# ตอนที่ 168 — อานุภาพสะท้านเหนือแคว้น
ผู้ที่มาคือตู้อิ้ว
ซุนเจินเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ ครั้นได้ยินว่าเป็นตู้อิ้วมาหา ก็ยังฝืนลุกขึ้น ลูบหน้าด้วยน้ำ เชิญเขาเข้าเรือน ถามว่า "ท่านเฉวียน(1)มาในยามดึกดื่นเช่นนี้ ตระกูลเสิ่นเกิดเหตุอันใดหรือ" เรื่องที่จะคุ้มค่าให้ตู้อิ้วมารบกวนในยามดึกป่านนี้ ก็มีแต่เรื่องตระกูลเสิ่นเท่านั้น
ตู้อิ้วกล่าวว่า "เมื่อคืนก่อนท่านปราบคนโฉดสำแดงอานุภาพ คนตระกูลเสิ่นขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว จะมีเรื่องอันใดเล่า ที่ข้ามาในคืนนี้ มาด้วยสองเรื่อง"
"ท่านตู้เชิญว่ามาเถิด"
"เรื่องหนึ่ง ก่อนที่ข้ากับท่านจาง ท่านกัวจะออกจากจวนออกนอกเมือง ใต้เท้าเจ้าเมืองมีคำสั่งกำชับ ฝากให้ข้านำมาบอกแก่ท่านเป็นการลับ"
ซุนเจินคิดในใจว่า "อินซิ่วมีคำกำชับหรือ" จึงรวบรวมสมาธิ กล่าวว่า "ท่านตู้เชิญว่ามาเถิด ข้าพเจ้าจะตั้งใจฟัง"
"ใต้เท้าเจ้าเมืองกล่าวว่า 'ครั้งรัชสมัยพระเจ้ากวงอู่ตี้(2) คหบดีตระกูลใหญ่แห่งชิงเหอนามเตียวกัง(3)ก่อกรรมทำเข็ญในท้องถิ่น เอี๋ยงผิงลิ่ง(4)หลี่จางจึงลวงจัดงานเลี้ยง แล้วชักกระบี่ฟันสังหารด้วยมือตน ขุนนางและราษฎรพลอยสงบสุข นี่นับว่าเป็นเหยี่ยวดีแท้ แต่ตามที่เราเห็น ยังสู้หงส์ไม่ได้(5) อันว่าอานุภาพกับคุณธรรมนั้น ต้องเกื้อหนุนกัน ถ้าใช้แต่อาญาโทษ ราษฎรก็ไม่ยินดีในชีวิต ถ้าใช้แต่คุณธรรมเมตตา ราษฎรก็ไม่เกรงความตาย ได้ยินว่าท่านอายุยี่สิบ ใฝ่ในฉิวหล่าน(6) มีปณิธานองอาจที่จะอบรมสั่งสอนใต้หล้า เมื่อตัดสินคดีที่ตำบลตะวันตก ก็ยังถือตามคติแห่งคัมภีร์ชุนชิว(7)ได้ นี่เป็นการดียิ่งนัก ตามที่เราเห็น การใช้กำลังเข้มงวดเหี้ยมโหด ยังสู้ใช้คุณธรรมจารีตอบรมไม่ได้ การให้ราษฎรกลัวตาย ยังสู้ให้ราษฎรยินดีในชีวิตไม่ได้ ราษฎรกลัวตายอาญาก็มากขึ้น ราษฎรยินดีในชีวิตก็มีเมตตาขึ้น โจวย่าฟู(8)ติเตียนเตียวอวี่(9)ว่า แม้ไร้ผู้ปราบได้ แต่ใช้กฎเคร่งเกินไป ไม่อาจอยู่ในต้าฝู่(10)ได้ ก็คือข้อนี้แล อยากให้ท่านได้ตรองดู'"
ซุนเจินตั้งใจฟังจนจบ ก็เข้าใจความหมายของอินซิ่ว นี่อินซิ่วรังเกียจว่าตนฆ่าฟันหนักมือเกินไป จึงตักเตือนให้ระมัดระวังการลงอาญา ให้กระทำการเมตตาให้มากขึ้น
เขากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า "เจินขอน้อมรับคำสั่งสอน"
ตู้อิ้วยิ้มแล้วกล่าวว่า "ท่านบังคับการตามกฎอย่างเที่ยงตรง ไม่เกรงเครือญาติผู้สูงศักดิ์ เป็นแบบอย่างแก่พวกเราทั้งหลาย ใต้เท้าเจ้าเมืองก็ชมเชยท่านครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเกลียดชังความชั่วอย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ที่ให้ข้านำคำเหล่านี้มาบอกท่าน ก็เพราะคิดเผื่อท่านนั่นเอง 'โจวย่าฟูติเตียนเตียวอวี่ว่า แม้ไร้ผู้ปราบได้ แต่ใช้กฎเคร่งเกิน ไม่อาจอยู่ในต้าฝู่ได้' ใต้เท้าเจ้าเมืองมีความหวังอันสูงส่งต่อท่าน นี่หวังว่าวันหน้าท่านจะได้ขึ้นถึงต้าฝู่นั่นเอง" อันว่าผู้ "ไร้ผู้ปราบได้" คือไม่มีใครเอาชนะได้ ผู้ "ใช้กฎเคร่งเกิน" คือถือกฎหมายอย่างลึกล้ำเข้มงวด ส่วน "ต้าฝู่" นั้นคือกงฝู่(11)
ซุนเจินไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนจะได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักเป็นซานกง(12) อีกทั้งรู้ดีว่าตู้อิ้วเพียงกล่าวอวยพรเอาใจ จึงไม่ได้ถือคำนี้เป็นจริงเป็นจัง กล่าวว่า "คำสั่งสอนของใต้เท้าเจ้าเมือง เจินจะจารึกไว้ในใจ"
"นี่เป็นเรื่องแรก เรื่องที่สอง ใคร่ถามท่านสักหน่อย ว่าวงศ์ญาติ บ่าวไพร่ตระกูลเสิ่น และพวกเถี่ยกวานถู(13) ตามที่ท่านเห็น ควรจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะ"
ซุนเจินงุนงงนัก คิดในใจว่า "ตอนทำเรื่องส่งมอบนั้น ข้าไม่ได้บอกความเห็นไปแล้วหรือ" เขาได้รับปากคนตระกูลเสิ่นว่าจะไม่เอาความผิด ตอนทำเรื่องส่งมอบก็พูดจาช่วยเหลือคนตระกูลเสิ่นไว้มาก ว่าเมื่อพวกเขาเห็นเสิ่นสวิ่นตายก็วางอาวุธยอมจำนน ท่าทียอมรับผิดดี อีกทั้งไม่ใช่ตัวการใหญ่ จึงเสนอว่าน่าจะลงโทษสถานเบาได้ ครั้งนั้นกุยโต๋กับตู้อิ้วก็รับปากแล้ว เหตุไฉนคราวนี้จึงมาถามอีกเล่า
เขาจับความหมายของตู้อิ้วไม่ได้ ระแวงว่าเขากลับคำ คิดจะลงโทษคนตระกูลเสิ่นสถานหนัก จึงตอบอย่างคลุมเครือว่า "ท่านทั้งหลายรับคำสั่งใต้เท้าเจ้าเมืองมา เพื่อชำระคดีตระกูลเสิ่นโดยเฉพาะ คนตระกูลเสิ่นควรจัดการอย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าควรออกปาก" เขาตัดสินใจสืบให้รู้ความหมายของตู้อิ้วเสียก่อน แล้วจึงค่อยพูดช่วยคนตระกูลเสิ่น อย่างไรเสีย เมื่อรับปากคนตระกูลเสิ่นไปแล้ว ก็ไม่อาจกลับคำเสียสัตย์ได้ ต้องช่วยขวนขวายให้พวกเขาบ้างจนได้
ตู้อิ้วกล่าวว่า "ใต้เท้าเจ้าเมืองกล่าวว่า 'การใช้กำลังเข้มงวดเหี้ยมโหด ยังสู้ใช้คุณธรรมจารีตอบรมไม่ได้ การให้ราษฎรกลัวตาย ยังสู้ให้ราษฎรยินดีในชีวิตไม่ได้' ข้าก็เห็นพ้องอย่างยิ่ง ดังที่ท่านว่าไว้แท้ คนตระกูลเสิ่นทั้งไม่ใช่ตัวการใหญ่ ทั้งวางอาวุธยอมรับผิดเมื่อเสิ่นสวิ่นตาย ข้ากับท่านกัวปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจว่าจะทำตามความเห็นของท่าน ลงโทษสถานเบา ท่านเห็นว่าดีหรือไม่"
