# ตอนที่ 231 — เมื่อเผชิญศึกประจัญดาบ สิ่งเร่งด่วนมีสามประการ
ค่ำคืนแรกข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงใต้ ครั้นวันรุ่งขึ้นยามสายก็ตีได้สองอำเภอ คือเซียงเซียกับเกียบ ติดต่อกัน
ใบบอกชัยชนะของซุนเจินแพร่ออกไป บรรดาขุนนางในจวนเจ้าเมืองเอี้ยงเต๊ก ตั้งแต่ไท่โส่วลงมาจนถึงเสมียนชั้นโต่วสือผู้น้อย ล้วนตื่นเต้นยินดีจนแทบกลั้นใจไว้มิอยู่ ราษฎรหลายหมื่นในเมืองพากันวิ่งบอกข่าวต่อ ๆ กัน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ลูกเสือมาแล้ว แผ่นดินก็จะสงบ"
จงฮิว ตู้อิ้ว กุยโต๋ และเหล่าขุนนางที่สนิทสนมกับซุนเจินยิ่งดีอกดีใจ
นับแต่ "โจรก่อกบฏ" เป็นต้นมา จงฮิวมิได้ดื่มสุราอีกเลย ครั้นได้ทราบข่าวชัยชนะ เขาจึงจัดงานเลี้ยงยามค่ำขึ้นในบ้าน เชิญตู้อิ้ว กุยโต๋ และผู้อื่นมาร่วมยินดีโดยเฉพาะ
ระหว่างวงสุรา เขายกจอกขึ้นกล่าวว่า "'สามทัพโผบินลงมา สิ่งที่มุ่งไปล้วนแหลกลาญ'(1) เจินจือนำกำลังลงใต้ แรกตั้งมั่นที่เองเอี๋ยง ต่อมาก็ข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ย เพียงชั่วราตรีเดียว ก็ตีคืนได้สองอำเภอติดต่อกัน! บ้างชนะด้วยกำลัง บ้างยึดได้ด้วยอุบาย ครั้นใจคำนึงไปถึงความน่าหวาดเสียวพิสดารในครานั้น การควบม้าตะลุยเข้าโรมรัน อาบเลือดสังหารโจร ก็ชวนให้ใจฮึกเหิมเต็มอก! ควรจะคว่ำจอกใหญ่ฉลองสักจอก พวกเราหาได้ร่วมไปในสมรภูมิกับเขาไม่ ก็ขอยกจอกร่วมกัน ณ ที่นี้ คารวะเขาแต่ไกลสักจอกเถิด!"
ตู้อิ้วหัวเราะกล่าวว่า "วันนี้ตอนใบบอกชัยชนะส่งมาถึง ข้าพเจ้าอยู่ในจวนพอดี ท่านฝู่จวินดีใจจนหน้าแทบจะบานเป็นดอกไม้!"
กุยโต๋เป็นจวี๋เฉาเฉวียนของเมือง (เจ้าพนักงานพิพากษาคดี)(2) และก็รู้จักซุนเจินที่เมืองเอี้ยงเฉิงเช่นกัน เขากับกุยโต๋(3) อยู่ตระกูลเดียวกัน ล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก แม้กุยโต๋จะไม่ค่อยถูกกับซุนเจิน แต่เขาเองกลับสนิทสนมกับซุนเจินดี ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวว่า "โจรก่อกบฏขึ้นมา ก็อาศัยกำลังของท่านซุนเป็นอันมาก! สองสามวันมานี้ในเมืองได้ข่าวจากเมืองข้างเคียงบ้าง ข้าพเจ้าได้ยินว่าที่ยีหลำ น่ำเอี๋ยง และเมืองอื่น ๆ กำลังโจรลุกลามท่วมฟ้า ไท่โส่วน่ำเอี๋ยงจูก้ง กับไท่โส่วยีหลำเตียวเขียม ต่างก็เป็นเชื้อสายขุนนางผู้มีชื่อ เลื่องลือในความสามารถมาแต่เดิม โดยเฉพาะเตียวเขียม ทั้งปู่และบรรดาอาล้วนเป็นขุนนางผู้มีชื่อของแผ่นดิน ตัวเขาเองก็มีกิตติศัพท์ขจรไปทั่ว แต่ครั้นเผชิญทัพโจรแห่งยีหลำ กลับต้านทานไว้มิได้! ข้าพเจ้าได้ยินว่าเขารบกับทัพโจร รบแพ้ติด ๆ กัน! ความเป็นไปที่น่ำเอี๋ยงยิ่งเลวร้ายกว่า หัวหน้าใหญ่โจรเตียวมั่นเฉิงตั้งตนเป็น 'เสินซ่างสื่อ'(4) บัดนี้กำลังบัญชาทัพโจรทุกหมู่กรูจากทุกสารทิศมุ่งสู่เมืองอ้วน หมายจะล้อมตี ส่วนจูก้งก็ได้แต่นั่งดู ทำอันใดมิได้ เทียบกับสองเมืองนี้แล้ว ก็พึงรู้ว่าเมืองเราโชคดีเพียงใด พึงรู้ว่าความชอบของท่านซุนใหญ่หลวงเพียงใด!"
จงฮิวกับตู้อิ้วเห็นพ้องด้วย
จงฮิวถอนใจกล่าวว่า "เจินจือเป็นคนอ่อนโยนนอบน้อมรอบคอบ ครั้นเกิดโจรกบฏจึงเผยความกล้าหาญ โดดเด่นเหนือผู้คนทั้งปวง เมื่อแผ่นดินปั่นป่วน จึงได้รู้จักวีรชน"
คนทั้งสามเดินไปยังประตูท้องพระโรง ยกจอกขึ้นต่อแสงจันทร์ คารวะซุนเจินแต่ไกล
ฯลฯ
ซุนเจินกราบเรียนชัยชนะต่อจวนเจ้าเมืองด้วย "ลู่ปู้"(5) คำว่า "ลู่ปู้" นั้น คือ "ป้ายเปิดเพื่อแจ้งแก่มหาชน" โดยปกติเป็นสิ่งที่ราชสำนักใช้เมื่อประกาศพระราชโองการนิรโทษหรือไถ่โทษลงมายังแคว้นและเมือง แต่บางครั้งก็ใช้ในการบอกชัยชนะ การตีคืนได้สองอำเภอติดต่อกันนับเป็นชัยใหญ่ จำต้องให้ราษฎรทั้งเมืองได้รับรู้ ประการหนึ่งเพื่อข่มขวัญข้าศึก อีกประการหนึ่งเพื่อปลอบขวัญราษฎร มิให้มีผู้ใดลุกขึ้นก่อกบฏอีก
ลู่ปู้สองฉบับส่งออกจากอำเภอเซียงเซียติดต่อกัน ฉบับแรกคือ "ตีคืนอำเภอเซียงเซีย" เพิ่งควบม้าผ่านไปอย่างเร็ว ฉบับหลังคือ "ห้าสิบม้าตีคืนอำเภอเกียบ" ก็ตามมาทันที ที่ใดที่ผ่านไป ราษฎรล้วนพิศวง เสมียนเจ้าพนักงานในอำเภอและตำบลล้วนตื่นเต้นยินดี ลู่ปู้สองฉบับประดุจลมหมุนสองสาย พัดให้เมฆหมองเศร้าหมองที่ปกคลุมทั้งเมืองกระจัดกระจายหายไปในชั่วพริบตาดุจดวงตะวันแจ่มฟ้า อำเภอและตำบลตามรายทางที่ลู่ปู้ผ่านไป เหล่าตระกูลบัณฑิตต่างยินดี ราษฎรสามัญก็วางใจจากความหวั่นวิตก ข่าวยังแพร่จากอำเภอและตำบลเหล่านี้กระจายออกไปอีก ชั่วเวลาเดียว พื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองก็ถูกปลุกให้คึกคักเดือดพล่านขึ้น ผู้คนต่างพากันกล่าวว่า "ซุนลูกเสือ!"
ใบบอกชัยชนะแพร่ไปถึงเองอิมด้วย
ผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูเข้าไปในหมู่บ้านเกาหยางหลี่ วิ่งโห่ร้องด้วยความยินดีไปตามตรอก บ้างโห่ว่า "พี่สี่ตีคืนได้สองอำเภอ เซียงเซียกับเกียบแล้ว!" บ้างโห่ว่า "เจินจือปราบยีเป่ย(6) ราบคาบแล้ว!" บ้างโห่ว่า "ท่านซุนตีทัพโจรแตกยับ ศพโจรเกลื่อนกล่นทับถมกัน แม่น้ำยีกลายเป็นสีเลือด!" เนื้อความที่โห่ร้องต่างกัน แต่ความหมายเป็นหนึ่งเดียว ผู้คนเหล่านี้บ้างเป็นน้องในตระกูลของซุนเจิน บ้างเป็นญาติผู้ใหญ่ในตระกูล บ้างเป็นปินเค่อของตระกูลซุน เดิมพวกเขาช่วยรักษาเฝ้าเวรอยู่ในอำเภอ ครั้นได้ยินใบบอกชัยชนะสองฉบับนี้ ก็รีบกลับมาแจ้งข่าวอย่างใจร้อนรอมิได้
ซุนกุนกำลังนั่งหลับตาพักจิตอยู่ใต้ต้นไม้ในลานหลังบ้าน ได้ยินเสียงโห่ร้องในตรอก จึงลืมตาขึ้นถามว่า "เกิดเรื่องอันใด อึกทึกถึงเพียงนี้?" ซุนเยี่ยนบุตรคนที่สามซึ่งยืนปรนนิบัติอยู่เบื้องหลังจึงวางจอกน้ำลง ออกไปสืบถามดู ครั้นกลับมาก็ยินดีกล่าวว่า "ท่านพ่อ เจินจือตีคืนได้สองอำเภอ เซียงเซียกับเกียบแล้ว ฆ่าและจับทัพโจรได้หลายพัน แม่น้ำยีกลายเป็นสีเลือด แผ่อำนาจสะท้านทั่วเขตใต้!"
