สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 232 ผู้นี้เป็นวีรชนซื่อตรงผู้ทรงคุณวิเศษ

45 นาที· 10.4K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 232 — ผู้นี้เป็นวีรชนซื่อตรงผู้ทรงคุณวิเศษ

ก่อนยกทัพลงใต้ ยังมีกิจอีกหลายอย่างที่ต้องสะสาง

อย่างหนึ่งคือการจัดการเชลยศึก

เมื่อตีคืนได้ทั้งสองอำเภอ คือเซียงเซียกับอำเภอเกียบ จับเชลยได้หลายพันคน จำต้องจัดวางให้เหมาะสม เพื่อจัดวางคนเหล่านี้ ซุนเจินตรองอยู่ไม่น้อย

มีสองข้อที่จัดการยาก ข้อแรกฆ่าหมู่เสียมิได้ ข้อสองจะคงไว้ในสองอำเภอก็มิได้ หากฆ่าหมู่เสีย จะก่อความแค้นในหมู่กบฏโพกผ้าเหลือง ครั้นพลทหารกบฏได้ยินว่าเชลยถูกฆ่าหมดสิ้น ก็ย่อมจะสู้ตายเป็นแน่ มิเป็นผลดีต่อการศึกข้างหน้า ครั้นจะคงไว้ในสองอำเภอ หากวันใดก่อการกำเริบขึ้น แม้จะเสียสองอำเภอนี้ไปก็เป็นเรื่องเล็ก แต่ทัพที่ยกลงใต้ไปช่วยฟู่เฉิงจะสิ้นทางถอยร่น นั่นจึงจะเป็นเรื่องยุ่งยาก

วิธีที่ดีที่สุดย่อมคือรับเข้าสังกัด ทว่าในยามนี้กลับมิเหมาะ กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนเพิ่งชูธงก่อกบฏได้ไม่นาน แม้พ่ายที่เอี้ยงเต๊กครั้งหนึ่ง แล้วยังเสียเมืองอีกสองแห่ง ขวัญกำลังอาจตกต่ำลง แต่ความเหนียวแน่นยังคงอยู่ ประการหนึ่ง พี่น้องเตียวก๊กยังหาได้ตายไม่ กำลังตีเมืองยึดแดนอยู่ที่กิจิ๋ว ประการที่สอง พวกเขายังมีกำลังอีกหลายหมื่น ประการที่สาม กบฏโพกผ้าเหลืองในเขตยีหลำ น่ำเอี๋ยง และเขตอื่นที่ติดกับเองฉวน บุกตะลุยอย่างดุเดือด ผู้คนก็มากกว่า มีถึงหนึ่งสองแสนคน กล่าวคือมาบัดนี้ กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนยังหาถึงคราวสิ้นหวังหมดอาลัยไม่ อาจยังหวังชัยอยู่ ในความเป็นไปเช่นนี้ หากรับเชลยเข้าสังกัดก็เสี่ยงนัก ยิ่งกำลังในมือของซุนเจินมีเพียงราวสองพันคนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตรองแล้วตรองเล่าหลายหน

ครั้นได้ปรึกษากับซุนฮิวและซีจื้อไฉแล้ว ซุนเจินก็รับเอาความเห็นของซีจื้อไฉ ซึ่งว่า "ในหมู่พลกบฏมีพ่อลูก พี่น้องที่เข้าเป็นกบฏด้วยกันอยู่มาก พึงคัดเลือกชายฉกรรจ์ออกมาจากในนั้น ผู้ใดมีทั้งพ่อทั้งลูกให้เลือกเอาพ่อ ผู้ใดมีทั้งพี่ทั้งน้องให้เลือกเอาพี่ จัดตั้งเป็นพลสละชีพ แล้วส่งลูกส่งน้องของเขาไปคุมตัวไว้ที่เอี้ยงเต๊ก ยามรบให้ขับพ่อและพี่ผู้เป็นพลสละชีพรุดหน้าเข้าตี ใช้พลสวมเกราะคุมแนวอยู่เบื้องหลัง หากผู้ใดลังเลไม่รุดหน้า ให้ตัดศีรษะเสียทันที ทั้งให้ตัดศีรษะลูกและน้องที่ส่งไปเอี้ยงเต๊กของผู้นั้นด้วย เช่นนี้ พ่อย่อมห่วงลูก พี่ย่อมห่วงน้อง จักต้องสู้ตายเป็นแน่"

วิธีคัดเลือกของซีจื้อไฉมีเหตุผลแยบยล เหตุใดจึงมิเลือกลูกหรือน้องเป็นพลสละชีพ แต่กลับเลือกพ่อและพี่เล่า? เสือดุร้ายเพียงใดก็มิกินลูกตน ผู้เป็นพ่อย่อมรักใคร่บุตรเป็นแน่ แต่ผู้เป็นลูกมิแน่ว่าจะกตัญญูต่อบิดา ฉะนั้นจึงเลือกพ่อเป็นพลสละชีพ คงลูกไว้เป็นตัวประกัน พี่ใหญ่ย่อมเป็นดั่งบิดา ผู้เป็นพี่โดยมากจะคอยดูแลน้อง แต่ผู้เป็นน้องมิแน่ว่าจะดูแลพี่ ฉะนั้นจึงเลือกพี่เป็นพลสละชีพ คงน้องไว้เป็นตัวประกัน

ซุนฮิวได้ฟังก็สรรเสริญยิ่งนัก กล่าวว่า "อุบายนี้ใช้การได้"

ซุนฮิวกับซีจื้อไฉแม้ต่างเป็นผู้มีสติปัญญากลศึกทั้งคู่ แต่สองคนนี้มิเหมือนกัน ซุนฮิวค่อนข้างไป "ทางตรง" ซีจื้อไฉค่อนข้างไป "ทางพิสดาร" อันนี้เกี่ยวเนื่องกับสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูและการศึกษาที่ทั้งสองได้รับ ซุนฮิวเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง ผู้ใหญ่ในตระกูลล้วนเป็น "วิญญูชน" ที่บัณฑิตทั่วแผ่นดินกล่าวขานยกย่องและเลื่อมใสยิ่ง เติบใหญ่ในเรือนของ "วิญญูชน" ได้รับอิทธิพลจากคำสอนในตระกูล จึงสง่าผ่าเผยเที่ยงตรง สามารถดำเนินอุบายอันสง่างามเที่ยงตรง แต่ไม่ถนัด "กลพิสดารแยบคายเฉียบคม" ส่วนซีจื้อไฉเป็นบุตรตระกูลยากไร้ ในยุคที่ให้ความสำคัญแก่แซ่สกุล เพื่อให้ได้ผงาดเหนือผู้อื่น การใช้กระบี่เฉือนทางพิสดารก็เป็นเรื่องปกติ

ซุนเจินหัวเราะ กล่าวว่า "วิธีนี้ดีมิใช่น้อย แต่ในหมู่เชลยก็มีอีกมากที่เข้าเป็นกบฏโดยลำพังคนเดียว ต่อคนเหล่านี้เล่า จื้อไฉ เจ้ามีกลพิสดารอันใดอีกหรือ?"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "เข้าเป็นกบฏโดยลำพังคนเดียว ตายก็ตายไป มิมีสิ่งใดให้ห่วงพะวง ต่อคนเหล่านี้ข้าก็จนปัญญาเสียแล้ว"

ซุนเจินตัดสินใจ กล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ส่งพวกเขาไปเอี้ยงเต๊กเสียด้วยเถิด"

กล่าวตามจริง ซุนเจินมิสู้เต็มใจนักที่จะส่งเชลยเหล่านี้ไป ทหารที่ปอไซทิ้งไว้รักษาสองอำเภอนั้นล้วนเป็นพลฉกรรจ์แข็งแรง เชลยหลายพันคนก็คือพลฉกรรจ์หลายพันคน! หากรับเข้าสังกัดได้ กำลังของฝ่ายตนย่อมขยายได้กว่าเท่าตัว เพียงแต่น่าเสียดายที่เงื่อนไขในยามนี้มิเอื้อให้ทำเช่นนั้น

