# ตอนที่ 169 — เสนอชื่อซีจง
ยามพลบค่ำเข้าสู่เอี้ยงเต๊ก
ซุนเจินชวนซีจื้อไฉไปด้วยกัน เพื่อเข้าคารวะไท่โส่วที่จวนมณฑล
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ครานี้ติดตามท่านออกตรวจอำเภอ จากบ้านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว คิดถึงคนในครอบครัว อีกทั้งข้ายังเป็นคนชุดขาว(1) จวนขุนนางหาใช่ที่ข้าจะเข้าไปได้ ไท่โส่วท่านนั้น ข้าไม่ขอเข้าพบหรอก"
ซุนเจินกล่าวว่า "ท่านพี่จื้อไฉ ก็เพราะท่านเป็นคนชุดขาวนี่แหละ ข้าจึงอยากให้ท่านไปพบใต้เท้าเจ้าเมือง การออกตรวจอำเภอครานี้ ล้วนได้อาศัยท่านพี่ จึงราบรื่นถึงเพียงนี้ ปรีชาท่านพี่ เหนือกว่าข้าสิบเท่า ด้วยปรีชาของท่านพี่ ไม่ใช่ว่า 'จวนขุนนางหาใช่ที่ท่านพี่จะเข้าได้' หากเป็นว่า 'อยู่บ้านนาน ๆ หาใช่สิ่งที่ท่านพี่ควรทำ' ใต้เท้าเจ้าเมืองตั้งแต่รับตำแหน่งประจำมณฑลนี้ ก็เชิดชูผู้ทรงคุณ ยกย่องผู้เปรื่องปราด แสวงหาผู้มีปรีชาดั่งกระหายน้ำ ด้วยปรีชาของท่านพี่ จะคว้าตำแหน่งเฉาเฉวียน(2) ก็ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือดูลายมือ!"
ซีจื้อไฉปฏิเสธว่า "ข้านี้แซ่เล่อ(3) ยินดีในการไถหว่าน ไม่ชอบตรากตรำใจอยู่กับเอกสารราชการ เจินจือ น้ำใจดีของท่าน ข้าน้อมรับไว้แล้ว"
ซุนเจินคิดในใจว่า "เจ้าวันทั้งวันเอาแต่พนันดื่มเหล้า ไม่เคยเห็นเจ้าลงนาทำงานสักครั้ง 'แซ่เล่อยินดีในการไถหว่าน' มาแต่ที่ไหน" แต่ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ ก็เลยพูดเกลี้ยกล่อมตามไปว่า "ข้าย่อมรู้ว่าท่านพี่มีปณิธานดั่งเขาจีซาน(4) แต่การตรวจอำเภอครานี้ท่านพี่ก็เห็นกับตา แต่ก่อนเองฉวนของเราเป็นมณฑลเลื่องชื่อก้องใต้หล้า บัดนี้เองฉวนของเรากลับมีเสือหมาเพ่นพ่าน รีดนาทาเร้นกดขี่ ราษฎรทนทุกข์ยากไร้ที่พึ่ง ครั้นยามบ้านเมืองสงบสุข ท่านพี่จะหาความสำราญในไร่นาเองก็ได้ แต่บัดนี้สุนัขป่าครองทาง ไฉนจะมัวเห็นแก่ความสบายของตน มองไม่เห็นความทุกข์ทรมานของราษฎรเล่า ขงจื๊อว่าไว้ 'ผู้เป็นบัณฑิตหากใฝ่แต่ความสุขสบาย ก็ไม่ควรเป็นบัณฑิต'(5) ลูกผู้ชายพึงถือกิจใต้หล้าเป็นภาระของตน เผชิญเหตุมิหลีกเลี่ยง การสร้างคุณงามความดี ก็อยู่ที่วันนี้!"
ซีจื้อไฉยิ้มน้อย ๆ ดีดเสื้อผ้า กล่าวว่า "ถ้อยคำเหล่านี้ บุ๋นเยียกก็เคยพูดกับข้ามาแล้ว"
"…เอ๋?"
"ข้ารู้ว่าท่านรีบจะไปแจ้งราชการที่จวนไท่โส่ว ไม่ต้องส่งข้าหรอก ข้าจะเดินกลับบ้านเองก็แล้วกัน" ซีจื้อไฉปกติเป็นคนปล่อยตัวตามอารมณ์ แต่คราวนี้กลับดูเหมือนมีท่าทีเหงาหงอยอยู่บ้าง
ซุนเจินคิดในใจว่า "จื้อไฉไม่ใช่คนเสแสร้งดัดจริต อีกทั้งไม่ใช่คนที่ยินดีในไร่นาเป็นแน่ บัดนี้กลับไม่ยอมตามข้าเข้าจวนพบไท่โส่ว ต้องมีเหตุซ่อนเร้น …เมื่อกี้เขาเอ่ยถึงบุ๋นเยียกหรือ" ไม่สะดวกจะถามต่อหน้า จึงตัดสินใจรอพบซุนฮกแล้วค่อยถามเสียให้ละเอียด ก็เลยไม่พูดเรื่องนี้อีก
ซีจื้อไฉว่าไม่ต้องส่ง เขาจะไม่ส่งได้อย่างไร ครั้นถึงหน้าหมู่บ้าน สั่งให้คนทั้งหลายหยุดเกวียนม้า แล้วส่งซีจื้อไฉถึงบ้านด้วยตนเอง
…
ซุนเจินจากไปไม่นาน ก็มีคนมาเคาะประตู
ซีจื้อไฉกำลังอาบน้ำอยู่ข้างบ่อ ภริยาซีจื้อไฉออกไปเปิดประตู เห็นเป็นชายพกกระบี่สองคน หามหีบใบหนึ่งมา วางลงแล้วก็รีบจากไป
ภริยาซีจื้อไฉเรียกไว้ไม่ทัน ฉงนใจเปิดหีบออกดู แสงทองเจิดจ้าบาดตา ในหีบบรรจุแท่งทอง(6)กว่าร้อยแท่ง บนแท่งทองวางซี่ไม้ไผ่เขียวขจีไว้อันหนึ่ง นางหยิบขึ้นมาดู บนซี่ไม้ไผ่สลักวาทะไว้ประโยคหนึ่งว่า "แต่กาลเมื่อข้าหวนคำนึง ตัดผมต้อนรับอาคันตุกะ บัดนี้เมื่อข้าจากไป ร้อยทองไม่หนักหนา ขอได้คู่ใจเดียวกัน หัวขาวไม่แคล้วคลาดกัน"(7)
พอเห็นวรรค "ตัดผมต้อนรับอาคันตุกะ" นางก็รู้ว่าทองแท่งนี้ผู้ใดส่งมา ครั้นเห็นวรรคสุดท้าย หน้าก็แดงด้วยความเขินขึ้นมาทันที คิดในใจว่า "วรรคต้น ๆ ก็พอทำเนา แต่วรรคสุดท้ายนี้หมายความเช่นไรกัน" ซีจื้อไฉเคยสอนนางให้รู้หนังสืออ่านเขียน หญิงสาวโดยกมลสันดานชอบบทกวีรักใคร่กระหยิ่มอยู่บ้าง นางก็เคยอ่านสองวรรคนี้ รู้ว่าออกจากเพลงพื้นบ้าน(8)ยุคเฉียนฮั่น《ไป๋โถวอิ๋น》เล่ากันว่าจัวเหวินจวิน(9)แต่งให้ซือหม่าเซียงหรู เดิมเป็นวาจาที่หญิงงามแสวงหาคู่ครองที่ดี อีกทั้งใช้ในการ "หงส์ตามหาหงส์" ได้ แต่ไฉนนำมาใช้ในที่นี้ได้เล่า
นางต่อว่าด้วยความขัดเคืองว่า "ท่านซุนเป็นวิญญูชนผู้สง่างามอ่อนโยน ไฉนกลับเอ่ยวาจาเหลวไหลเช่นนี้"
ซีจื้อไฉซักถามจนชัดต้นสายปลายเหตุ ก็เอาน้ำบ่อในกะละมังไม้ในมือเทรดลงจากศีรษะ หัวเราะลั่นก้อง
"ท่านยังหัวเราะอีก!"