ชีวิตของซุนกุนผ่านประสบการณ์มามากหลาย ซุนซกบิดาของเขาเป็นหนึ่งใน "สี่ผู้เฒ่าแห่งเองฉวน" ทั่วแผ่นดินยกย่อง ส่วนตัวเขาเองเยาว์วัยก็ศึกษาวิชาประจำตระกูล ครั้นเติบใหญ่ก็เป็นที่เคารพในตำบล มีชื่อเสียงในแคว้นและเมือง เคยออกรับราชการทั้งระดับอำเภอและเมือง ตำแหน่งสูงถึงสองพันสือ เคยเป็นนายกองแห่งเจ๊หลำ เพราะตระกูลมีชื่อเสียงบริสุทธิ์ ตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงสูงส่ง จึงเป็นที่หมายตาของจงฉางสื่อถังเหิง(7) ผู้ยกบุตรสาวบังคับยกให้เป็นภรรยาซุนฮก ต่อมาเมื่อเกิดเหตุล่ามขังบัณฑิต(8) เขาก็ถูกพัวพันด้วย มีชื่ออยู่ในหมู่พรรคพวกบัณฑิต จึงถูกถอดออกจากตำแหน่ง แล้วกลับคืนสู่บ้าน อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของเขาทั้งเคยรุ่งโรจน์ ทั้งเคยตกต่ำ ทั้งเคยได้รับการสรรเสริญ ทั้งเคยถูกบีบคั้น บัดนี้อายุย่างเข้าเจ็ดสิบ มองเรื่องราวในโลกอย่างเฉยชามานานแล้ว สิ่งเดียวที่วางใจมิลงคือความสำเร็จในวันหน้าของเหล่าบุตรหลานเท่านั้น
ตระกูลซุนเป็นตระกูลใหญ่ บิดาของซุนเจินมิได้โดดเด่นในตระกูล อันนี้ก็ทำให้ซุนเจินเองครั้งยังเป็นเด็กมิเป็นที่เห็นความสำคัญของคนในตระกูล แต่เดิมซุนกุนก็มิได้ใส่ใจในตัวเขา หากจะพูดถึงความประทับใจในตัวเขาแล้ว แต่แรกมีอยู่เพียงประการเดียว นั่นคือตอนซุนเจินอายุได้สิบกว่าขวบ ได้แบกหนังสือไปยังหน้าประตูบ้านซุนฉวี คุกเข่าวิงวอนขอให้ซุนฉวีสั่งสอนวิชา การกระทำเช่นนี้หากเกิดในครอบครัวสามัญ ก็อาจเป็นที่ชื่นชมเล่าขานกัน แต่ในตระกูลบัณฑิตมีชื่อที่สืบทอดวิชาขงจื้อมาหลายชั่วคนอย่างตระกูลซุนแล้ว แท้จริงหาใช่เรื่องใหญ่ไม่ ดังเช่นซุนเยว่บุตรของพี่ชายร่วมท้องของซุนกุน บิดาตายแต่เยาว์ บ้านยากจน แต่ซุนเยว่อายุยังน้อยก็รู้จักไปยืมหนังสืออ่านตามร้านหนังสือในอำเภอหรือตามบ้านคนในตระกูล อายุสิบสองปีก็พูดอธิบายคัมภีร์ชุนชิวได้ เทียบกับซุนเยว่ผู้เป็นพี่ในตระกูลที่ทั้งใฝ่เรียนและมีพรสวรรค์เลิศล้ำแล้ว ซุนเจินในด้านวิชาความรู้หามีจุดใดน่าทึ่งแม้แต่น้อยไม่ เป็นเพียงผู้มีท่วงทีอย่างคนสามัญเท่านั้น
หากแต่มิได้คาดคิดเลยว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อน หลังจากซุนเจินเงียบเฉยไร้ชื่อเสียงมายี่สิบปี ก็จู่ ๆ แสดงฝีมือออกมา แรกขออาสาเป็นนายกองศาลาฝานหยาง ต่อมาเพราะผลงานปกครองโดดเด่น ก็ได้เลื่อนเป็นมีเซ่อฟูแห่งตำบลตะวันตก(9) ในตำแหน่งมีเซ่อฟูก็ยังคงปราบคนชั่วเชิดชูคนดีเหมือนครั้งอยู่ที่ศาลาฝานหยาง ทั้งมีความเด็ดขาดสุจริตอย่างขุนนางทมิฬ ทั้งมีความเมตตาอารีอย่างบัณฑิต ชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงเมือง ได้รับความชื่นชมจากอินซิ่วผู้เป็นไท่โส่วในเวลานั้น จึงถูกชักนำเข้าสู่เมือง เป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ จากนั้นเขาก็ฉวยโอกาสอันหายากนี้ ทุ่มกำลังกำจัดคนชั่ว แผ่อำนาจสะท้านเขตเหนือ ได้รับการสรรเสริญจากเหล่าบัณฑิตในเมือง ที่อำเภอเซียงเซียยังได้รับการต้อนรับจากหลี่เซวียนหลานของหลี่อิง(10) ผู้มาคอยรับถึงชายเขตอำเภอด้วยการกวาดทางถือไม้กวาดต้อนรับ
มาถึงตรงนี้ เขาได้สั่งสมชื่อเสียงในขั้นแรกสำเร็จแล้ว คือ "เป็นที่รู้จักของแคว้นและเมือง"
หากเป็นเพียงเท่านี้ ก็ยังไม่นับว่าเป็นอันใด บัณฑิตหนุ่มที่เป็นที่รู้จักของแคว้นและเมืองนั้นมีมากมาย มิต้องพูดถึงตระกูลบัณฑิตอื่น เพียงในตระกูลซุนก็มีซุนฮก ซุนเยี่ยน ซุนเฉิน ซุนฮิว ซุนเยว่ เป็นต้น หากทำได้เพียงระดับนี้ ก็เป็นเพียง "หนึ่งในบัณฑิตมีชื่อ" เท่านั้น พอดีในเวลานั้น ลัทธิไท่ผิงก่อกบฏ ปอไซขานรับเตียวก๊ก นำผู้คนหนึ่งแสน(11) ก่อการในเมืองนี้ ก่อนที่เขาจะก่อการ และยามที่เอี้ยงเต๊กถูกล้อม ซุนเจินได้แสดงทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญออกมา ในบัญชีความชอบ ความชอบในการศึกย่อมหนักที่สุดเสมอ ฮั่นเกาจู่(12) ทรงให้สัตย์ปฏิญาณกับทั่วแผ่นดินว่า ผู้ไร้ความชอบมิอาจได้รับบรรดาศักดิ์เป็นโหวได้ ความชอบนี้ก็หมายถึงความชอบในการศึกนั่นเอง เพียงด้วยความชอบในการรักษาเองอิม ฆ่าปอเหลียน รักษาเอี้ยงเต๊กไว้ ครั้นถึงคราวปราบกบฏเสร็จสิ้น ซุนเจินก็ย่อมจะได้เป็น "ผู้ที่แคว้นและเมืองยกย่อง" เป็นแน่ และบัดนี้เขาก็ยังตีคืนได้สองอำเภอในชั่วราตรีเดียวอีก เช่นนี้แล้วก็มิใช่เพียง "ผู้ที่แคว้นและเมืองยกย่อง" หากกำลังจะเป็น "ผู้ที่ทั่วแผ่นดินรู้จัก" แล้ว
ซุนกุนคุกเข่านั่งบนแคร่นานเข้า ขาก็ชาไปบ้าง ในลานไม่มีคนนอก เขาจึงผ่อนคลายท่านั่งลงเล็กน้อย พิงต้นไม้มองไปไกลยังท้องฟ้าทางใต้ ในฟากฟ้าสีครามใสมีเมฆลอยเป็นกลุ่ม ๆ เขาดูประหนึ่งเห็นว่าซุนเจินกำลังเป็นดั่งดาวดวงใหม่ที่ทะยานขึ้นสูง วิถีอนาคตวันหน้ามิอาจประมาณได้ เขาพึมพำว่า "แข็งจัดย่อมหักง่าย แข็งจัดย่อมหักง่าย"
"ท่านพ่อ ท่านว่ากระไรนะ?"
"อ๋อ! เจ้าจงเขียนจดหมายส่งไปให้เจิน"
"ขอรับ จะให้เขียนว่าอย่างไร?"
"…เขียนอักษร 'เจิน' ตัวเดียวก็พอ"
คัมภีร์อี้จิงกล่าวว่า "หยวน เหิง ลี่ เจิน"(13) นี่คือที่มาของชื่อซุนเจิน "หยวน" คือจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง "เหิง" คือความเติบโตของสรรพสิ่ง "ลี่" คือความสมหวังของสรรพสิ่ง "เจิน" คือความสำเร็จของสรรพสิ่ง จาก "หยวน" ถึง "เจิน" เป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง และก็เป็นกฎเกณฑ์อันเป็นจริงอย่างหนึ่งด้วย ที่ซุนกุนให้ซุนเยี่ยนเขียนอักษร "เจิน" ส่งไปให้ซุนเจิน ความในใจคือเตือนเขาว่า อย่าได้ลำพองตน ให้สำรวมระวังความใจร้อน หากพูดในระยะใกล้ ทัพโจรยังมีอยู่หลายหมื่น อย่าได้หยิ่งผยองประมาทเพราะชัยชนะสองครั้ง หากพูดในระยะไกล หนทางในวันหน้ายังอีกยาวไกล มีเพียงความถ่อมตนรอบคอบเท่านั้นที่เป็นหนทางรักษาตัวรักษาวงศ์ตระกูลในระยะยาว
ซุนเยี่ยนรับคำว่า "ขอรับ"
"เจ้าไปเขียนเถิด เขียนเสร็จแล้วก็ส่งไปให้เขา"
"ขอรับ"
"อ้อ เจ้าไปเยี่ยมน้องเล็กของเจ้าด้วย ระยะนี้เขาป่วยอยู่ แต่ก็ยังพะวงถึงเจินอยู่ทุกขณะ มักถามคนในบ้านถึงความเป็นไปของเจินหลังลงใต้อยู่เสมอ เจ้าจงบอกใบบอกชัยชนะสองฉบับนี้แก่เขา ให้เขาได้คลายใจเสียบ้าง"
"ขอรับ"
"แล้วยังมีอีก เจ้าจงไปบ้านซุนฉวีอีก ดูว่าเขารู้ข่าวนี้แล้วหรือยัง เขาก็พะวงถึงเจินมากเช่นกัน"
"ขอรับ"
ฯลฯ
ในบ้านซุนเจิน ถังเอ๋อร์กำลังซักผ้าอยู่ในลาน ได้ยินเสียงบอกชัยชนะในตรอก ก็ดีใจจนทิ้งไม้ทุบผ้า ยังไม่ทันเช็ดน้ำที่มือก็วิ่งไปยังลานหลัง "นายท่านตีทัพโจรแตกยับที่ยีเป่ยแล้ว!"
