# ตอนที่ 139 — ฝึกทหารอย่างไร
ซุนเจินส่งอินซิ่ว จูฉ่าง และเหล่าเสมียนแคว้นอำเภอขึ้นรถม้า
จงฮิวไม่ได้ขึ้นรถทันที กลับยืนอยู่ใต้รถ กุมมือซุนเจิน ยิ้มอย่างสนิทสนมว่า "เจินจือ เจ้าเมืองครานี้ออกสิงชุนแคว้นอำเภอ เว้นแต่เอี้ยงเต๊กแล้ว ตำบลของเจ้าเป็นตำบลแรกที่เจ้าเมืองมา เจ้าเมืองให้ความสำคัญกับเจ้ายิ่งนัก ต่อการกระทำหลายอย่างของเจ้าในตำบลตะวันตก ก็ทึ่งยิ่งนัก คัมภีร์กวีว่า 'นำพาชาวนาทั้งหลาย หว่านพืชธัญญาหารร้อยชนิด' บัดนี้เป็นฤดูไถหว่านวสันต์พอดี เจ้าจงตั้งใจทำการ อย่าให้เสียที่เจ้าเมืองให้ความสำคัญ เจ้าจงพากเพียรเถิด"
ซุนเจินไม่ได้ตบอกรับรองสิ่งใด ทั้งไม่ได้ดีอกดีใจกระโดดโลดเต้น เพียงรับคำอย่างสุขุม
ครั้นขุนนางทั้งหลายขึ้นรถหมดแล้ว เหล่าบัณฑิตก็ทยอยร่ำลา ต่างขึ้นรถม้า ซุนเยว่ ซุนฮก ตันกุ๋น ซินอ้ายและพวกที่มีความสัมพันธ์กับซุนเจินส่วนมากกล่าวสนทนากับเขาสองสามคำ หัวหิม ปิ่งหยวน กวนหนิงก็ตามตันกุ๋นมาสนทนากับเขาสองสามคำ ซุนเจินถามสามคนว่าจะกลับเมื่อใด พวกเขาตอบว่ายังไม่กำหนดวันกลับ ซุนเจินยิ้มกล่าวว่า "หากมีเวลาว่าง เชิญมาเยือนตำบลข้าอีก ข้าจะออกมารับด้วยความยินดียิ่ง"
ซุนฮิวขึ้นรถ กวักมือเรียกเขาเข้ามาใกล้ ก้มตัวลงกระซิบยิ้มว่า "เจินจือ วันนี้บุตรหลานอำเภอต่าง ๆ มาถึงตำบลเจ้าพร้อมกัน เห็นกับตาว่าท้องนางามราษฎรร่มเย็น ทั้งเห็นกับตาว่าใต้ประตูเจ้ามีผู้กล้ามากมาย อีกทั้งได้ยินเรื่องการปกครองตำบลของเจ้ามากมายในอำเภอ เห็นทีอีกไม่นาน นามซุนเจินจือของเจ้าก็จะเลื่องลือไปทั่วแคว้น เหล่าตระกูลขุนนางรู้จักกันหมด ก็ไม่เสียแรงข้าวิ่งเต้นป่าวประกาศให้เจ้าเสียที ฮ่า ๆ"
อันเรื่องการปกครองตำบลต่าง ๆ ของซุนเจิน เช่น "ตัดสินคดีด้วยหลักชุนชิว" "ไม่เอาผิดนายกองศาลาผู้รับสินบน" ฯลฯ ที่แพร่ไปเร็วเช่นนั้น ส่วนใหญ่เป็นความชอบของซุนฮิวที่ป่าวประกาศเผยแพร่ไปทุกหนแห่งโดยไม่ออมแรง
สองคนสนิทกันไม่ใช่ธรรมดา ไม่จำต้องขอบคุณเรื่องนี้ ซุนเจินเพียงยิ้มรับ คิดในใจว่า "ก๋งตัดเป็นคนจริงใจ น่าเสียดายข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนเขาได้ … จงฮิวว่าเจ้าเมือง 'ทึ่ง' ในการกระทำของข้าในตำบลตะวันตก สั่งให้ข้าอย่าให้เสียที่เจ้าเมืองให้ความสำคัญ คำนี้หมายความว่าไฉน เป็นการบ่งบอกว่าเจ้าเมืองมีเจตนาเลื่อนข้าเข้าแคว้นหรือ"