ซุนเจินยิ่งงุนงงหนักขึ้น ในเมื่อตัดสินใจทำตามคำเสนอของตนแล้ว จะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม เขาคิดในใจว่า "เขากล่าวแต่ว่าตนกับกุยโต๋เห็นชอบ ไม่ได้กล่าวถึงจางจ้ง ชะรอยจางจ้งจะไม่ยินยอมกระมัง" จึงถามว่า "หรือว่าทางท่านจางจะ-"
"อ๋อ ไม่ใช่ ไม่ใช่ดอก แม้ข้ากับท่านกัวยังไม่ได้บอกคำตัดสินนี้แก่ท่านจาง แต่ท่านจางใจคอเมตตา ย่อมไม่คัดค้านเป็นแน่"
"ฉะนั้นแล้ว-"
ตู้อิ้วเปลี่ยนจากที่พูดจาฉาดฉานเมื่อครู่ กลับอ้ำอึ้งตะกุกตะกัก กล่าวว่า "ท่านจางไม่เพียงใจคอเมตตา ยังสะอาดบริสุทธิ์รอบคอบระมัดระวัง"
ซุนเจินคอยให้เขากล่าวต่อ แต่เขากลับไม่กล่าว เพียงตบมือสองครั้ง ก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากนอกประตู
ซุนเจินจำได้ เป็นเสมียนน้อยที่ติดตามอยู่ข้างเกวียนของตู้อิ้วระหว่างทาง
เห็นเสมียนน้อยผู้นี้ประคองถาดไม้ใบหนึ่งในมือ ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดไว้ กองสูงพะเนิน เบื้องบนคลุมผ้าแพรไว้ชั้นหนึ่ง เสมียนน้อยน้อมตัวค้อมกาย วางถาดไม้ลงบนโต๊ะเบื้องหน้าซุนเจิน แล้วถอยหลังออกไปอย่างนอบน้อม ซุนเจินถามว่า "นี่คืออะไร"
ตู้อิ้วหัวเราะกลบเกลื่อน กล่าวว่า "ท่านเชิญเปิดผ้าออกดูเถิด"
ซุนเจินเปิดผ้าแพรขึ้น แสงทองวาบเข้าตา เพ่งดูให้ถนัด เป็นแท่งทอง(14)ห้าแท่ง
ตู้อิ้วกล่าวว่า "พรุ่งนี้ท่านจะออกจากเมือง ตามธรรมเนียมแล้ว ข้ากับท่านกัวควรประกอบพิธีจู่เต้า(15)เซ่นเทพถนนและจัดเลี้ยงส่งทางให้ท่าน หากแต่ติดราชการคดีอยู่ เกรงจะไม่มีเวลาว่าง จึงขอมอบเฉิงอี๋(16)เงินกำนัลส่งทางมาให้ก่อน หวังว่าท่านจะรับไว้ด้วยใจยินดี" อันว่าจู่เต้านั้น "จู่" ก็คือเทพถนน ผู้จะเดินทางไกลโดยทั่วไปต้องเซ่นไหว้เทพถนนก่อน เรียกว่าจู่เต้า
ซุนเจินมองดูแท่งทอง แล้วมองดูตู้อิ้ว คิดในใจว่า "เฉิงอี๋โดยทั่วไปก็สิบเฉียน(เบี้ย) ร้อยเฉียน ครั้งก่อนเมื่อข้าจากเองอิมไปเอี๋ยงเต๊ก ด้วยความสนิทของกงต๋า ปั๋อฉี (ซุนฉี) และจ้งเหริน (ซุนเฉิง) ก็ยังให้ข้าเพียงคนละร้อยเฉียนเท่านั้น บ้านบุนเพ่งร่ำรวยอีกทั้งสำนึกในบุญคุณข้า จึงให้แท่งทองมาแท่งหนึ่ง ก็มากเกินไปแล้ว ข้ากับตู้อิ้ว กุยโต๋นี้หาได้สนิทสนมกันไม่ สองคนนี้ไฉนจึงมอบแท่งทองให้ข้าถึงห้าแท่ง"
ตู้อิ้วกล่าวอีกว่า "ถาดทาสีนี้เล็กนัก ใส่ของได้จำกัด นอกจากทองห้าแท่งนี้ ยังมีทองอีกร้อยแท่งในหีบ ข้านำไปวางไว้ที่ระเบียงนอกห้องแล้ว หากท่านไม่รังเกียจ ข้าก็จะขอลาไปก่อน"
ซุนเจินแทบหัวเราะออกมาดัง ๆ ถ้าเป็นทองเพียงห้าแท่ง เขายังคลางแคลงอยู่บ้าง แต่ทองร้อยห้าแท่งนี้ ออกจะส่อความชัดเจนเกินไปแล้ว
เขาเดาออกแล้วว่าแท่งทองเหล่านี้ต้องเป็นของตระกูลเสิ่น เมื่อครู่ที่ตู้อิ้วเอ่ยถึงคนตระกูลเสิ่นขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย คิดดูแล้วก็เพียงเพื่อหาเรื่องเกริ่นนำเข้าเรื่องนี้เท่านั้น เขาคิดในใจว่า "เงินทองย่อมล่อตา ไม่ใช่ข้าผู้เดียวที่หมายปองสมบัติตระกูลเสิ่นดอก ตู้อิ้วกับกุยโต๋ก็ต้องคิดจะกอบโกยจากในนั้นเช่นกัน อีกทั้งกลัวข้าจะรู้รายละเอียดทรัพย์สินตระกูลเสิ่น จึงนำแท่งทองร้อยกว่าแท่งมาให้ แบ่งสันปันส่วนแก่ข้า ก็ไม่แปลกอะไร สมบัติตระกูลเสิ่นมากดั่งภูเขาทองทะเลเงิน ขอเพียงเป็นคน เห็นเข้าก็คงใจไหวหวั่นทั้งนั้น" จึงแสร้งปฏิเสธว่า "นี่จะได้อย่างไรเล่า"
ตู้อิ้วกล่าวด้วยสีหน้าเอาจริงว่า "ท่านเอาตัวเสี่ยงภัย กำจัดภัยให้ราษฎร ขับไล่กั๋วจั๋ว ชักกระบี่ฟันเสิ่นสวิ่น ราษฎรเมืองเอี๋ยงเฉิงหลายหมื่นได้พึ่งท่านจึงสงบสุข บัดนี้ท่านจะออกเดินทางต่อไปตรวจตราอำเภอต่าง ๆ ไฉนจะไร้เฉิงอี๋ส่งทางให้สมเกียรติได้ อย่าได้ปฏิเสธเลย" ว่าแล้วก็ลุกขึ้นขอตัวลา ไม่แยแสต่อการรั้งของซุนเจิน พาเสมียนน้อยที่คอยอยู่นอกประตูไปด้วย ก้าวยาว ๆ เหยียบราตรีกาลออกจากลาน
ซุนเจินตามไปส่งเขาช่วงหนึ่ง แล้วกลับเข้ามาในลาน เห็นหีบใบหนึ่งวางอยู่บนระเบียงนอกประตูจริง
เขาก็ไม่ได้เปิดดู กลับไปนั่งบนท้องโถง มองดูแท่งทองหลายแท่งบนโต๊ะแล้วนั่งใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง รำพึงด้วยความสังเวชว่า "ในโลกนี้มีสักกี่คนที่ทำได้ถึงขั้นความมั่งคั่งศักดิ์ศรีก็ไม่อาจซื้อใจ ตู้อิ้วมีชื่อเสียงด้านสติปัญญา กุยโต๋ก็เป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ ทั้งสองคนนี้ยังพ้นจากความนิยมโลกไม่ได้ นับประสาอะไร นับประสาอะไร… ฮะฮ้า นับประสาอะไรคนสามัญต้อยต่ำอย่างข้า" แล้วยังคิดต่อว่า "หากตู้อิ้ว กุยโต๋รู้ว่าข้าได้กอบโกยจากตระกูลเสิ่นมาก้อนใหญ่แล้ว จะมีสีหน้าเช่นใดหนอ" เดาอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกไร้สาระ ความง่วงเข้าครอบงำ จึงเรียกเสี่ยวเซี่ยที่เฝ้ายามอยู่นอกประตูเข้ามา สั่งให้เอาแท่งทองเหล่านี้ใส่ลงในหีบที่ระเบียงนอกประตู ยกขึ้นรถบรรทุก รอนำติดตัวไปพรุ่งนี้