เขาตบปากด้วยความอาลัยอาวรณ์

ปรึกษาเรื่องนี้ลงตัวแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง

นั่นคือความเป็นไปของฟู่เฉิงในขณะนี้

ในเมื่อตัดสินใจยกลงใต้ไปช่วยฟู่เฉิง ทั้งวางอุบายล่อข้าศึกซุ่มทัพไว้แล้ว ก็ต้องรู้ความเป็นไปของฟู่เฉิงให้แจ่มแจ้งดั่งเห็นในฝ่ามือ จึงจะรู้เขารู้เราได้ ครั้นตีเซียงเซียลงและกวาดล้างพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่ตกค้างในอำเภอเสร็จ ซุนเจินก็ส่งหน่วยสอดแนมจำนวนไม่น้อยลอบข้ามแม่น้ำยีไปสืบข่าวแถบฟู่เฉิง ตั้งแต่ยามเช้า หน่วยสอดแนมกลับมาไม่ขาดสาย จนถึงยามบ่ายได้ข่าวสารมากว่าสิบกระแส วาดภาพความเป็นไปของฟู่เฉิงออกมาได้

เมื่อปอไซและเหอมั่นมาถึงเชิงกำแพงเมืองแล้ว ได้แบ่งกำลังหลายหมื่นออกเป็นสามส่วน

ส่วนหนึ่งสองพันกว่าคน ลาดตระเวนอยู่ฝั่งใต้แม่น้ำยี

ซุนฮิวกล่าวว่า "นี่ย่อมเป็นการป้องกันมิให้พวกเรายกลงใต้"

ส่วนหนึ่งสี่ห้าพันคน ตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลจินเชอเซียง ห่างฟู่เฉิงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ยี่สิบลี้ ตำบลจินเชอเซียงอยู่ระหว่างฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยง ครั้งกระโน้นพระเจ้ากวงอู่หลังศึกคุนเอี๋ยง ยกตียึดแดนเองฉวน เคยตีฟู่เฉิงแต่ตีมิได้ จึงถอยมาตั้งทัพ ณ ที่นี้ และได้ขุนพลพฤกษ์ใหญ่(1) เฝิงอี้ ชาวฟู่เฉิง ผู้เป็นหนึ่งใน "ยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ" ที่นี่

ซุนฮิวกล่าวว่า "ปอไซแบ่งทัพมาตั้งค่าย ณ ที่นี้ คงเพื่อป้องกันมิให้คุนเอี๋ยงและอำเภออื่นมาช่วยฟู่เฉิง" ห้าอำเภอบนฝั่งใต้แม่น้ำยี ฟู่เฉิงอยู่ตะวันตกสุด ถัดมาคือคุนเอี๋ยง ถัดมาคืออู่หยาง ถัดมาคือติ้งหลิง ถัดมาคือเอี๋ยนเซี่ยน

นอกจากสองส่วนนี้แล้ว ก็คือทัพหลวงที่ปอไซและเหอมั่นนำเองโดยตรง รวมหกเจ็ดหมื่นคน

หกเจ็ดหมื่นนี้เป็นเพียงตัวเลขกะประมาณ การจัดทัพของกบฏโพกผ้าเหลืองสับสน ธงทิวก็มิเป็นแบบเดียวกัน ค่ายที่ตั้งก็มิเป็นระเบียบ ตรงนี้กลุ่มหนึ่งตรงนั้นกลุ่มหนึ่งระเกะระกะ ยากจะมองออกว่ามีกำลังเท่าใดแน่ ทำได้แต่กะตัวเลขขึ้นมา อย่าว่าแต่หน่วยม้าสอดแนมของซุนเจินจะสืบจำนวนกำลังพลมิได้ แม้แต่ปอไซและเหอมั่นเองก็เกรงว่าจะมิรู้แน่ว่าพวกตนมีพลทหารกี่คนกันแน่

หกเจ็ดหมื่นนี้แบ่งเป็นสองส่วนอีก

ส่วนหนึ่งเหอมั่นบังคับบัญชา มุ่งตีกำแพงด้านตะวันออกของฟู่เฉิงเป็นหลัก ส่วนนี้มีราวหมื่นกว่าคน อีกส่วนหนึ่งปอไซบังคับบัญชา ล้อมกำแพงอีกสามด้านที่เหลือของฟู่เฉิงไว้ เหตุที่ปอไซและเหอมั่นเลือกทิศตะวันออกของฟู่เฉิงเป็นทิศบุกหลักนั้นมีเหตุผล คือนอกอำเภอฟู่เฉิงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ภูมิประเทศขรุขระ มิเหมาะแก่การจัดทัพตั้งกระบวน ยากจะเป็นทิศบุกหลัก ด้านใต้ไม่ไกลมีบึงใหญ่ ป่าไม้ร่มครึ้ม ก็มิเหมาะเป็นทิศบุกหลัก มีแต่ด้านตะวันออกเท่านั้น ที่ทั้งภูมิประเทศราบเรียบ กระจายกำลังพลได้กว้าง อีกทั้งมิมีบึงหรือป่าไม้ จึงเหมาะแก่การบุกหลัก

ตามที่หน่วยม้าสอดแนมกลับมาแจ้ง เหอมั่นเข้าตีฟู่เฉิงอย่างดุเดือดยิ่งนัก เขานำคนเข้าทะยานบุกเอง ทั้งจัดวางนายทหารคุมแนวไว้เบื้องหลังกระบวนเข้าตีเมือง พลทหารผู้ใดถอยร่นก็ตัดศีรษะ ณ ที่นั้นทันที ระหว่างหยุดทัพอยู่ที่เซียงเซียและอำเภอเกียบ ปอไซได้บทเรียนจากการตีเอี้ยงเต๊กครั้งก่อนซึ่งตีมิแตก จึงสั่งให้คนโค่นต้นไม้ประดิษฐ์เครื่องตีเมืองขึ้นไม่น้อย เครื่องตีเมืองเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้ในการตีเมืองครั้งนี้ทั้งสิ้น

ม้าสอดแนมมองแต่ไกล เห็นแต่ "พลกบฏ" ใต้กำแพงด้านตะวันออกของฟู่เฉิงดั่งกระแสน้ำหลาก คราวหนึ่งมีบันไดเมฆ(2) สิบกว่าอันพาดขึ้นกำแพง หากอันใดถูกทำลายหรือผลักล้มจนใช้มิได้ ก็มีบันไดเมฆอันใหม่มาแทนทันที พลทหารกบฏโพกผ้าเหลืองนับพันนับหมื่นรุดหน้าเข้าตีกันไม่ขาด เสียงโห่ร้องฆ่าฟันสะเทือนฟ้า ม้าสอดแนมหมอบอยู่ไกลหลายลี้ก็ยังได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน รู้สึกได้ถึงแผ่นดินสะเทือนเพราะพลทหารจำนวนมากรุดหน้าเข้าไป

ม้าสอดแนมเหล่านี้ล้วนเคยร่วมศึกเอี้ยงเต๊กมาแล้ว ครั้นแจ้งข่าวศึกเสร็จก็มักจะเสริมต่ออีกประโยคหนึ่งว่า "ครั้งปอไซนำพลแสนเข้าตีเอี้ยงเต๊กก็มิมีกำลังโหมหนักเพียงนี้ เกรงว่าฟู่เฉิงจะต้านอยู่ได้อีกไม่นาน"