เฉินจื่อซึ่งนั่งเย็บรองเท้าให้ซุนเจินอยู่ในเรือน มือก็พลันคลายลง รองเท้าหล่นลงพื้น เข็มตำเข้าที่ปลายนิ้วจนเลือดซึมออกมา แต่นางหารู้สึกตัวไม่ ถังเอ๋อร์วิ่งเข้ามาในเรือน แม้จากลานหน้าถึงลานหลังจะอยู่ไม่ไกล แต่เพราะวิ่งมาด้วยความรีบ นางจึงหอบหายใจถี่ มือหนึ่งยันเอว อีกมือหนึ่งยันบานประตู เฉินจื่อคุกเข่านั่งบนเสื่อ เงยหน้าขึ้น สายตาของคนทั้งสองประสานกัน สีหน้าก็คล้ายคลึงกัน
มีทั้งความยินดี มีทั้งความวิตก
ยินดีที่ซุนเจินได้ชัยชนะ วิตกว่าการศึกยังไม่สิ้นสุด
ลมวสันต์อบอุ่น พัดพากลิ่นหอมดอกท้อที่เพิ่งบานในลานเข้ามา ในกลิ่นหอมนั้น สตรีงามทั้งสองมีโฉมหน้าต่างกัน แต่ความในใจคล้ายคลึงกัน
ผู้จากไปสู่ศึกยังมิทันนาน ดอกไม้แห่งปีก็กลับมาจ่อหน้าต่างอีกหน เจ้าผู้เป็นที่รักหักคันธนูออกศึก ไม่รู้ว่ายังคิดถึงเราอยู่หรือไม่หนอ
ฯลฯ
จันทร์เสี้ยวโค้งส่องสว่างทั่วเก้าแคว้น บางบ้านยินดี บางบ้านโศกเศร้า
มีคนยินดีก็ย่อมมีคนโศกเศร้า
เหล่าขุนนางในจวนเจ้าเมืองที่อำเภอเอี้ยงเต๊กยินดีไม่มีที่สิ้นสุด เฉินจื่อกับถังเอ๋อร์ที่อำเภอเองอิมวิตกปนยินดี ส่วนปอไซกับเหอมั่นที่ฝั่งใต้แม่น้ำยีนั้นทั้งหวาดทั้งโกรธ
เมื่อได้รับข่าว ปอไซกับเหอมั่นกำลังประชุมการศึกกับเหล่านายกองเล็กอยู่ในกระโจม พวกเขาเพิ่งมาถึงฟู่เฉิงได้ไม่นาน กำลังตระเตรียมการเข้าตีเมือง ปอไซลุกขึ้นนั่งคุกเข่าโดยพลัน ตกใจกล่าวว่า "เซียงเซียกับเกียบสองอำเภอเสียแล้วหรือ?"
เหอมั่นกล่าวว่า "พวกเราเพิ่งออกจากเซียงเซียกับเกียบเมื่อวันวานนี้เอง ข้ามแม่น้ำยีลงใต้มา วันนี้สองอำเภอก็เสียแล้วหรือ? ก่อนพวกเราลงใต้ ได้ทิ้งกำลังไว้ในสองอำเภอนี้ถึงหมื่นคนแน่ะ! อีกทั้งซ่างซือ(14)ยังกำชับสั่งซ้ำสามแก่นายทัพรักษาทั้งสองอำเภอ ให้คอยช่วยเหลือเฝ้าระวังซึ่งกันและกัน ประสานเป็นกำลังเสริมกันดุจเขาสัตว์ ขานรับกันและกัน ซุนโจรมีเพียงพลใหม่สองพันคน จะตีสองอำเภอลงได้อย่างไร? แล้วหัวหน้าใหญ่สองคนที่เฝ้ารักษาสองอำเภอนี้ล่ะ?"
ม้าเร็วที่มาแจ้งข่าวก็ไม่รู้รายละเอียด จึงกล่าวว่า "ฟังจากทหารที่หนีรอดออกมาว่า ซุนโจรส่งพวกพลกล้าตายลอบเข้าไปในเซียงเซียก่อน ทำการตอบรับกันทั้งในและนอก จึงตีเมืองแตก ครั้นตีเซียงเซียแตกแล้ว เขาก็นำกำลังหลักด้วยตนเอง ส่งพลม้าฝีมือดีเป็นกองหน้า เข้าตีเกียบอย่างดุดันอีก ตระกูลจังกับตระกูลเหยาแห่งเกียบเป็นไส้ศึกอยู่ภายใน เกียบก็เสียตามไปด้วย หัวหน้าใหญ่สองคนที่เฝ้ารักษาสองอำเภอ ได้ยินว่าตายในที่รบทั้งคู่"
เหอมั่นจับใจความสำคัญของคำพูดนี้ได้อย่างเฉียบไว จึงถามว่า "ตระกูลจังกับตระกูลเหยาแห่งเกียบเป็นไส้ศึกอยู่ภายในหรือ?"
"ขอรับ ได้ยินว่าตอนซุนโจรตีเซียงเซีย เหล่าตระกูลใหญ่แห่งเซียงเซีย อย่างตระกูลหลี่ ก็พากันลุกขึ้นขานรับด้วย"
เหอมั่นคว้าถ้วยไม้บนโต๊ะขึ้นมา ฟาดลงพื้นอย่างแรง ชักกระบี่แทงลงไปหน้าเสื่อ โกรธกล่าวว่า "ตอนพวกเราอยู่ที่เซียงเซียกับเกียบ ปฏิบัติต่อตระกูลหลี่ ตระกูลจัง ตระกูลเหยาอย่างมีไมตรียิ่งนัก แต่บัดนี้พวกเราเพิ่งจากไปได้วันเดียว พวกเขาก็ก่อกบฏ เปิดเมืองรับซุนโจรเข้าไป! ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!"
เขาหันไปทางปอไซ กล่าวว่า "ซ่างซือ ในเมื่อพวกโจรเหล่านี้ไม่รู้จักบุญคุณถึงเพียงนี้ เช่นนั้นรอตีฟู่เฉิงลงได้แล้ว ก็ฆ่าล้างทุกตระกูลในอำเภอเสียให้สิ้นเถิด!"
เหล่านายกองเล็กในกระโจมได้ยินว่าซุนเจินตีสองอำเภอลงได้ติดต่อกันในชั่วราตรีเดียว บ้างก็ตื่นกลัวหวาดหวั่น บ้างก็โกรธจัด
พวกที่กลัวก็กระซิบกระซาบกันว่า "คมทัพซุนโจรเฉียบแหลม มิอาจล่วงเกินได้" พวกที่โกรธจัดก็ขานรับเหอมั่น ต่างชักกระบี่ตะโกนว่า "ใช่แล้ว รอตีฟู่เฉิงลงได้แล้ว ก็ฆ่าล้างทุกตระกูลในอำเภอให้สิ้น! หากมิใช่เพราะพวกมันก่อกบฏอยู่ภายใน เซียงเซียกับเกียบสองอำเภอมีกำลังพลของเราถึงหมื่นกว่าคน ไฉนจะถูกซุนโจรตีแตกง่ายดายถึงเพียงนี้!"
ปอไซกับเหอมั่นและเหล่านายกองเล็กในกระโจมมีบางอย่างที่ต่างกัน
เหอมั่นเดิมเป็นนักเลง เหล่านายกองเล็กเหล่านี้ก่อนก่อการก็ส่วนใหญ่เป็นนักเลงตามตำบลหรือชาวนา มีกำเนิดจากชนชั้นล่าง แต่ปอไซนั้นครอบครัวมั่งคั่ง เป็นเชื้อสาย "ตระกูลใหญ่" ยามปกติคบหากับตระกูลมั่งคั่งใหญ่โต อย่างตระกูลจางและตระกูลหวงแห่งเอี้ยงเต๊กเป็นส่วนมาก รู้ดีว่าตระกูลใหญ่จำพวกนี้มีกำลังหนาแน่นในท้องถิ่นและมีอิทธิพลกว้างขวางยิ่งนัก ดังนั้นหลังก่อการแล้ว เขาจึงอยากชักจูงพวกเขามาเป็นพวก จึงเคยออกคำสั่งโดยเฉพาะตอนอยู่ที่เซียงเซียกับเกียบ บัญชาให้กำลังพลอย่าได้ทำร้ายตระกูลใหญ่และตระกูลบัณฑิตเหล่านี้โดยไม่มีเหตุ เพียงแต่มิได้คาดคิดเลยว่า การหลิ่วตาส่งสายตาเสน่หาของเขาครั้งนี้ กลับทุ่มให้คนตาบอดดูเสียหมด! ได้ยินคนในกระโจมกว่าครึ่งพากันร้องว่า "ตีฟู่เฉิงแตก ฆ่าล้างทุกตระกูล!" เขารู้แก่ใจว่ามติของมหาชนมิอาจขัดได้ อีกทั้งการที่เซียงเซียกับเกียบเสียในชั่วราตรีเดียวก็เป็นการบั่นทอนขวัญกำลังทัพไม่น้อย เพื่อกอบกู้ขวัญกำลัง ก็มิอาจปฏิเสธคำเรียกร้องของเหล่านายกองเล็กที่จะฆ่าล้างทุกตระกูลได้เช่นกัน แต่ไหนแต่ไรมา ในการตีเมืองยึดแผ่นดิน การ "ฆ่าล้างเมือง" เป็นวิธีปลุกใจให้พลทหารฮึกเหิมที่ได้ผลง่ายที่สุดอย่างไม่มีวิธีอื่นเทียบ
เขาสูดลมหายใจลึก สงบใจที่สั่นไหวเพราะได้ยินข่าวเซียงเซียกับเกียบเสียลงเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ตระกูลใหญ่เหล่านี้ในเมื่อไม่รู้จักบุญคุณ ก็ตามที่พวกเจ้าว่าเถิด รอฟู่เฉิงแตกแล้ว ก็ฆ่าล้างให้สิ้น!"
ครั้นได้คำมั่นจากเขา เหล่านายกองเล็กในกระโจมก็เงียบสงบลง เมื่อระบายความโกรธออกไปแล้ว ผู้คนก็จะกลับสู่ความสงบเยือกเย็นอีกครั้ง บัดนี้เซียงเซียกับเกียบถูกซุนเจินตีลงแล้ว ก็เท่ากับว่าทัพโพกผ้าเหลืองหลายหมื่นไร้ทางถอย ไม่เพียงแต่ไร้ทางถอยเท่านั้น หากยังเผชิญภัยที่ซุนเจินจะข้ามแม่น้ำยีลงใต้ ตีกระหนาบจากด้านหลังอยู่ทุกขณะอีกด้วย
ซุนเจินแม้มีเพียงพลใหม่สองพันคน แต่ทัพโพกผ้าเหลืองแพ้ที่เอี้ยงเต๊กมาก่อน ต่อมาก็เสียเซียงเซียกับเกียบสองอำเภอ แพ้แก่มือซุนเจินสามครั้งติดต่อกัน และบัดนี้ครั้นมาตรองดูให้ถี่ถ้วน ข้างหน้ามีฟู่เฉิงที่ยังตีมิแตก ข้างหลังมีซุนเจินจ้องตะครุบดุจเสือ ถึงแม้เขาจะมีเพียงสองพันคน แต่ก็สร้างแรงกดดันแก่พวกเขาดั่งภูเขา นายกองเล็กหลายคนหนาวเยือกไปทั้งกาย บางคนสูดลมเย็นเข้าปาก บรรยากาศในกระโจมกลายเป็นความเงียบงันอึดอัด
ปอไซกับเหอมั่นสังเกตเห็นบรรยากาศเช่นนี้
เหอมั่นคิดในใจว่า "ข่าวที่ซุนโจรตีเซียงเซียกับเกียบลงได้ คิดดูแล้วคงจะแพร่ไปทั่วทัพในไม่ช้า เมื่อไร้เซียงเซียกับเกียบ ทัพเราก็ไร้ทางถอย ในกองทัพจะต้องระส่ำระสายเป็นแน่" เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก กวาดตามองผู้คนในกระโจม กล่าวว่า "ซุนโจรยึดเซียงเซียกับเกียบไปแล้ว พวกเจ้าว่า ต่อไปเขาจะลงใต้มาตีเราหรือไม่?"
เหล่านายกองเล็กต่างกล่าวว่า "ต้องมาแน่!"
เหอมั่นถามว่า "เช่นนั้นพวกเจ้าเห็นว่าก้าวต่อไปเราควรทำอย่างไรดี?"
นายกองเล็กบางคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวว่า "ยกทัพกลับขึ้นเหนือ เข้าตีเซียงเซียกับเกียบสองอำเภอ แก้แค้นให้คนที่ตายไป ฆ่าซุนโจร แล้วฆ่าล้างตระกูลจัง ตระกูลเหยา ตระกูลหลี่ให้สิ้น!"
นายกองเล็กบางคนหดหัวหดคอ กล่าวว่า "คมทัพซุนโจรเฉียบแหลม มิอาจล่วงเกินได้ หรือมิเช่นนั้นเราทิ้งฟู่เฉิง ไปยังเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อเถิด!" บัดนี้ทั้งเมืองเองฉวน เหลือเพียงเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อที่ยังอยู่ในมือทัพโพกผ้าเหลือง สองอำเภอนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเมือง ติดกับเขตนครหลวง
เหอมั่นได้ยินก็หัวเราะเย็น กล่าวว่า "ทัพหนุนของราชสำนักโจรใกล้จะมาถึงแล้ว จากลกเอี๋ยงเข้าสู่เองฉวน เอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อเป็นเส้นทางที่ต้องผ่าน บัดนี้ไปยังสองอำเภอนั้น ก็เท่ากับหาทางตายเอง!"
"เช่นนั้นท่านแม่ทัพเห็นว่าพวกเราควรทำเช่นไร?"
เหอมั่นหันไปถามปอไซ "ซ่างซือเห็นว่าควรทำเช่นไร?"
ปอไซมีความวิตกเช่นเดียวกับเหอมั่น คือวิตกว่าข่าวการเสียเซียงเซียกับเกียบเมื่อแพร่ออกไปจะทำให้ขวัญทัพไม่มั่นคง เขาคิดหาทางแก้ได้แล้ว จึงกล่าวว่า "หนทางในยามนี้ มีเพียงทุ่มกำลังเข้าตีฟู่เฉิงเท่านั้น!"
เหอมั่นลุกพรวดขึ้น มือกุมกระบี่กล่าวว่า "ซ่างซือกล่าวถูกต้องยิ่งนัก!" เขายืนตระหง่านมองลงไปยังเหล่านายกองเล็กที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ตะโกนเสียงดังว่า "บัดนี้เซียงเซียกับเกียบเสียแล้ว พวกเราไร้ทางถอย ข้างหน้ามีฟู่เฉิง ข้างหลังมีซุนโจร พลาดพลั้งไปก็คือตายไร้ที่ฝังศพ ข้าได้ยินคนกล่าวว่า วางตนในที่ตายแล้วจึงรอด บัดนี้ก็คือยามที่วางตนในที่ตายแล้ว! หากต้องการรอดชีวิต มีหนทางเดียวเท่านั้น นั่นคือทุ่มกำลังเข้าตีฟู่เฉิง! นอกจากนี้ล้วนเป็นทางตายทั้งสิ้น! ท่านทั้งหลาย ในยามนี้ ห้ามลังเลพะวักพะวนเป็นอันขาด!"
เขาชักกระบี่คมออกมาอีกครั้ง ถือกระบี่ก้าวยาวเดินไปกลางกระโจม คุกเข่าลงเบื้องหน้าปอไซ กราบลงขออาสาออกศึกว่า "ตีฟู่เฉิง มั่นขออาสาเป็นกองหน้า!"
แม้ในทัพโพกผ้าเหลืองจะเป็นราษฎรกำเนิดต่ำต้อยเป็นส่วนมาก แต่สายตาและความรู้เห็นนั้นแต่เดิมก็มิได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด เพราะฉะนั้นในทัพโพกผ้าเหลืองจึงมีผู้มีปรีชาความสามารถอยู่เช่นกัน ปอไซกับเหอมั่นก็คือตัวอย่างในจำพวกนั้น
ปอไซมีสายตายาวไกลอยู่บ้าง ทั้งมีสติปัญญากลอุบายอยู่บ้าง เหอมั่นกล้าหาญ ในขณะเดียวกันก็มีสายตาและความรู้เห็นด้วย เหล่านายกองเล็กในกระโจมก็มีผู้มีสายตายาวไกลอยู่บ้าง ขานรับเหอมั่น กล่าวว่า "ซ่างซือกับท่านแม่ทัพเหอกล่าวถูกต้องยิ่งนัก! ยามนี้พวกเราไม่มีทางออกอื่น มีเพียงรีบตีฟู่เฉิงลงให้ได้หนทางเดียวเท่านั้น!" ต่างก็ลุกขึ้นไปกลางกระโจม คุกเข่าอยู่เบื้องหลังเหอมั่น หมอบลงขออาสาออกศึก
ปอไซลุกขึ้นยืนเบื้องหน้าผู้คนทั้งปวง กวาดตามองในกระโจม กล่าวว่า "ออกคำสั่ง พรุ่งนี้แต่เช้า ทั้งทัพเข้าตีเมือง เหอมั่นเป็นกองหน้า ข้าจะคุมทัพกำกับศึกด้วยตนเอง ผู้ใดเผชิญข้าศึกแล้วไม่ยอมสู้ตาย ให้ประหารเสีย เมืองแตกเมื่อใด ฆ่าล้างเสีย"
เหล่านายกองเล็กกราบลงพร้อมกันรับคำว่า "ขอรับ!"
ปอไซหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอีกว่า "ข้าได้ยินว่าตอนซุนโจรฝึกทหาร ได้คัดเลือกผู้กล้าหาญองอาจกล้ารบจากพลใหม่มาตั้งเป็นหนึ่งถุนโดยเฉพาะ ตั้งชื่อว่า 'เซี่ยนเจิ้น'(15) วิธีนี้พวกเราก็ใช้ได้เช่นกัน พวกเจ้ากลับไปแล้ว คืนนี้จงคัดเลือกผู้กล้าหาญใช้การได้จากกำลังพลของพวกเจ้า ส่งมาให้ข้าทั้งหมด ข้าจะตั้งพวกเขาเป็นกองหนึ่งโดยเฉพาะ… เหอมั่น กองนี้ก็ให้เจ้าเป็นผู้คุม"
ในทัพโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนเวลานี้มีพรรคใหญ่อยู่สองพรรค หนึ่งคือปอไซ หนึ่งคือเหอมั่น เพื่อให้เหล่านายกองเล็กในทัพยอมคัดผู้กล้าหาญในกำลังของตนส่งมาด้วยความเต็มใจ ปอไซจึงมิได้แต่งตั้งคนสนิทในสายตนเองมาเป็นผู้บัญชา "กองเซี่ยนเจิ้น" ที่กำลังจะตั้งขึ้นนี้ หากเลือกใช้เหอมั่นแทน ทำเช่นนี้ นายกองเล็กในสายปอไซก็จะยอมทำตามคำสั่ง นายกองเล็กในสายเหอมั่นก็จะยอมเชื่อฟัง
ปอไซกับเหอมั่นมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ในยามคับขันเช่นนี้ ซึ่งเกี่ยวพันกับความอยู่รอดของทั้งทัพ เขาจึงตัดสินใจเช่นนี้โดยคำนึงถึงภาพรวมเป็นที่ตั้ง เหอมั่นมิได้คาดคิดมาก่อน แรกก็ประหลาดใจ แล้วจึงคำนับซ้ำ กล่าวเสียงดังว่า "ขอน้อมรับคำสั่งของอาจารย์! ขอซ่างซือวางใจเถิด พรุ่งนี้ตีเมือง มั่นจักขึ้นเป็นคนแรก!"
"เพื่อป้องกันมิให้ซุนโจรฉวยโอกาสตอนเราตีเมืองข้ามแม่น้ำยีลงใต้ ฮักเมี่ยว เจ้าจงนำกำลังสองพันของเจ้าลาดตระเวนฝั่งใต้แม่น้ำยี หากพบซุนโจรข้ามแม่น้ำเมื่อใด ให้เข้าตีกระหนาบทันที พร้อมรีบมาแจ้งให้ข้ารู้โดยเร็ว"
นายกองเล็กที่ชื่อฮักเมี่ยวซึ่งถูกเขาเอ่ยชื่อนี้เป็นคนสนิทของเขา รับคำเสียงดัง
การประชุมการศึกในวันนี้ ทัพโพกผ้าเหลืองได้กำหนดแนวทางรับมือต่อการที่ซุนเจินตีได้เซียงเซียกับเกียบสองอำเภอ
วันรุ่งขึ้นแต่เช้า ฮักเมี่ยวนำกำลังลาดตระเวนฝั่งใต้แม่น้ำยี เพื่อป้องกันซุนเจินลงใต้ ส่วนปอไซกับเหอมั่นก็ทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าตีฟู่เฉิงอย่างดุดัน
ฯลฯ
ในอำเภอเซียงเซีย
เมื่อวานส่งใบบอกชัยชนะสองฉบับไปแล้ว ให้พลทหารพักผ่อนหนึ่งคืน วันนี้แต่เช้า ซุนเจินก็เรียกทุกหมู่มาพร้อมกัน สั่งให้ซุนเฉิงกับเริ่นตู๋นำพลคุมสัมภาระหามหีบใส่เงินใหญ่สองหีบมา เริ่นตู๋ก็คือเสี่ยวเริ่นนั่นเอง เพราะซุนเฉิงคนเดียวคุมสัมภาระทั้งทัพได้ยาก ซุนเจินจึงส่งเริ่นตู๋ไปเป็นผู้ช่วยของเขา เสี่ยวเริ่นกับเสี่ยวเซี่ยสองคนเป็นคนสนิทที่ซุนเจินไว้วางใจที่สุดรองจากเฉิงเยี่ยน ทั้งสองติดตามรับใช้ซุนเจินทั้งหน้าม้าหลังม้ามาหลายปี แม้ไม่มีความชอบใหญ่ ก็มีความเหนื่อยยาก บัดนี้เสี่ยวเซี่ยได้รับแต่งตั้งเป็นถุนจ่าง เสี่ยวเริ่นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยซุนเฉิง ก็นับเป็นการตอบแทนความชอบ
ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า "การให้รางวัลสำคัญที่ความน่าเชื่อถือ การลงโทษสำคัญที่ความเด็ดขาด"(16) อีกทั้งยังกล่าวว่า "ให้รางวัลมิให้ข้ามวัน ลงโทษมิให้พ้นหน้า"
การให้รางวัลและลงโทษต้องน่าเชื่อถือ และต้องทันท่วงทีทั้งคู่ มีเช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้เหล่าแม่ทัพนายกองห้าวหาญสังหารข้าศึก และไม่กล้าล่วงละเมิดวินัยทหาร
เมื่อวานข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงใต้ ได้สองอำเภอติดต่อกัน ในทัพมีผู้ตั้งความชอบมากมาย ซุนเจินจึงเตรียมจะให้รางวัลต่อหน้าคนทั้งปวง
สือซ่างกับสื่อนั่วผู้รับผิดชอบวินัยทหารได้เขียนรายชื่อแม่ทัพนายกองผู้ตั้งความชอบไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว และจดบันทึกลงในบัญชีความชอบเรียบร้อย
เมื่อซวนคาง หลี่ปั๋อ สือซ่าง สื่อนั่วสี่คนมาถึง ซุนเจินก็ให้พวกเขาเป็นขุนนางหน้ากระโจม หลี่ปั๋อกับซวนคางรับผิดชอบจัดการเอกสารราชการ สือซ่างกับสื่อนั่วรับผิดชอบจดบันทึกบัญชีความชอบ ทั้งดูแลวินัยทหารด้วย กองทหารใหม่ของซุนเจินกองนี้แม้เวลานี้จะมีจำนวนคนไม่มาก แต่นกกระจอกแม้เล็กก็มีอวัยวะภายในครบครัน ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ฝ่ายบุ๋นมีซุนกับซี ฝ่ายบู๊มีงักและสวี่เป็นต้น งานจิปาถะกับการให้รางวัลลงโทษก็มีหลี่ปั๋อ ซวนคาง สือซ่าง สื่อนั่ว
สองศึกเมื่อวาน ตีคืนได้สองเมือง ผู้มีความชอบใหญ่ที่สุดย่อมเป็นซินอ้าย ซูเจ๋อ ซูเจิ้ง ทั้งสามคนใช้ห้าสิบม้ายึดอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่ง ฆ่าและจับได้สองพันกว่า นับเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้ จึงถูกบันทึกเป็นความชอบมหัศจรรย์
ซินอ้าย ซูเจ๋อ ซูเจิ้ง และพลม้าทั้งหลาย หลังจากงักจิ้นกับเกาซู่มาถึงอำเภอเกียบและรับช่วงการป้องกันเมืองแล้ว เมื่อวานก็กลับมา ครั้นซุนเจินบนเวทีสูงเรียกชื่อพวกเขา พวกเขาก็ออกจากแถวเดินไปยังหน้าเวที
ซุนเจินหันหน้าเข้าหาทั้งทัพ กล่าวว่า "ซินอ้ายกับพี่น้องตระกูลซูนำห้าสิบม้าตีคืนอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่ง ฆ่าและจับได้สองพันกว่า ฆ่าหัวหน้าใหญ่โจรหนึ่งคน นับเป็นความชอบมหัศจรรย์ ความชอบมหัศจรรย์นั้นมิอาจตอบแทนด้วยกฎเกณฑ์ปกติได้ เงินทองและบรรดาศักดิ์มิเพียงพอจะให้รางวัลแก่ความชอบนี้ ก่อนอื่นให้รางวัลซินอ้ายกับพี่น้องตระกูลซูคนละห้าทองคำ พลม้าที่ติดตามไปคนละสองทองคำ ส่วนนอกเหนือจากนั้น ข้าได้กราบเรียนความชอบของพวกเขาต่อท่านฝู่จวินแล้ว คอยรับคำบัญชาจากท่านฝู่จวินก็แล้วกัน"
เรื่องที่ซินอ้ายกับพี่น้องตระกูลซูนำห้าสิบม้าตีคืนอำเภอหนึ่ง เรื่องราวราวตำนานได้แพร่ไปทั่วทัพตั้งแต่ก่อนแล้ว
การที่ซุนเจินจะให้รางวัลพวกเขาอย่างหนักนั้นเป็นเรื่องที่พลทหารคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็มิได้คาดคิดว่ารางวัลจะหนักถึงเพียงนี้ "ห้าทองคำ" ราคาหลวงคิดเป็นเงินห้าหมื่น ที่จริงในการแลกเปลี่ยนตามท้องตลาดราษฎรนั้นมากกว่าจำนวนนี้อีกมาก ทรัพย์สินครอบครัวหนึ่งแสนก็นับเป็นครอบครัว "ชั้นกลาง" แล้ว พลทหารที่อยู่ในที่นั้นส่วนมากเป็นครอบครัวยากจน อย่าว่าแต่ทรัพย์สินครอบครัวหนึ่งแสนเลย แม้แต่ครอบครัวที่มีเงินสักพันก็ยังหายาก อีกทั้งนอกจากเงินรางวัลนี้ ฟังจากความหมายของซุนเจินแล้ว ไท่โส่วยังจะมีรางวัลที่ใหญ่กว่านี้ลงมาอีก ส่วนบรรดาศักดิ์นั้นไม่ต้องพูดถึง ต้องได้รางวัลแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ตำแหน่งขุนนางอีกด้วย! ทั้งเงินทอง ทั้งชื่อเสียงความชอบ ก็ได้มาครบในคราวเดียว
ซินอ้ายเป็นบุตรหลานตระกูลบัณฑิต ที่บ้านก็มีเงิน จึงมิได้แยแสรางวัลนี้ แต่พลทหารหาเป็นเช่นนั้นไม่
ได้ยินรางวัลนี้ พลทหารล้วนอิจฉาริษยา แม้อิจฉา ก็มิได้ริษยาแค้นเคือง เพราะนี่เป็นสิ่งที่คนเขาฟันฝ่าหามาได้! พลทหารบางคนที่ถือดีในความกล้าหาญของตน ก็แอบตั้งปณิธานในใจว่า "ข้าก็จะคว้าความชอบมหัศจรรย์มาสักครั้งเหมือนกัน!"
ซินอ้ายกับพี่น้องตระกูลซูและพวกเป็นความชอบอันดับหนึ่ง ความชอบอันดับสองคือหยวนพ่าน เฉินเปา เล่าเติ้ง
ซินอ้ายและพวกถอยไปข้างหนึ่ง หยวนพ่าน เฉินเปา เล่าเติ้งนำคนที่ลอบเข้าเซียงเซียไปกับพวกเขาเดินมาหน้าเวที ผู้ที่เข้าเมืองไปกับพวกเขามีร้อยห้าสิบคน บาดเจ็บล้มตายไปสิบกว่าคน เวลานี้ยังเหลืออยู่ร้อยสามสิบกว่าคน
ซุนเจินกล่าวว่า "หยวนพ่าน เฉินเปา เล่าเติ้งนำพลกล้าร้อยห้าสิบคนลอบเข้าเซียงเซีย เป็นไส้ศึกอยู่ภายใน กองของข้าจึงตีคืนเซียงเซียได้ นี่เป็น 'ความชอบใหญ่' หยวนพ่าน เฉินเปา เล่าเติ้ง ให้รางวัลคนละสองทองคำ พลกล้าที่ติดตามไป ให้รางวัลคนละห้าพันอีแปะ ผู้ที่บาดเจ็บ ให้เงินทวีคูณ ผู้ที่ตายในที่รบ ให้เงินสองเท่าของที่บาดเจ็บ ครั้นหลังเสร็จศึก ข้าจะส่งคนนำเงินไปให้ครอบครัวของพลทหารที่ตายในที่รบ"
ผู้ที่ตายในที่รบได้รางวัลสองหมื่นอีแปะ ก็ไม่น้อยเลย พลทหารที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นชีวิตยากจน หากสามารถใช้ชีวิตของตนแลกเงินสองหมื่นอีแปะมาได้ ถึงตายในที่รบ ครอบครัวก็จะได้เงินก้อนนี้
ซุนเจินกล่าวอีกว่า "รางวัลบรรดาศักดิ์ต้องกราบทูลราชสำนัก ความชอบของหยวนพ่านและพวก ข้าก็กราบเรียนต่อท่านฝู่จวินแล้ว คอยให้ท่านฝู่จวินกราบทูลขึ้นไปแล้วจึงจะมอบรางวัลบรรดาศักดิ์ หยวนพ่านมีความชอบใหญ่ แต่งตั้งให้เป็นถุนจ่าง"
ตอนหยวนพ่านมาสวามิภักดิ์ซุนเจิน ได้นำบุตรหลานมาด้วยห้าสิบคน ตอนซุนเฉิงมาก็นำมาอีกร้อยคน คนร้อยห้าสิบคนนี้ไม่เคยมีสังกัดอย่างเป็นทางการ พอดีฉวยโอกาสนี้ ก็จัดตั้งพวกเขาเป็นครึ่งถุน เลื่อนหยวนพ่านขึ้นเป็นถุนจ่างของถุนหนึ่งในนั้น ส่วนอีกครึ่งถุนนั้น ให้เฉิงเยี่ยนคุมไปก่อน
ขอเพียงตั้งความชอบ มิเพียงได้รางวัลหนัก ได้บรรดาศักดิ์ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารอีกด้วย พลทหารได้ยินก็ยิ่งแอบตั้งปณิธานในใจว่าจะสังหารข้าศึกตั้งความชอบในศึกวันหน้า
ต่อมาคือเหล่าแม่ทัพนายกองที่ตั้งความชอบในศึกตีเซียงเซียยามค่ำ ศึกนี้เพราะเป็นการจู่โจมยามค่ำ มีไส้ศึก "ทัพโจร" ส่วนมากอยู่ในความหลับ มิได้ระแวดระวัง อีกทั้งยังมีตระกูลใหญ่ในอำเภออย่างตระกูลหลี่ช่วยเหลือ พลทหารจึงบาดเจ็บล้มตายไม่มาก รวมแล้วบาดเจ็บล้มตายเพียงไม่กี่สิบคน ผู้ตั้งความชอบมีมากมาย มีกว่าสามร้อยคน ในจำนวนนี้ที่โดดเด่นที่สุดคือกองของเจียงฉิน กองของเจียงฉินตัดหัวข้าศึกได้มิใช่มากที่สุด แต่พวกเขาบุกเข้าค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองในอำเภอเป็นพวกแรก จึงจับเชลยได้มากที่สุด จับ "ทัพโจร" ได้ถึงแปดร้อยกว่าคน ตามอัตรารางวัลที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว ซุนเจินก็มอบรางวัลแก่แม่ทัพนายกองผู้ตั้งความชอบเหล่านี้ทีละคน
การได้สองเมืองติดต่อกันก็นับเป็นชัยใหญ่อยู่แล้ว ซุนเจินยังให้รางวัลอย่างทันท่วงทีอีก ขวัญทัพจึงพุ่งสูง ฮึกเหิมยิ่งนัก
ฯลฯ
ครั้นให้รางวัลเสร็จ พลทหารแยกย้ายกันไปแล้ว ซุนเจินก็เชิญซุนฮิวกับซีจื้อไฉสองคนมายังกระโจมของเขา
ซุนฮิวหัวเราะกล่าวว่า "ทัพเราเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ออกศึกครั้งแรกก็ชนะติดต่อกัน ขวัญทัพพุ่งสูง ใจทัพใช้การได้!"
ซีจื้อไฉก็ยินดียิ่งนัก กล่าวกับซุนเจินอย่างหยอกล้อว่า "เจินจือ ใบบอกชัยชนะที่ท่านส่งไปเมื่อวาน ท่านฝู่จวินคงได้รับแล้วเป็นแน่ วันนี้ท่านให้รางวัลแม่ทัพนายกองผู้ตั้งความชอบไปแล้ว ท่านว่าท่านฝู่จวินจะให้รางวัลท่านอย่างไรเล่า?"
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ชัยชนะในวันนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นความชอบในการวางแผนของท่านทั้งสอง อีกครึ่งหนึ่งอาศัยความกล้าหาญมหัศจรรย์ของเหล่าแม่ทัพนายกองอย่างซินอ้าย เฉินเปา เล่าเติ้ง อย่างข้านี้ เป็นเพียงผู้สำเร็จการได้ด้วยอาศัยผู้อื่นเท่านั้น!" คำนี้ของซุนเจินเป็นคำถ่อมตน มีทั้งส่วนที่ถูกต้อง มีทั้งส่วนที่ถ่อมตน เขากล่าวว่าการ "ตีโจร" ครั้งนี้ครึ่งหนึ่งเป็นความชอบของซุนฮิวกับซีจื้อไฉ อีกครึ่งหนึ่งเป็นความชอบของซินอ้าย เฉินเปา เล่าเติ้งและพวก อันนี้เป็นความจริง แต่เขาเองก็หาใช่ "ผู้สำเร็จการได้ด้วยอาศัยผู้อื่น" อย่างที่ตัวเขาเองกล่าวไม่ เขาเองก็ทุ่มเทให้ชัยชนะใหญ่ครั้งนี้อยู่มาก เช่นการฝึกทหารแต่ก่อน เช่นการนำหน้าพลทหารยามจู่โจมเซียงเซียเมื่อคืนวาน เหล่านี้ล้วนเป็นความชอบของเขาทั้งสิ้น
ซีจื้อไฉหัวเราะกล่าวว่า "แต่ก่อนฮั่นเกาจู่ทรงถามหานซิ่นว่า 'อย่างเราคุมทัพได้สักกี่คน?' หานซิ่นทูลว่าฮั่นเกาจู่ 'มิอาจคุมทหารได้ แต่อาจคุมแม่ทัพได้'(17) เจินจือ ท่านบอกว่าตน 'สำเร็จการได้ด้วยอาศัยผู้อื่น' นั้น เป็นการคุยอวดว่าท่าน 'คุมแม่ทัพ' เป็นหรือ?"
คนทั้งสามหัวเราะกันก้อง
ครั้นหัวเราะเสร็จ ซุนเจินก็เชิญทั้งสองนั่งลง สั่งให้เฉิงเยี่ยนออกไปเฝ้าอยู่หน้ากระโจม ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา
ซีจื้อไฉได้ยินเสียงพิณก็รู้ความหมายอันลึกซึ้ง(18) จึงถามซุนเจินว่า "เจินจือ ท่านให้เฉิงเยี่ยนออกไป ระวังเข้มงวด มีเรื่องจะปรึกษาหรือ?"
"ถูกแล้ว" ซุนเจินนั่งอยู่ตำแหน่งบน มองออกไปนอกกระโจม เห็นในค่ายเรียบร้อยสงบนิ่ง พลทหารที่แยกย้ายไปแล้วไม่มีสักคนเดินเตร่กระจัดกระจายอยู่ข้างนอก ก็พอใจอยู่ จึงหันสายตากลับมา กล่าวว่า "ปอไซกำลังจะนำผู้คนหลายหมื่นเข้าตีฟู่เฉิง ฟู่เฉิงเมืองเล็กพลน้อย ยากจะรักษาไว้ได้นาน เมื่อวานข้าถามท่านทั้งสองว่ากองเราควรลงใต้หรือไม่? ท่านบอกว่าให้รางวัลก่อน ให้พลทหารพักสองวันแล้วค่อยว่ากัน บัดนี้ข้าให้รางวัลแล้ว พลทหารเมื่อคืนก็พักผ่อนมาหนึ่งคืนแล้ว ลงใต้ได้หรือยัง?"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉหัวเราะกล่าวว่า "เรื่องนี้เมื่อวานมิได้ปรึกษากันไปแล้วหรือ? เจินจือ ใจร้อนอันใดถึงเพียงนี้! เมื่อวานเพิ่งปรึกษากันไป วันนี้ก็ปรึกษาอีก!"
ซุนเจินสีหน้าเคร่งขรึมเอาจริง กล่าวว่า "พวกเรามิอาจนั่งดูฟู่เฉิงโดยไม่ช่วยได้"
เขาลุกขึ้นเอามือไพล่หลัง เดินไปมาในกระโจม สีหน้าแสดงความวิตก ราวกับห่วงใยราษฎรหลายแสนทางใต้ของเมือง "แม้ไม่มีคำสั่งเข้มงวดจากท่านฝู่จวิน ข้าก็มิอาจนั่งดูราษฎรทางใต้ของเมืองต้องทุกข์จากทัพโจรโดยไม่ช่วยได้ เมื่อวานที่ลงใต้ไม่ได้เพราะแม่ทัพนายกองเหนื่อยล้า ความชอบยังมิได้ให้รางวัล บัดนี้ให้รางวัลเสร็จแล้ว แม่ทัพนายกองก็พักผ่อนมาหนึ่งคืน หากยังไม่ลงใต้อีก ใจข้าก็ยากจะสงบ จื้อไฉ ก๋งตัด ข้ามิปิดบังท่านทั้งสอง เมื่อคืนข้ามิได้หลับเลยทั้งคืน! ครั้นคำนึงว่าราษฎรหลายแสนจะต้องทนทุกข์จากโจร เฮ้อ ก็พลิกตัวไปมานอนมิหลับ"
คำพูดเหล่านี้ของเขาหาเป็นความจริงไม่ มีเพียงประโยคเดียวที่ถูก คือเมื่อคืนเขามิได้หลับจริง ๆ แต่มิใช่เพราะห่วงใยราษฎรทางใต้ของเมือง หากเพราะกำลังครุ่นคิดว่าทัพหนุนของราชสำนักจะมาถึงเมื่อใด
เมื่อวานหลังปรึกษาเรื่องกับซุนฮิวและซีจื้อไฉเสร็จ จัดการกิจการทหารเรียบร้อย พอนอนลง เขาก็นึกถึงเรื่องทัพหนุนของราชสำนักขึ้นมาทันที
เขาจำได้ว่าทัพหนุนที่ฮองฮูสงกับจูฮีนำมาแยกทาง น่าจะมาถึงหลังจากปอไซก่อการไม่นานนัก ปอไซก่อการมาจนถึงบัดนี้ก็ครึ่งเดือนแล้ว คาดว่าอย่างมากรออีกเจ็ดแปดวันหรือสิบกว่าวัน ฮองฮูสงกับจูฮีก็อาจจะมาถึง ทั้งฮองฮูสงและจูฮีล้วนเป็นยอดแม่ทัพ พอพวกเขามาถึง ก็ไม่มีเรื่องอันใดเป็นของเขาอีกแล้ว ได้คืบจะเอาศอก เป็นธรรมดาของมนุษย์ แรกที่เขาขออาสาเป็นนายกองศาลาฝานหยางนั้นก็เพียงเพื่อขอเอาชีวิตรอดในยุคยุ่งเหยิง ครั้นมีปินเค่ออย่างสวี่จ้ง เจียงฉินและพวกพ้องแล้ว เขาก็อยากสร้างผลงานความชอบในยุคยุ่งเหยิง บัดนี้มีกำลังพลสองพัน อีกทั้งตีปอไซแพ้ติดต่อกัน ก็นับว่ามีผลงานอยู่บ้างแล้ว ต่อไปเขาก็ย่อมหวังจะสร้าง "ผลงานความชอบ" นี้ให้ใหญ่ขึ้นอีกสักหน่อยเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เขาจึงอยากชิงสร้างความชอบเพิ่มอีกก่อนฮองฮูสงกับจูฮีจะมาถึง
แน่ละ การสร้างความชอบก็ต้องประมาณกำลังตน เขามีกำลังเพียงสองพันคนเท่านี้ มิอาจรบอย่างฟุ่มเฟือยได้
เพื่อประกันชัยชนะ หรืออย่างน้อยก็มิให้พ่ายแพ้ใหญ่ เมื่อคืนตอนเขานอนก็ปาดเข้ายามสองแล้ว ยังลุกขึ้นมาครุ่นคิดเทียบแผนที่อยู่ค่อนคืน คิดได้บ้าง เพียงแต่ยังไม่แน่ใจนัก จึงวันนี้จึงเชิญซุนฮิวกับซีจื้อไฉมาอีก อยากฟังความเห็นของทั้งสอง คนทั้งสองนี้ล้วนเป็นผู้มีสติปัญญากลอุบาย หากทั้งสองเห็นพ้องด้วย แสดงว่าลองได้ ก็จะลงใต้ หากทั้งสองไม่เห็นด้วย ก็ค่อยว่ากันอีกที
ซุนฮิวถามว่า "เช่นนั้นท่านมีแผนอย่างไร?"
ซุนเจินหยิบแผนที่ออกมาด้วยตนเอง ปูลงบนพื้นในกระโจม เชิญทั้งสองมาดู กล่าวว่า "ครั้งข้าเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ได้ตรวจราชการอำเภอต่าง ๆ ทางเหนือของเมือง เคยไปถึงห้าอำเภอทางฝั่งใต้แม่น้ำยี ภูมิประเทศที่นั่นต่างจากสองฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ย สองฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ยเป็นที่ราบเสียมาก แต่ที่นี่เป็นเนินเขาสูงต่ำ จากเกียบและฟู่เฉิงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทางส่วนมากราบเรียบ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก็เป็นโตรกผาซ้อนชั้น ต่อเนื่องไปจนถึงแดนกวนจง… ท่านทั้งสองดูสิ ตะวันออกเฉียงใต้ของฟู่เฉิงราบเรียบ แต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็มีภูเขามาก มีเขาเฟิ่งฉื่อ เอ๋อเหมย ฮู่หยาง ภูเขาซ้อนชั้น สลับเรียงรายติดต่อกัน"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉพยักหน้าเห็นชอบ
ซุนฮิวถามว่า "เช่นนี้ ท่านจะใช้ 'ชัยภูมิ' กระมัง?"
"ผู้เปี่ยมปัญญาแห่งฮั่นต้นเฉาก๋ง(19)กล่าวว่า 'เมื่อเผชิญศึกประจัญดาบ สิ่งเร่งด่วนมีสามประการ หนึ่งคือได้ภูมิประเทศ สองคือพลทหารคุ้นการรบ สามคือศัสตราวุธคมกริบ' ในสามประการนี้ ชัยภูมิเป็นที่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าชัยภูมิสำคัญเพียงใด กองเราแม้คนน้อย แต่เป็นทัพที่เพิ่งชนะ ขวัญกำลังกำลังสูง ดังที่จื้อไฉว่า 'ใจทัพใช้การได้' หากเราสามารถกุมภูมิประเทศแถบฟู่เฉิงไว้ให้ดี แล้วใช้ประโยชน์จากมัน เช่นนั้นทัพโจรแม้มาก ก็มิใช่ว่าจะเอาชนะมิได้ ถึงแม้มิอาจชนะใหญ่ อย่างน้อยก็คลายแรงกดดันที่ฟู่เฉิงจากด้านข้างได้บ้าง… ท่านทั้งสองเห็นเป็นอย่างไร?"
ผู้เปี่ยมปัญญาเฉาก๋งก็คือเฉาชั่วขุนนางผู้มีชื่อแห่งฮั่นต้น เฉาชั่วเป็นชาวเอี้ยงเต๊กในเมืองนี้เอง เคยเป็นไท่จื่อเจียลิ่ง เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาท ได้รับการยกย่องจากรัชทายาทซึ่งต่อมาคือพระเจ้าจิ่งตี้(20)ว่าเป็น "ผู้เปี่ยมปัญญา" วลีนี้มาจากบทความว่าด้วยการศึกอันลือชื่อของเขาคือ《เหยียนปิงซื่อซู》(ฎีกาว่าด้วยการศึก) เวลานี้ในสิ่งเร่งด่วนสามประการ เทียบกับทัพโพกผ้าเหลืองแล้ว ซุนเจินได้เปรียบในสองข้อหลังอยู่แล้ว หากใช้ชัยภูมิได้อีก ก็รบได้แน่
ซีจื้อไฉพินิจแผนที่ขบคิด ถามว่า "ท่านจะใช้ 'ชัยภูมิ' อย่างไร?"
"เขาเฟิ่งฉื่อและภูเขาทั้งหลายล้วนอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟู่เฉิง ห่างจากฟู่เฉิงบ้างใกล้บ้างไกล ข้าคิดอยู่นาน เห็นว่าหากจะใช้ 'ชัยภูมิ' ก็มีหนทางเดียวเท่านั้น"
"หนทางใด?"
"ล่อข้าศึก"
ซุนฮิวกล่าวว่า "ล่อข้าศึกหรือ?"
ซีจื้อไฉเข้าใจแจ่มแจ้ง ถามว่า "ท่านจะวางกำลังซุ่มไว้ในเขาก่อน แล้วแสร้งแพ้ล่อข้าศึกเข้ากับดักกระมัง?"
"ถูกแล้ว!"
ซีจื้อไฉพินิจแผนที่ขบคิดไปพลาง กล่าวไปพลางว่า "กองเราตีคืนเซียงเซียกับเกียบ ปอไซได้ข่าวต้องโกรธจัดเป็นแน่ เมื่อกองเราเข้าปะทะกับเขา หากทำทีว่าแพ้ทานมิอยู่ แสร้งหนี เขาก็คงไล่ตามไม่ลดละสิบในแปดเก้า อุบายนี้น่าจะใช้การได้ เพียงแต่…"
"เพียงแต่อะไร?"
"จะเลือกใครไปทำเป็นแม่ทัพแสร้งแพ้ ต้องพิจารณาให้ดี"
ซุนฮิวพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวว่า "จริงทีเดียว"
เทียบกับการรบให้ชนะ การรบให้แพ้ยากกว่า แม่ทัพชั้นหนึ่งทั้งชนะได้แพ้ได้ แม่ทัพชั้นสองชนะได้แต่แพ้ไม่ได้ การรบแพ้นั้นรบยาก การแสร้งแพ้ยิ่งยากกว่า ยามที่พลทหาร "แตกหนี" เป็นยามที่บังคับบัญชายากที่สุด หนีไปหนีมาอาจกลายเป็นหนีเอาชีวิตรอดจริง ๆ ก็ได้ ต้องมีฝีมือบังคับบัญชาในระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะประกันได้ว่ามิให้การแสร้งแพ้กลายเป็นการแพ้จริง
ซุนเจินถามว่า "สวี่จ้งเป็นอย่างไร?"
ซุนฮิวกล่าวว่า "ครั้งศึกเอี้ยงเต๊กก่อน ท่านออกเมืองตีโจร ข้าดูอยู่บนกำแพง สวี่จ้งเผชิญภัยมิได้พรั่น แต่เขาเป็นคนพูดน้อยเงียบขรึม จะตีตะลุยก็ได้ แสร้งแพ้ไม่ได้" การแสร้งแพ้ต้องสามารถมองรอบทิศ บัญชาประสานงานได้ทันท่วงที สวี่จ้งมิใช่คนพลิกแพลงว่องไว จึงไม่เหมาะ
"งักจิ้นเป็นอย่างไร?"
งักจิ้นเวลานี้รักษาเมืองอยู่ที่อำเภอเกียบ แต่หากเขาเหมาะ ก็เรียกตัวกลับมาได้ ซุนฮิวส่ายหน้า กล่าวว่า "งักบุ๋นเคี้ยมกล้าหาญดุดันเด็ดขาด จู่โจมโฉบฉวยก็ได้ แสร้งแพ้ไม่ได้"
"เจียงฉินเป็นอย่างไร?"
"เจียงแปะฉินในศึกเอี้ยงเต๊กออกรบตามท่าน อยู่ในตำแหน่งท้ายแถว ทุกครั้งที่ข้าศึกแสดงท่าทีย่อท้อ เขามักตะโกนโห่ร้องปลุกใจ ทำให้ข้าศึกยิ่งครั่นคร้ามและทำให้ฝ่ายเรายิ่งกล้าหาญ คนผู้นี้รู้จักอาศัยกระแส ช่วยให้ชนะได้ แต่แสร้งแพ้ไม่ได้"
"เกาซู่เป็นอย่างไร?"
"เกาจื่อซิ่วฮึกเหิมโกรธง่าย ใช้ปลุกให้รบกับข้าศึกแกร่งได้ แต่แสร้งแพ้ไม่ได้"
"บุนเพ่งเป็นอย่างไร?"
ซุนฮิวสีหน้าไม่พอใจ กล่าวว่า "เจินจือ ท่านล้อข้าเล่นหรือ? ตงเงียบนับว่าเป็นหนุ่มสุขุมเกินวัย แต่อายุยังไม่ถึงสวมกวาน ใช้เป็นนายกองรองช่วยตะลุยทัพได้ จะทำเรื่องแสร้งแพ้ได้อย่างไร?"
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ข้ารู้แล้วว่าท่านอยากใช้ใครมาเป็นแม่ทัพแสร้งแพ้ผู้นี้!"
"ใครเล่า?"
"ต้องเป็นเฉินเปาแน่"
ซุนฮิวครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ค่อย ๆ ส่ายหน้า กล่าวว่า "หามิได้! ครั้งเฉินเปาออกรบตามท่านในศึกเอี้ยงเต๊กอยู่ในตำแหน่งกลางแถว คอยสนับสนุนประสานอยู่ตรงกลาง พลิกแพลงว่องไว เมื่อคืนก่อนลอบเข้าเซียงเซีย ก็กล้าหาญรอบคอบมีอุบาย ด้วยความสามารถของเขา หรืออาจใช้ล่อข้าศึกแสร้งแพ้ได้ เพียงแต่น่าเสียดายที่ฐานะเขาไม่สูง ชื่อเสียงไม่เด่น ทัพโจรไม่รู้จักชื่อเขา ยากจะก่อให้เกิดความคิดที่จะไล่ตามให้ได้ จึงไม่เหมาะ"
"พูดเช่นนี้ ท่านก็อยากให้คนที่ฐานะสูงมีชื่อเสียง โจรล้วนรู้จัก มาเป็นผู้ล่อข้าศึกแสร้งแพ้ผู้นี้กระมัง?"
"ถูกแล้ว"
"นับดูทั่วทั้งทัพ มีเพียงคนเดียวที่เหมาะ" ซุนเจินชี้นิ้วมาที่ตนเอง หัวเราะกล่าวว่า "ก็คือข้านี่เอง"
ซุนฮิวถอนใจกล่าวว่า "เฮ้อ การล่อข้าศึกนี้ไม่ใช่ท่านก็ไม่ได้แล้ว! เจินจือ ปอไซตีเอี้ยงเต๊กไม่แตก เสียเซียงเซียกับเกียบติดต่อกัน เสียทหารเสียแม่ทัพ บาดเจ็บล้มตายหลายพัน ล้วนเพราะท่าน! เขาแค้นท่านเข้ากระดูกดำ หากใช้คนอื่นแสร้งแพ้ล่อข้าศึก เขาอาจระแวงเพราะแพ้ติดต่อกันมาก่อน จะไม่ตายใจหลงกล มีเพียงท่านล่อข้าศึกด้วยตนเองเท่านั้น เขาจึงจะมีโอกาสหลงกล"
"ข้าก็คิดเช่นนี้พอดี!"
"เพียงแต่…"
"อะไรเล่า?"
"ครั้งนี้อันตรายเกินไป! ปอไซมิใช่คนโง่ เขารบแพ้ติดต่อกัน ย่อมระมัดระวังเป็นแน่ มีโอกาสมากที่เขาจะเดาออกว่าท่านล่อข้าศึก เพราะฉะนั้นหากจะทำให้เขารู้ทั้งรู้ว่าเป็นกลแต่ก็อดมิได้ที่จะหลงกลตามไป ท่านไปล่อข้าศึกครั้งนี้ก็ต้องไม่นำกำลังพลไปมากเกินไป มีเพียงนำคนไปน้อยเท่านั้น จึงจะทำให้ปอไซรู้ทั้งรู้ว่าเป็นกล แต่ก็อดใจต่อสิ่งล่อใจมิได้ แต่ยิ่งนำคนไปน้อยก็ยิ่งอันตราย!"
ซุนเจินคิดในใจว่า "ครั้งข้าเป็นนายกองศาลาฝานหยาง ได้ยินเสียงกลองก็ลุกขึ้นกลางดึก ข้ามเขตไปตีโจร ครั้งข้าเป็นมีเซ่อฟูแห่งตำบลตะวันตก จับฆ่าตระกูลตี้ซานผู้มีอำนาจในตำบล ครั้งข้าเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ บุกเข้าบ้านเสิ่นยามค่ำ ฆ่าเสิ่นสวิ่นด้วยมือตนเอง อีกทั้งเมื่อเดือนก่อน ข้าบุกตีคฤหาสน์ในคืนหิมะตก จับฆ่าปอไซ ปอเหลียน อีกทั้งรักษาเอี้ยงเต๊กไว้ ข้านำพลม้าหลายร้อยออกเมืองรับมือทัพแสนของปอไซ สารพันสารพัด อันใดเล่าที่ไม่อันตราย? บัดนี้ยุคยุ่งเหยิงกำลังจะมาถึง มีเพียงลืมความตายเท่านั้นจึงจะมีชีวิตอยู่ได้!"
"มีเพียงลืมความตายเท่านั้นจึงจะมีชีวิตอยู่ได้" นี่คือประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้รับในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นับแต่ข้ามภพมา เขาหัวเราะกล่าวว่า "อีกทั้งมิใช่ข้าลงใต้ไปคนเดียว! ปอไซแม่ทัพผู้แพ้ติดต่อกัน จะมีอันใดให้น่ากลัวเล่า? ข้ากลัวแต่เพียงว่าเขาจะไม่กล้าไล่ตามข้า ไม่ยอมหลงกลเท่านั้น!" การเสี่ยงภัยก็ทำให้ติดได้ หลังผ่านเรื่องราวมามากมายเช่นนี้ ซุนเจินยามเผชิญภัยก็มิใช่ตัวเขาในครั้งแรกที่หวังเพียงเอาชีวิตรอดอีกแล้ว เขาเพลิดเพลินอยู่ในความเสี่ยงนั้น ความกล้าหาญฮึกเหิมยิ่งนัก
## เชิงอรรถ
(1) วลี "สามทัพโผบินลงมา สิ่งที่มุ่งไปล้วนแหลกลาญ" — บทขับร้องโบราณ สรรเสริญทัพที่โหมเข้าตีดุจนกโผบินลงมา สิ่งที่มุ่งหน้าไปล้วนถูกทำลายราบ
(2) จวี๋เฉาเฉวียน — เจ้าพนักงานพิพากษาคดีประจำเมือง ดูแลการตัดสินอรรถคดี
(3) กุยโต๋ในที่นี้คือจวี๋เฉาเฉวียน บุตรหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ส่วน "กุยโต๋" ที่กล่าวถัดมา (ผู้ไม่ค่อยถูกกับซุนเจิน) เป็นคนในตระกูลเดียวกัน — ต้นฉบับใช้ตัวอักษรต่างกัน แต่ในบทแปลยึดรูปไทย "กุยโต๋" ให้เสถียรตามดรรชนี
(4) เสินซ่างสื่อ — สมญาที่เตียวมั่นเฉิงหัวหน้ากบฏน่ำเอี๋ยงตั้งให้ตน หมายความว่า "ทูตเบื้องบน" หรือ "ผู้แทนเทพ"
(5) ลู่ปู้ — หนังสือประกาศที่เขียนกางเปิดเผยให้สาธารณชนได้อ่าน ("ป้ายเปิดเพื่อแจ้งแก่มหาชน") เดิมราชสำนักใช้ประกาศโองการนิรโทษหรือไถ่โทษ แต่บางคราวก็ใช้บอกข่าวชนะศึก
(6) ยีเป่ย — ดินแดนฝั่งเหนือแม่น้ำยี (หรู่สุ่ย)
(7) จงฉางสื่อถังเหิง — ขันทีผู้ใหญ่ในราชสำนัก ผู้บังคับยกบุตรสาวให้ซุนฮกเป็นภรรยา
(8) เหตุล่ามขังบัณฑิต — เหตุการณ์ที่ราชสำนักกวาดล้างและห้ามบัณฑิตพรรคปัญญาชนรับราชการ
(9) มีเซ่อฟู — นายตำบลชั้นหนึ่งร้อยสือ สำหรับตำบลใหญ่ที่มีราษฎรห้าพันคนขึ้นไป
(10) หลี่อิง — มหาบัณฑิตผู้มีชื่อก้องแผ่นดิน ผู้นำพรรคปัญญาชน สละชีพในเหตุการณ์กวาดล้างบัณฑิต
(11) ปอไซนำผู้คนหนึ่งแสนก่อการในเมืองเองฉวน
(12) ฮั่นเกาจู่ — ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น คือเล่าปัง ทรงให้สัตย์ปฏิญาณว่าผู้ไร้ความชอบในศึกมิอาจได้บรรดาศักดิ์โหว
(13) "หยวน เหิง ลี่ เจิน" — วลีจากคัมภีร์อี้จิง อันเป็นที่มาของชื่อ "เจิน" ของพระเอก หมายถึงจุดเริ่ม-ความเติบโต-ความสมหวัง-ความสำเร็จของสรรพสิ่ง
(14) ซ่างซือ — คำเรียกยกย่องหัวหน้าใหญ่ในลัทธิ ในที่นี้หมายถึงปอไซ ("อาจารย์เบื้องบน")
(15) เซี่ยนเจิ้น — ชื่อกองทหารพลกล้าตายที่ซุนเจินคัดตั้งขึ้น แปลความว่า "ตะลุยแนวข้าศึก"
(16) "การให้รางวัลสำคัญที่ความน่าเชื่อถือ การลงโทษสำคัญที่ความเด็ดขาด" และ "ให้รางวัลมิให้ข้ามวัน ลงโทษมิให้พ้นหน้า" — สุภาษิตจากตำราพิชัยสงคราม
(17) เรื่องเล่าปัง (ฮั่นเกาจู่) ถามหานซิ่นว่าตนคุมทหารได้กี่คน หานซิ่นทูลว่าฮ่องเต้คุมทหารโดยตรงมิได้ แต่ "คุมแม่ทัพ" ได้
(18) "ได้ยินเสียงพิณก็รู้ความหมายอันลึกซึ้ง" — สำนวนหมายถึงเข้าใจนัยในใจของอีกฝ่ายได้ทันทีจากเพียงสิ่งเล็กน้อย
(19) เฉาก๋ง / เฉาชั่ว — ขุนนางผู้มีชื่อแห่งราชวงศ์ฮั่นต้น ชาวเอี้ยงเต๊ก เคยเป็นไท่จื่อเจียลิ่ง (ขุนนางประจำตำหนักรัชทายาท) และพระอาจารย์ของรัชทายาท ได้รับยกย่องเป็น "ผู้เปี่ยมปัญญา"
(20) พระเจ้าจิ่งตี้ — รัชทายาทผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น ฎีกาว่าด้วยการศึกอันลือชื่อของเฉาชั่วเรียกว่า《เหยียนปิงซื่อซู》(ฎีกาว่าด้วยการศึก)