เสี่ยวเซี่ยรับคำสั่ง ประคองถาดทาสีจะเดินไป ซุนเจินเรียกเขาไว้อีก ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เรื่องนี้นอกจากเจ้ากับข้าแล้ว อย่าให้คนอื่นล่วงรู้ โดยเฉพาะจื้อไฉ ซูเงียบ จื่อหยวนพวกเขา ยิ่งอย่าให้รู้เป็นอันขาด" อันว่าการกินสินบนหาใช่เรื่องดีไม่ ตู้อิ้ว กุยโต๋ต่างก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในแคว้น หากแพร่งพรายออกไปย่อมเสียชื่อเสียง ก็นับว่าช่วยปกปิดความชั่วให้คนอื่นไปด้วย
…
วันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนตื่นนอน ล้างหน้าบ้วนปาก กินข้าวเสร็จ ก็ขึ้นรถขี่ม้าออกจากโรงพักไปรษณีย์ มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเลียบถนน ตรงไปยังประตูเมืองด้านตะวันตก
ตู้อิ้วบอกเมื่อคืนว่าเกรงวันนี้จะมาส่งไม่ได้ นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง ที่จริงก็ยังมาส่ง จางจ้งกับกุยโต๋ก็มาด้วย นอกจากนี้ยังมีเซี่ยนเฉิง(17)และเซี่ยนเว่ย(18)แห่งอำเภอนี้ กับเสิ่นหรงและคนอื่น ๆ ซุนเจินจึงเอ่ยชมเสิ่นหรงต่อหน้าจางจ้ง ตู้อิ้ว กุยโต๋อีกหลายคำ ทำเอาเสิ่นหรงปลื้มจนไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน แววตาที่มองมายังซุนเจินมีความสำนึกบุญคุณเพิ่มขึ้นห้าส่วน
ตู้อิ้วกับพวกส่งซุนเจินออกไปนอกเมือง ซุนเจินประสานมือก้มตัวคารวะอำลา กล่าวว่า "เอี๋ยงเต๊กพบกันใหม่"
ตู้อิ้วเดินเข้ามาใกล้เบื้องหน้าเขา ชายตามองจางจ้งที่อยู่ข้างหลัง แล้วกระซิบว่า "ท่านซุนอย่าได้ลืมคำที่ข้าบอกเมื่อคืน"
ซุนเจินคิดในใจว่า "ก็ที่ว่าจางจ้ง 'สะอาดบริสุทธิ์รอบคอบระมัดระวัง' นั่นเองไม่ใช่หรือ" เขากับจางจ้งก็ไม่ได้สนิทกัน แต่เพราะคำนี้เอง กลับทำให้ครั้นแล้วเขามองจางจ้งสูงขึ้นไปหลายส่วน — เห็นชัดอยู่แล้วว่าตู้อิ้ว กุยโต๋ซื้อจางจ้งไม่ได้ อีกทั้งกลัวเขาจะล่วงรู้ จึงมาเตือนเช่นนี้
เขายิ้มแล้วกล่าวว่า "ลืมไม่ลงดอก" ตู้อิ้วดีใจยิ่ง จับมือเขาบีบสองครั้ง ต่างฝ่ายต่างรู้กันอยู่ในใจไม่ต้องเอ่ย
ผู้ที่มาส่งซุนเจินยังมีราษฎรอีกเกือบพันคน พวกเขาเกรงอำนาจราชการของจางจ้ง ตู้อิ้ว ไม่กล้าเข้ามาใกล้ จึงตามมาห่าง ๆ ครั้นเห็นซุนเจินจะไป ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เริ่ม ราษฎรเกือบพันคนก็ร้องเพลงพร้อมกันว่า "ลูกเสือตระกูลซุน เมตตาแก่ผู้น้อยปราบล้างเหล่าร้าย กำจัดภัยให้ราษฎร เสื่อยังไม่ทันอุ่น(19)"
แล้วร้องเพลงอีกว่า "แต่ก่อนมีไท่ชิวแห่งอำเภอสวี่ บัดนี้มีลูกเสือแห่งเองอิม(20)"
จางจ้ง ตู้อิ้ว กุยโต๋พากันเหลียวกลับมามองด้วยความฉงน ซุนเจินสั่งให้สวี่จ้งกับพวกถอดผ้าคลุมยอดรถบรรทุกและม่านผ้ารอบด้านสี่ทิศออก แล้วขึ้นไปนั่งในรถ เปิดรถรับแสงตะวัน หันหน้าเข้าหาราษฎร ประสานมือก้มตัวคารวะจรดต่ำ แล้วลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงดังว่า "เจินขอลาแล้ว ขอท่านผู้เฒ่าผู้แก่และชาวบ้านทั้งหลายจงกลับเถิด"
ชาวบ้านพากันกราบลงระนาว
…
ครั้นอำลาคนทั้งหลายและราษฎรแล้ว ซุนเจินขึ้นรถออกเดินทางสู่จุดหมายต่อไป คืออำเภอหลุนซื่อ
เช่นเดียวกับเมืองอำเภออื่น ๆ ในแคว้นเองฉวน หลุนซื่อก็เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่ง มีประวัติยาวนาน เดิมชื่อหลุนซื่ออันมีนัยว่าเมืองแห่งแคว้นหลุน(39) เขตแดนนี้เดิมเป็นดินแดนแคว้นหลุนสมัยราชวงศ์เซี่ย ครั้งชุนชิวขึ้นแก่แคว้นเจิ้ง ครั้งรณรัฐขึ้นแก่แคว้นหาน แคว้นฉู่ แคว้นเจิ้ง แคว้นหาน แคว้นฉินต่างเคยรบพุ่งกัน ณ ที่นี้ ครั้นถึงราชวงศ์ปัจจุบัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นหลุนซื่อในรูปอักษรปัจจุบัน(39)
เมื่อหลายสิบปีก่อน มีคนผู้หนึ่งนามตั๋งจวินหยา(21)เคยมาเป็นเซี่ยนเว่ยที่ดินแดนนี้ ผู้นี้ก็คือบิดาของตั๋งโต๊ะนั่นเอง
แน่ละ ครั้งตั๋งจวินหยาเป็นเซี่ยนเว่ยที่นี่ ซุนเจินยังไม่ทันเกิด เขาจึงไม่รู้เรื่องนี้แต่อย่างใด สิ่งที่เขารู้และใส่ใจอยู่ในขณะนี้มีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือ จะทำอย่างไรจึงจะขับไล่นายอำเภอและรองนายอำเภอผู้มีประวัติฉ้อราษฎร์โกงกินของอำเภอนี้ออกจากเขตแดนได้โดยราบรื่น
หลังจากออกจากเอี๋ยงเฉิงได้สองวัน เขากับซีจื้อไฉ สวี่จ้งและพวกก็มาถึงหลุนซื่อ น่าประหลาดที่นอกเมืองกลับไร้ผู้คนออกมาต้อนรับ
เล่าเติ้งไม่พอใจยิ่งนัก โกรธว่า "นายอำเภอหลุนซื่อนับตนสูงกว่าตูโหยวหรือไร เหตุไฉนจึงไม่ส่งคนออกมาต้อนรับ" ลงจากม้าขอคำสั่ง กล่าวกับซุนเจินว่า "ท่านโปรดคอยสักครู่ ขอข้าเข้าเมืองไปก่อน จับนายอำเภอหลุนซื่อมัดมาหน้ารถท่าน"
เขาโกรธจนผมแทบลุกตั้งชัน ซุนเจินมองดูท่าทางของเขา ก็อดนึกถึงตอนหนึ่งในเรื่อง 《สามก๊ก》(22)ที่เลื่องลือกันไม่ได้ คือตอน "เตียวหุยโบยตูโหยวด้วยโทสะ" ครั้งแรกที่อ่านตอนนี้ เพราะไม่รู้ระบอบขุนนางสมัยฮั่น เขายังฉงนว่าตูโหยวเป็นขุนนางตำแหน่งใด เหตุไฉนข่มเหงเซี่ยนเว่ยของอำเภอหนึ่งได้ บัดนี้เขารู้แล้วว่าข่มเหงเซี่ยนเว่ยได้จริง อย่าว่าแต่เซี่ยนเว่ยเลย ขอเพียงตูโหยวมีอำนาจเข้มแข็ง นายอำเภอใหญ่น้อยก็ข่มเหงได้