"เจ้าหารู้ไม่ เจินจือใกล้จะเข้าพิธีวิวาห์แล้ว ที่เขาทำนี้ ทั้งเป็นการอวยพรให้เราสองคนได้ครองคู่จนผมหงอกเคียงกัน อีกทั้งเป็นการอิจฉาเราสองคน หวังให้เมื่อเขาแต่งงานแล้วจะได้รักใคร่กลมเกลียวดั่งเราสองคนด้วย" ซีจื้อไฉรู้สึกขบขันยิ่งนัก หัวเราะลั่น กล่าวว่า "ฮ่า ๆ เจินจือแต่ก่อนตอนกลางคืนตีกลุ่มโจรที่ตำบลตะวันตก เด็ดเดี่ยวห้าวหาญ บัดนี้ออกตรวจอำเภอต่าง ๆ ขับไล่คนโลภกำจัดคนชั่ว ฮึกเหิมเกรียงไกร วีรชนผู้องอาจเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นก้าวหน้าเช่นนี้ กลับมียามอ่อนไหวพิไรรำพันดั่งเด็กหนุ่มสาวต้องลมรักด้วยหรือนี่"
…
ซีจื้อไฉเดาไม่ผิด ซุนเจินอิจฉาความรักใคร่กลมเกลียวของสองสามีภริยาเขาจริง จึง "อดไม่ได้" สลักบทกวีบทนั้นลงบนซี่ไม้ไผ่ ไม่ได้คาดเลยว่าภริยาซีจื้อไฉจะคิดมาก ยิ่งไม่ได้คาดว่าตนจะถูกซีจื้อไฉหยอกล้อด้วยเหตุนี้ ครั้นจากบ้านซีจื้อไฉมาแล้ว เขาสั่งให้สวี่จ้งกับพวกกลับไปที่พักตูโหยวก่อน พาหลี่ปั๋อ ซวนคาง กับบรรดาเสมียนน้อยในที่ทำการตูโหยว นั่งเกวียนเบาขบวนย่อ มุ่งหน้าจวนไท่โส่ว
เข้าสู่ภายในจวน ขอเข้าพบไท่โส่ว
อินซิ่วเพิ่งเสวยอาหารเสร็จ กำลังชมการขับร้องระบำรำ พอได้ยินว่าเขากลับมา ก็สั่งให้นางระบำลงไปก่อน ด้านหนึ่งให้คนไปตามจงฮิว ซุนฮก กุยโต๋กับพวกมา อีกด้านหนึ่งก็เรียกเขาขึ้นพบบนโถงประชุม
ซวนคาง หลี่ปั๋อไม่มีฐานะขุนนาง จึงคอยอยู่ในลาน
ซุนเจินพาเหล่าเสมียนถอดรองเท้าขึ้นโถงประชุม คุกเข่าคำนับทำความเคารพ เขาคิดในใจว่า "นางระบำหลายคนที่เพิ่งถอยลงจากโถงประชุมไปนั้นดูคุ้นตา คล้ายเป็นพวกที่กั๋วจั๋วเลี้ยงไว้กระมัง" ความนี้ไม่สะดวกจะถาม จึงทำเป็นมองไม่เห็น
อินซิ่วเชิญพวกเขาลุกขึ้น ยิ้มกล่าวว่า "ตูโหยวจากไปครึ่งเดือน ตรากตรำรายทาง คนยังไม่ทันกลับ เพลงสรรเสริญก็มาถึงก่อน ราษฎรครึ่งมณฑลล้วนขับขานว่า 'ซุนเจินจือ ไยมาช้านัก' เจ้าอยู่เอี้ยงเฉิง ขับไล่กวาดล้างคนทมิฬ ตรวจตราเจ็ดอำเภอ ชำระล้างความโสมมจนหมดสิ้น ไปถึงแห่งใด ก็ดั่งเอามีดคมแล่ของเน่าเปื่อย พวกขุนนางนายอำเภอนอกกฎหมาย เห็นลมก็คลายสายตรา(10) หนีกระเจิดกระเจิง ก่อนเจ้าจากจวนมณฑล กงเฉากล่าวว่า 'แต่ครั้งศักราชหย่งซิง(11)ในแผ่นดินก่อน จูกงซู(12)แห่งน่ำเอี๋ยงออกไปเป็นข้าหลวงมณฑลกิจิ๋ว พอได้ยินว่าท่านจูมาถึง บรรดานายอำเภอในเขตกิจิ๋ว ถอดสายตราหนีไปเสียกว่าสี่สิบคน' เดชเสือของเจ้า ไม่ยิ่งหย่อนกว่าท่านจูเลย"
ซุนเจินหมอบลงกับพื้น กล่าวอย่างหวั่นเกรงว่า "เจินยังเยาว์เลือดร้อน อยู่เอี้ยงเฉิงบังอาจสังหารขุนนางหกร้อยสือ(13) ตนเองรู้ตัวว่ามีความผิด ขอใต้เท้าได้โปรดลงทัณฑ์เถิด"
"อ้าว เหตุด่วนพึงกระทำตามแต่การณ์เฉพาะหน้า เรื่องที่เอี้ยงเฉิง ความผิดอยู่ที่เสิ่นสวิ่น เสิ่นสวิ่นได้รับการชุบเลี้ยงให้ใหญ่จากบ้านเมือง อยู่ในศักดิ์เซี่ยต้าฝู(14) ไม่คิดสนองพระคุณแผ่นดิน กลับหยิ่งทะนงทำผิดกฎหมาย พอเจ้าไปถึงก็รวมพลต้านกฎ ลอบเรียกนักโทษเถี่ยกวาน(15)มา หมายเอาคนหมู่มากละเมิดข้อห้าม ก่อกบฏที่เอี้ยงเฉิง ฆ่ามันเสียก็ยังว่าเบาไป เราได้ถวายฎีกาขึ้นไปยังราชสำนักแล้ว พระราชโองการจากราชสำนักก็มาถึงแล้ว เจ้าไม่มีความผิด"
"พระราชโองการจากราชสำนักมาถึงแล้วหรือ" เมืองเองฉวนอยู่ห่างลกเอี๋ยงไม่ไกล ไปกลับก็เพียงไม่กี่วัน
"ใช่แล้ว ไม่เพียงไม่เอาผิดเจ้า ยังชมเชยเจ้าอีกด้วย ว่าเจ้าเผชิญความวุ่นวายไม่ตื่นตระหนก รับมือเด็ดขาด"
ซุนเจินคิดในใจว่า "นี่ต้องขอบใจเสิ่นสวิ่นที่หลงเลอะ ลอบเรียกนักโทษเถี่ยกวานเข้าเมือง ไม่เช่นนั้น บังอาจสังหารขุนนางหกร้อยสือ ตามกฎหมายแล้ว ไม่ตัดศีรษะ ข้าก็ต้องเข้าคุก" คารวะขอบคุณอินซิ่ว กล่าวว่า "เจินหวาดหวั่นยิ่งนัก ไม่บังอาจรับคำยกย่องนี้ได้ ตามกฎหมาย บังอาจสังหารขุนนางหกร้อยสือ ไม่ตายก็ต้องเข้าคุก อีกทั้งเสิ่นสวิ่นยังเป็นญาติของท่านขันทีเตียว(16) บัดนี้ราชสำนักไม่ตำหนิ กลับชมเชยขุนนางผู้น้อย ต้องเป็นเพราะใต้เท้าช่วยทูลขอผ่อนผันให้ขุนนางผู้น้อยเป็นแน่ พระคุณอันหนักของใต้เท้า เจินไม่รู้จะตอบแทนด้วยสิ่งใด"
ซุนเจินเป็นคนที่อินซิ่วยกขึ้นใช้สอย อินซิ่วถือเป็นผู้เสนอชื่อเขา ตามกฎร่วมรับโทษ(17) หากซุนเจินก่อความผิดหนัก เขาก็หนีไม่พ้น อย่างน้อยก็ถูกลงโทษ "ลดขั้น" ดังนั้นในฎีกาที่ถวายไปยังราชสำนัก เขาก็ช่วยพูดความดีให้ซุนเจินอยู่หลายคำจริง คำคารวะขอบคุณของซุนเจินนี้ เขารับได้อย่างสมควร ยิ้มว่า "เจ้าไม่ใช่ได้ตอบแทนพระคุณเราไปแล้วหรือ"
"เจินโง่เขลา ไม่ทราบว่าใต้เท้าหมายความเช่นไร"