ไท่โส่วเป็นใหญ่ทั้งแคว้น การเลื่อนหรือลดเสมียนในแคว้นล้วนชี้ขาดด้วยคำเขาคำเดียว คำว่า "ทึ่งยิ่งนัก" สามคำของจงฮิว กลับทำให้ซุนเจินนึกถึงเรื่องหนึ่งในรัชสมัยพระเจ้าฮั่นจางเต้
ครั้งนั้นตี้อู่หลุนขุนนางมีชื่อเป็นไท่โส่วไคว่ยจี ออกสิงชุนถึงตำบลหนึ่ง เรียกพบเจิ้งหง เซียงโหย่วจื้อ (เซ่อฟู) ถามเรื่องราชการ เจิ้งหงตอบได้แจ่มชัดยิ่ง ตี้อู่หลุนก็ "ทึ่งยิ่งนัก" แล้วเลื่อนเจิ้งหงเป็นจวิ้นตูโหยวทันที จวิ้นตูโหยวมีฐานะรองจากกงเฉาแห่งแคว้น แทนไท่โส่วออกตรวจ กำกับอำเภอต่าง ๆ ตั้งแต่นายอำเภอลงมาล้วนอยู่ใต้การกำกับของเขา แม้ไม่ต้องมีคำสั่งไท่โส่ว ก็สามารถจับกุมไต่สวนคดีนายอำเภอได้ ฐานะสูงกว่าเซียงเซ่อฟูมากนัก เพียงเพราะสามคำว่า "ทึ่งยิ่งนัก" เจิ้งหงก็จากเซียงเซ่อฟูทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งสูงนี้
แม้นึกถึงเรื่องนี้ ทว่าซุนเจินไม่ได้ถือว่าตนเทียบเจิ้งหงได้ เจิ้งหงทั้งความรู้ทั้งความสามารถเลิศ ภายหลังเคยรับราชการในซ่างซูไถที่กุมความลับสำคัญ ดำรงตำแหน่งซ่างซูผูเช่อ ส่วนซุนเจินรู้ตัวว่าตนเป็นเพียงผู้มีความสามารถปานกลาง แม้ตั้งแต่ข้ามภพมาก็ขยันศึกษาเล่าเรียน แต่ด้วยจำกัดด้วยพรสวรรค์ วิชาที่เรียนเพียงพอใช้ ไม่อาจเทียบเสาหลักของบ้านเมืองเหล่านั้นได้
แท้จริง วิชาความรู้ของเขาก็สามัญธรรมดา ทว่ามีอยู่จุดหนึ่งที่ใครก็เทียบไม่ได้ คือ "ความรู้แจ้ง" ของเขา เขารู้ทิศทางการดำเนินไปของประวัติศาสตร์ จึงโดยธรรมชาติก็จับ "กระแสใหญ่" ไว้ได้แล้ว เมื่อรู้ "กระแสใหญ่" การกระทำทั้งปวงของเขาจึงยิงตรงเป้าได้ทั้งสิ้น และการ "ยิงตรงเป้า" นี้ในสายตาผู้อื่น บางอย่างก็กลายเป็นความ "ทึ่ง"
อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ย เพียงเอาเรื่องที่เขาควักเงินตนซื้อต้นหม่อนให้ราษฎรฝานหยาง และไม่เสียดายเงินทองคบหานักเลงมาว่า หากเขาไม่รู้กระแสใหญ่ ก็คงทำตามกำลังตน แต่เขารู้กระแสใหญ่ เทียบกับการได้ใจคน เอาตัวรอดในยุคจลาจล เงินทองจะนับเป็นไรเล่า จึงทุ่มเททั้งหมด มองเงินทองดุจมูลดิน ในสายตาผู้อื่น นี่ก็คือความ "ทึ่ง" อย่างหนึ่ง
ซุนเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก
ใจของเขาบัดนี้อยู่ที่ตำบลนี้ทั้งหมด เพิ่งสร้างบารมีอันไร้ผู้เทียบขึ้น เพิ่งสั่งให้เจียงฉิน เฉินเปาเร่งเกลี้ยกล่อมผู้กล้าจากสี่ตำบล อาจกล่าวได้ว่า "กิจการใหญ่" ของเข้ากำลังอยู่ในห้วงสำคัญที่จะก้าวขึ้นอีกขั้น ดังนั้นแม้อินซิ่วมีเจตนาเลื่อนเขา หากไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญตำแหน่งเด่น เขาก็สู้อยู่ตำบลตะวันตกต่อ เป็น "ขุนนางน้อยคุมเขตแดน" ที่มีอำนาจจริง ทำงานได้ ดีกว่า
ครั้นส่งขบวนรถของอินซิ่ว จูฉ่างออกพ้นเขตแดนตำบลแล้ว ซุนเจินก็พาเหล่าเสมียนตำบลกลับสู่ที่ว่าการ
คนของตระกูลเกา เซี่ย เฟ่ย เล่า เฝิงที่มายังไม่ได้กลับ ร่วมส่งขบวนรถพ้นเขตแดนกับเขาด้วย คราวนี้เมื่อส่งคนกลับแล้ว เฟ่ยทงกับหัวหน้าตระกูลเซี่ยประสานมือคารวะลา ส่วนเล่าเฒ่าหัวหน้าตระกูลเล่าก็มาร่ำลา ต่างจากความเกรงใจของเฟ่ยทงกับหัวหน้าตระกูลเซี่ย เขาขอบคุณซุนเจินยิ่งนัก "อาศัยคำชมของท่านซุน คนแก่จึงมีบุญได้คารวะเจ้าเมือง ท่านนายอำเภอ"
"เล่าเฒ่า ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านเป็นผู้เฒ่าในตำบล เป็นที่รักของราษฎรอยู่แล้ว จึงถูกเจ้าเมืองเรียกพบ เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า"
"ท่านซุนช่วยชีวิตเฒ่าผู้นี้ไว้เมื่อปีก่อน วันนี้ยังกล่าวยกย่องเฒ่าผู้นี้ต่อหน้าเจ้าเมือง เฒ่าผู้นี้ซาบซึ้งในพระคุณท่านยิ่งนัก เพียงแต่เฒ่าผู้นี้แก่แล้ว ดุจไม้ผุ วันคืนเหลือน้อย อีกทั้งปีก่อนถูกโจรปล้น บุตรหลานตายสิ้น ส่วนท่านซุนเป็นบุตรตระกูลสูง อีกทั้งทางราชการก็รุ่งโรจน์ พระคุณของท่าน บ้านเล่าเราเกรงว่าจะตอบแทนไม่ได้ เฒ่าผู้นี้ได้แต่กล่าวว่า ภายหน้าหากมีที่ใดใช้เฒ่าผู้นี้ได้ ขอเพียงเอ่ยปากเถิด"
คำของเล่าเฒ่านี้กล่าวออกมาน่าเวทนายิ่ง
ซุนเจินเข้าใจเขาดี ชายชราห้าหกสิบปี มีนามีไร่ เป็นเศรษฐีครัวหนึ่งในตำบล ชีวิตเคยอยู่อย่างผาสุก ทว่าจู่ ๆ บุตรหลานตายสิ้น คนผมขาวส่งคนผมดำ ทรัพย์สมบัติมากมายไร้คนสืบทอดยังพอทำใจได้ แต่การสิ้นผู้สืบสกุลช่างทำให้หมดอาลัยตายอยากแท้ เขากล่าวปลอบด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า "เฒ่าในตำบลทำบุญทำทาน ราษฎรล้วนสำนึกในบุญคุณท่าน ย่อมต้องได้รับผลบุญแฝงตอบสนอง บุตรหลานแม้โชคร้ายตายในเหตุโจรจลาจล แต่ก็รับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงได้ สืบสกุลต่อวงศ์ได้เช่นกัน ไยต้องเศร้าโศกระทมทุกข์เล่า"
"บุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรม ที่สุดก็ปลอม … ช่างเถิด ไม่กล่าวเรื่องเหล่านี้แล้ว ท่านซุน เฒ่าผู้นี้ขอลา รวมความว่า ภายหน้าหากมีที่ใดใช้เฒ่าผู้นี้ได้ เฒ่าผู้นี้จักสุดกำลังกายใจ เพื่อตอบแทนพระคุณท่าน" เล่าเฒ่ามาพร้อมปินเค่อ มีรถขับมา ร่ำลาซุนเจิน ขึ้นรถจากไป
ซุนเจินมองเขาไกลออกไป ถอนใจแทน หัวหน้าตระกูลเกากับเฝิงเวินหัวหน้าตระกูลเฝิงก็มากล่าวกับซุนเจินสองสามคำ แล้วลาจาก เกาซู่กับเฝิงก่งอยู่ต่อ ขยับเข้ามาข้างกายเขา เฝิงก่งยิ้มกล่าวว่า "เจินจือ เมื่อครู่หน้าที่ว่าการ ตอนเจ้าส่งเจ้าเมือง ท่านนายอำเภอขึ้นรถ กงเฉาแห่งแคว้นกุมมือเจ้า ดูเหมือนกล่าวกับเจ้าสองสามคำ ตอนนั้นเจ้าทำสีหน้าตกใจ เขากล่าวสิ่งใดกับเจ้าหรือ"
ซุนเจินไม่ปิดบัง "ท่านจงว่าเจ้าเมือง 'ทึ่ง' ในเรื่องบางอย่างที่ข้าทำในตำบลตะวันตก"
"'ทึ่ง' หรือ ไอ้หยา เช่นนี้ เจินจือเจ้าก็จวนได้เลื่อนตำแหน่งแล้วสิ"
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ไม่รับคำ เปลี่ยนเรื่องว่า "เจ้าเมือง 'ทึ่ง' ข้า ข้าก็ 'ทึ่ง' หลิวเติ้ง"
หลิวเติ้งก็คือนักเลงที่กล่าวต่อหน้าอินซิ่วที่หน้าประตูลานที่ว่าการว่า "พวกข้าเรียนกระบี่ เรียนกระบี่ฆ่าคน ลูกผู้ชายถือกระบี่เจ็ดฉื่อ พึงใช้ชีวิตให้สมใจ ไฉนจะแสดงวิชาต่อหน้าคนดุจลิงเล่นกล" นั่นเอง เกาซู่ไม่รู้จักเขา เฝิงก่งรู้จัก กล่าวว่า "หลิวเติ้งผู้นี้ ข้ารู้จักมานานแล้ว แต่ก่อนเป็นบ่าวรับใช้สวี่จ้ง หลังสวี่จ้งตายก็มักอยู่ข้างกายเจียงฉิน ขึ้นชื่อเรื่องกล้าบ้าบิ่นซื่อตรง … แม้รู้ว่าเขากล้า แต่ข้าก็ไม่นึกว่าเขากล้าถึงเพียงนี้ กล้าเอ่ยถ้อยคำเช่นนั้นต่อหน้าไท่โส่ว"
เฝิงก่งทึ่งที่หลิวเติ้งกล้าเอ่ยวาจาห้าวต่อหน้าไท่โส่ว ส่วนเกาซู่กระหายใคร่ได้ที่ใต้บังคับซุนเจินมีผู้กล้าเช่นนี้
เขากล่าวด้วยความอิจฉาว่า "เจินจือ เจ้าเกลี้ยกล่อมผู้กล้ามากมายเช่นนี้มาได้อย่างไร เจียงเสี่ยน (สวี่จ้ง) งักจิ้น เจียงฉิน ล้วนต่อกรสิบคนได้ พี่น้องตระกูลเกาชำนาญยิงหน้าไม้ ใช้ทวนใหญ่ 'ทวนใหญ่หน้าไม้แกร่งใครต้านไม่ได้' ท่านซูคนพี่คนน้องก็มีบารมี เด็กหนุ่มในหมู่บ้านล้วนเต็มใจวิ่งเต้นให้ บัดนี้ยังมีคนอย่างหลิวเติ้ง กล้าบ้าปากกล้า เทียบกับคนเหล่านี้ของเจ้าแล้ว ปินเค่อใต้ประตูข้าช่างดุจไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ไม่ควรค่าเอ่ยถึง"
ซุนเจินหัวเราะ คิดในใจว่า "ผู้ที่ยอมเป็นปินเค่อตระกูลใหญ่ส่วนมากเป็นคนยากจนตกอับ ไฉนเทียบกับนักเลงในตำบลเหล่านี้ได้" คิดในใจเช่นนี้ แต่ปากกล่าวเช่นนี้ไม่ได้ ยิ้มกล่าวว่า "ความกล้าของชายชาตรีจะควรค่าเอ่ยถึงหรือ แม้แต่จวินชิง บุ๋นเคี้ยม ปั๋วฉิน ก็เป็นเพียงคนต่อกรสิบคนเท่านั้น ครั้งกระโน้นป้าหวังแห่งฉู่ตะวันตก (เซี่ยงอวี่) ยามเยาว์ไม่ชอบอ่านหนังสือ เรียนกระบี่ก็ไม่สำเร็จ เซี่ยงเหลียงผู้เป็นอาโกรธยิ่ง ถามว่าเขาประสงค์สิ่งใด เขาตอบว่า 'กระบี่นั้นต่อกรคนเดียว ไม่ควรค่าเรียน จะเรียนวิชาต่อกรหมื่นคน' … ต่อกรคนเดียว ต่อกรสิบคนไม่นับเป็นไร ต่อกรหมื่นคนต่างหากจึงเป็นวีรชนของแผ่นดิน"
ป้าหวังแห่งฉู่ตะวันตกมีกิตติศัพท์เกริกไกร เกาซู่ก็รู้จัก เขาถามว่า "แล้วทำอย่างไรจึงจะต่อกรหมื่นคนได้เล่า"
"เมื่อก่อนข้าไม่ได้บอกเจ้าให้ฝึกปรือปินเค่อ เตรียมรับโจรวสันต์ดอกหรือ เจ้าฝึกปินเค่อให้ดี ไม่กลัวโจรล้านคน ก็คือต่อกรหมื่นคนแล้ว"
แต่ก่อนซุนเจินบอกให้เกาซู่ฝึกปินเค่อ เกาซู่แม้ฟังแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ ใต้ประตูเขามีปินเค่อไม่น้อย หากฝึกปรือได้ดี ภายหน้าก็เป็นกำลังหนุนได้ ซุนเจินจึงอาศัยจังหวะนี้ ลากเรื่องไปถึงเซี่ยงอวี่ หวังจะกระตุ้นความกระตือรือร้นของเกาซู่
เกาซู่พึมพำว่า "'ไม่กลัวโจรล้านคน ก็คือต่อกรหมื่นคน'" ใจจดจ่อ กำหมัดแน่น ตั้งจิตมั่นในใจ ต้องฝึกปินเค่อให้ดี เป็นผู้ต่อกรหมื่นคนให้ได้ เพียงแต่มีจุดหนึ่งที่ไม่เข้าใจ เขาถามว่า "ฝึกปรืออย่างไรเล่า"
ซุนเจินได้ยินคำถามนี้ ก็รู้ว่าคราวนี้เขาคิดจะฝึกปินเค่อจริงแล้ว — คราวก่อนตอนบอกให้ฝึกปินเค่อ เขาไม่ได้ถามแม้แต่คำเดียว ทันใดนั้นจึงตอบว่า "วิถีการฝึกปรือไม่พ้นสองประการ หนึ่ง ฝึกวินัย สอง ฝึกความกล้า สองสิ่งนี้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ มีแต่ประการแรก มีรูปไร้วิญญาณ มีแต่ประการหลัง ก็ยังเป็นเพียงความกล้าของคนสามัญ"
"วินัยคืออะไร"
"จะให้มีวินัย ต้องให้บนล่างมีลำดับก่อน"
"บนล่างมีลำดับคืออะไร"
"จัดปินเค่อของเจ้าเป็นปู้ฉวี่ (กองในสังกัด) ตั้งหัวหน้าตุ้ย (ตุ้ยซวย หัวหน้ากองย่อย) ใต้ลงไปตั้งสือ (หน่วยสิบคน) อู่ (หน่วยห้าคน) เลือกหัวหน้าแต่ละหน่วย แยกกันคุมบังคับบัญชา เช่นนี้คือบนล่างมีลำดับ มีลำดับแล้วจึงพูดถึงวินัยได้ กล่าวง่าย ๆ วินัยคือให้ปู้ฉวี่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้า"
"ปินเค่อใต้ประตูข้าแม้กินอยู่ที่บ้านข้า ปกติก็ยังเชื่อฟัง แต่นี่เป็นเพียงยามปกติ หากพบโจร ยามคับขันเป็นตาย ก็ยากพ้นมีคนขลาดเขลา เกรงว่ายากจะให้เชื่อฟัง … ทำอย่างไรจึงจะได้เล่า"
"ฮั่นต้น เซียงหนูมีรัชทายาทชื่อม่อตู๋ เพื่อฝึกวินัย ได้สร้างลูกธนูเสียงหวีด (หมิงตี๋) หมิงตี๋ยิงไปทางใด ลูกน้องผู้ใดไม่ยิงตาม ก็ประหารสิ้น ฝึกอยู่หลายปี ก็ใช้บังคับบัญชาลูกน้องได้ดุจใช้แขนสั่งนิ้ว"
เกาซู่กล่าวอย่างลำบากใจว่า "ประหารสิ้นหรือ" ตามกฎหมายสองราชวงศ์ฮั่น เจ้านายจะฆ่าทาสรับใช้ต้องแจ้งทางการก่อน ได้รับอนุญาตจึงฆ่าได้ ไม่แจ้งแล้วฆ่ามีความผิด ฆ่าทาสยังต้องเช่นนี้ ป่วยกล่าวไยถึงปินเค่อ ซุนเจินยิ้มกล่าวว่า "เจ้าไม่ใช่ฝึกทหาร เพียงฝึกปินเค่อรับโจรวสันต์ ไม่จำต้องลอกวิธีฝึกทหารของม่อตู๋มาทั้งหมด เพียงเรียนเอาความหมายในการฝึกทหารของเขามาก็พอ"
"แล้วความหมายในการฝึกทหารของเขาคืออะไรเล่า"
"สั่งให้ทำก็ทำ สั่งให้หยุดก็หยุด"
"จะทำให้สั่งให้ทำก็ทำ สั่งให้หยุดก็หยุดได้อย่างไร"
"มีความชอบก็ปูนบำเหน็จ มีความผิดต้องลงโทษ สร้างบารมีให้เกรง สร้างสัจจะให้เชื่อ บารมีสัจจะตั้งมั่นแล้ว ก็สั่งให้ทำก็ทำ สั่งให้หยุดก็หยุด"
เกาซู่ก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้า กล่าวว่า "ข้าเข้าใจแล้ว … เจ้าว่าหนึ่งฝึกวินัย สองฝึกความกล้า ความกล้าจะฝึกอย่างไรเล่า"
ซุนเจินมองไปยังแดนไกล ค่อย ๆ กล่าวว่า "จะฝึกความกล้า มีวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว"
"อะไร"
"ฆ่าโจร"
เกาซู่อึ้ง "ข้าจะพาปินเค่อวิ่งพล่านไปทั่ว ออกหาโจรเองไม่ได้"
"ฮ่า ๆ ฝึกความกล้าไม่ต้องรีบ พื้นฐานของความกล้าคือวินัย ขอเพียงเจ้าฝึกวินัยให้ดีก่อน ให้แถวกระบวนมีระเบียบ การรุกถอยมีลำดับ ใช้ดุจใช้คนเดียว แม้ศัตรูล้านคนก็ฟังคำสั่งรุกหน้าไม่กลัวตาย แม้เงินทองข้าวอยู่เบื้องหน้า ได้คำสั่งก็ถอยไม่เหลียวมอง ฝึกได้ถึงเพียงนี้ แม้ไม่ใช่ผู้ต่อกรหมื่นคน ก็เป็นผู้ต่อกรพันคนแล้ว"
"พวกราษฎรที่เจ้าฝึกปรือสมัยอยู่ฝานหยาง บัดนี้ยังฝึกอยู่ ไม่รู้ฝึกถึงขั้นไหนแล้ว ต่อกรพันคน หรือต่อกรหมื่นคน"
"การฝึกปรือไม่ใช่เรื่องชั่วข้ามคืน อีกทั้งราษฎรฝานหยางต่างจากปินเค่อใต้ประตูเจ้า พวกเขาส่วนมากใช้ดาบกระบี่ไม่เป็น ไม่ชำนาญธนู อีกทั้งไม่ใช่ปินเค่อในสังกัดข้า ฝึกยากนัก ถึงบัดนี้ก็เพิ่งเรียนดาบกระบี่ ธนูจบ เพิ่งเริ่มฝึกวินัยเท่านั้น"
ในเรื่องนี้เฝิงก่งมีสิทธิ์พูด เขากล่าวว่า "ว่าแต่ระยะนี้ข้าเห็นราษฎรที่ฝึกปรือ บ้างเดินหน้าถอยหลังตามเสียงกลอง บ้างยืนนิ่งครึ่งวันไม่ขยับ ที่แท้เริ่มฝึกวินัยแล้วนี่เอง" เขานึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ยิ้มกล่าวว่า "สองวันก่อน ข้าเลี้ยงเหล้าตู้หม่ายกับอาเปา เฒ่าตู้บ่นพึมพำ ถลกชายเสื้อขึ้นให้ข้าดูขาเขา ว่ายืนจนขาบวมแล้ว"
ซุนเจินเพียงอ่านตำราพิชัยสงครามมาบ้าง ไม่ได้เรียนพิชัยสงครามอย่างถ่องแท้ ดูเขาพูดกับเกาซู่เป็นฉาก ๆ แท้จริงที่สุดควรยกระดับวินัยและความเป็นระเบียบของลูกน้องอย่างไร เขาเองก็ไม่รู้ จนปัญญายิ่งนัก จึงได้แต่นำสิ่งที่เห็นที่ได้ยินในภพก่อนมาใช้ งัดอาวุธสองอย่างคือ "เดินแถว ยืนท่าทหาร" ออกมา ด้วยเหตุนี้ ระยะก่อนเขาจึงไปฝานหยางหลายเที่ยว "ถ่ายทอดเคล็ดวิชา" แก่ตู้หม่ายกับเฉินเปาโดยตรง สอน "ยืนท่าทหาร" ที่เรียนมาตอนฝึกทหารในภพก่อนให้พวกเขา อีกทั้งสอนเดินเป็นจังหวะ วิ่งเป็นจังหวะ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับหลังหัน หยุด พักตามสบาย หมอบลง คลานไปข้างหน้า ฯลฯ ทุกอย่างเท่าที่นึกออกก็สอนให้สองคนหมด ผสมกับที่ราษฎรเรียนการรวมพล ขานชื่อ นับแถว วิ่งทางไกลไปแล้ว ทำครบชุดดูเผิน ๆ ก็ดูเข้าทีอยู่
ส่วนผลจะเป็นไฉน มีแต่ฟ้ารู้
นอกจากนี้ เขายังเลือกบางอย่างที่ใช้ได้จากตำราพิชัยสงครามที่อ่านมา เช่น ได้ยินกลองให้รุก ใช้อาวุธสั้นยาวประสานรบ ฯลฯ ก็สอนสองคนด้วย อีกทั้งจัดทุกหัวข้อเป็นตารางวิชา กำหนดลำดับก่อนหลังในการฝึกปรือ และเวลายาวสั้นของการฝึกแต่ละครั้งไว้ชัดเจน สั่งให้สองคนใช้ฝึกราษฎรตามนี้ และบอกสองคนว่า ต้องทำตนเป็นแบบอย่าง
อย่างอื่นยังดี ราษฎรผ่านการเล่นฉูจวีมาหลายเดือน ร่างกายได้ออกกำลังอย่างยิ่ง วิ่งเหยาะ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อแยกซ้ายขวาออกแล้ว การเดินแถวก็เรียนได้เร็ว ส่วนการประสานอาวุธสั้นยาว พวกเขาก็คุ้นการใช้อาวุธจากการสอนของเจียงฉินกับพวกแล้ว ที่ขาดเพียงการประสานกัน ก็พอรับไหว มีแต่หัวข้อ "ยืนท่าทหาร" ที่ฝึกทุกคนรวมทั้งตู้หม่ายจนร้องโอดโอย ทุกครั้งยืนครึ่งชั่วยาม ขยับแม้แต่นิดไม่ได้ ทั้งน่าเบื่อ ทั้งเหนื่อยยิ่งนัก หากไม่ใช่ซุนเจินให้รางวัลงามตามเคย บางทีคนคงแยกย้ายหนีหมดแล้ว
ซุนเจินยิ้มกล่าวว่า "ฝึกยืนท่าก็เพื่อฝึกความอดทนของราษฎร ผู้ที่ยืนนิ่งได้ครึ่งชั่วยาม กระทั่งหนึ่งชั่วยาม นี่นับว่ามีความอดทน ใช้การได้"
เฝิงก่งกล่าวว่า "ท่านซุนเมื่อครู่ว่า 'ต่อกรหมื่นคน' ทำให้ข้าฟังแล้วใจคอหวั่นไหวยิ่ง จะให้ถูฟู่กับทาสใหญ่ในบ้านข้าตามเฒ่าตู้ อาเปาฝึกปรือได้หรือไม่"
บ้านเฝิงมีถูฟู่สิบเจ็ดสิบแปดคน ทาสรับใช้ห้าหกคน หักคนแก่ผู้หญิงออก ก็ได้สิบกว่าคน พอจัดเป็นหนึ่งสือ มีคนหนึ่งก็เพิ่มกำลังหนึ่ง ซุนเจินอยากได้อยู่แล้ว รับคำทันทีว่า "ได้สิ"
เฝิงก่งดีใจยิ่ง "ตกลงตามนี้นะ"
คนทั้งปวงสนทนาพลางเดิน ข้ามท้องทุ่ง กลับสู่ศาลากลางตำบล
เกาซู่เชิญซุนเจิน เฝิงก่งไปดื่มเหล้าที่บ้านตน ซุนเจินปฏิเสธไม่ได้ จึงต้องรับคำ ทว่าเขาไม่อยากไปคนเดียว สั่งสวี่จ้งผู้ติดตามไปเรียกงักจิ้น หลิวเติ้งที่เฝ้าที่ว่าการมาด้วย ทั้งพาสือสั่งไปข้างกาย ติดตามไปด้วยกัน
สือสั่งวันนี้ได้พบไท่โส่ว นายอำเภอ ที่สำคัญกว่านั้นยังได้พบยอดคนมากมายในแคว้น จึงตื่นเต้นยิ่ง เดิมตั้งใจจะนอนร่วมแคร่สนทนายามค่ำกับซุนเจิน เล่าความตื่นเต้นในใจให้ฟังให้เต็มที่ บัดนี้กลับเป็นไปไม่ได้แล้ว เขาข่มความตื่นเต้นลง คิดในใจว่า "ตระกูลจง ตัน ซิน ล้วนเป็นตระกูลมีชื่อในแคว้นเรา ข้าเห็นจงฮิว ตันกุ๋น ซินอ้ายดูสนิทกับท่านซุน ภายหน้าหากมีโอกาส ควรขอให้ท่านซุนพาข้าไปเยือนพวกเขาสักครั้ง"