ครั้นได้ยินม้าสอดแนมพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงประโยคนี้แล้ว ซุนฮิวกล่าวว่า "วันก่อนปอไซตีเอี้ยงเต๊กเป็นกบฏที่เพิ่งก่อตัว ขวัญกำลังกำลังฮึกเหิม บัดนี้เขาตีฟู่เฉิงทั้งที่เพิ่งพ่ายต่อกันมาหลายครา เสียพลเสียนายไปไม่น้อย แต่กำลังโหมกลับเหนือกว่าครั้งกระโน้น นี่แสดงว่าเขาได้เรียนรู้ประสบการณ์การตีเมืองมาจากในศึกเอี้ยงเต๊กบ้างแล้วและนำมาใช้ อีกทั้งเขาคงรู้แล้วว่าพวกเราตีคืนเซียงเซียและอำเภอเกียบได้ รู้สึกว่าสิ้นทางถอยแล้ว จึงระดมตีเมืองเต็มกำลัง"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "'ยกทัพเพราะโทสะเรียกว่าแกร่ง' แม้ 'โทสะ' จะเป็นสิ่งที่แม่ทัพพึงระวัง แต่ทัพอันแกร่งกล้าก็มิอาจดูเบาได้เช่นกัน"

"ทัพอันแกร่งกล้ามิอาจดูเบา" เมื่อฟังความเหล่านี้จบ ซุนเจินแม้มิได้เปลี่ยนการตัดสินใจ "ยกลงใต้สร้างความชอบ" เพราะเหตุนี้ แต่ก็ยิ่งรอบคอบระมัดระวังขึ้น

ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง หลี่จ้าน บิดาของหลี่เซวียน ครั้นรู้ว่าซุนเจินตัดสินใจข้ามแม่น้ำยีลงใต้ ยกไปช่วยฟู่เฉิงอย่างเร่งด่วน ก็ตัดสินใจช่วยเหลือ ออกหน้าเกลี้ยกล่อมตระกูลต่าง ๆ ในเมืองด้วยตนเอง คัดเลือกคนห้าร้อยจากบุตรหลานและปินเค่อ(3) ในตระกูลเหล่านั้นมาให้เขา ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ที่รบได้ จำต้องตรองให้ดีว่าจะใช้คนเหล่านี้อย่างไร

ซุนเจินตัดสินใจ คือคัดผู้กล้าแข็งหนึ่งร้อยคนจากในนั้นจัดเข้าถุนตะลุยทัพ(4) แต่แรกที่เหอมั่นตีเมืองแตกในครั้งแรก กบฏโพกผ้าเหลืองก็ได้ปล้นชิงเผาฆ่าในอำเภอเซียงเซียครั้งใหญ่มาแล้ว ครั้นหลังศึกเอี้ยงเต๊ก พลกบฏโพกผ้าเหลืองที่แตกหนีก็พากันหลั่งไหลมาอีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งก่อความวุ่นวายแก่ท้องถิ่น ราษฎรต่างแค้นเคือง ผู้ที่นับได้ว่าเป็น "ตระกูลต่าง ๆ ในเมือง" ล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ตระกูลใหญ่โดยมากมีทรัพย์ มีทรัพย์ก็เป็นเป้าให้ถูกล้างผลาญ บุตรหลานและปินเค่อเหล่านี้จึงนับว่าเป็นผู้มุ่งแก้แค้นได้ พึงจัดเข้าถุนตะลุยทัพอันเป็นกองพลกล้าตายได้ ครั้นถุนตะลุยทัพขยายขึ้นเป็นฉวีตะลุยทัพ(5) เล่าเติ้งก็ได้เลื่อนเป็นฉวีจ่าง(6)

ห้าร้อยคนคัดออกหนึ่งร้อย ยังเหลืออีกสี่ร้อย ซุนเจินจัดคนเหล่านี้เป็นสองฉวี ขนานนามว่าฉวีซ้ายเซียงเซียและฉวีขวาเซียงเซีย

เดิมเขาคิดจะเชิญหลี่เซวียนมาเป็นนายของสองฉวีนี้ แต่หลี่เซวียนมิชอบการยุทธ์ มิชอบกิจทหาร จึงปฏิเสธเสีย เขาจึงมอบสองฉวีนี้ให้สวี่จ้ง ส่วนเรื่องนายของสองฉวีนี้ เพื่อความสะดวกในการบังคับบัญชา ก็เลือกเอาจากในสองฉวีนี้เอง ที่จริงก็เลือกได้จากในสองฉวีนี้เท่านั้น ด้วยพลทหารในฉวีล้วนเป็นบุตรหลานและปินเค่อของตระกูลต่าง ๆ ในเซียงเซีย ย่อมมิยินดีให้คนนอกมาบังคับบัญชา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในมือสวี่จ้งก็มีกำลังถึงสามฉวี ฉวีหนึ่งเรียกว่าฉวีจ่าง สามฉวีก็เรียกว่าฉวีจ่างมิได้แล้ว ตามแบบแผนทหารของราชวงศ์ฮั่น ห้าฉวีเป็นหนึ่งปู้ สามฉวีก็พอจะนับเป็นหนึ่งปู้ได้ สวี่จ้งเป็นคนแรกในหมู่นายทัพที่ได้ขึ้นเป็น "ปู้จ่าง"(7) ผู้เป็นนายของปู้ควรเรียกว่า "เกียวซิ้ว" เกียวซิ้วเป็นยศศักดิ์เทียบสองพันสือ แต่ทัพของซุนเจินนี้มีลักษณะเป็นทหารส่วนตัว มิอาจกล้าใช้ตำแหน่งราชการของราชสำนัก จึงเปลี่ยนชื่อตามที่เคยทำมา เปลี่ยนเป็น "ปู้จ่าง"

ครั้นกิจการศึกทั้งหลายปรึกษาลงตัวจัดการเรียบร้อยแล้ว ซุนเจินก็ไปบ้านตระกูลหลี่อีกครั้ง เข้าคารวะหลี่จ้าน ประการหนึ่งเพื่ออำลาก่อนยกลงใต้ ประการที่สองเพื่อขอบคุณที่ช่วยเรียกระดมคนห้าร้อยให้แก่ตน

บัดนี้ในบังคับบัญชาของเขามีคนรวมราวสามพัน เพิ่งตีคืนเซียงเซียกับอำเภอเกียบได้ ยังมิทันได้พักผ่อนมากนักก็ยกทัพลงใต้อีกด้วยใจสมัคร ไปช่วยฟู่เฉิง รับศึกกับพลหลายหมื่นของปอไซ หลี่จ้านชื่นชม "ความเที่ยงธรรมยิ่งใหญ่" ของเขายิ่งนัก ที่เบื้องบนภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น เบื้องล่างห่วงใยราษฎร ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปราบกบฏ จึงสรรเสริญมิหยุดปาก

ซุนเจินกล่าวว่า "หลังตีคืนเซียงเซียกับอำเภอเกียบ จับเชลยกบฏได้หลายพัน บัดนี้ตามอุบายของจื้อไฉ ได้คัดผู้ใช้การได้ออกมาห้าร้อยคน ยังเหลืออีกหลายพันคน ข้าพเจ้าต้องยกลงใต้ ไม่อาจดูแลคนเหล่านี้ได้ จึงมีเรื่องหนึ่งจะขอวานท่าน"

"ท่านว่ามาเถิด หากข้าพเจ้าทำได้ ย่อมไม่ขัด"

"ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านจัดผู้คนในอำเภอ ส่งพวกเขาไปยังเอี้ยงเต๊ก"

หลี่จ้านรับปากในทันที "เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย!"

ซุนเจินดีใจยิ่ง กล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านยิ่งนัก!" หยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ยังมีอีกเรื่องหนึ่งจะขอวาน"

"เชิญว่ามาเถิด"

"ใบบอกชัยชนะส่งไปเอี้ยงเต๊กแล้ว แต่ท่านเจ้าเมืองยังมิได้ตอบหนังสือกลับมา กบฏในอำเภอเพิ่งสงบลง จะขาดผู้ปกครองมิได้ ข้าพเจ้าบังอาจขอเชิญท่านออกหน้าปกครองอำเภอปลอบขวัญราษฎรไปพลางก่อน"

ด้วยเหตุพัวพันกับหลี่อิง หลี่จ้านจึงถูกห้ามรับราชการอยู่ในข่ายผู้ต้องโทษกักบริเวณ มิอาจเข้ารับตำแหน่ง แต่ในยามนี้เกิดกบฏ ควรใช้วิธีพิเศษนอกแบบแผน เขาลังเลเพียงเล็กน้อยก็รับปาก

ซุนเจินยินดี กล่าวว่า "มีท่านดูแลอำเภอ การยกลงใต้ครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องห่วงหลังแล้ว! พรุ่งนี้ยามเที่ยงข้าพเจ้าจักข้ามแม่น้ำยีลงใต้ ไปช่วยฟู่เฉิง!"