"อาเติ้งจะถึงกับต้องทำเช่นนั้นทำไม เขาไม่ออกมาต้อนรับเรา เราก็ตรงเข้าไปยังที่ว่าการอำเภอก็แล้วกัน"
ม่านผ้าของรถบรรทุกถูกนำกลับมาติดตั้งใหม่นานแล้ว ซุนเจินกล่าวจบ ก็ปล่อยม่านลง ซีจื้อไฉที่นั่งตรงข้ามเขาหัวเราะว่า "นายอำเภอหลุนซื่อนี้สมกับเป็นนายอำเภอใหญ่พันสือ(23)แท้ แข็งกร้าวกว่าจ่างเมืองเอี๋ยงเฉิงหกร้อยสือมากนัก"
"จื้อไฉหมายความว่า เราไม่อาจใช้วิธีจัดการกั๋วจั๋วชุดเดิมได้อีก ควรเล่นงานเขาให้หนักหน่อยกระนั้นหรือ"
ซีจื้อไฉตรองครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ขุนนางฉ้อโกงในอำเภอนี้ มีนายอำเภอกับรองนายอำเภอเป็นหัวหน้า ในเมื่อนายอำเภอแข็งกร้าว ก็จัดการรองนายอำเภอเสียก่อนเถิด"
"ก็ตามความเห็นของท่าน"
เล่าเติ้งนำคนนำหน้า สวี่จ้งคุ้มกันอยู่ข้าง รถม้าหลายสิบคันบุกเข้าเมือง พอดีเป็นยามเที่ยง ราษฎรบนถนนเบาบาง ครั้นถึงนอกที่ว่าการอำเภอ นอกที่ว่าการก็ไร้คนเฝ้ายาม ซุนเจินแปลกใจ ยังไม่เข้าไป สั่งให้เสมียนน้อยจากตูโหยวเยวี่ยน(24)คนหนึ่งเข้าไปข้างใน เรียกเซี่ยนเฉิงออกมาพบ
เสมียนน้อยเข้าไปนานพอควร มีคนผู้หนึ่งออกมา สีหน้างุนงง คุกเข่าคำนับหน้ารถ กราบเรียนว่า "ในที่ว่าการ ในเรือนรองนายอำเภอ ล้วนไร้ผู้คน ไม่ทราบว่ารองนายอำเภอไปไหน"
"…ไปตามนายอำเภอมา"
คราวนี้ไม่ใช่เสมียนน้อยออกมาคนเดียว มีขุนนางสวมสายถักสีเหลืองผู้หนึ่งออกมาด้วย ในอำเภอผู้ที่คาดสายถักสีเหลืองได้มีแต่รองนายอำเภอกับเซี่ยนเว่ย ซุนเจินคิดในใจว่า "เสมียนน้อยผู้นี้ทำงานไม่ได้เรื่องเสียจริง ให้ไปตามรองนายอำเภอ ออกมาคนเดียว ให้ไปตามนายอำเภอ กลับพารองนายอำเภอออกมา" ตั้งใจจะข่มขวัญรองนายอำเภอผู้นี้สักหน่อย จึงไม่ยอมลงจากรถ ให้สวี่จ้งเปิดม่านขึ้น ถามว่า "ท่านคือรองนายอำเภอของอำเภอนี้ใช่หรือไม่"
"ข้าไม่ใช่รองนายอำเภอ ข้าเป็นเซี่ยนเว่ย"
"…"
เซี่ยนเว่ยของอำเภอนี้มีชื่อเสียงในหมู่ราษฎรค่อนข้างดี ราษฎรต่างว่าเป็นขุนนางดี ซุนเจินจึงไม่อาจไม่ให้หน้าเขา จึงลงจากรถออกมาพบ คำนับกันเสร็จ พอจะถามว่านายอำเภอกับรองนายอำเภออยู่ที่ไหน เซี่ยนเว่ยผู้นี้ก็เอ่ยขึ้นเองก่อน กล่าวว่า "ได้ยินว่าท่านเฉวียนออกจากอำเภอเอี๋ยงเฉิง ครั้นเข้าเขตอำเภอข้าพเจ้าแล้ว นายอำเภอและรองนายอำเภอของอำเภอนี้ต่างแขวนตราและสายถัก เขียนหนังสือกราบทูล ลาออกไปเองแล้ว"
"…ลา ลาออกไปเองหรือ ไปเมื่อใด"
"เมื่อวานก็ไปแล้ว ไม่ใช่เพียงสองคนนี้ที่แขวนตราลาออก ขุนนางอื่น ๆ ในที่ว่าการอำเภอก็ลาออกเองกันมาก กิจการทั้งอำเภอตกอยู่บนบ่าข้าพเจ้าผู้เดียว เพราะวุ่นอยู่กับการจัดการงานเบ็ดเตล็ดของฝ่ายต่าง ๆ จึงไม่ได้ออกมาต้อนรับท่านเฉวียนทันท่วงที ขอท่านได้โปรดยกโทษให้" เซี่ยนเว่ยกล่าวพลาง กวักมือเรียกเข้าไปในที่ว่าการ เรียกเสมียนน้อยสี่ห้าคนออกมา เสมียนน้อยเหล่านี้ประคองตราและสายถักนานาสีในมือ เดินมาหน้ารถซุนเจินด้วยอาการหวาดหวั่น คุกเข่าคำนับยื่นถวาย
เซี่ยนเว่ยกล่าวว่า "ตราและสายถักของนายอำเภอ รองนายอำเภอ ของกงเฉา จู่ปู้ ตลอดจนของขุนนางอื่น ๆ ที่ลาออกเอง ล้วนอยู่ที่นี่ครบถ้วน ข้าพเจ้าขอมอบให้แก่ท่านเฉวียน นำส่งคืนแก่จวิ้นฝู่(25)"
สายถักมีสีดำ สีเหลือง สีเขียวคราม ครบทุกสี ตราแยกเป็นทองแดง แยกเป็นตราครึ่งดวง ตั้งแต่พันสือถึงร้อยสือ ครบทุกชั้น ซุนเจินมองดูตราและสายถักเหล่านี้ ก็เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยนเว่ยผู้นี้จึงไม่ได้ออกมาต้อนรับตน
หลุนซื่อเป็นอำเภอใหญ่ เซี่ยนเว่ยศักดิ์สี่ร้อยสือ ไม่สมควรออกมาต้อนรับตูโหยวร้อยสืออย่างตนด้วยตนเอง ครั้นไม่ออกมาต้อนรับเอง ก็ได้แต่ส่งคนออกมาต้อนรับ แต่ในอำเภอไม่เพียงนายอำเภอและรองนายอำเภอลาออกเอง ขุนนางที่มียศพอควรก็ลาออกเองเสียมาก แทบไร้คนจะใช้ให้ออกมา หากส่งเสมียนน้อยที่ไม่เข้าระดับออกมา เกรงว่าซุนเจินจะหาว่ามาเหยียดหยามตน สู้ไม่ส่งใครเสียเลย แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าตนมาถึง ยังจะดีกว่า
เซี่ยนเว่ยรอให้คนของซุนเจินรับตราและสายถักจำนวนมากแล้ว ก็หยิบหนังสือกราบทูลออกมาหลายฉบับ กล่าวว่า "นี่คือหนังสือกราบทูลขอลงโทษและลาออกเองของนายอำเภอและรองนายอำเภอ ขอท่านเฉวียนได้นำส่งจวิ้นฝู่ด้วย"
ซุนเจินรับหนังสือกราบทูลไว้ รู้สึกใจหายราวกับเสียอะไรไป ทอดสายตามองเข้าไปในที่ว่าการ แล้วหันกลับมามองเซี่ยนเว่ยที่สีหน้ากระอักกระอ่วน อีกทั้งมองเหล่าเสมียนน้อยที่หวาดผวา เขารู้สึกว่าตนควรไปได้แล้ว ความรู้สึกในขณะนี้กับครั้งอยู่ในโรงเหล็กเมื่อหลายวันก่อน ตอนได้ยินกะทันหันว่าฟ่านเฉิงเป็นสาวกลัทธิไท่ผิงนั้นค่อนข้างคล้ายกัน คือเป็นความอึดอัดหลังจากผิดคาดอย่างรุนแรง เพียงแต่ครั้งนั้นเขาตกจากความหวังไปสู่ความผิดหวัง ส่วนครั้งนี้เดิมตั้งใจเต็มที่ นึกว่าเรื่องจะจัดการยาก พอถึงคราวกลับรู้ว่าไม่ต้องออกแรง เรื่องก็สำเร็จเสียแล้ว
เขากล่าวกับเซี่ยนเว่ยด้วยถ้อยคำนุ่มนวลอยู่หลายคำ ปฏิเสธคำเชิญของเซี่ยนเว่ยที่ขอให้เข้าไปนั่งในที่ว่าการอำเภอ — คำเชิญของเซี่ยนเว่ยนี้ ผู้มีตาแหลมย่อมดูออกว่าเป็นเพียงน้ำใจแกล้งทำ มารยาทเท่านั้น
ขึ้นรถ ออกจากที่ว่าการอำเภอ ออกนอกเมือง
เขาอดกลั้นไม่อยู่จริง ๆ ชี้นิ้วมายังจมูกตน ถามซีจื้อไฉว่า "ข้าน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ" ซีจื้อไฉหัวเราะออกมาดังลั่น
เสียงหัวเราะลอยออกนอกรถ สว่างไสวดุจแสงตะวัน
…
สามวันต่อมา ถึงอำเภอเกียบ
ขุนนางผู้ใหญ่ของอำเภอเกียบยังนับว่ารักษากฎหมาย ในอำเภอมีคหบดีตระกูลใหญ่เพียงตระกูลเดียวที่ก่อกรรมทำเข็ญสารพัด
นอกเมืองสิบลี้ ซุนเจินพบกับขบวนที่มาต้อนรับเขา
จู่ปู้แห่งอำเภอนำหน้า ขุนนางในอำเภอสิบกว่าคน ยังมีตัวแทนตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นสองสามคน อีกทั้งมีคนเปลือยอกแบกกิ่งหนามสี่ห้าคน มัดตัวเองคุกเข่าอยู่ จู่ปู้แนะนำว่า "คนเหล่านี้ บ้างเป็นบุตรหลานตระกูลจังในอำเภอนี้ บ้างเป็นบุตรหลานตระกูลเหยาในอำเภอนี้ ปกติมักก่อเรื่องวุ่นวาย ประพฤติเหลวไหลเกินขอบเขต ได้ยินว่าท่านเฉวียนเสด็จมา รู้ตัวว่าแต่ก่อนทำความผิดหนัก จึงมัดตัวเองมาขอลงโทษ"
อันว่าตระกูลจัง ก็คือคหบดีตระกูลใหญ่ผู้ก่อกรรมทำเข็ญสารพัดที่ซุนเจินตั้งใจจะมาชำระคราวนี้ เป็นวงศ์ญาติเชื้อสายของจัวจงหลางเจียง(26)จังกงผู้ทรงคุณในการกอบกู้ราชวงศ์ ส่วนตระกูลเหยา ก็เป็นเชื้อสายขุนนางผู้ทรงคุณเช่นกัน คือลูกหลานของเว่ยเว่ย(27)เหยาฉีในอดีต
ซุนเจินได้ยินคำของจู่ปู้ ยืนอยู่หน้ารถ ตวาดติเตียนเขาว่า "บุตรหลานในตระกูลจังอาศัยอำนาจบรรพบุรุษ ข่มเหงชายชิงหญิง ปล่อยบ่าวไพร่อาละวาด ซ่อนเร้นนักโทษหนี กระทำแต่ความชั่วทุกอย่าง ไฉนจะใช้คำว่า 'ประพฤติเหลวไหลเกินขอบเขต' 'ก่อเรื่องวุ่นวาย' เพียงไม่กี่คำมาพูดเบา ๆ ให้ผ่านไปได้เล่า" จู่ปู้หน้าเสียตกใจกลัว ลดมือค้อมกาย กล่าวรับซ้ำ ๆ ไม่กล้าเอ่ยอีก
ซุนเจินเอื้อมมือรับสมุดบันทึกที่ซีจื้อไฉส่งมา เปิดไปยังหน้าอำเภอเกียบ ตวาดถามคนที่มัดตัวเองคุกเข่าอยู่ว่า "จังเหยาอยู่หรือไม่"
คนผู้หนึ่งตอบว่า "ราษฎรผู้น้อยอยู่"
"เมื่อเดือนสามปีก่อน เจ้ารับลักพาตัวคนมาขายเพื่อค้ากำไร ผู้ขายแซ่เถียน ที่เจ้าซื้อมาคือชาวยีหลำแซ่หวงคนหนึ่ง มีเรื่องนี้หรือไม่ ครั้นซื้อกลับบ้านปีต่อมา เพราะเรื่องหยุมหยิมบางอย่าง คนแซ่หวงทำให้เจ้าโกรธ เจ้าจึงทุบตีเขาจนตาย มีเรื่องนี้อีกหรือไม่"
ผู้นี้หวาดกลัวไม่กล้าตอบ
"เจ้าก่อกรรมไว้มากนัก ข้าจะไม่อ่านให้ทีละข้อแล้ว … จังหลงอยู่หรือไม่"
"ราษ ราษฎรผู้น้อยอยู่"
"เมื่อวันที่สามเดือนห้าปีกลาย เจ้าลงไปทวงหนี้ในชนบท ผู้ที่ยืมเงินเจ้าคือคนแซ่เล่าแห่งตำบลหวงหลิ่ง เขาไม่มีเงินใช้เจ้า เจ้าก็เผาเรือนบ้านเขาเสีย มีเรื่องนี้หรือไม่"
ผู้นี้ก็หวาดกลัวไม่กล้าตอบเช่นกัน
"จังฉีอยู่หรือไม่"
"ราษ ราษฎรผู้น้อยอยู่"
"บุตรหลานในตระกูลเจ้าทำผิดกฎหมายกันมาก แต่เจ้าชั่วร้ายที่สุด เมื่อสามปีก่อน เจ้าซ่อนนักโทษฆ่าคนหนีไว้ผู้หนึ่ง ผู้นี้แซ่เจิ้ง บัดนี้ยังอยู่ในบ้านเจ้า มีเรื่องนี้หรือไม่ เมื่อปีก่อน เจ้ายังบังคับชิงเมียคนนามสกุลสือมาเป็นภรรยา อีกทั้งทุบตีสามีนางจนปางตาย มีเรื่องนี้หรือไม่ เพียงปีกลายปีเดียว เจ้าก็ฆ่าบ่าวไพร่ไปโดยไม่มีเหตุถึงสามคน มีเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เจ้าเลี้ยงนักกระบี่ มือสังหาร ปินเค่อ(28)ใต้บังคับของเจ้าเที่ยวอาละวาดทั่วอำเภอทั่วตำบล กระทำชั่วสารพัด ชาวบ้านชำเลืองมองด้วยความขยาดแขยง มีเรื่องเหล่านี้หรือไม่"
จังฉีเหงื่อหยดดั่งฝน ก้มศีรษะลงขอลงโทษ
ซุนเจินไม่แยแสเขา หันไปถามอีกสองคนที่เหลือ "แจ้งชื่อแซ่ของเจ้ามา"
คนหนึ่งตอบว่า "ข้าคือเหยาเจีย" อีกคนตอบว่า "ข้าคือเหยาเหริน"
ซุนเจินกล่าวว่า "ความชั่วที่เจ้าสองคนก่อก็ไม่ใช่น้อย เรื่องอื่นข้าจะยังไม่กล่าว จะกล่าวแต่สองเรื่อง เหยาเจีย เจ้าปกปิดทรัพย์สินครัวเรือนของตน(29) เหยาเหริน ปินเค่อใต้บังคับของเจ้าอาศัยอำนาจตระกูลเจ้า มีทะเบียนการค้า กลับไม่เสียภาษีอากร มีสองเรื่องนี้หรือไม่"
เหล่าคนอำเภอเกียบที่อยู่ ณ ที่นั้น เห็นเขาชี้ความผิดได้ดั่งเทพ เรื่องเล็กเรื่องน้อยล่วงรู้ไปหมด ต่างตกตะลึงกันทั้งสิ้น
เหยาเจีย เหยาเหรินก้มศีรษะคำนับซ้ำ ๆ กล่าวว่า "ราษฎรผู้น้อยรู้ผิดแล้ว รู้ผิดแล้ว"
ซุนเจินผ่อนน้ำเสียงลง กล่าวว่า "วงศ์ตระกูลของเจ้าเป็นเชื้อสายขุนนางผู้ทรงคุณ สืบสกุลขุนนางมาหลายชั่วคน เดิมก็ต่างจากบ้านราษฎรสามัญ ควรประพฤติตนอย่างระมัดระวังให้ยิ่งกว่าจึงจะถูก ไฉนกลับกำเริบเสิบสานทำผิดกฎหมายเล่า นับแต่กอบกู้ราชวงศ์มาถึงบัดนี้ร้อยหกสิบปี เชื้อสายขุนนางผู้ทรงคุณในอดีตที่ต้องตายเพราะผิดกฎหมายลำพอง หรือกระทั่งล้างโคตรนั้นยังน้อยอยู่หรือ เจ้าไม่คิดเผื่อตัวเจ้าเองบ้างเลยหรือ หรือว่าในบ้านเจ้าไม่มีบิดามารดาผู้ใหญ่ เจ้าใจร้ายปล่อยให้บิดามารดาผู้ใหญ่ของเจ้าต้องโทษลูกโซ่เพราะเจ้า ตายในคุกได้ลงคอหรือ"
เหยาเจีย เหยาเหรินกระดูกอ่อนเนื้อระทวย ได้แต่ก้มศีรษะขอชีวิต
"ข้าก็ไม่ใช่คนกระหายฆ่า เห็นแก่เจ้าสองคนเป็นเชื้อสายขุนนางผู้ทรงคุณ อีกทั้งมีใจยอมรับผิด คราวนี้ก็จะยกโทษให้เจ้าสองคน" เสียงซุนเจินเปลี่ยนเป็นเข้มงวด กล่าวด้วยสีหน้าดุดันว่า "หากแต่ ถ้าข้ารู้ว่ายังมีการทำผิดกฎหมาย ก่อกวนทำร้ายราษฎรอีก จะลงโทษอย่างหนักไม่ละเว้น"
"ขอรับ ขอรับ"
จู่ปู้ฝืนยิ้มกล่าวว่า "จังเหยากับพวกก็มีใจยอมรับผิดเช่นกัน"
"จังเหยาฆ่าบ่าว จังหลงเผาเรือน จังฉียิ่งชั่วร้ายหนักหนา แม้มีใจยอมรับผิด ก็ไม่อาจไม่ลงอาญาตามโทษให้กระจ่าง … คนเอ๋ย"
สวี่จ้ง เล่าเติ้งและพวกขานรับเสียงดัง
"จับสามคนนี้มัดไว้ ส่งกลับจวิ้นฝู่ทันที ให้ใต้เท้าเจ้าเมืองตัดสินโทษ"
"ขอรับ"
เล่าเติ้งนำคนเข้าไป เตะจังเหยาล้มคว่ำ จับมัดเสีย พวกนักเลงคนอื่นก็ทำตามอย่าง เตะจังหลง จังฉีล้มลง แล้วมัดให้แน่น เล่าเติ้งกะคนสี่ห้าคน สั่งให้นำสามคนนี้ส่งไปจวิ้นฝู่ในทันที นักเลงเหล่านี้รับคำสั่ง อำลาซุนเจิน ขึ้นม้าฉุดเชือก ลากจังเหยาสามคนไป ควบม้าจากไป จังเหยาสามคนเดินเท้าตามหลังม้า ล้มลุกคลุกคลาน
เหล่าคนอำเภอเกียบสั่นสะท้านหวาดผวา ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
จู่ปู้ฝืนทำหน้ายิ้ม เสียงสั่นเชิญซุนเจินเข้าเมือง
ซุนเจินกล่าวว่า "ข้ามาอำเภอเจ้า ก็เพื่อจังฉีสามคนเท่านั้น บัดนี้จับตัวได้แล้ว ยังจะไปในอำเภอเจ้าทำไม … บัดนี้ข้าจับจังฉีได้แล้ว เจิ้งบางคนนักโทษหนีที่บ้านจังฉีซ่อนไว้ และเมียคนนามสกุลสือที่เขาบังคับชิงมา ก็มอบให้พวกเจ้าจัดการกันเอง จังหลงเผาเรือนคนแซ่เล่าแห่งตำบลหวงหลิ่งเมื่อปีกลาย คนแซ่เล่าจนบัดนี้ยังต้องอยู่กลางแจ้ง ขอเจ้าจงไปบอกนายอำเภอของอำเภอเจ้าว่า 'เป็นบิดามารดาของราษฎร ควรสงสารความทุกข์ยากของราษฎร'"
"ขอรับ ขอรับ ขุนนางผู้น้อยจะนำความไปบอกท่านนายอำเภอเป็นแน่"
ซุนเจินสะบัดแขนเสื้อหันกลับ มือแตะดาบขึ้นรถ สวี่จ้ง เล่าเติ้งกับพวกร้องตะโกนเปิดทาง รถม้าเคลื่อนตัว ม้วนฝุ่นจากไป รถม้าหลายสิบคันของพวกเขาออกไปไกลแล้ว เหล่าคนอำเภอเกียบก็ยังคงค้างอยู่ที่เดิม มองหน้ากันไปมา ต่างเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
…
ซุนเจินผ่านอำเภอเกียบโดยไม่เข้า ควบรถเลียบทางหลวง ข้ามแม่น้ำยีลงใต้ บ่ายวันนั้นถึงฟู่เฉิง
จู่ปู้ คหบดีตระกูลใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ของอำเภอฟู่เฉิงพากันออกมาต้อนรับไกลถึงยี่สิบลี้ ตามที่ซุนเจินเดินทางคืบหน้าไปเรื่อย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในเอี๋ยงเฉิง หลุนซื่อ อำเภอเกียบ ก็เลื่องลือเข้าหูขุนนางและราษฎรอำเภอนี้แล้ว ไม่ต้องเปลืองปากพูดมาก ขุนนางผู้มีความผิดก็ลาออกไปเอง คหบดีผู้มีความผิดก็มัดตัวเองมาขอลงโทษ ซุนเจินพักอยู่ที่นี่คืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็ออกเมือง
ราษฎรเต็มเมืองโห่ร้องโลดเต้นยินดี ร้องเพลงส่งว่า "เจ้าหลางหลิงเทพมนุษย์ผู้ทรงธรรม เกลียดความชั่วดั่งศัตรู คือเสือตระกูลซุน" อันว่า "เจ้าหลางหลิง(30)" นั้น ก็คือซุนซก
…
รถม้าควบเร็ว นักม้าสำแดงอานุภาพ ครึ่งวันสี่สิบลี้ ถึงคุนเอี๋ยง นายอำเภอคุนเอี๋ยงคืนตราและสายถักลาออกเอง คหบดีผู้ทำผิดกฎหมายบ้างก็มัดตัวเองมาหน้ารถซุนเจิน บ้างก็ทิ้งบ้านหนีลี้ภัยไป ตะวันแผดเปลวดั่งเพลิง กฎหมายราชการดั่งเตาหลอม ขับร้องบุกหน้าฮึกเหิม พลบค่ำเข้าอู่หยาง นายอำเภออู่หยางคืนตราและสายถัก ลาออกไปเอง คืนนั้นพักที่โรงพักไปรษณีย์ ก็มีเพลงใหม่อีก ราษฎรขับร้องตลอดทั้งคืนว่า "ซุนเจิน มาช้าไยเล่า ปราบล้างเหล่าร้ายลงทัณฑ์คนชั่ว กอบกู้ชีวิตราษฎร คหบดีและขุนนางใหญ่ บัดนี้เป็นดั่งแกะ" รุ่งสางออกเดินทาง ข้ามแม่น้ำหลี่(31) ถืออานุภาพรุดหน้า เที่ยงถึงติ้งหลิง ยังไม่ทันเข้าเขต ขุนนางฉ้อโกงก็ลาออก ครั้นถึงเมืองอำเภอ คหบดีตระกูลใหญ่ก็ยอมศิโรราบ
เหล่าคหบดีตระกูลใหญ่ได้ยินว่าเขาเข้าอำเภอ ต่างกำชับบุตรหลานในตระกูลว่า "ตูโหยวตรวจตราอำเภอต่าง ๆ ฟันหนามฟาดป่า อานุภาพคมกล้าต้านไม่อยู่ ขับไล่ขุนนางพันสือดั่งไล่ไก่ตัวหนึ่ง ฆ่าขุนนางหกร้อยสือดั่งฆ่าสุนัขตัวหนึ่ง บัดนี้เข้าเขตอำเภอเราแล้ว วงศ์ญาติบุตรหลานควรหลีกเลี่ยงถอยห่างสามเส้นทาง(32) อย่าได้ล่วงเกินอานุภาพดั่งเสือของเขา" ตลอดเส้นทางที่ไป ราวกับผ่าไม้ไผ่(33) ดั่งลมพัดเมฆกระจาย ชำระล้างความโสมมจนหมดสิ้น อำเภอที่ผ่านไปต่างสะอาดบริสุทธิ์
…
วันรุ่งขึ้นข้ามแม่น้ำยีเป็นครั้งที่สอง ขึ้นเหนือสู่อำเภอเซียงเซีย
ตระกูลใหญ่มีชื่อนามหลี่แห่งอำเภอเซียงเซีย หลี่เซวียนหลานของหลี่อิงแบบฉบับวิญญูชนก้องใต้หล้า(34) ออกมาประคองไม้กวาดต้อนรับ(35)อยู่ที่ชายเขตอำเภอ
อำเภอเซียงเซียปกครองโดยขุนนางดี คหบดีก็รักษากฎหมาย เดิมซุนเจินตั้งใจจะผ่านอำเภอโดยไม่เข้า ครั้นเห็นหลี่เซวียน ก็ดีใจปนประหลาดใจ ซีจื้อไฉ ซวนคาง หลี่ปั๋อและพวกก็ดีใจยิ่งนัก ครั้งหลี่อิงยังมีชีวิตอยู่ บัณฑิตทั่วใต้หล้าถือว่าประตูบ้านของท่านเป็นประตูมังกร(36) ผู้ใดเข้าประตูบ้านท่านได้ก็คือกระโดดข้ามประตูมังกรสำเร็จ บัดนี้แม้หลี่อิงล่วงลับไปแล้ว แต่ตระกูลหลี่ยังคงมีเกียรติยศสูงส่งในแคว้นและหัวเมือง การได้หลี่เซวียนออกมาต้อนรับ ก็แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่าซุนเจินได้ก้าวขึ้นสู่เวทีของตระกูลบัณฑิตอย่างเป็นทางการแล้ว
ซุนเจินรู้สึกตื้นตันยิ่งนัก เขารับคำเชิญของหลี่เซวียน บ่ายวันนั้นเข้าประตูตระกูลหลี่ คารวะหลี่จ้านบิดาของหลี่เซวียน ครั้นกินข้าวแล้ว ก็นั่งสนทนากันลำพังกับหลี่เซวียนจนเข้ายามค่ำ ต่างฝ่ายต่างสนทนาออกรสไม่มีอ่อนล้า ต่อด้วยจุดเทียนคุยกันยามดึก ไม่หลับไม่นอนทั้งคืน ตลอดรุ่ง จนเที่ยงวันรุ่งขึ้น จึงค่อยอำลากันด้วยความอาลัย
หลี่เซวียนยังไปส่งเขาออกถึงนอกเขตอำเภอ ครั้นกลับถึงบ้าน หลี่จ้านถามว่า "เจ้ากับบุตรตระกูลซุนสนทนาเรื่องอันใดบ้าง"
"เรื่องขงจื๊อ เมิ่งจื๊อ หวงเหลา(37) คติของปราชญ์ ทั้งภูมิประเทศ ขนบธรรมเนียมราษฎร เรื่องน่าขันในโลก" นอกจากเรื่องราชการแล้ว สนทนากันทุกอย่าง
"บุตรตระกูลซุนเป็นคนเช่นใด"
หลี่เซวียนตอบว่า "สติปัญญาก็สามัญ เป็นคนชั้นกลาง"
"เช่นนั้น ก็เป็นคนชั้นกลางเท่านั้น เหตุไฉนจึงสนทนากันออกรสได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่หลับไม่นอนเล่า"
หลี่เซวียนตอบว่า "สติปัญญาเป็นคนชั้นกลาง แต่กระบวนความองอาจเหนือคน คนผู้นี้ทำการดุดันเข้มแข็ง เดิมข้านึกว่าเขาต้องเป็นคนคมแกร่งบีบคั้น ไม่คาดว่ากลับใจกว้างวางตนสง่างาม สุภาพอ่อนน้อมหนักแน่นมั่นคง สนทนากับเขาแล้ว แม้ไร้ถ้อยคำพิเศษแปลกประหลาด แต่ปราศรัยด้วยใจจริง ราวกับเป็นสหายเก่าแต่ชาติปางก่อน ทำให้คนลืมความเหนื่อยล้า ไม่รู้สึกถึงวันคืนที่ผ่านไป"
หลี่เซวียนหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวชื่นชมอีกว่า "ในสามศิษย์ใต้บังคับของเจิน ซวนคาง หลี่ปั๋อนั้นสามัญธรรมดาไม่ควรเอ่ยถึง มีแต่ซีจื้อไฉชาวเอี๋ยงเต๊กที่ห้าวหาญสง่าผ่าเผย เฉลียวฉลาดว่องไว นั่งสนทนายามดึก ใสกระจ่างดั่งดวงตะวันดวงเดือนเข้าสู่อก ให้เวลาผ่านไปสักหน่อย คงต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นแน่"
…
ออกจากอำเภอเซียงเซีย ซีจื้อไฉถามซุนเจินว่า "หลี่เซวียนเป็นคนเช่นใด"
"มีวิชาความรู้สืบทอดในตระกูล อกมีกระดูกซื่อตรง มีแบบฉบับบรรพชน สติปัญญาสู้ท่านไม่ได้ แต่อยู่เหนือข้า" ซุนเจินตอบแล้ว ย้อนถามซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉเห็นว่าหลี่เซวียนเป็นคนเช่นใด"
ซีจื้อไฉหัวเราะว่า "ตามที่ข้าเห็น เซวียนสู้ท่านไม่ได้"
"อย่าได้พูดล้อเล่นเลย"
"ดังที่ข้าเคยกล่าวไว้เมื่อหลายวันก่อนว่า 'ผู้มีสติปัญญาสูงทั้งอดีตปัจจุบันมีมากมาย แต่ผู้สำเร็จการใหญ่มีน้อยนัก เพราะเหตุใด เพราะการสำเร็จการใหญ่ไม่ได้อยู่ที่สติปัญญาสูง' โดยทั่วไปความดีเลวของคน ไม่ได้อยู่ที่สติปัญญา หากอยู่ที่ภาชนะรองรับ(38) เซวียนเฉลียวฉลาดเปิดเผยภายนอก เสียตรงที่เบาบาง สติปัญญาสูงแต่ภาชนะตื้น เป็นเพียงผู้สามารถระดับแคว้นและรัฐ ส่วนท่านองอาจเด็ดเดี่ยวสุขุมว่องไว หนักแน่นในการกระทำ สติปัญญาปานกลางแต่ภาชนะลึกล้ำ เป็นผู้สามารถใหญ่แห่งใต้หล้า"
ซุนเจินหัวเราะฮะฮ้า ยังคงคิดว่าซีจื้อไฉพูดหยอกล้อตน ซีจื้อไฉก็ยิ้มไม่อธิบายต่อ
…
เดินทางต่อไปสามสิบลี้ ขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยถึงเองเอี๋ยง คหบดีตระกูลใหญ่บัณฑิตตระกูลหวัง ตระกูลจี้แห่งเองเอี๋ยงพากันออกมาต้อนรับที่ชายเขตอำเภอ ครั้นเข้าในเมืองอำเภอ ราษฎรขับร้องฟ้อนรำสองข้างทาง เสียงเพลงดังก้องทั้งเมือง ขุนนางทุจริตทมิฬต่างลาออกเองหมดแล้ว คหบดีตระกูลใหญ่ก็ก้มหัวยอมจำนนสิ้น ซุนเจินไม่มีกิจใดต้องทำ พักในอำเภอคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นแต่เช้า เลียบฝั่งเหนือของแม่น้ำมุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ครั้นพลบค่ำ ก็แลเห็นเอี๋ยงเต๊กอยู่ลิบ ๆ
เอี๋ยงเต๊กอยู่ใต้แม่น้ำอิ่งสุ่ย จึงข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยอีกครั้ง คณะเดินทางสิ้นสุดการตรวจตราครึ่งเดือน เหยียบแสงสนธยากลับสู่เมืองเอี๋ยงเต๊ก
## เชิงอรรถ
(1) ท่านเฉวียน — ตูโหยว ผู้ตรวจราชการระดับมณฑลของเจ้าเมือง ในต้นฉบับเรียกอย่างยกย่องว่า "เฉวียนปู้" ที่นี่หมายถึงซุนเจินเอง
(2) พระเจ้ากวงอู่ตี้ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ผู้กอบกู้ราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่หลังเหตุอองมังชิงราชสมบัติ
(3) เตียวกัง คหบดีตระกูลใหญ่แห่งชิงเหอสมัยพระเจ้ากวงอู่ตี้ ก่อกรรมทำเข็ญในท้องถิ่น ภายหลังถูกหลี่จางลวงเลี้ยงแล้วฟันสังหารด้วยมือตน
(4) เอี๋ยงผิงลิ่ง ตำแหน่งนายอำเภอเอี๋ยงผิง หลี่จางผู้ดำรงตำแหน่งนี้ลวงจัดงานเลี้ยงเตียวกังแล้วชักกระบี่ฟันสังหารด้วยมือตน จนบ้านเมืองสงบ
(5) เหยี่ยวดี เปรียบขุนนางผู้ปราบความชั่วด้วยความเข้มงวดเหี้ยมหาญ ส่วนหงส์ เปรียบขุนนางผู้ปกครองด้วยคุณธรรมเมตตา อินซิ่วยกขึ้นว่าวิธีหลังประเสริฐกว่า
(6) ฉิวหล่าน ชื่อรองจี้จื้อ บัณฑิตนายกองศาลาผู้ทรงคุณธรรมในอดีต ปกครองด้วยศีลธรรมจนเลื่องชื่อ เป็นต้นแบบที่ซุนเจินใฝ่เอาอย่าง
(7) คติแห่งคัมภีร์ชุนชิว หลักการตัดสินคดีตามเจตนารมณ์ทางศีลธรรมในคัมภีร์ชุนชิวของขงจื๊อ ถือเจตนาเป็นสำคัญยิ่งกว่าตัวบทกฎหมาย
(8) โจวย่าฟู แม่ทัพใหญ่สมัยฮั่นต้น ผู้วิจารณ์เตียวอวี่ว่าแม้ไร้ผู้ปราบได้ แต่ใช้กฎหมายเคร่งครัดเกินไป
(9) เตียวอวี่ ขุนนางมือเข้มงวดและนักกฎหมายสมัยฮั่น ผู้ถูกโจวย่าฟูตำหนิว่าใช้กฎเคร่งเกินจนไม่อาจอยู่ในต้าฝู่ได้
(10) ต้าฝู่ คือกงฝู่ สำนักของขุนนางชั้นซานกง อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง
(11) กงฝู่ สำนักของขุนนางชั้นซานกง (สามอัครเสนาบดี) ในที่นี้คำว่า "ไร้ผู้ปราบได้" หมายถึงไม่มีใครเอาชนะได้ "ใช้กฎเคร่งเกิน" หมายถึงถือกฎหมายอย่างลึกล้ำเข้มงวด เป็นคำอธิบายของผู้เขียนต้นฉบับ
(12) ซานกง สามอัครเสนาบดีสูงสุดในราชสำนักฮั่น
(13) เถี่ยกวานถู นักโทษที่ถูกเกณฑ์ทำเหมืองแร่และหลอมเหล็กในโรงเหล็กหลวง เป็นพวกห้าวหาญดุร้ายไม่กลัวตาย ในประวัติศาสตร์เคยก่อจลาจล
(14) แท่งทอง ทองคำรูปแผ่นกลม หนึ่งแท่งเท่ากับหนึ่งจิน(ชั่ง) คิดเป็นหนึ่งหมื่นเฉียน
(15) จู่เต้า พิธีเซ่นไหว้เทพถนนก่อนออกเดินทางไกล ตามธรรมเนียมยุคฮั่น "จู่" คือเทพถนน คำอธิบายในเนื้อความเป็นของผู้เขียนต้นฉบับ
(16) เฉิงอี๋ เงินหรือของกำนัลที่มอบให้ผู้กำลังออกเดินทางไกล ตามธรรมเนียมยุคฮั่น โดยปกติราวสิบเฉียนถึงร้อยเฉียน
(17) เซี่ยนเฉิง รองนายอำเภอ ทำหน้าที่ช่วยบริหารราชการอำเภอ
(18) เซี่ยนเว่ย (นายอำเภอฝ่ายทหาร) นายทหารประจำอำเภอ ดูแลความสงบและจับกุมโจร ของอำเภอใหญ่ศักดิ์สี่ร้อยสือ
(19) เสื่อยังไม่ทันอุ่น สำนวนหมายว่าง่วนทำงานเพื่อราษฎรจนไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งให้เสื่ออุ่น
(20) ไท่ชิวแห่งอำเภอสวี่ หมายถึงตันเทียว (มีสร้อยว่าตันไท่ชิว) ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเองฉวน เคยเป็นนายอำเภอไท่ชิว ส่วน "ลูกเสือแห่งเองอิม" หมายถึงซุนเจิน ราษฎรยกซุนเจินขึ้นเทียบตันเทียว
(21) ตั๋งจวินหยา บิดาของตั๋งโต๊ะ เคยเป็นเซี่ยนเว่ยที่อำเภอหลุนซื่อเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ซุนเจินจะเกิด
(22) 《สามก๊ก》 หมายถึงวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก (สามก๊กจี่เหยี่ยนอี้) นวนิยายอิงพงศาวดารยุคหลัง ในต้นฉบับเป็นมุกที่ผู้เขียนสมมุติว่าซุนเจินซึ่งเป็นผู้มาจากอนาคตจดจำเรื่องตอน "เตียวหุยโบยตูโหยวด้วยโทสะ" ได้
(23) พันสือ ระดับศักดิ์ขุนนางวัดด้วยเบี้ยหวัดเป็นข้าวสาร นายอำเภอเมืองใหญ่ศักดิ์พันสือ สูงกว่าจ่าง นายอำเภอเมืองเล็กศักดิ์หกร้อยสือ
(24) ตูโหยวเยวี่ยน สำนักงานของตูโหยว ในที่นี้หมายถึงคณะผู้ติดตามของซุนเจิน
(25) จวิ้นฝู่ จวนเจ้าเมืองหรือที่ว่าการแคว้น
(26) จัวจงหลางเจียง ตำแหน่งขุนพลคนหนึ่งในราชสำนักฮั่น จังกงผู้ทรงคุณในการกอบกู้ราชวงศ์เป็นหนึ่งในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ บรรพชนของตระกูลจังแห่งอำเภอเกียบ
(27) เว่ยเว่ย ขุนนางผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวังในราชสำนักฮั่น เหยาฉีผู้ทรงคุณสมัยฮั่นต้น บรรพชนของตระกูลเหยาแห่งอำเภอเกียบ
(28) ปินเค่อ บริวารผู้มาพึ่งใบบุญตระกูลใหญ่ มีฐานะค่อนข้างอิสระ
(29) ปกปิดทรัพย์สินครัวเรือนของตน — ฉ้อโกงด้วยการแจ้งทรัพย์สินครัวเรือนต่ำกว่าจริงเพื่อเลี่ยงภาษี
(30) เจ้าหลางหลิง สมญาที่ราษฎรฟู่เฉิงยกย่องซุนซก บรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลซุน เพราะแคว้นหลางหลิงเป็นที่ตระกูลซุนเคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีและนายอำเภอ
(31) แม่น้ำหลี่ แม่น้ำสายหนึ่งในเขตเองฉวน
(32) ถอยห่างสามเส้นทาง สำนวนหมายถึงหลีกหนีถอยห่างให้ไกล "สามเส้นทาง" (สามเชอ) คือระยะที่กองทัพเดินทัพในสามวัน เปรียบการยอมถอยหลบเพื่อเลี่ยงการปะทะ
(33) ผ่าไม้ไผ่ สำนวนหมายว่าราบรื่นรวดเร็วไร้สิ่งขัดขวาง ดั่งผ่าไม้ไผ่ที่พอเริ่มผ่าก็แตกไปตลอดลำ
(34) วิญญูชนก้องใต้หล้า หมายถึงหลี่อิง (มีชื่อรองว่าหลี่เอวี๋ยนหลี่) มหาบัณฑิตชื่อก้องผู้นำพรรคปัญญาชน หลี่เซวียนเป็นหลานของท่าน
(35) ประคองไม้กวาดต้อนรับ กิริยาแสดงความเคารพอย่างสูงต่อแขก โดยถือไม้กวาดทำท่ากวาดทางรับ
(36) ประตูมังกร สำนวนเปรียบว่าผู้ใดได้รับการต้อนรับเข้าบ้านหลี่อิง ก็เสมือนปลาที่กระโดดข้ามประตูมังกรกลายเป็นมังกร อันหมายถึงได้รับเกียรติและก้าวหน้าในวงบัณฑิต
(37) หวงเหลา คติของหวงตี้และเล่าจื๊อ อันเป็นรากของลัทธิเต๋า
(38) ภาชนะรองรับ เปรียบขีดความสามารถและคุณสมบัติภายในของคน ไม่ใช่เพียงสติปัญญาภายนอก ผู้มีภาชนะลึกย่อมรองรับการใหญ่ได้มากกว่าผู้มีภาชนะตื้น
(39) อำเภอหลุนซื่อ ชื่อเดิมเขียนด้วยอักษรที่หมายถึงแคว้นหลุนโบราณ ครั้นถึงราชวงศ์ฮั่นจึงเปลี่ยนตัวอักษรเป็นอักษรที่แปลว่าล้อ เสียงอ่านคงเดิม ถอดเป็นไทยได้ว่า "หลุนซื่อ" เหมือนกัน