"ตู้อิ้ว กุยโต๋เอาตราสารหนี้ที่ค้นได้จากกั๋วจั๋วและบ้านเสิ่นมาเผาทิ้งสิ้น แล้วยกความชอบให้แก่เรา ราษฎรเอี้ยงเฉิงจึงสำนึกในบุญคุณเรา พอตู้อิ้วและกุยโต๋กลับมา ก็บอกว่านี่เป็นความคิดของเจ้า เราได้ยินจากหยวนฉางว่า ท่านไท่ชิวกง(18)แห่งอำเภอสวี่ ฝากท่านลุงของเขาเป็นสื่อ หมายจะรับเจ้าเป็นหลานเขย แต่ก่อนตอนท่านไท่ชิวกงเป็นกงเฉาของมณฑล 'มีดีก็ยกให้นาย' ไท่โส่วเกาหลุนจึงสรรเสริญท่าน บัดนี้เจ้าก็ 'มีดีก็ยกให้นาย' สมเป็นหลานเขยตระกูลตันจริง ๆ"
ซุนเจินคิดในใจว่า "อินซิ่วก็รู้เรื่องที่ตระกูลตันรับข้าเป็นเขยแล้วหรือ"
เขากล่าวว่า "'มีดีก็ยกให้นาย มีผิดก็รับใส่ตน' นี่เป็นวิถีของผู้เป็นข้าที่รับใช้นายอยู่แล้ว อีกทั้งใน《คัมภีร์พิธีการ》(19)ก็มีกล่าวไว้ 'มีดีก็ยกให้นาย มีผิดก็รับใส่ตน ราษฎรย่อมเกิดความภักดี มีดีก็ยกให้พ่อแม่ มีผิดก็รับใส่ตน ราษฎรย่อมเกิดความกตัญญู' ใต้เท้าสั่งสอนเจินว่า 'เหยี่ยวดีก็ไม่สู้หงส์' 'แข็งกร้าวเหี้ยมโหด ก็ไม่สู้ใช้พิธีการอ่อนโยนกล่อมเกลา' เจินคิดตรองดูถี่ถ้วนแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง ขอแต่นี้ไปจะกลับตัวประพฤติด้วยเมตตากรุณา ใช้พิธีการอ่อนโยนกล่อมเกลาราษฎร"
อินซิ่วได้ฟังคำเขาเช่นนี้ ก็ยินดียิ่งนัก
จงฮิว ซุนฮกมาถึง
จงฮิวพอเห็นซุนเจิน ก็กล่าวว่า "'ลูกพยัคฆ์ตระกูลซุน(20) เมตตาผู้น้อย ปราบกวาดคนชั่ว กำจัดภัยเพื่อราษฎร เสื่อยังไม่ทันอุ่น' เจินจือ เพลงที่ราษฎรสรรเสริญเจ้า ก้องไปทั้งอำเภอแล้ว เจ้าแผ่เดชสะเทือนทั่วเขตเหนือมณฑล เป็นบุญของราษฎร" หัวเราะร่าอย่างเบิกบาน
ซุนฮกคำนับอินซิ่วก่อน แล้วจึงคำนับซุนเจิน ซุนเจินรีบหลบ กล่าวว่า "บุ๋นเยียก ท่านทำเช่นนี้ทำไม"
ซุนฮกคำนับเสร็จลุกขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมตอบว่า "เยียก(21)คำนับครานี้ ทั้งคำนับพี่ ทั้งคำนับเพื่อราษฎร คารวะตูโหยวผู้เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวไร้พิษภัย"
ความสัมพันธ์ของซุนฮกกับซุนเจินไม่ค่อยสนิทสนมนัก ซุนเจินพบเขาน้อยครั้ง ไม่เหมือนกับซุนฮิวที่เล่นด้วยกันมาแต่เล็ก อีกทั้งซุนฮกยึดมั่นในวิถีวิญญูชน ปฏิบัติต่อผู้คนไม่ว่าสนิทหรือไม่ ล้วนอ่อนโยนมีมารยาท คบหามีขอบเขต ออกจะมีนัยว่า "เข้าใกล้ก็อบอุ่น มองแต่ไกลก็สง่าน่าเกรงขาม" ทั้งสองแม้เคยสนทนากันลึกซึ้งอยู่บ้าง แต่ยามพบกันก็มักจางเย็นเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่ซุนฮกคำนับใหญ่ต่อซุนเจินด้วยท่าทีทั้งสง่าทั้งสนิทเช่นนี้ ซุนเจินดีใจเกินคาด หลงลืมคำครึ่งหลังของเขาไป เต็มหูมีแต่คำครึ่งแรก คิดในใจว่า "ได้คำว่า 'คำนับพี่' จากบุ๋นเยียก เที่ยวนี้ไม่เสียเปล่า ต่อให้ฆ่าเสิ่นสวิ่นอีกสองคนก็คุ้ม"
…
กุยโต๋ก็มาด้วย จางจ้ง ตู้อิ้ว กุยโต๋(22)ก็มา ต่างคำนับกันแล้ว ก็แยกเข้านั่งตามที่
บนโถงประชุมล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในมณฑล ไม่มีที่นั่งสำหรับเหล่าเสมียนน้อยในที่ทำการตูโหยวที่ตามซุนเจินมา อินซิ่วให้กำลังใจพวกเขาไม่กี่คำ ก็สั่งให้ลงไป จงฮิวกับพวกถามไถ่ความเหนื่อยยากของซุนเจินรายทางแล้ว ก็เปลี่ยนเรื่องสนทนาไปสู่การจัดการสะสางภายหลัง
ซุนเจินสั่งให้ซวนคาง หลี่ปั๋ออุ้มสายตราและฎีกากราบเรียนที่เก็บรวบรวมมาตลอดทางเข้ามาในโถงประชุม
นายอำเภอที่ถูกซุนเจินขับไล่หรือลาออกไปเอง รวมก่อนหลังมีสี่คน ที่เหลือคือรองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร กงเฉาจู่ปู้ของอำเภอ และเหล่าเฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ของอำเภอที่ถูกขับหรือลาออกเองก็มีอีกสามสิบสี่คน รวมทั้งสิ้นสายตราสามสิบแปดดวง กองสุมกับพื้น
ซุนเจินทุกครั้งที่ผ่านอำเภอใด ก็จะเขียนฎีกากราบเรียนถึงอินซิ่วฉบับหนึ่ง แจ้งความเป็นไปในการชำระคดีในที่นั้น อินซิ่วจึงรู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจมาแต่แรก แต่พอเห็นสายตรากองสุมกันเช่นนี้ ก็ยังต้องตื่นใจเล็กน้อย ครั้นพ้นความตื่นใจ ก็เกิดความปีติในใจ ไม่ใช่ปีติเพื่อราษฎร หากปีติเพราะมีตำแหน่งขุนนางว่างลงมากมายเช่นนี้
สายตราสามสิบแปดดวง หมายความว่าเขาสามารถยกย่อง "ผู้ทรงคุณ" ขึ้นมาได้อีกสามสิบแปดคน แน่ละ นายอำเภอ รองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร เป็น "ขุนนางที่แต่งตั้งโดยราชสำนัก" ไม่ใช่ผู้ที่เขาจะแต่งตั้งได้ ตามธรรมเนียม เสมียนในสังกัดอำเภอมักให้นายอำเภอของอำเภอนั้นแต่งตั้ง ก็ไม่เหมาะที่จวนไท่โส่วจะแต่งตั้งข้ามขั้น แต่เขาเป็นเจ้าเมือง คดีของอำเภอต่าง ๆ ก็ชำระในมือเขา อย่างน้อยที่สุดเขาก็เสนอชื่อได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ราชสำนักก็ดี อำเภอต่าง ๆ ก็ดี จะใช้คนที่เขาเสนอหรือไม่ เขาไม่ใส่ใจ สิ่งที่เขาใส่ใจคือชื่อเสียงงาม "กำจัดคนชั่วเสนอคนดี" ก็เพราะเหตุนี้ ยามที่ซุนเจินก่อการสังหารครั้งใหญ่ในเขตเหนือมณฑล เขาจึงครุ่นวิตกยิ่งนัก ครั้นซุนเจินจัดการอำเภอต่าง ๆ เสร็จสรรพ เขาจึงปีติยินดีในเรื่องนี้
กุยโต๋รู้น้ำใจเขา หมายจะประจบสักสองคำ พอนึกขึ้นได้ ก็คิดในใจว่า "คราวก่อนก็บนโถงประชุมนี้แหละ ตอนถกเถียงกันว่าควรส่งซุนเจินไปตรวจเขตเหนือมณฑลหรือไม่ ข้าถูกจงฮิวประจานเสียอับอาย เขาว่าข้า 'กลัวท่านขันทีเตียว' จึง 'คัดค้านไม่ให้ใต้เท้ากำจัดคนชั่ว' ใส่ร้ายข้าเช่นนี้ น่าแค้นยิ่งนัก ลูกผู้ชายไหนเลยจะผูกแค้นไว้แล้วไม่สะสาง คืนนี้ข้าจักแก้แค้นนี้เสีย" ยิ้มกล่าวกับจงฮิวว่า "ขอแสดงความยินดีต่อท่านกงเฉาเฉวียน"
จงฮิวประหลาดใจว่า "ข้ามีเรื่องยินดีอันใด"
"ตูโหยวขับไล่ขุนนางโสมมในเขตเหนือมณฑลไปสิ้น อำเภอต่าง ๆ ก็มีตำแหน่งว่างลงมากมาย คัดเลือกผู้ทรงคุณผู้สามารถ บรรจุแทนตำแหน่งที่ว่าง นี่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของกงเฉาโดยตรง แต่ก่อนตอนฟ่านพ่าง(23)เป็นกงเฉามณฑลที่ยีหลำ ปลุกเร้าแยกแยะดีชั่ว จำแนกถูกผิด ขับไล่ขุนนางโสมม ยกย่องคนดี ชาวยีหลำสรรเสริญมาจนทุกวันนี้ บัดนี้ก็ถึงคราวที่ชาวเองฉวนเราจะสรรเสริญกงเฉามณฑลของเราบ้างแล้ว" กุยโต๋ลูบหนวด หัวเราะหึหึ
สีหน้าอินซิ่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จงฮิวไม่ใช่คนโง่ ฟังออกถึงนัยของเขา คิดในใจว่า "กุยโต๋ใจคอคับแคบ นี่เป็นการแก้แค้นที่ถูกข้าย้อนคำคราวก่อน …ฟ่านพ่าง เหอะ ๆ ฟ่านพ่างติดอันดับ 'แปดผู้นำสายตา'(24) เลื่องชื่อก้องใต้หล้า แม้สะอาดเที่ยงตรง แต่นิสัยแข็งกร้าวเกินไป ตอนเป็นกงเฉามณฑลที่ยีหลำ มีอำนาจล้นเหนือไท่โส่ว ไท่โส่วจงจือ(25)รับฝากจากขันทีถังเหิง หมายจะใช้คนหนึ่ง ใบแต่งตั้งสั่งลงมาแล้ว อีกทั้งผู้นั้นเป็นหลานน้องสาวของฟ่านพ่าง แต่ฟ่านพ่างเห็นว่าเขาไม่ใช่คนดี จึงไม่ใช้ จนจงจือโกรธลามไปถึงเสมียน เอากำปั้นทุบเขา แต่เสมียนกลับยอมถูกทุบ ไม่ยอมขัดฟ่านพ่าง ด้านหนึ่งก้มตัวรับการทุบตี ด้านหนึ่งเงยหน้าร้องประกาศว่า 'วันนี้ยอมถูกตีตาย แต่ฟ่านพ่างขัดไม่ได้' คนระดับกลางลงมาในมณฑล จึงเรียกผู้ที่ฟ่านพ่างใช้สอยว่า 'พรรคฟ่าน' จึงมีเพลงเล่าลือว่า 'ไท่โส่วยีหลำฟ่านเมิ่งปั๋อ น่ำเอี๋ยงจงจือเพียงประทับตรารับ'(26) อินก๋งแม้อ่อนโยน ก็ไม่ใช่จงจือ ข้าแม้ตรงไปตรงมา ก็ไม่ใช่ฟ่านพ่าง"
เขาทำสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า "การเลือกสรรผู้ทรงคุณผู้สามารถ แม้เป็นหน้าที่ของกงเฉา แต่บัดนี้เบื้องบนมีไท่โส่วผู้ทรงปัญญา เบื้องล่างมีตูโหยวผู้กำจัดคนชั่ว ไหนเลยจะถึงคิวให้ข้าวิพากษ์วิจารณ์เล่า" คำนับอินซิ่วบนที่นั่ง กล่าวว่า "ที่ควรแสดงความยินดีอย่างแท้จริง คือเหล่าผู้ทรงคุณในมณฑล ใต้เท้าตั้งแต่มาประจำมณฑล เสนอผู้ทรงคุณดั่งกลัวจะไม่ทัน คนทั้งมณฑลไม่ว่าสูงต่ำล้วนสรรเสริญ ต่างว่าใต้เท้าทรงคุณธรรม ทำให้มณฑลเราไร้ผู้ทรงคุณตกหล่นในป่าเขา"
อินซิ่วยินดียิ้ม ชี้ไปยังหลี่ปั๋อ ซวนคางที่คุกเข่าคำนับอยู่ใต้โถงประชุม ถามว่า "เจินจือ สองคนนี้เป็นผู้ใด"
ซุนเจินพาหลี่ปั๋อ ซวนคางสองคนนี้มา ก็เพื่อจะเสนอชื่อเขาทั้งสองนั่นเอง ฉวยโอกาสกล่าวว่า "ตอนเจินอยู่ตำบลตะวันตก ในตำบลมีผู้ทรงคุณคนหนึ่ง ชื่อซวนปั๋ว(27) แต่เยาว์ศึกษานิติศาสตร์จากตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก มีวิชาแก่กล้า เป็นจวี๋เฉาสื่อ(28)แห่งอำเภอเรา ครั้นแก่ชราจึงกลับบ้าน ราษฎรในตำบลรักใคร่ ยกขึ้นเป็นผู้เฒ่าซานเหล่า(29) สองท่านนี้เป็นศิษย์ของเขา ล้วนมีวิชาความรู้ ขุนนางผู้น้อยตรวจอำเภอครานี้ ก็อาศัยแรงเขาอยู่มาก"
อินซิ่วได้ยินว่าเป็นเพียงสองตระกูลเล็กในตำบล ก็ไม่ถือสานัก ถามว่า "เคยรับราชการหรือไม่"
"ยังไม่เคย"
"ในเมื่อมีความชอบต่อตูโหยว ก็คงไม่ใช่คนสามัญธรรมดา หากสองคนนี้สมัครใจ ก็ให้บรรจุเข้าเป็นเสมียนในที่ทำการตูโหยวเถิด"
หลี่ปั๋อตื่นใจยินดี ก้มศีรษะคำนับขอบคุณ ซวนคางหมอบอยู่กับพื้น แอบเหลือบมองซุนเจิน เห็นซุนเจินผงกศีรษะเล็กน้อย ก็คุกเข่าคำนับขอบคุณด้วย ซุนเจินกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เจ้าทั้งสองลงไปก่อนเถิด"
ครั้นทั้งสองลงไปแล้ว ซุนเจินก็กล่าวอีกว่า "เจินตรวจอำเภอครานี้ นอกจากอาศัยแรงเขาทั้งสองแล้ว ยังมีอีกผู้หนึ่ง แท้จริงเป็นผู้มีความชอบใหญ่หลวงที่สุด หากไม่ได้เขา การตรวจอำเภอครานี้คงไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้เป็นแน่"
"ผู้ใดกัน"
"ซีจง(30)แห่งเอี้ยงเต๊ก ท่านผู้นี้มีวิชาเหนือคน คิดอ่านลึกซึ้งตัดสินใจเฉียบขาด ปราดเปรื่องหยั่งรู้ มีปรีชาช่วยกษัตริย์ครองแผ่นดิน(31)"
ซุนเจินยังจะพูดต่อ อินซิ่วก็ "อ้อ" ขึ้นมาคำหนึ่ง กล่าวว่า "ซีจงหรือ" ถามซุนฮก "บุ๋นเยียก ท่านก็เคยเสนอชื่อผู้นี้ไม่ใช่หรือ"
ซุนฮกตอบว่า "ใช่ขอรับ"
"เรานึกออกแล้ว ตอนท่านเสนอชื่อผู้นี้กับเรา ดูเหมือนเพิ่งรับตำแหน่งกงเฉามณฑลได้ไม่นาน …ใช่แล้ว ท่านเสนอชื่อผู้นี้ในวันที่สองที่มาถึงมณฑล ใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ"
"ซีจงเป็นคนอย่างไรหนอ จึงได้รับคำสรรเสริญจากท่านพี่น้องทั้งสอง …หยวนฉาง ในมณฑลเวลานี้ยังมีตำแหน่งใดว่างอยู่อีก"
จงฮิวไม่รู้จักซีจื้อไฉ แต่ในเมื่อเป็นผู้ที่ซุนเจิน ซุนฮกเสนอชื่อ ก็ย่อมต้องให้ตำแหน่งดี ๆ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ในมณฑลล้วนไม่มีตำแหน่งว่าง มีแต่งานบัญชีประจำปี(32)ของมณฑลที่บัดนี้ยังมีเพียงกงเจ๋อ(33)คนเดียว ดูเหมือนพอจะเพิ่มเสมียนได้สักคน"
"บุ๋นเยียก เราจำได้ว่าท่านบอกว่าซีจงผู้นี้เป็นบุตรตระกูลยากจน(34) ใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ"
"บุตรตระกูลยากจน อีกทั้งในมณฑลก็ไม่มีชื่อเสียงงาม งานบัญชีประจำปีสำคัญยิ่ง ไม่อาจมอบหมายให้ง่าย ๆ กงเฉาช่วยเปลี่ยนเป็นตำแหน่งอื่นเถิด"
อินซิ่วไม่ยินยอม จงฮิวจึงถอยมาเลือกตำแหน่งรองลงไป กล่าวว่า "จี๋เฉา(35)ยังขาดเฉาสื่ออยู่หนึ่งตำแหน่ง" จี๋เฉาดูแลการรับส่งภาษีอากร กำกับงานบัญชีประจำปีของอำเภอต่าง ๆ เป็นตำแหน่งสำคัญ อีกทั้งเป็นตำแหน่งที่มีผลประโยชน์งาม "เฉาสื่อ" คือผู้ช่วยรองของเฉวียน
อินซิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่ กล่าวว่า "จี๋เฉาทำหน้าที่กำกับบัญชีประจำปีอำเภอต่าง ๆ เก็บรวบรวมเสบียงข้าวเข้าฉาง ก็ไม่อาจมอบให้บัณฑิตยากจนเช่นกัน …กงเฉาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งอื่นอีกที"
"ฝ่ายน้ำ ฝ่ายฉาง ฝ่ายราชการ ฝ่ายกฎหมาย ล้วนขาดเสมียนซูจั่ว(36)" "ซูจั่ว" ยังรองลงไปจาก "เฉาสื่อ" ในมณฑลถือเป็นเสมียนน้อยแล้ว
"ฝ่ายน้ำดีนัก ครึ่งเดือนแล้วฝนไม่ตก เมื่อไม่กี่วันก่อนเราเพิ่งส่งหนังสือราชการไปอำเภอต่าง ๆ สั่งให้แต่ละอำเภอจัดขุนนางราษฎรทดน้ำเข้านาที่แล้ง บัดนี้เป็นยามต้องการคน คนที่บุ๋นเยียกกับเจินจือต่างปากเดียวกันสรรเสริญ ต้องมีฝีมือเป็นแน่ เหมาะกับ 'การรับคำสั่งยามคับขัน' พอดี" ฝ่ายน้ำมีหน้าที่ดูแลการชลประทาน บรรเทาภัยแล้งก็พออนุโลมว่าเป็นหน้าที่ได้
อินซิ่วถามซุนเจิน ซุนฮกว่า "ก็ให้เขาเป็นซูจั่วฝ่ายน้ำ เป็นเช่นไร"
ซุนเจินยิ้มขื่นในใจ รู้แล้วว่าเหตุใดซีจื้อไฉจึงไม่ยอมมาพบอินซิ่ว ผู้มีปรีชาช่วยกษัตริย์ครองแผ่นดินทั้งเป็น เพียงเพราะกำเนิดในตระกูลยากจน ไม่ใช่บุตรตระกูลมีชื่อ ก็ไม่ได้รับความสำคัญจากอินซิ่ว
แน่ละ ซีจื้อไฉในมณฑลไม่มีชื่อเสียง ก็ไม่ควรพรวดพราดมอบตำแหน่งงามให้จริง แต่หากมีน้ำใจ พอได้ยินซุนฮก ซุนเจินเสนอชื่อต่อ ๆ กัน อย่างน้อยที่สุดก็ควรพบหน้าสักครั้ง ลองดูฝีมือก่อน แล้วจึงค่อยแต่งตั้ง แต่ดูท่าทีอินซิ่ว ชัดเจนว่าแม้แต่จะพบสักครั้งก็ไม่คิด เพียงแต่พูดบ่ายเบี่ยงซุนเจิน ซุนฮกไปเท่านั้น
ซุนเจินคิดในใจว่า "ชาวมณฑลล้วนสรรเสริญว่าอินซิ่วยกย่องผู้ทรงคุณได้ ที่เขายกย่องหาใช่ 'ผู้ทรงคุณ' ไม่ ที่เขายกย่องคือชนชั้นตระกูลขุนนาง ยกย่องคือเหล่าผู้มีชื่อ"
เขากล่าวว่า "ซีจงมีปรีชาดั่งวีรชน เกรงว่าตำแหน่งซูจั่วเล็ก ๆ ไม่อาจกักความสามารถเขาได้ ปรีชาของจงเหนือกว่าเจินร้อยเท่า ใต้เท้าหากมีน้ำใจ ไฉนไม่เรียกเขามาพบ ลองฝีมือก่อนแล้วจึงค่อยแต่งตั้ง เช่นนี้ ทั้งสามารถสำแดงปณิธานอันสูงส่งดั่งหงส์ของเขา ทั้งสำแดงชื่อเสียงของใต้เท้าที่ยกย่องผู้ทรงคุณ"
"เรื่องนี้ …"
กุยโต๋กล่าวว่า "ใต้เท้าวันหนึ่งสางงานหมื่นเรื่อง หนังสือราชการยุ่งเหยิง ไหนเลยจะมีเวลามาพบบัณฑิตยากจนชุดขาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง"
ซุนเจินหันไปมองซุนฮก ซุนฮกยิ้มขื่น ซุนเจินคิดในใจว่า "บุ๋นเยียกสนิทกับจื้อไฉไม่ใช่น้อย ต้องเคยเกลี้ยกล่อมอินซิ่วมาแล้วเป็นแน่ เขาเองยังโน้มน้าวอินซิ่วไม่ได้ ข้ายิ่งไม่อาจ" ก็ไม่พูดอีก
…
อินซิ่วกล่าวว่า "วันนี้เชิญท่านทั้งหลายมา ประการหนึ่งเพื่อต้อนรับตูโหยว ประการสองก็หมายจะถามความเห็นท่านทั้งหลายสักหน่อย นายอำเภอ รองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร กงเฉาจู่ปู้ เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ล้วนเป็นตำแหน่งสำคัญในอำเภอ ไม่อาจปล่อยให้ว่างนาน ว่างนานราษฎรก็ไร้ผู้นำ อำเภอเหล่านี้ในเขตเหนือมณฑลควรจัดการเช่นไรดี"
จงฮิวกล่าวว่า "นายอำเภอ รองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร เป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง การแต่งตั้งออกจากราชสำนัก ใต้เท้าเสนอชื่อผู้ทรงคุณไปสักสองสามคน ขอให้ราชสำนักคัดเลือกได้ ส่วนกงเฉาจู่ปู้ เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ของอำเภอ ใต้เท้าก็พิจารณาคัดเลือก เสนอให้อำเภอต่าง ๆ ได้"
อินซิ่วแกล้งทำเป็นลำบากใจ กล่าวว่า "นายอำเภอ รองนายอำเภอ นายอำเภอฝ่ายทหาร เราเสนอชื่อผู้ทรงคุณไปสักสองสามคน ให้สามจวน(37)ตัดสินได้ แต่กงเฉาจู่ปู้ เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ของอำเภอ ตามธรรมเนียมให้นายอำเภอคัดเลือก เราจะก้าวก่ายอำนาจได้อย่างไร"
"อำเภอเอี้ยงเฉิง คุนเอี๋ยง สี่อำเภอ นายอำเภอเดิมลาออกไปแล้ว นายอำเภอคนใหม่ยังไม่มาถึง กงเฉาจู่ปู้ยังพอทำเนา แต่เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ขาดไม่ได้นาน อย่างอื่นไม่ต้องพูด เพียงเรื่องที่ใต้เท้าเพิ่งสั่งให้อำเภอต่าง ๆ ทดน้ำต้านภัยแล้ง หากขาดเฉาเฉวียน ก็ไร้คนจัดการเรื่องนี้ ที่เสียหายคืองานเกษตร ตามความเห็นเขลาของจงฮิว บัดนี้ดูจะไม่ควรใช้ธรรมเนียมเดิม ควรใช้วิธีตามความเหมาะสมเฉพาะหน้า"
อินซิ่วผงกศีรษะ "ที่ท่านว่ามีเหตุผล"
"ส่วนอีกหลายอำเภอ แม้นายอำเภอไม่มีร่องรอยฉ้อราษฎร์ แต่อย่างเองเอี๋ยง(38) เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ของอำเภอกลับมีผู้ละเมิดกฎหมายเบียดเบียนราษฎร นี่แสดงว่านายอำเภอท้องที่ไม่อาจเลือกสรรคนดี อย่างน้อยที่สุดก็คุมผู้ใต้บังคับไม่เข้มงวด เพื่อราษฎร ใต้เท้าก็เลือกผู้ทรงคุณดีจากบรรดาบัณฑิตเลื่องชื่อในท้องที่ เสนอแก่นายอำเภอเหล่านั้นได้"
อินซิ่วผงกศีรษะถี่ ๆ กล่าวว่า "มีเหตุผล มีเหตุผล" ถามคนทั้งหลายอีก "ตามความเห็นท่านทั้งหลาย เราควรเสนอผู้ใดต่อราชสำนัก และควรเสนอผู้ใดต่ออำเภอต่าง ๆ"
กุยโต๋ชิงกล่าวก่อนว่า "นายอำเภอตามปกติให้คนต่างมณฑลดำรงตำแหน่ง ขุนนางผู้น้อยทั้งหลายเกิดและเติบโตในมณฑลนี้ ไม่คุ้นเคยผู้ทรงคุณต่างมณฑล อีกทั้งนายอำเภอเป็นตำแหน่งสูงอำนาจมาก ก็ไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางผู้น้อยทั้งหลายจะปากพล่อยได้ ควรเสนอผู้ใดต่อราชสำนัก ขอให้ใต้เท้าตัดสินเองเถิด"
"ก็ดี"
เทียบกับกงเฉาจู่ปู้ของอำเภอ เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ แล้ว นายอำเภอต่างหากเป็นเรื่องใหญ่ อินซิ่วเดิมก็ไม่ได้คิดจะถามความเห็นคนทั้งหลาย ที่ถามเมื่อกี้เป็นเพียงมารยาทเท่านั้น เขายิ้มกล่าวว่า "กงเฉาจู่ปู้ เฉาเฉวียนฝ่ายต่าง ๆ ที่ว่างของอำเภอควรเสนอผู้ใด ท่านทั้งหลายว่ามาเถิด" เอ่ยชื่อจงฮิวก่อน "หยวนฉาง เจ้าเป็นกงเฉามณฑล การคัดเลือกตำแหน่งต่าง ๆ เป็นหน้าที่เจ้า เจ้าว่าก่อน"
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ตน จงฮิวก็ไม่ถ่อมตัว ครุ่นคิดเล็กน้อย ก็เอ่ยชื่อคนหลายคน ล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่เลื่องชื่อของอำเภอต่าง ๆ
กุยโต๋ ตู้อิ้ว กุยโต๋(22)ก็เสนอชื่อคนหลายคน ล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่เช่นกัน ฝ่ายจางจ้งกลับเสนอบัณฑิตยากจนสองคน นี่คงเกี่ยวกับที่แต่ก่อนเขาก็กำเนิดในตระกูลยากจนอยู่บ้าง
ซุนฮกเสนอชื่อพี่ชายของตนหลายคน เช่นซุนเยว่ ซุนเยี่ยน ซุนเฉิน(39) กับผู้เปรื่องปราดอีกหลายคนในตระกูล
กุยโต๋ทำปากเบ้เยาะเย้ย
ซุนฮกเห็นเข้า ถามว่า "กงเจ๋อหัวเราะด้วยเหตุใด"
กุยโต๋ไม่มองเขา ยิ้มกล่าวกับอินซิ่วว่า "ใต้เท้า ถูวันนี้เพิ่งรู้ ที่แท้บัณฑิตผู้ทรงคุณธรรมต้องอาศัยญาติพี่น้องช่วยป่าวประกาศชื่อเสียงให้" นี่เป็นการเยาะเย้ยซุนฮกที่เสนอแต่คนในตระกูลตน
ซุนฮกถามว่า "ท่านตำหนิข้า อ้างอิงคัมภีร์ใด" ถามกุยโต๋ว่าคัมภีร์เล่มใดห้ามเสนอชื่อคนในตระกูลตน
กุยโต๋กล่าวว่า "ใต้เท้าสั่งให้เสนอผู้ทรงคุณ จู่ปู้ไม่เสนอผู้อื่น เสนอแต่พี่ชายตน ข้าจึงหัวเราะ"
"แต่ก่อนฉีซี(40)เสนอผู้ทรงคุณ เสนอภายในไม่เลี่ยงบุตรตน เสนอภายนอกไม่เลี่ยงศัตรู ชาวโลกถือว่าเที่ยงธรรมยิ่ง โจวกงตั้น(41)นิพนธ์บทกวี《เหวินอ๋อง》ไม่ได้กล่าวถึงคุณธรรมของเหยา-ซุ่น(42) กลับสรรเสริญเหวินอ๋อง อู่อ๋อง(43) เป็นความหมายของ 'รักวงศ์ญาติ' ความหมายของ《ชุนชิว》(44) ก็ถือบ้านเมืองตนเป็นต้น ห่างออกไปจึงเป็นแว่นแคว้นอื่น ไม่รักญาติของตน กลับไปรักผู้อื่น นี่ไม่ใช่ผิดศีลธรรมหรอกหรือ"
กุยโต๋พูดไม่ออก ซุนเจินอดหัวเราะไม่ได้ อินซิ่วก็หัวเราะขึ้นด้วย
…
อินซิ่วกล่าวกับซุนเจินว่า "ตูโหยวดำรงตำแหน่งในอำเภอและตำบลมานาน บัดนี้ยังตรวจเขตเหนือมณฑลอีก ย่อมรู้จักบุคคลในท้องถิ่น มีผู้ทรงคุณดีจะเสนอบ้างหรือไม่"
ซุนเจินไม่มีผู้ใดจะเสนอ คนที่เขารู้จัก ถ้าไม่ถูกจงฮิวกับพวกเสนอไปแล้ว ก็มีวงศ์ตระกูลต้องคดีพรรคพวก(45) เช่นซุนฮิว ปัจจุบันยังออกรับราชการไม่ได้
เขากำลังจะปฏิเสธ จู่ ๆ ก็คิดดวงดี ขึ้นมา คิดในใจว่า "นี่แหละโอกาสดีที่จะเสนอชื่อเสิ่นหรง" จึงกล่าวว่า "เสิ่นหรงจู่ปู้แห่งเอี้ยงเฉิง มีฝีมือ รู้ดีรู้ชั่ว ทิ้งญาติเพื่อความชอบธรรม ในเรื่องกั๋วจั๋วและเสิ่นสวิ่นสองคดีนี้ ช่วยขุนนางผู้น้อยไว้มาก เจินบังอาจ ขอเสนอให้เขาสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่าง(46)"
"เสิ่นหรงหรือ เขากับเสิ่นสวิ่นเกี่ยวข้องกันอย่างไร"
"เป็นหลานอาของเสิ่นสวิ่น"
"หลานอาของเสิ่นสวิ่นหรือ" สีหน้าอินซิ่วปรากฏความลำบากใจ "ต่อให้มีฝีมือ แต่เขาเป็นบุตรขุนนางผู้ต้องโทษ เรื่องนี้ …"
"ก็เพราะเป็นหลานอาของเสิ่นสวิ่นนี่แหละ เจินจึงเสนอเขา"
อินซิ่วชะงักครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจความหมายของซุนเจิน คิดในใจว่า "ใช่สินะ เสิ่นหรงเป็นหลานอาของเสิ่นสวิ่น ก็นับเป็นญาติของเตียวต๋งด้วย เราหากเสนอเขาเป็นเถี่ยกวานจ่าง ก็พอดีอาศัยเรื่องนี้บอกเตียวต๋งว่า การตายของเสิ่นสวิ่น หาใช่ออกจากคำสั่งเราไม่"
เขาเปลี่ยนคำพูดว่า "ที่เจ้าว่าถูกต้องยิ่งนัก เหล็กเป็นสิ่งที่ทหารและเกษตรต้องพึ่ง หน้าที่นี้สำคัญ ตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างนี้ไม่อาจมอบหมายง่าย ๆ ต้องเป็นผู้รู้เรื่องเหล็กถ่องแท้จึงจะดำรงได้ เสิ่นหรงเป็นหลานอาของเสิ่นสวิ่น ตระกูลเสิ่นสืบวิชาหลอมเหล็กมาหลายชั่วคน ในเรื่องการหลอมเหล็กนี้ เขาคงไม่ใช่มือใหม่ ตามพระราชโองการ โรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นกำลังจะถูกยึดเป็นของหลวงในไม่ช้า ระยะแรกก็ต้องอาศัยคนตระกูลเสิ่นไปดำเนินการ อีกทั้งผู้นี้เคยเป็นจู่ปู้แห่งเอี้ยงเฉิง ไม่ใช่คนชุดขาว …เออ ให้เขาสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่าง เหมาะสมยิ่งนัก"
เป็นจริงดังที่ซุนเจิน ซีจื้อไฉคาดไว้ พออินซิ่วคิดทะลุข้อต่อในนี้ ก็รับคำเสนอนี้ทันที
——
1. แต่ก่อนฉีซีเสนอผู้ทรงคุณ เสนอภายในไม่เลี่ยงบุตรตน เสนอภายนอกไม่เลี่ยงศัตรู ชาวโลกถือว่าเที่ยงธรรมยิ่ง
บทสนทนาตอนนี้ดัดแปลงจากบทสนทนาของซุนซองกับอ้วนหลางแห่งยีหลำ(47)
"ซุนฉือหมิง(48)พบกับอ้วนหลางแห่งยีหลำ ถามถึงบุคคลผู้ทรงคุณในเองฉวน ฉือหมิงเอ่ยถึงพี่ชายของตนก่อน อ้วนหลางหัวเราะว่า 'การเป็นบัณฑิตจะอาศัยเพียงญาติมิตรเก่าได้หรือ' ฉือหมิงว่า 'ท่านตำหนิข้า อ้างอิงคัมภีร์ใด' อ้วนหลางว่า 'เพิ่งถามถึงผู้ทรงคุณของบ้านเมือง แต่ท่านกลับเอ่ยถึงพี่ชาย ข้าจึงตำหนิ' ฉือหมิงว่า 'แต่ก่อนฉีซีเสนอภายในไม่พลาดบุตรตน เสนอภายนอกไม่พลาดศัตรู ถือว่าเที่ยงธรรมยิ่ง โจวกงนิพนธ์บทกวี《เหวินอ๋อง》ไม่ได้กล่าวถึงคุณธรรมของเหยา ซุ่น กลับสรรเสริญเหวิน อู่ เป็นความหมายของรักวงศ์ญาติ ความหมายของ《ชุนชิว》ก็ถือบ้านเมืองตนเป็นใน แว่นแคว้นทั้งปวงเป็นนอก อีกทั้งไม่รักญาติของตนกลับไปรักผู้อื่น ไม่เป็นผิดศีลธรรมหรอกหรือ'"
## เชิงอรรถ
(1) คนชุดขาว คือผู้ที่ยังไม่มีฐานะขุนนางหรือตำแหน่งราชการ จึงสวมเสื้อผ้าสามัญ ไม่อาจเข้าจวนราชการได้โดยพลการ
(2) เฉาเฉวียน หัวหน้าฝ่ายงานต่าง ๆ ในที่ว่าการมณฑล
(3) ซีจื้อไฉเล่นคำ กล่าวว่าตนแซ่ "เล่อ" ยินดีในการไถหว่าน ด้วยแซ่ "เล่อ" พ้องเสียงกับคำว่า "ยินดี/ชอบ" ในภาษาจีน จึงเป็นการกล่าวเล่นว่าตนชอบทำไร่นา (ทั้งที่ความจริงเอาแต่พนันดื่มเหล้า)
(4) เขาจีซาน เป็นที่ซึ่งฤๅษีสวี่โหยวในตำนานหลบลี้ไปอยู่ "ปณิธานเขาจีซาน" จึงหมายถึงความตั้งใจจะปลีกวิเวกไม่รับราชการ
(5) วาทะของขงจื๊อ หมายว่าผู้เป็นบัณฑิตหากใฝ่แต่ความสุขสบายส่วนตน ก็ไม่คู่ควรนามบัณฑิต
(6) แท่งทอง คือทองคำรูปแผ่นกลม หนึ่งแท่งหนักหนึ่งจิน(ชั่ง) เทียบค่าได้หนึ่งหมื่นเฉียน(เบี้ย)
(7) บทกวีนี้ดัดแปลงจากเพลง《ไป๋โถวอิ๋น》("เพลงผมขาว") วรรค "ตัดผมต้อนรับอาคันตุกะ" พาดพิงเรื่องมารดาเถาคันยุคจิ้นที่ตัดผมขายเลี้ยงรับแขกของบุตร เป็นการอ้างถึงคุณความดีของภริยาซีจื้อไฉที่ครั้งหนึ่งเคยทำเช่นนั้น ส่วนวรรคสุดท้าย "ขอได้คู่ใจเดียวกัน หัวขาวไม่แคล้วคลาดกัน" เป็นวาจารักของคู่ครอง
(8) เพลงพื้นบ้าน (เยว่ฝู่) เพลงและบทกวีที่สำนักดนตรีหลวงยุคฮั่นรวบรวมจากท้องถิ่น
(9) จัวเหวินจวิน ภริยาของซือหม่าเซียงหรู กวีชื่อก้องยุคฮั่น เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งเพลง《ไป๋โถวอิ๋น》ถวายแก่สามี
(10) คลายสายตรา คือถอดสายถักประจำตราตำแหน่งคืน หมายถึงการลาออกหรือทิ้งตำแหน่งหนีไป
(11) ศักราชหย่งซิง รัชสมัยพระเจ้าฮั่นฮวนเต้
(12) จูกงซู คือชื่อรองของจูมู่ ขุนนางผู้เคยเป็นข้าหลวงมณฑลกิจิ๋ว เมื่อท่านไปรับตำแหน่ง นายอำเภอนอกกฎหมายในเขตต่างพากันลาออกหนีกว่าสี่สิบคน
(13) ขุนนางหกร้อยสือ หมายถึงเสิ่นสวิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งเถี่ยกวานจ่าง (นายกองเหล็ก) ศักดิ์หกร้อยสือ (สือ เป็นหน่วยวัดเงินเดือนขุนนางยุคฮั่น) เทียบเท่านายอำเภอเมืองเล็ก
(14) เซี่ยต้าฝู บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นกลางของราชสำนัก ที่ผู้มีศักดิ์หกร้อยสือพึงได้รับการขนานนาม
(15) นักโทษเถี่ยกวาน คือนักโทษอาญาที่ถูกเกณฑ์มาขุดแร่และหลอมเหล็กในโรงเหล็กหลวง (เถี่ยกวาน) ขึ้นชื่อว่าทรหดดุร้ายไม่กลัวตาย
(16) ท่านขันทีเตียว คือเตียวต๋ง หนึ่งในขันทีผู้ทรงอำนาจปลายยุคฮั่น หลานของเขารับธิดาเสิ่นสวิ่นเป็นอนุภรรยา
(17) กฎร่วมรับโทษ บทบัญญัติยุคฮั่นว่าผู้เสนอชื่อ (จวี่จู่) ต้องร่วมรับผิดหากผู้ที่ตนเสนอก่อความผิด
(18) ท่านไท่ชิวกง คือตันเทียว ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเองฉวน เคยเป็นนายอำเภอไท่ชิว หนึ่งใน "สี่ผู้เฒ่าแห่งเองฉวน"
(19) 《คัมภีร์พิธีการ》คือคัมภีร์《หลี่จี้》หนึ่งในคัมภีร์ห้าเล่มของลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยจารีตพิธีการ
(20) ลูกพยัคฆ์ตระกูลซุน สมญาที่ราษฎรขนานให้ซุนเจิน หมายถึงผู้เยาว์แต่ดุดันกล้าหาญดั่งลูกเสือ
(21) เยียก เป็นการที่ซุนฮกออกชื่อตัวเองแทนตนอย่างถ่อมเมื่อพูดกับผู้อาวุโส ("เยียก" คือชื่อตัวของซุนฮก)
(22) ในต้นฉบับตอนนี้ใช้ชื่อ "กุยโต๋" เป็นเจ้าพนักงานพิพากษาคดี (จวี๋เฉาเฉวียน) บุตรหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลนักกฎหมายชื่อก้อง ต้นฉบับสะกดชื่อจีนไม่ตรงกัน จึงคงรูปไทย "กุยโต๋" ให้เสถียร
(23) ฟ่านพ่าง บัณฑิตชื่อก้องผู้สละชีพในเหตุล้างพรรคบัณฑิต ครั้งเป็นกงเฉามณฑลที่ยีหลำ ปลุกเร้าแยกแยะดีชั่ว ขับไล่ขุนนางโสมม
(24) แปดผู้นำสายตา กลุ่มบัณฑิตชื่อก้องแปดคนปลายยุคฮั่น ผู้เป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่ผู้คน
(25) จงจือ ไท่โส่วแห่งยีหลำในสมัยฟ่านพ่าง ปล่อยให้ฟ่านพ่างคุมการเลือกสรรขุนนางจนตนเองเป็นเพียงผู้ประทับตรารับ
(26) เพลงเล่าลือ มีความว่า "ไท่โส่วยีหลำคือฟ่านเมิ่งปั๋อ จงจือชาวน่ำเอี๋ยงเพียงประทับตรารับ" หมายว่าผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในยีหลำคือฟ่านเมิ่งปั๋อ (ฟ่านพ่าง) ส่วนไท่โส่วจงจือชาวน่ำเอี๋ยงเป็นแต่เพียงผู้ลงนามรับรองตามเท่านั้น
(27) ซวนปั๋ว ผู้เฒ่าซานเหล่าแห่งตำบลตะวันตก อดีตจวี๋เฉาสื่อ เชี่ยวชาญนิติศาสตร์《เสี่ยวตู้ลวี่》อาจารย์ของหลี่ปั๋อและซวนคาง
(28) จวี๋เฉาสื่อ เจ้าพนักงานศาลระดับอำเภอ ดูแลคดีอาญา
(29) ผู้เฒ่าซานเหล่า ผู้นำด้านการศึกษาและคุณธรรมระดับตำบล
(30) ซีจง คือชื่อตัวของซีจื้อไฉ "จื้อไฉ" เป็นชื่อรอง ส่วน "จง" เป็นชื่อตัว
(31) ปรีชาช่วยกษัตริย์ครองแผ่นดิน ความสามารถระดับเสนาบดีผู้ช่วยกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน
(32) งานบัญชีประจำปี งานส่งบัญชีรายปีของมณฑลต่อนครหลวง
(33) กงเจ๋อ คือชื่อรองของกุยโต๋
(34) บุตรตระกูลยากจน ผู้กำเนิดในตระกูลสามัญต่ำต้อย ไม่ใช่ตระกูลขุนนางมีชื่อ
(35) จี๋เฉา ฝ่ายดูแลการรับส่งภาษีอากรและกำกับงานบัญชีประจำปีของอำเภอต่าง ๆ เป็นตำแหน่งสำคัญและมีผลประโยชน์งาม
(36) ซูจั่ว เสมียนชั้นผู้น้อยในที่ว่าการ
(37) สามจวน สำนักของอัครมหาเสนาบดีทั้งสาม คือซือถู ไท่เว่ย และซือคง ผู้มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งขุนนางระดับสูง
(38) เองเอี๋ยง อำเภอในเองฉวน ต่างจากเองอิม บ้านเกิดของซุนเจิน
(39) ซุนเยว่ ซุนเยี่ยน ซุนเฉิน ล้วนเป็นพี่ชายและญาติในตระกูลซุนของซุนฮก
(40) ฉีซี ขุนนางแคว้นจิ้นยุคชุนชิว เลื่องชื่อเรื่องเสนอผู้มีความสามารถอย่างเที่ยงธรรม "เสนอภายในไม่เลี่ยงบุตรตน เสนอภายนอกไม่เลี่ยงศัตรู"
(41) โจวกงตั้น คือ "โจวกง" ผู้ทรงคุณยุคต้นราชวงศ์โจว เชื่อกันว่าทรงนิพนธ์บท《เหวินอ๋อง》ใน《ซือจิง》
(42) เหยา-ซุ่น พระเจ้าเหยากับพระเจ้าซุ่น กษัตริย์ในตำนานสองพระองค์ แบบฉบับผู้ครองแผ่นดินด้วยคุณธรรม
(43) เหวินอ๋อง อู่อ๋อง พระเจ้าเหวินอ๋องกับพระเจ้าอู่อ๋องแห่งราชวงศ์โจว ผู้วางรากและสถาปนาราชวงศ์โจว
(44) 《ชุนชิว》พงศาวดารแคว้นหลู่ที่เชื่อกันว่าขงจื๊อเรียบเรียง ถือบ้านเมืองตนเป็นหลัก
(45) คดีพรรคพวก การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต้านขันที
(46) เถี่ยกวานจ่าง หัวหน้าโรงเหล็กหลวง ศักดิ์หกร้อยสือเทียบนายอำเภอเมืองเล็ก
(47) บทสนทนาในเชิงอรรถนี้เป็นของผู้เขียนต้นฉบับ ระบุว่าฉากโต้วาทีเสนอชื่อพี่น้องระหว่างซุนฮกกับกุยโต๋นั้น ดัดแปลงมาจากบทสนทนาจริงระหว่างซุนซอง (ชื่อรองว่าฉือหมิง) กับอ้วนหลางแห่งยีหลำ ในบันทึก《ซื่อซัวซินอวี่》
(48) ซุนฉือหมิง คือซุนซอง ปราชญ์ตระกูลซุน หนึ่งใน "แปดมังกร" บุตรของซุนซก