หลี่จ้านถามว่า "เหตุใดจึงเป็นยามเที่ยง? ฝั่งใต้แม่น้ำยีย่อมต้องมีม้าสอดแนมของกบฏ ข้ามแม่น้ำยามเที่ยงเกรงจะถูกพบเห็นนะ! เหตุใดมิข้ามในยามค่ำเล่า? หลายวันก่อนตอนท่านมาเซียงเซีย มิใช่ก็ข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยในยามค่ำดอกหรือ?"

ซุนเจินหัวเราะ กล่าวว่า "นี่คืออุบายล่อข้าศึกของข้าพเจ้า ทัพที่ยกลงใต้ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะนำหน้าไปก่อน ข้ามแม่น้ำยามเที่ยง ส่วนพลที่เหลือจะข้ามในยามค่ำ"

"อือ? ใคร่ขอฟังโดยละเอียด"

ซุนเจินได้แต่หัวเราะ ไม่ยอมบอก

หลี่จ้านเข้าใจ ก็มิโกรธ กล่าวว่า "ความลับทางการศึกเช่นนี้ แต่เดิมก็มิควรที่ข้าพเจ้าจะถาม ท่านไม่บอก ข้าพเจ้าก็จะไม่ถาม! ท่านทั้งปรีชาทั้งกล้าหาญพร้อมสรรพ เป็นยอดคนแห่งเขตเรา บัดนี้มีอุบายแน่นอนแล้ว การยกลงใต้คราวนี้ต้องได้ชัยใหญ่เป็นแน่! ข้าพเจ้าจะคอยฟังข่าวชัยของท่านอยู่ที่เซียงเซีย"

ซุนเจินกล่าวขอบคุณ แล้วอำลาจากไป

ครั้นเขาไปแล้ว หลี่จ้านกล่าวแก่หลี่เซวียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า "เพิ่งตีคืนเซียงเซียกับอำเภอเกียบ ยังมิทันพัก ก็ยกลงใต้ไปช่วยฟู่เฉิงอีก ผู้นี้เป็นวีรชนซื่อตรงผู้ทรงคุณวิเศษ! สมกับเป็นแซ่ซุนจริง ๆ ปีกลายเขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ออกตรวจอำเภอมาถึงอำเภอเรา เจ้าเชิญเขามาที่บ้าน สนทนากันอยู่หลายวัน ข้าถามเจ้าว่ามีความเห็นต่อเขาอย่างไร เจ้าว่า 'ฝีมือเป็นคนระดับกลาง แต่กระบวนท่าเหนือคน ใจกว้างขันติสูง สุภาพอ่อนน้อมหนักแน่น' ในการคบกับบัณฑิต เขาอาจสุภาพอ่อนน้อมหนักแน่น แต่ในการรบกับกบฏ เขากลับเกรงแต่ว่าจะตามไม่ทัน! ผู้นี้มิเพียงกระบวนท่าเหนือคน แม้คุณธรรมความซื่อก็เหนือคนด้วย! 'มิตรนั้น มิตรซื่อตรง มิตรซื่อสัตย์ มิตรพหูสูต' ผู้อย่างซุนเจินนับว่าซื่อตรงได้ คนเราคบมิตรเพื่อสิ่งใดเล่า? หนึ่งเพื่อวิถีเดียวกัน สองเพื่อเติมในส่วนที่ขาด เจ้าแต่เยาว์ศึกษาวิชาในตระกูล มีความสำเร็จด้านอักษรแต่ด้อยด้านการยุทธ์ ในยามบ้านเมืองสงบสุขอาจอยู่ได้อย่างสบาย แต่ครั้นเกิดกบฏก็ยากจะรักษาตัว ต่อไปเจ้าพึงคบกับเขาให้ลึกซึ้ง"

หลี่เซวียนรับคำด้วยความนอบน้อม

วันรุ่งขึ้นยามเช้า ซุนเจินทิ้งซุนเฉิง เสี่ยวเริ่น พร้อมพลฉกรรจ์สามสี่ร้อยที่จัดเข้ากองสัมภาระแต่แรก และพลทหารฉวีหนึ่งของบุนเพ่งไว้ช่วยหลี่จ้านรักษาเมือง จากนั้นก็ยกทั้งกองลงใต้

งักจิ้นกับเกาซู่สองฉวีไปอำเภอเกียบ บุนเพ่งฉวีหนึ่งคงอยู่ที่เซียงเซีย กับกองสัมภาระอีกสามสี่ร้อย รวมเป็นพันคน เพราะความชอบของหลี่จ้าน จึงได้บุตรหลานเซียงเซียห้าร้อยคนมาเสริม อีกทั้งคัดพลสละชีพกบฏโพกผ้าเหลืองที่ใช้การได้ออกมาห้าร้อยกว่าคน แล้วหักลบที่บาดเจ็บล้มตายหลายสิบคนคราวตีอำเภอเซียงเซียก่อนหน้า กล่าวคือกำลังพลที่ซุนเจินเตรียมจะนำลงใต้ก็ยังอยู่ราวสองพันเช่นเดิม

กำลังพลราวสองพันนี้แบ่งออกจากเมืองเป็นสองชุด

ดั่งที่เขากล่าวแก่หลี่จ้าน ชุดแรกหกร้อยคน เขานำเองออกจากเมืองยามเที่ยง ชุดที่สองพันสี่พันห้าคน ซุนฮิวและซีจื้อไฉนำ พอถึงยามค่ำจึงข้ามแม่น้ำยีในเวลากลางคืน ทำเช่นนี้เพื่อใช้อุบายล่อข้าศึกซุ่มทัพให้ได้ผลยิ่งขึ้น หากออกจากเมืองพร้อมกันก็จะซุ่มทัพยาก แต่แบ่งออกเป็นชุด ๆ จะทำให้กบฏโพกผ้าเหลืองเข้าใจผิด อาจสำคัญผิดไปว่ากำลังที่ซุนเจินนำชุดนี้ยกมาสอดส่องดูการตีฟู่เฉิงของกบฏโพกผ้าเหลือง

ตามแผน หกร้อยคนที่ซุนเจินนำ ครั้นข้ามแม่น้ำลงใต้แล้วจะเดินเลียบแม่น้ำไปอย่างเชื่องช้า ส่วนพันสี่พันห้าที่ซุนฮิวและซีจื้อไฉนำ หลังข้ามในยามค่ำแล้วจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนืออย่างรีบเร่ง ไปซุ่มในภูเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฟู่เฉิง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง หกร้อยคนที่ซุนเจินนำก็คือ "เหยื่อล่อ" ใช้ล่อข้าศึกให้หลงกล

เซียงเซียอยู่ติดแม่น้ำยี ออกจากเมืองไปทางใต้ไม่ไกลก็มีท่าข้ามแห่งหนึ่ง แต่ข้ามที่นี่มิได้ ด้วยที่นี่เป็นเขตที่กำลังลาดตระเวนฝั่งใต้แม่น้ำยีซึ่งปอไซส่งมาคอยจับตาเป็นพิเศษ แม่น้ำยีแม้มิกว้างนัก ก็เป็นแม่น้ำอยู่ดี หากขณะข้ามแม่น้ำถูกพลทหารกบฏเข้าตี ก็เป็น "ถูกตีตอนข้ามได้ครึ่งทาง" อันเป็นสิ่งต้องห้ามของนักการทหาร ฉะนั้นครั้นออกจากเมืองแล้ว ซุนเจินจึงเลียบแม่น้ำขึ้นไปทางต้นน้ำก่อน มุ่งไปทางอำเภอเกียบราวยี่สิบลี้ จึงเลือกช่วงแม่น้ำที่แคบช่วงหนึ่งข้ามไป

เดือนสองฤดูใบไม้ผลิ น้ำในแม่น้ำยังมิเอ่อท้น มิสู้ลึกนัก ขี่ม้าข้ามได้

ซุนเจินส่งซินอ้ายนำม้าหลายสิบข้ามไปคอยระวังเหตุฝั่งตรงข้ามก่อน จากนั้นหกร้อยคนจึงทยอยข้ามตามไป

หกร้อยคนนี้เป็นสามฉวี ฉวีหนึ่งของเจียงฉิน ฉวีหนึ่งของเฉินเปา ฉวีหนึ่งคือฉวีตะลุยทัพของเล่าเติ้ง เดิมสวี่จ้งยืนกรานจะตามเขายกลงใต้เป็นชุดแรก แต่ในปู้ของเขามีฉวีธนูหน้าไม้อยู่เพียงฉวีเดียวในทั้งทัพ ธนูหน้าไม้เหมาะแก่การซุ่มโจมตี ฉะนั้นซุนเจินจึงมิได้นำเขามา แต่ปล่อยให้เขาอยู่กับซุนฮิวและซีจื้อไฉแทน

ฉวีเจียงฉินข้ามแม่น้ำเป็นกองแรก ครั้นข้ามแล้วก็กระจายตัวออกในทันที ประสานกับพลม้าคอยระวังเหตุ มีฉวีพลราบนี้ เสริมด้วยพลม้าของซินอ้าย ก็ไม่ต้องวิตกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองจะมาตีอีก

ระหว่างที่พลฉวีเจียงฉินข้ามแม่น้ำ ซุนเจินก็พะวงอยู่ตลอด ครั้นพวกเขาข้ามได้แล้วจึงคลายใจลง

การข้ามแม่น้ำลงใต้ครั้งนี้ ซุนเจินยังพาซวนคางมาด้วย ซวนคางเคยติดตามซุนเจินออกตรวจอำเภอ ทุกครั้งที่ผ่านอำเภอใด ซุนเจินจะชี้แนะภูมิประเทศ ยกตัวอย่างศึกในอดีตมาพิเคราะห์คุณและโทษของภูมิประเทศที่นั้น และจุดที่ใช้การได้ ซวนคางสนใจในสิ่งเหล่านี้ยิ่งนัก ซุนเจินก็ชอบเขามาก อีกทั้งใคร่จะฝึกฝนเขาให้มากขึ้น ฉะนั้นครั้งนี้จึงพาเขามาด้วยในการยกลงใต้

ซวนคางควบม้าตามอยู่หลังม้าของเขา กล่าวว่า "พลกบฏนี้ไม่รู้จักใช้การทัพเสียจริง หากเปลี่ยนเป็นข้า ฝั่งใต้แม่น้ำยีนี้ต้องคอยจับตาให้แน่นหนา จะให้โอกาสข้าศึกข้ามน้ำได้ที่ไหน?"

ซุนเจินหัวเราะ กล่าวว่า "รู้นั้นง่าย ทำนั้นยาก คุยศึกบนแผ่นกระดาษนั้นง่าย ครั้นลงมือทำจริงนั้นยาก แม่น้ำยีไหลเข้าเขตเราทางตะวันตก ไหลออกทางตะวันออก ยาวหลายร้อยลี้ พลกบฏมีเพียงสองพันกว่าคนคอยเฝ้าแม่น้ำนี้ จะเฝ้าให้ทั่วได้อย่างไร?"

ใช้เวลาราวครึ่งยาม หกร้อยคนข้ามแม่น้ำเสร็จสิ้น ในระหว่างนั้น ขณะข้ามไปได้กว่าครึ่งทัพ มีพลทหารกบฏโพกผ้าเหลืองที่ลาดตระเวนอยู่กลุ่มหนึ่งพบเข้า แต่พลกบฏกลุ่มนี้มีคนไม่มาก เพียงสิบยี่สิบคน ถูกซินอ้ายกับพลม้าไล่ฆ่าอยู่พักหนึ่ง ก็ฆ่าตายหมดสิ้น ครั้นข้ามแม่น้ำแล้ว ซุนเจินก็กระจายม้าสอดแนมออกไปสืบข่าวข้าศึก ค่อย ๆ เดินเลียบแม่น้ำไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินไปข้างหน้าหลายลี้ ก็พบกองลาดตระเวนของกบฏโพกผ้าเหลืองอีกสองกลุ่ม คนก็ไม่มากเช่นกัน แต่ละกลุ่มมีเพียงสิบยี่สิบคน ทำลายลงได้แยกกันโดยง่ายดาย เวลานี้ก็ล่วงเข้าปลายยามเซินแล้ว

ซุนเจินออกห่างจากริมแม่น้ำ เลือกที่ว่างซึ่งหันหลังพิงเนินเขาเตี้ยลูกหนึ่งในทุ่งนาริมทางหลวงเป็นที่ตั้งทัพชั่วคราว สั่งให้เหล่าทหารนั่งลงบนพื้นพักผ่อนพอประมาณ พร้อมกินเสบียงแห้งที่นำติดตัวมาบ้าง คราวนี้หกร้อยคนตามเขาข้ามแม่น้ำลงใต้ เบื้องหน้าคือกบฏโพกผ้าเหลืองหลายหมื่น ซุนเจินมิรู้ว่าขวัญกำลังพลเป็นเช่นไร จึงตรวจตราไปทีละฉวี

นายทหารหลายคนที่ตามเขามาครั้งนี้ ซินอ้ายนำม้าห้าสิบตียึดอำเภอเกียบ กล้าจนเหิมเกริม เจียงฉินเป็นนักเลงผู้กล้า ก็มีความกล้าหาญไม่น้อย เล่าเติ้งเคยตามซุนเจินบุกเข้าบ้านเสิ่นในยามค่ำ สังหารเสิ่นซวิ่น และในศึก "บุกตีคฤหาสน์ในคืนหิมะ" ก็ฟันสังหารปอเหลียนจากด้านหลังท่ามกลางหมู่ปินเค่อและศิษย์ลัทธิของตระกูลปอ ไม่ต้องกล่าวถึงเฉินเปา ซึ่งพร้อมหยวนพ่านและเล่าเติ้งสองคนนำม้าร้อยห้าสิบลอบเข้าอำเภอเซียงเซียเป็นไส้ศึกใน ความกล้าก็มิใช่น้อย

คนเหล่านี้ไม่ต้องวิตก ที่สำคัญคือพลทหาร

ซุนเจินตรวจครบทั้งสามฉวี พบว่าพลทหารแม้มีบางคนหวาดหวั่น แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าใช้ได้

อันนี้มีเหตุอยู่หลายประการ ประการหนึ่ง ซุนเจินเพิ่งนำพวกเขาชนะศึกครั้งใหญ่มา กำลังขวัญฮึกเหิม ประการที่สอง ซุนเจินปูนบำเหน็จทันท่วงที จึงปลุกขวัญกำลัง ประการที่สาม การยกลงใต้ครั้งนี้ซุนเจินนำพวกเขามาด้วยตนเอง ซุนเจินเป็นแม่ทัพ เป็นบุตรตระกูลมีชื่อ เป็นปิงเฉาเฉวียนของแคว้น ชีวิตล้ำค่ากว่าพวกเขามากนัก หากต้องถึงตายแน่ ๆ เขาจะนำกองรุดหน้าไปก่อนด้วยตนเองหรือ? ฉะนั้นขวัญกำลังจึงนับว่าใช้ได้

ตรวจครบทุกฉวีแล้ว ซุนเจินก็เรียกซินอ้ายมา กล่าวแก่เขาว่า "บัดนี้เราเสมือนอยู่ในแดนข้าศึก จะไม่ระวังมิได้ เจ้าจงนำม้าหลายตัวไปยังที่สูงทางโน้น คอยสังเกตการณ์ใกล้ไกลให้ละเอียด หากมีพลกบฏผ่านมาหรือมาถึง เจ้าจงโบกธงเตือนภัย" สั่งให้เฉิงเยี่ยนหยิบธงหลายผืนออกมาจากสัมภาระเบาที่นำติดตัวมาบ้าง ธงเหล่านี้มีสีต่าง ๆ กัน มีเขียว แดง เหลือง ดำ สีเหล่านี้ล้วนสดใส แม้อยู่ไกลก็แยกแยะมองเห็นได้ง่าย

เขามอบธงเหล่านี้ให้ซินอ้าย แล้วกล่าวแก่เขาต่อว่า "เมื่อมีพลกบฏผ่านมาหรือมาถึง หากพลกบฏมีจำนวนต่ำกว่าสองร้อยคน เจ้าจงโบกธงเขียว หากพลกบฏมีจำนวนเกินสองร้อยแต่ต่ำกว่าห้าร้อย เจ้าจงโบกธงดำ หากพลกบฏมีจำนวนเกินห้าร้อยแต่ต่ำกว่าหนึ่งพัน เจ้าจงโบกธงเหลือง หากพลกบฏมีจำนวนเกินหนึ่งพัน เจ้าจงโบกธงแดง"

ซินอ้ายรับคำ

เมื่อวานซืนเขากับพี่น้องตระกูลซูนำม้าห้าสิบตียึดคืนอำเภอเกียบ กลับมาถึงเซียงเซียแล้ว ซุนเจินยกย่องชมเชยเขาอยู่ครั้งหนึ่งก่อน ต่อมาตามคำแนะนำของซุนฮิวก็ตักเตือนเขาต่อหน้าอีกครั้งหนึ่ง บอกเขาว่าครั้งนี้ใช้ม้าห้าสิบตีคืนอำเภอเกียบเป็นเพียงโชคช่วย ครั้งหน้าอย่าได้เสี่ยงเช่นนี้อีก การรบมีทั้งทางตรงและทางพิสดาร ทางตรงเป็นหลัก ทางพิสดารเป็นรอง แม่ทัพหนึ่งสร้างความชอบ กระดูกพลหมื่นทับถม เมื่อยังมิถึงคราวจำเป็นที่สุดก็มิควรเสี่ยง

ต่อความชอบพิสดารที่ใช้ม้าห้าสิบตีคืนอำเภอเกียบนี้ ตัวซินอ้ายเองหากลับใส่ใจนัก เขาเป็นคนเฉื่อยเนือยเกียจคร้าน ที่ตามซุนเจินตีกบฏมิใช่เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ หากแต่เพราะเขาชอบชีวิตเร่ร่อนในการศึกเช่นนี้

ซุนเจินให้เฉิงเยี่ยนหยิบธงสีอื่นมาอีกหลายผืน มอบให้ซินอ้ายเช่นกัน แล้วกล่าวต่อว่า "หากพลกบฏที่มาถึงเป็นพลราบทั้งสิ้น เจ้าจงโบกแต่ธงที่ว่าเมื่อกี้ หากเป็นพลม้า เจ้าจงโบกธงเหล่านี้ เช่นเดียวกับเมื่อกี้ คือโบกธงต่างกันตามจำนวนม้าของพลกบฏ หากมีทั้งพลราบทั้งพลม้า เจ้าก็จงโบกทั้งสองอย่าง"

ซินอ้ายรับคำ เก็บธงไว้ คัดผู้กล้าหาญฉลาดไวหลายคนจากในม้ายี่สิบสามตัวที่ตนนำมาในกองทัพ ออกจากที่ตั้งชั่วคราวแห่งนี้ ควบม้าออกไป ขึ้นไปยังที่สูงข้างไกล

ที่ตั้งค่ายชั่วคราวที่ซุนเจินเลือกนี้มิได้เลือกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า

ที่แห่งนี้ใกล้มีเนินเขาเป็นที่พิง ไกลมีที่สูงไว้คอยสังเกตการณ์ อีกทั้งหลังเนินเขาไม่ไกลนักยังมีป่าไม้แปลงหนึ่ง ใช้ซ่อนพลซุ่มได้ ในแดนรบสมรภูมิเป็นที่ตั้งซากศพ การยกทัพออกศึกมิอาจประมาทแม้แต่น้อย การเลือกที่ตั้งทัพสำคัญยิ่ง ที่ตั้งทัพดี ๆ แห่งหนึ่งเทียบเท่าได้กับพลทหารชั้นเยี่ยมหนึ่งกอง ฤกษ์ฟ้า ชัยภูมิ ความพร้อมคน ชัยภูมิก็คือสิ่งนี้

ซวนคางมองดูซินอ้ายกับพลม้าไปถึงที่สูง เหลือคนหนึ่งไว้คุมม้า ที่เหลือเดินเท้าขึ้นที่สูง มองข้าศึกแต่ไกล

ซวนคางแรกก็ตามซุนเจินตรวจทั้งสามฉวี เวลานี้ก็มองซินอ้ายไปที่สูงข้างไกล เขาแหงนหน้ามองฟ้า บนท้องฟ้ามีฝูงห่านบินผ่าน หันหน้ามองข้าง ๆ รอบที่ตั้งทัพมีต้นกล้าเขียวขจีพลิ้วไหว กระต่ายป่าตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจากคันนา เห็นที่นี่มีคนมากมายก็ตกใจ หันหลังหนีไป เพราะคำสั่งห้ามของซุนเจิน พลทหารจึงไม่มีใครพูดจา ต่างนั่งลงบนพื้น กอดอาวุธ บ้างกินเสบียงแห้ง บ้างดื่มน้ำในถุงน้ำ ไม่ว่าไกลหรือใกล้ ไม่เห็นผู้คนสัญจร ทุ่งนาและทางหลวงเงียบสงัดไม่มีเสียงใด ๆ เขาอดรู้สึกเบื่อหน่ายมิได้

การตามซุนเจินยกลงใต้เป็นชุดแรกครั้งนี้ เขาตื่นเต้นยิ่งนัก เขาอายุยังน้อย กำลังอยู่ในวัยใฝ่ผจญภัย เรื่องราวของปันติ้งหย่วนผู้แผ่บุญญาบารมีในแดนต่างถิ่นแพร่หลายไปทั่ว เขาถือปันติ้งหย่วนเป็นแบบอย่างในดวงใจ การตามซุนเจินยกลงใต้เป็นชุดแรกคราวนี้ แม้มิอาจเทียบกับปันติ้งหย่วนที่ใช้คนสามสิบหกนายลอบฆ่าคณะทูตฮวนหนูในยามค่ำ ปราบอาณาจักรซ่านซ่านลงได้ แต่ในจินตนาการก่อนออกเดินทางของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดเสียวตื่นเต้น อย่างน้อยที่สุดก็พอเทียบเคียงกับการที่ซินอ้ายใช้ม้าห้าสิบตีคืนอำเภอเกียบได้! ครั้นรู้ว่าซินอ้ายใช้ม้าห้าสิบตียึดคืนอำเภอเกียบ เวลานั้นเขาช่างอิจฉาและเสียดายยิ่งนัก! อิจฉาที่ซินอ้ายสร้างความชอบพิสดาร เสียดายว่าเหตุใดก่อนซินอ้ายออกเดินทางจึงมิอ้อนวอนให้ซุนเจินยอมให้เขาติดตามซินอ้ายไปอำเภอเกียบด้วยเล่า?

ก็ด้วยเหตุนี้ ครั้นซุนเจินตัดสินใจยกลงใต้เป็นชุดแรก แสร้งพ่ายล่อข้าศึก เขาจึงคิดอยู่ตลอดว่าจะขอให้ซุนเจินยอมพาเขาไปด้วยอย่างไร ผลกลับมิทันที่เขาจะเอ่ยปาก ซุนเจินก็เอ่ยขึ้นก่อน เขาจึงรีบรับคำในทันทีมิทันรอช้า เวลานั้นเขาช่างตื่นเต้นเร้าใจยิ่งนัก! เขาคิดไว้เสร็จสรรพแล้วว่าหากพบ "พลกบฏ" เขาจะแสดงความสุขุมและความห้าวหาญของตนต่อหน้าซุนเจินอย่างไร และหากในยามแสร้งพ่ายล่อข้าศึก เขาจะแสดงไหวพริบและความคล่องแคล่วของตนต่อหน้าซุนเจินอย่างไร เพียงแต่มิคาดว่า ครั้นข้ามน้ำลงใต้มาแล้วกลับสงบเงียบเช่นนี้! แม้พบพลทหารลาดตระเวนของกบฏโพกผ้าเหลืองอยู่หลายกลุ่ม แต่นั่นมีคนสักกี่มากน้อย? ใช้พลราบพลม้ากว่าหกร้อยเข้าตี เปรียบดั่งฆ่าไก่ใช้มีดเชือดวัว! ยังมิทันที่เขาจะชักกระบี่ออกรุดหน้าเข้าร่วมรบ การรบก็จบสิ้นเสียแล้ว ความเด่นถูกซินอ้ายกับพลม้าหลายสิบของเขาแย่งไปหมด เขามิได้แย่งโอกาสแสดงตนมาแม้แต่น้อย ภาพที่เขาเฝ้าวาดฝันแต่แรกว่าจะแสดงความห้าวหาญไหวพริบ ความสุขุมเยือกเย็นของตนอย่างไร และภยันตรายกับความเร่าร้อนเลือดพล่านที่จะได้พบ อันน่าตื่นเต้นใจ ทั้งสองสิ่งกลับมิปรากฏขึ้นแม้แต่น้อย แต่เดิมนึกว่าการยกลงใต้คราวนี้จะเป็นตำนานแห่งการสู้ตายแล้วรอดเป็น บัดนี้ดูไปกลับจืดชืดราวน้ำเปล่า

ซุนเจินนั่งอยู่บนพื้น เฉิงเยี่ยนนำน้ำมาคอยปรนนิบัติให้ดื่ม

ในใจของซวนคางเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและความหวัง อีกทั้งเต็มไปด้วยความผิดหวังต่อสภาพจืดชืดราวน้ำเปล่าตรงหน้า ในความผิดหวังก็ยังซ่อนความคาดหวังอันเข้มข้นไว้มิได้ นั่งก็ไม่เป็นสุข ยืนก็ไม่เป็นสุข แต่เขาก็มิอยากให้ซุนเจินมองข้าม มิอยากให้ซุนเจินเห็นว่าเขาเป็นคนใจร้อนสะกดอารมณ์มิอยู่ จึงฝืนใจนั่งเป็นเพื่อนซุนเจิน ความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นสับสนปนเป ทรมานเขาจนแสนรำคาญใจ เป็นพัก ๆ ก็เงยหน้ามองไปยังที่สูงข้างไกล มองดูเงาร่างของซินอ้ายกับพวกที่หมอบอยู่บนที่สูงเป็นจุดเล็ก ๆ ในใจรำพึงว่า "รีบยกธงขึ้นเสียทีเถิด!" นับแต่ข้ามแม่น้ำมาจนบัดนี้ กระบี่ของเขายังมิได้ลิ้มเลือดเลย! คราวนี้หากพบพลกบฏอีก เขาจะเป็นคนแรกที่ทะยานเข้าใส่

ทว่าเงาร่างของซินอ้ายกับเหล่าพลม้ายังคงหมอบอยู่กับพื้น มิได้ลุกขึ้น ยิ่งมิได้ยกธง ในที่สุดอดกลั้นมิได้ เขาก็ลุกขึ้นยืนมองไปข้างไกล ทุ่งนาและถนนข้างไกลยังคงเงียบสงัดว่างเปล่า ไม่มีผู้คนแม้สักคน เขาเขย่งปลายเท้าอย่างไม่ยอมแพ้ เอามือป้องหน้าผากมองให้ไกลออกไปอีก ก็ยังเงียบสงัดว่างเปล่า เห็นแต่ใต้แสงตะวันอบอุ่น มีต้นไม้บางตาอยู่ไกล ทุ่งนาเขียวอ่อน

เขานั่งลงอีก นั่งได้ไม่ทันไรก็อดลุกขึ้นยืนมิได้อีก นั่ง ๆ ยืน ๆ เช่นนี้ ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ลุกขึ้นแล้วสี่ห้าครั้ง แล้วนั่งลงอีกสี่ห้าครั้ง

เขานั่งอยู่หลังซุนเจิน ซุนเจินได้ยินเสียงเขาลุก ๆ นั่ง ๆ มาเนิ่นนานแล้ว เวลานี้จึงหันหน้ามา ตบขาเขาเบา ๆ ทำเป็นนัยให้เขานั่งลงข้างกาย หัวเราะกล่าวว่า "เป็นอย่างไร? กลัวพลกบฏมารึ?"

"เปล่าเสียหน่อย!"

"แล้วเป็นอะไรเล่า? ดูนั่งไม่ติดที่"

ซวนคางอยากบอกซุนเจินยิ่งนักว่า "ข้ากำลังเฝ้ารอให้พลกบฏมาอยู่นะ! พลกบฏมา ข้าจึงจะได้แสดงความห้าวหาญไหวพริบ ความสุขุมเยือกเย็นต่อหน้าท่านได้!" แต่คำนี้เอ่ยออกปากยากเหลือเกิน เขารู้สึกขวยเขิน จึงเปลี่ยนเป็นถามว่า "ท่านซุน พวกเราข้ามแม่น้ำยีมานานพอควรแล้ว ต่อไปจะทำอย่างไร?"

"จะทำอย่างไรหรือ?"

"ใช่ขอรับ"

ซุนเจินหัวเราะ กล่าวว่า "คำเดียว"

"คำอะไรเล่า?"

"รอ"

ซวนคางผิดหวังยิ่งนัก "รอ?"

ซุนเจินมองไปข้างไกล บนที่สูงซินอ้ายกับพวกยังคงหมอบอยู่กับพื้น มิมีความเคลื่อนไหวใด ๆ เขาดึงสายตากลับมา หัวเราะกล่าวแก่ซวนคางว่า "ใช่แล้ว รอให้ปอไซและเหอมั่นพบพวกเรา"

"แค่นี้น่ะรึ? ไม่ต้องทำอะไรเลยหรือ? การยกลงใต้คราวนี้ มิใช่จะแสร้งพ่ายล่อข้าศึกดอกหรือ?"

"จะรีบร้อนอะไร? จื้อไฉกับกงตัดบัดนี้ยังมิได้ออกจากเซียงเซียเลย พวกเขาต้องรอถึงยามค่ำจึงจะข้ามแม่น้ำยีในเวลากลางคืน ครั้นข้ามแม่น้ำแล้วยังต้องเดินไปยังภูเขาด้านเหนือของฟู่เฉิงอีกราวห้าหกสิบลี้ กว่าพวกเขาจะถึงจุดซุ่ม แม้จะรีบเร่งตลอดทาง ก็คงต้องถึงเช้าตรู่พรุ่งนี้ ครั้นถึงแล้วพวกเขายังต้องกินข้าว พักผ่อน เตรียมการอีก เช่นนี้ อย่างเร็วก็ต้องรอถึงเที่ยงพรุ่งนี้พวกเขาจึงจะเข้าสู่ภาวะพร้อมรบได้ บัดนี้เพิ่งยามใดกัน? ห่างจากเที่ยงพรุ่งนี้ยังอีกหนึ่งคืนกับเกือบครึ่งวัน! พวกเราจะไปแสร้งพ่ายล่อข้าศึกตอนนี้รึ? แสร้งพ่ายนั้นง่าย แต่จะล่อข้าศึกไปทางไหนเล่า? ไม่มีที่ซุ่มของจื้อไฉกับกงตัด ก็มิใช่ล่อข้าศึก แต่เป็นการส่งตัวให้เขาฆ่า มิใช่แสร้งพ่าย แต่เป็นพ่ายจริง!"

ซุนเจินสั่งสอนชี้แนะซวนคางอย่างใกล้ชิดว่า "หัวใจของการล่อข้าศึกอยู่ที่จังหวะเวลาในการล่อ ว่ากันเฉพาะหน้านี้ ก็คือจังหวะเวลาที่พวกเราถูกพลกบฏพบเห็น จะเร็วเกินไปก็มิได้ ช้าเกินไปก็มิได้ เร็วไป กงตัดกับจื้อไฉอาจยังเตรียมการไม่พร้อม ช้าไป ก็เพิ่มโอกาสที่ทัพซุ่มจะถูกพบเห็น"

"ถ้าเช่นนั้นก็นั่งรออยู่อย่างนี้รึ?"

"ก็มิเชิง หากปอไซโง่เขลาเกินไป ไม่พบพวกเราเสียที กลอุบายแสร้งพ่ายล่อข้าศึกคราวนี้ของพวกเราก็จะมิสำเร็จเช่นกัน"

"แล้วจะทำอย่างไรเล่า?"

"รอสักพักก่อน หากมีพลกบฏผ่านมาหรือมาถึง พวกเราก็ออกตี"

"หากไม่มีเล่า?"

"ไม่มีรึ? ก็ออกค้นหาข้าศึกเอง"

"จะไปหาที่ไหน?"

"แน่นอนว่าไปตรงรอบฟู่เฉิงโดยตรงมิได้ ที่นั่นเป็นที่ตั้งทัพหลวงของพลกบฏ"

"แล้วจะไปที่ไหนเล่า?"

"พลกบฏแบ่งกำลังส่วนหนึ่งลาดตระเวนแม่น้ำยี พวกเราก็ออกค้นหาพลกบฏกลุ่มนี้เอง! … ซูเงียบ ข้าจะลองภูมิเจ้าดู ค้นหาพลกบฏกลุ่มนี้มีข้อดีสองประการ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคืออะไร?"

"ข้อดีสองประการรึ?" ซวนคางขบคิด ภายใต้สายตาของซุนเจินก็ก้มหน้าตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มร่า กล่าวว่า "ข้ารู้แล้ว!"

"ลองว่ามาฟังซิ"

"ข้อดีหนึ่งคือพลกบฏกลุ่มนี้คนน้อย อีกทั้งกระจัดกระจาย ตีง่าย พวกเราไม่ต้องวิตกว่าจะถูกล้อม"

"ถูกแล้ว ข้อดีอีกประการคืออะไรเล่า?"

"คืนนี้ท่านซีกับท่านซุนสองท่านจะนำทัพหลวงข้ามแม่น้ำในยามค่ำ แม้พวกท่านข้ามในยามค่ำ แต่ครั้นข้ามแม่น้ำแล้วต้องเดินเลียบแม่น้ำไปยี่สิบลี้ มีโอกาสมากที่จะถูกพลกบฏที่ลาดตระเวนฝั่งใต้แม่น้ำยีกลุ่มนี้พบเห็น ฉะนั้นพวกเราจึงกำจัดพลกบฏกลุ่มนี้เสียก่อนล่วงหน้า เท่ากับเป็นการกวาดทางให้แก่ทัพหลวงที่ท่านซีกับท่านซุนสองท่านนำมา ลดโอกาสที่พวกท่านจะถูกพบเห็น!"

ซุนเจินดีใจยิ่งนัก อดตบขาซวนคางอีกครั้งมิได้ หัวเราะกล่าวว่า "พูดถูกแล้ว! ก็คือข้อดีสองประการนี้แหละ!"

เฉิงเยี่ยนนั่งคุกเข่าอยู่อีกข้างหนึ่งของซุนเจิน ได้ยินมาถึงตรงนี้ก็อดสอดปากขึ้นมิได้ กล่าวว่า "ท่านซุน ข้าว่ายังมีข้อดีอีกประการหนึ่งนะ?"

"อือ? ข้อดีอันใดเล่า?"

"ฝั่งใต้แม่น้ำยียาวมาก ทั้งห่างไกลฟู่เฉิง ห่างจากทัพหลวงของพลกบฏพอควร ต่อให้ปอไซตื่นตัวเพราะพวกเราเข้าฆ่ากวาดพลกบฏกลุ่มนี้ ส่งพลกบฏกลุ่มใหญ่มา พวกเราก็พาพวกเขาวนเวียนเล่นได้ อย่างเลวที่สุดก็ข้ามแม่น้ำขึ้นเหนืออีก ไม่กลัวจะถูกพวกเขาทำลาย อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานให้แก่การแสร้งพ่ายในวันพรุ่งด้วย"

"อาเยี่ยน คนเราจากกันสามวันก็ต้องมองด้วยตาใหม่!"

"… ท่านซุน หมายความว่ากระไร?"

"หมายความว่าเจ้าฉลาดขึ้นไง" ซุนเจินหัวเราะลั่น

เฉิงเยี่ยนถูกซุนเจินชม ออกจะเขินอาย ลูบศีรษะตัวเอง หัวเราะเขิน ๆ อยู่หลายที

กำลังพูดกันอยู่ บนที่สูงข้างไกลซินอ้ายลุกขึ้นยืนทันใด ตามด้วยพลม้าอีกหลายคนลุกขึ้นยืน ในนั้นมีคนหนึ่งโบกธงในมือออกมา

สายตาของซวนคางมิเคยละจากคนเหล่านี้เลย แม้ขณะพูดกับซุนเจินก็มิลืมชายตามองเป็นพัก ๆ จึงเป็นคนแรกที่เห็นว่าพวกเขากำลังโบกธง พรวดพราดผุดลุกขึ้น ชี้มือกล่าวว่า "ท่านซุน โบกธงแล้ว! ท่านซุน โบกธงแล้ว!"

ซุนเจินเงยหน้ามองไป เห็นว่าธงที่โบกออกมาคือธงเขียว

ต่ำกว่าสองร้อยคนโบกธงเขียว นี่คงเป็นกองทหารกบฏโพกผ้าเหลืองที่ลาดตระเวนมาถึงที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง

## เชิงอรรถ

(1) ขุนพลพฤกษ์ใหญ่ — ต้นฉบับว่า "ต้าซู่เจียงจวิน" เป็นสมญาของเฝิงอี้ ขุนพลผู้ช่วยพระเจ้ากวงอู่ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น เล่ากันว่าเขาถ่อมตัวไม่อวดความชอบ เมื่อขุนพลทั้งหลายโอ้อวดแข่งความดีความชอบกัน เขามักหลบไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่เพียงผู้เดียว เหล่าทหารจึงขนานนามว่า "ขุนพลพฤกษ์ใหญ่"

(2) บันไดเมฆ — เครื่องตีเมืองชนิดหนึ่ง คือบันไดยาวสำหรับพาดปีนกำแพงเมือง

(3) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญตระกูลใหญ่ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด

(4) ถุนตะลุยทัพ — ต้นฉบับว่า "เซี่ยนเจิ้นถุน" คือถุน (หน่วยทหารราวร้อยคน) ของพลตะลุยทัพ พวกพลกล้าตายที่มุ่งบุกตะลุยแนวข้าศึก

(5) ฉวีตะลุยทัพ — ต้นฉบับว่า "เซี่ยนเจิ้นฉวี" คือฉวี (หน่วยทหารใหญ่กว่าถุน) ของพลตะลุยทัพ ขยายขึ้นจากถุนตะลุยทัพเดิม

(6) ฉวีจ่าง — นายของหน่วยฉวี (กอง) ตามแบบแผนทหารราชวงศ์ฮั่น

(7) ปู้จ่าง — นายของหน่วยปู้ (กรม) ซึ่งคุมห้าฉวี ตามแบบแผนทหารราชวงศ์ฮั่นเรียกนายของปู้ว่า "เกียวซิ้ว" (ยศเทียบสองพันสือ) แต่ทัพของซุนเจินมีลักษณะเป็นทหารส่วนตัว มิอาจใช้ตำแหน่งราชการ จึงเลี่ยงเรียกว่า "ปู้จ่าง" แทน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป