี้ยงเต๊ก เช่นตระกูลฉุนหยู ตระกูลหวง เป็นต้น ตลอดจนทาสและปินเค่อในบ้านเตียวจื๋อ ต่างก็สงบเสงี่ยมลงมาก ความสงบเรียบร้อยในเมืองก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกนักเลงและคนพาลในตลาดและตรอกซอกซอยต่างก็เก็บงำเขี้ยวเล็บ บางคราวพบขบวนรถม้าของซุนเจินกลางถนน ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานตระกูลผู้มีอำนาจ หรือนักเลงคนพาล ต่างก็เห็นเงาก็หลบลี้หนีหายกันทุกคน

ราษฎรได้รับประโยชน์อันแท้จริงมากที่สุด เพลงเด็กที่ขับว่า "ซุนเจินจือ ไฉนจึงมาช้านัก" ก็ยิ่งขับขานกึกก้องขึ้นทุกที

ไท่โส่วอินซิ่วก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน จึงเรียกเขาไปยังโถงประชุมเป็นการเฉพาะ ถามถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น

ครั้นถามจบ อินซิ่วไม่ได้กล่าววิจารณ์สิ่งใด ทั้งไม่ได้พูดถึงสิ่งใด เพียงยิ้มกล่าวว่า "เมื่อวันก่อน(3) ท่านเฟ่ยรองข้าหลวง(4) เคยมาหาข้า ว่าเหตุที่ตั้งแต่เดือนสี่มาฝนไม่ตกหลายวันติดกัน ล้วนเป็นเพราะท่านเข่นฆ่ามากเกินไป จนราษฎรแค้นเคืองเดือดดาล รบกวนเทวประสงค์เบื้องบน จึงขอให้ข้าปลดท่านออกเสีย นี่ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งสิ้น ข้าก็ปฏิเสธเขาไปต่อหน้าเลย หากมีข่าวลือใดแพร่ออกไป ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ"

ซุนเจินคำนับขอบคุณ รับคำอย่างนอบน้อมสำรวม

หากดูจากคำพูดภายนอกของอินซิ่ว ดูเหมือนเขาจะสนับสนุนซุนเจินอยู่มาก แต่หากดูจากการกระทำที่ตามมา ก็พอเห็นได้ว่าแท้จริงเขาทนนิสัย "เด็ดเดี่ยวซื่อตรง เกลียดชังความชั่ว ไม่ยำเกรงวงศ์ญาติผู้สูงศักดิ์" ของซุนเจินไม่ไหวแล้ว — ติดต่อกันถึงหนึ่งเดือน เขาไม่ได้ส่งซุนเจินออกไปตรวจหัวเมืองแม้สักครั้งเดียว

ในเรื่องนี้ซุนเจินได้เตรียมใจไว้แต่เนิ่นแล้ว

อินซิ่วเป็นคนที่ยกย่องความดีได้ แต่กำจัดความชั่วไม่ได้ การที่เขาไม่ได้ปลดและลงโทษซุนเจินเพราะเหตุที่ไปก่อความบาดหมางกับบ้านเตียวต๋งและบ้านเตียวเหยียงติด ๆ กัน ก็นับว่าดีอยู่แล้ว อย่าได้หวังเลยว่าเขาจะปล่อยมือเท้าซุนเจินให้เป็นอิสระอีก ปล่อยให้เขาฟันแหลกฆ่าแหลกตามใจ

ฯลฯ

เมื่อไท่โส่วไม่ให้ออกตรวจหัวเมือง ซุนเจินก็พอใจที่ได้ว่างเว้นเช่นนี้

ทุกวันก็เพียงไปนั่งที่สำนักตูโหยวของตนสักหน่อย พอเลิกงานก็อ่านหนังสือท่องคัมภีร์ ฝึกธนูฝึกกระบี่บ้าง หรือไม่ฉะนั้นก็ชวนซุนฮก ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว และมิตรสหายเพื่อนร่วมราชการที่คุ้นเคยมาดื่มสุราเล็กน้อย สนทนากันอย่างผ่อนคลาย

ตรากตรำมาสองปีกว่า อยู่ ๆ ก็ได้ว่างลง แม้จะไม่ค่อยคุ้นชินอยู่บ้าง แต่หากมองในแง่ดี นี่ก็เป็นโอกาสอันหายากที่จะผูกไมตรีกับมิตรสหายให้กว้างขวางออกไป

บัดนี้เขาก็นับเป็น "ผู้มีนาม" ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่คนหนึ่งในเมืองเองฉวนแล้ว "การตรวจหัวเมืองทางเหนือ" ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่เวทีของเหล่าตระกูลบัณฑิตอย่างเป็นทางการ ปรากฏกายต่อหน้าเหล่าบัณฑิต ส่วน "การดุด่าเตียวจื๋อกลางวงเลี้ยง" ก็ทำให้เขาเลื่องชื่ออีกครั้ง เป็นที่จับตามองทั่วทั้งเมือง ค่อย ๆ เป็นไป นอกจากซุนฮก ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว เป็นต้นแล้ว ที่ "เรือนพักตูโหยว" ของเขาก็เริ่มมีบัณฑิตทั้งชาวเอี้ยงเต๊กและจากต่างถิ่นมาเยือนถึงประตู

ในจำนวนนี้มีผู้ที่รู้จักกันมาแต่เก่า เช่นซินผี ซินเปง เจ่าจือ ตู้สี ฝานชิน หลี่เจียน เหล่าคนหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ที่เคยพบกันมาที่ตำบลตะวันตก ทั้งยังมีลูกหลานตระกูลบัณฑิตที่ไม่เคยพบกันมาก่อน คนเหล่านี้บ้างก็มาเยือนเพราะเลื่อมใสในกิตติศัพท์ ตั้งใจมาหาเขาโดยเฉพาะ บ้างก็เดินทางผ่านเมืองเอี้ยงเต๊ก จึงแวะมาพบเขาเสียหน่อย ไม่ว่าจะรู้จักกันมาเก่าหรือเพิ่งพบกันครั้งแรก เขาก็ต้อนรับด้วยความนุ่มนวลสุภาพอ่อนโยน เพียงน่าเสียดายที่ผลของการต้อนรับนั้นไม่สู้จะเป็นที่พอใจนัก

เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่มหาบัณฑิต ทั้งไม่ได้ช่ำชองในด้านโคลงกลอนบทประพันธ์ บัณฑิตที่มาเยือนเหล่านี้ อย่างฝานชิน เป็นผู้มีพรสวรรค์อันลือชื่อ ตั้งแต่เยาว์วัยก็ได้ชื่อในด้าน "พรสวรรค์ทางอักษรและการโต้ตอบเฉียบไว" ไปทั่วแคว้น อีกอย่างตู้สี หลี่เจียน บรรพชนและบิดาของเขาล้วนมีชื่อเสียงในอดีต สืบทอดวงศ์ขุนนางบัณฑิตต่อกันมาหลายชั่วคน สืบคัมภีร์เป็นมรดกตระกูล ล้วนช่ำชองในคัมภีร์ลัทธิหยูอย่างลึกซึ้ง เมื่อปินเค่อนั่งสนทนากัน บ้างก็ถกเรื่องโคลงกลอนบทประพันธ์ บ้างก็นั่งถกธรรมกัน จุดด้อยของเขาก็เผยออกมาจนหมดสิ้น โดยมากแล้ว ซุนฮกผู้เป็นน้องร่วมตระกูลและเป็นบุตรหลานคนหนุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของตระกูลซุนก็มักอยู่ร่วมด้วย ยิ่งขับให้เห็นว่าวิชาความรู้ของเขาด้อยลงไปอีก

ด้วยเหตุนี้ ก็ย่อมมีบัณฑิตที่ดูแคลนเขา ติเตียนเขาว่าแตกฉานคัมภีร์ไม่ลึกซึ้ง ผู้ที่สุภาพหน่อยก็วิจารณ์เขาสักคำว่า "วิชาความรู้ไม่พอ" ผู้ที่ไม่สุภาพก็พูดตรง ๆ ว่าสนทนากับเขาแล้ว "ทำให้คนรู้สึกจืดชืดไร้รส" ยิ่งกว่านั้น พวกที่ถือดีในพรสวรรค์ของตน หยิ่งทะนงปากร้ายใจแคบ ก็ยังเหยียดหยามลับหลังว่า "เด็กอ่อนหัดก็ดังได้เหมือนกันรึ"

ที่ใดมีคำยกย่องก็ย่อมมีคำเหยียดหยาม ที่ใดถูกตำหนิก็ไม่เคยขาดคำชื่นชม เช่นเดียวกับเรื่อง "ดุด่าเตียวจื๋อ" ก่อนหน้านี้ ชาวเมืองมีทั้งคนที่ชมเขาว่า "เด็ดเดี่ยวซื่อตรง" และคนที่ว่าเขา "ปัญญาไม่พอ" คำวิจารณ์ของเหล่าบัณฑิตที่มีต่อเขาก็ไม่ได้มีแต่คำเหยียดหยามเสียทั้งหมด แต่ก็มีอย่างหลี่เซวียนที่ให้ค่ากับวิชาความรู้อันใช้การได้จริงมากกว่าคัมภีร์และโคลงกลอน คนเหล่านี้ต่างก็ยกย่องเขาอย่างยิ่ง เช่นเจ่าจือ ผู้เป็นยอดคนของอำเภอเอี้ยงเต๊กเป็นต้น

หลังจากที่ได้สนทนากับเขาอย่างออกรสตลอดวันตลอดคืนแล้ว เจ่าจือก้าวออกจากประตูเรือนพักตูโหยวก็เปล่งเสียงรำพึงด้วยความประทับใจว่า "ภายใต้กิตติศัพท์อันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่มีคนกลวงเปล่า"

ครั้นกลับถึงบ้าน บิดาและพี่ชายของเขาถามว่า "เมื่อวานไปไหนมา หายไปทั้งคืนไม่กลับบ้าน"

เขาตอบว่า "ไปพบผู้นำในวันข้างหน้าของแคว้นเรามา"

"ผู้ใดเล่าคือผู้นำในวันข้างหน้า"

"เป่ยปู้ตูโหยวซุนเจินจือ"

บิดาและพี่ชายของเขาประหลาดใจยิ่งนัก "ฝานชิน ตู้สี หลี่เจียน ต่างก็พากันว่าเจินจือแม้องอาจห้าวหาญเปี่ยมล้น แต่น่าเสียดายที่ไร้วิชาความรู้ ห่างชั้นจากบุ๋นเยียกกับก๋งตัด(5)ลิบลับ ไฉนเจ้าจึงกล่าวแต่ผู้เดียวว่าเขาคือ 'ผู้นำในวันข้างหน้า' ของแคว้นเรา" คำว่าผู้นำในวันข้างหน้า คือผู้นำของแคว้นเองฉวนในกาลข้างหน้า คำวิจารณ์นี้นับว่าสูงเกินไป

เจ่าจือกล่าวว่า "ข้ากับเจินจือถกเรื่องคัมภีร์ก่อน เขาสู้ข้าไม่ได้ ต่อมาถกเรื่องโคลงกลอนบทประพันธ์ เราสองคนรบกันคู่คี่ไม่แพ้กัน ต่อมาอีกถกเรื่องภูมิประเทศขุนเขาลำเนาน้ำของแต่ละถิ่น ข้าสู้เขาไม่ได้ สุดท้ายถกเรื่องการเมืองได้เสียของราชวงศ์ก่อน ๆ ในแต่ละสมัย และคุณโทษของการปกครองบ้านเมืองในราชสำนักปัจจุบัน เขาเหนือกว่าข้าตั้งพันลี้ ข้ามองตามแทบไม่เห็นแม้ฝุ่นที่เขาทิ้งไว้ หลี่เซวียนแห่งอำเภอเซียงเซียว่าสนทนากับเจินจือแล้ว 'ทำให้คนลืมความเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้สึกถึงการล่วงเลยไปของวันคืน' เป็นเช่นนั้นจริง ๆ"

ที่ว่า "ผู้อยู่ในวงย่อมหลงทาง" นั้น เมื่อถกเรื่องคัมภีร์และบทประพันธ์ ซุนเจินสู้คนเก่งคนหนุ่มในยุคนี้ไม่ได้ แต่หากถกถึงทิศทางความเป็นไปของประวัติศาสตร์ทั้งหมด เปรียบเทียบคุณโทษของการปกครองบ้านเมืองในราชวงศ์ก่อนกับราชวงศ์ปัจจุบัน ตลอดจนคาดการณ์อนาคต อนุมานว่าบ้านเมืองและหมู่ชนจะดำเนินไปในทิศทางใดแล้ว เขากลับเป็นผู้ที่มีสิทธิ์พูดมากที่สุดในเวลานี้ ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้ข้ามภพมาก็อยู่ตรงนี้แล การ "หยั่งรู้อนาคต" อันเปรียบดั่งความสามารถของ "ผู้รู้ล่วงหน้า" นี้ ในสายตาของนักคัมภีร์อาจไม่ถือเป็นสิ่งใด แต่ในสายตาของ "ผู้มีฝีมือใช้การได้จริง" อย่างเจ่าจือกลับเป็นเรื่องใหญ่หลวงราวฟ้าถล่มดินทลายทีเดียว

ว่าอีกอย่างหนึ่ง หลี่เซวียนกับหลี่เจียนต่างก็เป็นลูกหลานของหลี่อิง(6) แต่คนทั้งสองกลับวิจารณ์ซุนเจินดีร้ายต่างกัน ก็นับว่าน่าขัน

เมื่อครั้งซุนเจินยังไม่มีชื่อเสียงนั้น เหล่าญาติร่วมตระกูลของเขาก็วิจารณ์การกระทำที่เขา "ขออาสาเป็นนายกองศาลา" ไปต่าง ๆ นานา ดีบ้างร้ายบ้าง บัดนี้เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว ชาวแคว้นและเหล่าบัณฑิตก็ยังคงวิจารณ์เขาดีบ้างร้ายบ้างอยู่อย่างเดิม มีเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน เป็นหูเป็นตาให้ คำที่ยกย่องเขา เขาก็ได้ยิน คำที่เหยียดหยามเขา เขาก็ได้ยินด้วย เขาไม่มีความสามารถจะไปห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น สิ่งเดียวที่ทำได้ดีก็คือท่าทีจากใจของตนเอง ท่าทีของเขานั้นเรียบง่ายยิ่งนัก คือ จะชมจะติย่อมแล้วแต่ผู้คน

หลังงานเลี้ยงค่ำที่บ้านเตียวจื๋อผ่านไปไม่นาน เขาก็ได้รับข่าวคราวหนึ่ง ข่าวนี้เสี่ยวเซี่ยเป็นผู้สืบมาได้ว่า "เมื่อวานมีคนเห็นเล่าเติ้งกลางถนน"

"อ้อ"

เสี่ยวเซี่ยกล่าวอย่างระมัดระวังว่า "เขาขี่ม้าตามอยู่ข้างหลังปอเหลียน"

"อือ"

"ดูท่าทางเหมือนถูกปอเหลียนชักชวนไปเข้าด้วย"

"อ้อ"

"ต้องให้พวกข้าน้อยทำสิ่งใดหรือไม่"

"หือ ทำสิ่งใด"

"พวกอาเยี่ยนโกรธกันมาก เล่าเติ้งรู้อยู่เต็มอกว่าปอเหลียนคบหากับเตียวจื๋อ แต่กลับไปสมัครเข้าใต้ชายคาเขาเสียอีก ช่างไม่เป็นเรื่องเสียเลย"

"ข้าเคยพูดไม่ใช่หรือว่านับแต่นี้ไปห้ามผู้ใดเอ่ยชื่อเล่าเติ้งต่อหน้าข้า"

"ขอรับ ขอรับ"

เสี่ยวเซี่ยแอบชำเลืองดูสีหน้าของซุนเจิน เห็นเขาหน้านิ่งดุจน้ำ มองไม่ออกว่าดีใจหรือโกรธ คาดเดาความในใจไม่ถูก ก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

ฯลฯ

ถึงกลางเดือนสี่ ฟ้าก็ยังไม่มีฝน

อินซิ่วถือศีลชำระกายอยู่หลายวันแล้ว ก็พาเหล่าเสมียนเจ้าพนักงานน้อยใหญ่ในที่ว่าการมณฑล เดินทางไกลไปยังเขาซงซานไม่ย่อท้อ ขึ้นสู่ที่สูงเพื่อบวงสรวงขอฝน ตากแดดกล้าอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ไม่ได้ผลสิ่งใด จวบจนต้นเดือนห้า จึงมีน้ำฝนโปรยปรายลงมาประปรายไม่กี่หยด ตกเป็นฝนเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง

ทุกคราวที่ได้หยุดพักกลับบ้าน ซุนเจินก็มักตรวจดูไร่ข้าวสาลีตามรายทางเสมอ หัวเมืองและตำบลต่าง ๆ แม้จะรับคำสั่งจากที่ว่าการไท่โส่ว ระดมกำลังคนจำนวนมากขนน้ำมาสู้ภัยแล้งช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลนัก การเพาะปลูกในฤดูร้อนปีนี้คงต้องเสียหายไปแน่ ราษฎรต่างหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความกลุ้มกันทั่วหน้า ยังดีที่อินซิ่วเชื่อฟังคำเสนอของซุนฮก รีบลงมือซื้อข้าวจากต่างถิ่นแต่เนิ่น ข้าวที่ซื้อมาก็ทยอยขนกลับเข้าสู่มณฑลไม่ขาดสาย พอจะปลอบขวัญใจราษฎรให้สงบลงได้บ้าง

ต้นเดือนห้า วันรุ่งขึ้นหลังฝนตก พระราชโองการฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาถึงที่ว่าการมณฑล เถี่ยกวานจ่าง(นายเหล็ก)คนใหม่ได้รับการแต่งตั้งลงมาแล้ว ผู้นั้นก็คือเสิ่นหรงนั่นเอง

——

## เชิงอรรถ

(1) เตียวฉางสื้อ — หมายถึงเตียวเหยียง หนึ่งในขันทีผู้ทรงอำนาจปลายยุคฮั่น ดำรงตำแหน่ง "ฉางสื้อ" คือขันทีคนสนิทประจำองค์ฮ่องเต้ เตียวจื๋อเป็นหลานของเตียวเหยียง (ต้นฉบับว่า "จางฉางสื้อ") ทั้งนี้ตระกูลเตียวเหยียงกับตระกูลเตียวต๋งต่างเกี่ยวดองเป็นพวกเดียวกัน

(2) อุทาหรณ์รถคันหน้า — สำนวนหมายว่าความผิดพลาดของคนรุ่นก่อนเป็นบทเรียนเตือนคนรุ่นหลัง ดุจรถคันหน้าพลิกคว่ำ คันหลังพึงระวัง หวังฝู่กับฉุนหยูเติงล้วนเป็นขันทีผู้มีอำนาจที่ภายหลังถูกกำจัดล้างวงศ์ ซุนเจินยกมาเตือนเตียวจื๋อว่าผู้มีอำนาจล้นฟ้าก็ไม่อาจหนีพ้นจุดจบเช่นนั้นได้

(3) เมื่อวันก่อน — ต้นฉบับใช้อักษรพ้องรูปคลาดเคลื่อน (เขียน "เยว่" แทน "รื่อ") พึงอ่านเป็น "เมื่อวันก่อน"

(4) ท่านเฟ่ยรองข้าหลวง — ในต้นฉบับคือ "เฟ่ยเฉิง" คือเฟ่ยช่าง อดีตเป่ยปู้ตูโหยว (ตูโหยวฝ่ายเหนือ) ผู้ดำรงตำแหน่ง "จวิ้นเฉิง" คือรองข้าหลวงมณฑล ผู้ช่วยรองจากไท่โส่ว

(5) บุ๋นเยียกกับก๋งตัด — คือชื่อรองของซุนฮก (บุ๋นเยียก) และซุนฮิว (ก๋งตัด) สองยอดบัณฑิตคนหนุ่มแห่งตระกูลซุน

(6) หลี่อิง — มหาบัณฑิตชื่อก้องปลายยุคฮั่น ผู้นำพรรคปัญญาชน เคยเป็นแม่ทัพตู้เหลียวตีชนเผ่าเซียนเปย ภายหลังสละชีพในเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกบัณฑิต หลี่เซวียนและหลี่เจียนต่างก็เป็นลูกหลานของหลี่อิง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป