สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 166 สิ่งที่เห็นที่โรงเหล็กหลวง

29 นาที· 6.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 166 — สิ่งที่เห็นที่โรงเหล็กหลวง

โรงเหล็กหลวง(1)มีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ฟู่สู่จวี้ อีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่อิ๋งหลี่ ฟู่สู่จวี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเอี้ยงเฉิง อิ๋งหลี่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเอี้ยงเฉิง โรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นก็อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเอี้ยงเฉิงเช่นกัน อยู่ระหว่างอิ๋งหลี่กับตัวเมืองเอี้ยงเฉิง ซุนเจินคิดจะไปฟู่สู่จวี้ก่อน แล้วจึงไปอิ๋งหลี่ สุดท้ายจึงไปโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่น

ครั้นออกเดินทาง ยังไม่ทันนาน ดวงตะวันก็ขึ้นสูงแล้ว พอขึ้นสูงก็ร้อนดุจเตาไฟ ขับไล่ความเย็นยามรุ่งสางเพียงน้อยนิดนั้นให้สูญสิ้นไม่เหลือร่องรอย ฝนไม่ได้ตกมาหลายวันติดต่อกัน ต้นไม้ริมทางเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวา ใบไม้แห้งกรอบม้วนงอ ฝุ่นถูกรถม้าและผู้คนที่สัญจรไปมาฟุ้งจับเต็มไปหมด มอมแมมเป็นสีเทา ซุนเจินแหงนหน้าขึ้นมองครู่หนึ่ง ทั่วฟากฟ้าไร้เมฆ ท้องฟ้าฉานแสงจ้าจนแสบตา เขารีบก้มหน้าลง ขยี้ตาสองสามที

เสี่ยวเซี่ยขับม้าตามติดอยู่ข้างกาย กล่าวว่า "นี่เพิ่งเดือนสี่ ย่างเข้าคิมหันต์(2)มาไม่นาน ฟ้าก็ร้อนถึงเพียงนี้แล้ว ราวกับเทไฟลงมา อีกสองเดือน รอถึงเดือนห้าเดือนหก จะทำเช่นไรเล่า ไม่ร้อนตายกันหมดหรือ" ออกจากเมืองมาเพียงครู่เดียว เหงื่อก็โทรมหลังเขาจนเปียกชุ่ม

"เกือบครึ่งเดือนแล้วที่ฝนไม่ตก หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะร้อนตายคนหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่การหว่านกล้าหน้าคิมหันต์ต้องล่าช้าแน่"

ย่างเข้าคิมหันต์เป็นฤดูหว่านกล้า ตำราเกษตรว่าไว้ "เดือนสี่หลังย่างคิมหันต์ ฝนต้องฤดูโปรยปราย พึงหว่านข้าวฟ่างและธัญพืช เรียกว่าฤดูกาลอันเลิศ" ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ข้าวเหนียว ข้าวสาลีฤดูหนาว งา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เหล่านี้ล้วนเป็นพืชไร่สามัญที่หว่านกันหลังย่างคิมหันต์ ทว่านับแต่ย่างคิมหันต์ปีนี้เป็นต้นมา ฟ้าเบื้องบนไม่เคยโปรยฝนลงมาแม้สักหยดเดียว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าไท่โส่วก็คงต้องมาเอี้ยงเฉิง แต่ไม่ใช่มาตรวจอำเภอ หากแต่มาขึ้นเขาซงซานเพื่อขอฝน

การหว่านกล้าหน้าคิมหันต์เกี่ยวข้องกับเสบียงปากท้องตลอดทั้งปี ชาวนาจึงไวต่อเรื่องนี้ที่สุด แม้บัดนี้เพิ่งจะยามเหม่า(3) แต่กลางท้องนาสองข้างทางหลวงก็เต็มไปด้วยเงาคนขวักไขว่กันแล้ว เอี้ยงเฉิงแม้อยู่ติดแม่น้ำอิ่งสุ่ย ทว่าแม่น้ำอิ่งสุ่ยไม่ใช่แม่น้ำใหญ่ ไม่ได้ขุดคูคลองไว้มากนัก การทดน้ำเข้านาส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการหาบหิ้วกับการตักจากบ่อ ผู้คนที่ลงแรงทำไร่นานั้นไม่เพียงเป็นชายฉกรรจ์ แม้คนชรา สตรี และเด็กก็ร่วมลงแรงด้วย

บ้างก็ตักน้ำจากแม่น้ำที่อยู่ไกล บ้างก็ใช้รอกหมุนตักน้ำจากบ่อ บ่อน้ำล้วนอยู่บนที่สูงในนา รอบปากบ่อก่อรางหินไว้หลายราง น้ำในบ่อไหลรินตามรางหินลงมา ทดเข้าสู่นาริมราง ซุนเจินหยุดม้าริมทางมองอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "แม่น้ำอยู่ไกล บ่อก็น้อย แต่ที่นามากมาย ท้องนากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ อาศัยเพียงหาบหิ้วและตักบ่อ เกรงว่าจะดุจเอาเข็มสั้นเจาะหัวฝี เอาน้ำถ้วยเดียวดับไฟทั้งคันรถ ผลที่ได้ย่อมมีน้อย" ทว่าเขาก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่หรี่ตาแหงนมองฟ้าอีกครั้ง อ้อนวอนให้ฟ้าเบื้องบนเมตตา โปรยฝนลงมาโดยเร็ว

ปีก่อนกับปีก่อนโน้น โชคดีที่ฟ้าฝนต้องตามฤดูกาลมาสองปี ปีนี้จะกลับเป็นปีกันดารอีกหรือ ด้วยความกังวลเช่นนี้ เขาควบม้าห้อไป ครั้นถึงยามเที่ยง ก็มาถึงโรงเหล็กหลวงใกล้ฟู่สู่จวี้

โรงเหล็กหลวงตั้งอิงเขาประชิดน้ำ ตั้งอยู่กลางที่ลุ่มต่ำกว้างใหญ่ รายล้อมด้วยเนินเขาและแมกไม้ กำแพงหินสูงตระหง่าน ประตูคุมเข้มงวด ห่างขึ้นไปทางเหนือไม่ไกล ก็คือเมืองฟู่สู่เก่า ครั้งก่อนแผ่นดินฉิน(4) ที่นี่เป็นดินแดนต่อแดนของแคว้นหานกับแคว้นเจิ้ง สองแคว้นเคยรบพุ่งกัน ณ ที่นี้หลายต่อหลายครั้ง ซุนเจินไม่ได้ตรงไปยังโรงเหล็กหลวงในทันที หากแต่ขับม้าขึ้นไปยังที่สูง ยืนสูงมองลงต่ำ แลดูทิวทัศน์ภายในโรงเหล็กหลวง

โรงเหล็กหลวงกินอาณาบริเวณไม่น้อย ทอดยาวตะวันออก-ตะวันตก แคบในแนวเหนือ-ใต้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านตะวันออก-ตะวันตกยาวราวสามสี่ลี้ ด้านเหนือ-ใต้กว้างราวหนึ่งสองลี้

ปลายสุดทางทิศใต้ล้วนเป็นเรือนพักอาศัย ดูประหนึ่งย่านที่พัก คงเป็นที่อยู่ของขุนนาง พลโรงเหล็ก และนักโทษในโรงเหล็กหลวงนี้ นอกย่านที่พักมีกำแพงดิน นอกกำแพงปลูกต้นไม้ไว้หลายแถว เหนือต้นไม้ขึ้นไปเป็นที่ว่าง พ้นที่ว่างนี้ไปก็คือย่านโรงงานแล้ว

จากตำแหน่งที่ซุนเจินยืนอยู่นี้ มองเห็นได้ชัดเจนว่า ย่านโรงงานยังแบ่งออกเป็นสามส่วน

ส่วนหนึ่งเป็นลานเก็บแร่ ส่วนหนึ่งเป็นลานเก็บถ่าน ส่วนหนึ่งเป็นลานหลอมเหล็ก

ลานเก็บแร่ยังแบ่งเป็นสองส่วนย่อย ส่วนหนึ่งกองสุมแร่ดิบทั้งสิ้น กองสุมสูงเป็นภูเขา อีกส่วนหนึ่งเป็นแร่ที่ทุบบดแล้ว นักโทษสวมอาภรณ์สีแดงเข้ม(5)สองสามร้อยคน อยู่ภายใต้การควบคุมของขุนนางโรงเหล็ก กำลังใช้ค้อนเหล็ก ทั่งหิน สากหิน และเครื่องมือต่าง ๆ ทุบบดก้อนแร่ทั้งก้อนให้แตกเป็นชิ้นเล็ก

ลานเก็บถ่านไม่ได้อยู่กลางแจ้ง ถ่านถูกเก็บไว้ในคลัง นักโทษสวมอาภรณ์สีแดงเข้มหลายสิบคนกับทาสโพกผ้าหัวเขียว(6)ถูกแบ่งเป็นสองผลัด ใช้รถเข็นลำเลียงก้อนถ่าน เดินไปมาขวักไขว่อยู่ระหว่างลานเก็บถ่านกับลานหลอมเหล็ก

ในย่านโรงงาน ที่ใหญ่ที่สุดก็คือลานหลอมเหล็กนั่นเอง ตั้งเตาหลอมรูปไข่ไว้สิบสองสิบสามเตา ไม่ได้นับฐานดินอัดรูปอักษร "ทู่" ใต้เตา นับเฉพาะตัวเตา เตาที่สูงที่สุดสูงสองสามจ้าง เตาอื่นก็สูงกว่าจ้างหนึ่ง เตาหลอมแต่ละเตาห่างกันสองสามจ้าง อาจนับแยกเป็นหน่วยเล็กหน่วยหนึ่ง ๆ ได้ รอบ ๆ ตัวเต้า ยังแบ่งย่อยเป็นส่วนป้อนแร่ ส่วนสูบลม ส่วนรินเหล็ก และส่วนส่งน้ำ

ซุนเจินมองคร่าว ๆ เตาหลอมหน่วยหนึ่งมีช่างเหล็กราวสิบสองสิบสามคน ช่างเหล็กไม่ใช่นักโทษโรงเหล็กทั้งหมด ยังมีราษฎรสามัญที่ไม่ได้สวมอาภรณ์แดงเข้มปะปนอยู่ด้วย ดูจากท่วงท่าแล้วคงเป็นช่างฝีมือ ขณะนี้เตาที่เปิดทำงานมีอยู่ห้าหกเตา เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เปลวไฟลุกโชน ควันดำกลุ่มลอย ปกคลุมโรงเหล็กหลวงไว้เกือบครึ่ง บางคราวก้อนเหล็กร้อนแดงไหลออกจากเตา กลิ้งลงไปในบ่อใหญ่หน้าเตา ทันใดก็มีคนตักน้ำมาราดรดลงไป ไอน้ำพวยพุ่งระเหยขึ้น ปนกับควันดำเป็นกลุ่มเดียวกัน

ซุนเจินนี้เพิ่งจะได้เห็นภาพการหลอมเหล็กของยุคฮั่นเป็นครั้งแรก แม้โรงเหล็กหลวงแห่งนี้จะมีเพียงลานหลอมเหล็ก หามีลานหล่อขึ้นรูปไม่ แต่ก็ยังให้รู้สึกตื่นตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "การจัดวางและการทำงานของโรงเหล็กหลวงนี้ล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อย ข้าดูเตาหลอมเหล่านั้นดูคุ้นตายิ่งนัก ราวกับเคยเห็นที่คล้ายกันมาในภาพใดภาพหนึ่ง แม้จะยกฉากนี้ไปไว้ในยุคหลังก็ยังกล่าวได้ว่าสมเหตุสมผล"

มองอยู่นานพอควร ก็ขับม้าลงไป เป่าปากผิวเสียงดังครั้งหนึ่ง เรียกเสี่ยวเซี่ย พี่น้องตระกูลเกา และพรรคพวกที่คอยอยู่ไม่ไกลให้ควบม้าตรงไปยังหน้าประตูโรงเหล็กหลวง

นอกประตูมีพลโรงเหล็กยืนยาม ซุนเจินแสดงตราและสายถักของตูโหยวฝ่ายเหนือ บอกชื่อแซ่และตำแหน่งของตน พลโรงเหล็กนั้นรีบวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว แจ้งแก่ผู้จัดการ

ไม่ช้านาน ซูเจ๋อกับขุนนางผู้หนึ่งที่ถือตราทองแดงสายถักเหลืองก็รีบรุดออกมา

ซุนเจินลงจากม้า ขุนนางผู้นั้นประสานมือยกขึ้นโน้มกายลงต่ำคารวะ กล่าวว่า "ข้าน้อยฟ่านเฉิง เป็นผู้จัดการในที่นี้ บังอาจรับตำแหน่งเถี่ยกวานเฉิง(7) มาคำนับท่านตูโหยว"

นายโรงเหล็กหลวง(8)มีศักดิ์หกร้อยสือ เท่ากับนายอำเภอเมืองเล็ก ส่วนเถี่ยกวานเฉิงมีศักดิ์เท่ากับรองนายอำเภอ คือสองร้อยสือ ซุนเจินคารวะตอบ กล่าวว่า "บังอาจมาเยือน ขอท่านอย่าได้ถือสา"

"หาไม่ได้ หาไม่ได้" เถี่ยกวานเฉิงฟ่านเฉิงผู้นี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคลุกคลีอยู่กับไฟในโรงเหล็กหลวงมาแรมปีหรือไม่ จึงทั้งดำทั้งผอม แรกแลดูประหนึ่งก้อนถ่านดำ

เขาเชื้อเชิญซุนเจินเข้าไปด้านใน พลางถอนใจครวญคราง กล่าวว่า "ท่านเสิ่นไฉจึงงมงายถึงเพียงนี้เล่า ไม่เพียงดื้อรั้นต้านกฎบ้านเมือง ยังบังอาจคิดจะลอบเคลื่อนนักโทษโรงเหล็กเข้าเมือง ท่านตูโหยว นับแต่รัชสมัยฮั่นเฉิงตี้แห่งฮั่นก่อน(9) เมื่อในหมู่นักโทษโรงเหล็กของเอี้ยงเฉิงเราเกิดเซินถูเซิ่งขึ้นมาคนหนึ่ง นับแต่นั้นนายโรงเหล็กหลวงทุกคนต่างก็ระมัดระวังตัว เฝ้าระวังนักโทษโรงเหล็กอย่างเข้มงวด เกรงว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก ท่านเสิ่นผู้นี้ … เฮ้อ เฮ้อ"

"ข้าฟังสำเนียงของท่านดูมิเหมือนคนในมณฑลนี้"

"หา … อ้อ ใช่แล้ว ท่านตูโหยวหูดียิ่งนัก ข้าน้อยเป็นชาวมณฑลน่ำเอี๋ยง เดิมเป็นจู่จี้(เสมียนบันทึก)ของโรงเหล็กหลวงเมืองโลหยาง เพิ่งถูกโยกย้ายมาเป็นเถี่ยกวานเฉิงของมณฑลนี้เมื่อปีก่อน" ผู้นี้สามารถเลื่อนจากจู่จี้ขึ้นเป็นเถี่ยกวานเฉิงได้ ไม่เป็นเพราะมีผู้หนุนหลังเบื้องบน ก็ต้องเป็นเพราะมีฝีมือเชี่ยวชาญสักด้านหนึ่ง

ซุนเจินกล่าวว่า "โรงเหล็กหลวงน่ำเอี๋ยงหรือ ข้าได้ยินมานานแล้วว่าน่ำเอี๋ยงผลิตเหล็กกล้าชั้นดี โรงเหล็กหลวงของมณฑลท่านคงต้องใหญ่กว่าโรงเหล็กหลวงของมณฑลนี้มากนัก"

โรงเหล็กหลวงน่ำเอี๋ยงมีชื่อเสียงกว่าโรงเหล็กหลวงเองฉวนมากนัก โรงเหล็กหลวงตามมณฑลและราชรัฐทั่วแผ่นดินแบ่งออกเป็นสองชนิด ชนิดหนึ่งคือโรงเหล็กหลวงในถิ่นที่ผลิตเหล็กเอง เรียกว่าโรงเหล็กหลวงใหญ่ อีกชนิดหนึ่งคือโรงเหล็กหลวงในถิ่นที่ไม่ได้ผลิตเหล็กเอง เรียกว่าโรงเหล็กหลวงเล็ก โรงเหล็กหลวงของเมืองเองฉวนนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างสองชนิดนี้ แม้จะผลิตเหล็กได้ ทว่าผลิตได้ไม่มาก ส่วนโรงเหล็กหลวงของมณฑลน่ำเอี๋ยงนั้นเป็นโรงเหล็กหลวงใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

ฟ่านเฉิงกล่าวว่า "ว่าไปแล้ว เหล็กกล้าชั้นดีของน่ำเอี๋ยงเราจึงเลื่องชื่อก้องแผ่นดินได้ ก็เพราะ 'ตู้หมู่' นั่นแล" 'ตู้หมู่'(10) ก็คือตู้ชือ เมื่อครั้งตู้ชือเป็นไท่โส่วน่ำเอี๋ยง ได้ส่งเสริมเครื่องสูบลมพลังน้ำ ทำให้กิจการหลอมเหล็กของน่ำเอี๋ยงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก

ครั้นเข้าประตูใหญ่ของโรงเหล็กหลวง ก็มีผงฝุ่นปลิวว่อนมาปะทะหน้า แยกไม่ออกว่าเป็นฝุ่นที่ปลิวมาหรือเศษหิน หรือมีทั้งสองอย่าง เกาปิ่งกำลังเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ถูกฝุ่นสำลักเข้าจมูก จามติด ๆ กันสองสามที ฟ่านเฉิงหันหน้ามา ยิ้มอย่างมีไมตรี กล่าวว่า "ในโรงเหล็กหลวงสูบลมหลอมเหล็ก เศษหินผงฝุ่นปลิวว่อน เทียบความสะอาดกับข้างนอกไม่ได้ ขอท่านทั้งหลายเร่งฝีเท้าสักหน่อย เข้าไปในเรือนแล้วจะดีขึ้นมาก"

ถนนกว้างสายหนึ่งทอดตรงสู่ประตูใหญ่ เบื้องบนมีรอยล้อรถกดทับไว้มากมาย ขวางบ้างเฉียงบ้าง ยังดีที่ยามนี้ไม่มีลม หากมีลมพัดมาอีกสักระลอก ฝุ่นก็ยิ่งจะฟุ้งมากขึ้น นักโทษสวมอาภรณ์แดงเข้มผมยุ่งเท้าเปล่าราวสิบกว่าคนเข็นรถเล็กหลายคันผ่านข้างพวกเขาไป บนรถสุมแร่ที่ทุบบดแล้ว เป็นแร่ที่จะส่งไปยังย่านหลอมเหล็ก ซุนเจินมองพวกเขาอยู่หลายครั้ง เห็นแต่ละคนมอมแมมไปทั้งหน้าตา ผ่ายผอมจนกระดูกตอก ในนั้นสามสี่คนผมสั้น สองคนคล้องคาเหล็กไว้ที่คอ คาเหล็กนั้นไม่เบา ยิ่งคล้องไว้นานก็ยิ่งเหนื่อยล้า คอตก หลังค้อม

ซุนเจินถามว่า "คนเหล่านี้ต้องโทษอันใด"

"ไม่กี่คนนั้นต้องโทษใช้อาวุธมีคมวิวาททำร้ายผู้อื่น ส่วนสองคนที่ถูกโกนผมคล้องคานั้น คนหนึ่งต้องโทษอกตัญญู อีกคนต้องโทษทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย"

"ในโรงเหล็กหลวงมีคนทั้งสิ้นเท่าใด"

"ขุนนางยี่สิบสี่คน พลโรงเหล็กสองร้อยยี่สิบสามคน ช่างฝีมือร้อยสิบสามคน นักโทษพันสองร้อยสี่สิบคน ทาสสามร้อยห้าสิบคน รวมทั้งสิ้นพันแปดร้อยสี่สิบเก้าคน" ฟ่านเฉิงเอ่ยออกมาทันที ตัวเลขต่าง ๆ ไม่คลาดเคลื่อนแม้เศษเสี้ยว

เกาปิ่งฉงนใจ ถามว่า "เมื่อครู่ท่านซุนถามท่านว่านักโทษไม่กี่คนนั้นต้องโทษอันใด ท่านก็ตอบว่าวิวาททำร้ายคน ทำร้ายคนตาย นักโทษมีตั้งหกร้อยสี่สิบคน คนมากมายถึงเพียงนี้ ท่านรู้จักทุกคนหรือ ท่านจำชื่อความผิดของพวกเขาได้หมดหรือ ท่านไม่ใช่ลวงท่านซุนเล่นดอกหรือ"

ฟ่านเฉิงยิ้ม กล่าวว่า "ในเมื่อข้าได้รับแต่งตั้งเป็นเถี่ยกวานเฉิงของมณฑลนี้แล้ว ความเป็นไปของโรงเหล็กหลวงในมณฑลนี้ข้าก็ต้องรู้ให้หมด ข้าไม่เพียงรู้สภาพนักโทษโรงเหล็กในที่นี้ แม้สภาพนักโทษโรงเหล็กของโรงหลอมที่อิ๋งหลี่ ข้าก็รู้แจ้งกระจ่างเช่นกัน"

"เช่นนั้นท่านลองว่ามาดูซิ ที่อิ๋งหลี่มีคนเท่าใด"

"ขุนนางยี่สิบเอ็ดคน พลโรงเหล็กร้อยคน ช่างฝีมือร้อยสิบคน นักโทษห้าร้อยคน ทาสร้อยยี่สิบคน รวมทั้งสิ้นแปดร้อยห้าสิบเอ็ดคน"

เกาปิ่งร้องชมเปาะ ๆ แล้วถามอีกว่า "เหตุใดพลโรงเหล็ก นักโทษ และทาสในที่นี้จึงมากกว่าที่อิ๋งหลี่เกินครึ่ง"

"โรงหลอมที่อิ๋งหลี่ดูแลแต่การหล่อเหล็ก ไม่ได้ดูแลการขุดแร่ ด้วยเหตุนี้คนจึงน้อย"

"โรงหลอมในที่นี้รับขุดแร่ควบไปด้วยหรือ"

ฟ่านเฉิงยิ้ม กล่าวว่า "ไม่ขุดแร่แล้วจะเอาแร่เหล็กมาจากไหน โรงเหล็กแห่งนี้มีคนเกือบสองพัน ที่ใช้หล่อเหล็กจริง ๆ มีเพียงแปดเก้าร้อยคนเท่านั้น นอกนั้นล้วนไปขุดแร่ เผาถ่านอยู่ในเขา"

เสี่ยวเซี่ยสอดปากขึ้นว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าก็ว่าเหตุใดได้ยินคนตระกูลเสิ่นว่าโรงเหล็กหลวงทั้งสองแห่งรวมกันมีคนเพียงหนึ่งสองพัน ที่แท้ไม่ได้นับคนขุดแร่เหล่านั้นเข้าไปด้วย"

ระหว่างที่สนทนากัน คณะทั้งหมดก็เดินมาถึงด้านนอกของลานหลอมเหล็ก ซุนเจินชี้ไปยังเตาหลอม ถามว่า "เมื่อครู่ข้ามองดูย่านโรงงานจากนอกโรงเหล็กหลวง เห็นว่าในที่นี้ดูเหมือนมีแต่เตาหลอม ไม่มีโรงงานตีขึ้นรูปเครื่องเหล็กหรือ"

"เดิมมีอยู่"

"แล้วเหตุใดจึงไม่มีเล่า"

ฟ่านเฉิงชี้ไปยังด้านตรงข้างของลานหลอมเหล็กแต่ไกล กล่าวว่า "ท่านตูโหยวโปรดดู ที่นั่นเดิมเป็นโรงงานตีขึ้นรูปเครื่องเหล็ก เพิ่งถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเมื่อปีก่อน เปลี่ยนเป็นคลังเก็บถ่านไม้"

"เหตุใดจึงต้องเปลี่ยน คลังเก็บถ่านไม้ไม่พอหรือ"

"ก็ไม่ใช่"

"เช่นนั้นเพราะเหตุใด"

ฟ่านเฉิงถอนใจเฮือกหนึ่ง

ซุนเจินถามว่า "เป็นไฉน ท่านมีเรื่องลำบากใจที่พูดไม่ออกหรือ"

"ก็ไม่ใช่ ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจของท่านเสิ่น"

"เสิ่นสวิ่นเป็นผู้สั่งหยุดการตีหล่อขึ้นรูปเครื่องเหล็กของโรงเหล็กหลวงหรือ"

"ถูกแล้ว"

ซุนเจินครุ่นคิดเล็กน้อย ก็รู้เบื้องลึก นี่ต้องเป็นเพราะเสิ่นสวิ่นต้องการผูกขาดตลาดเครื่องเหล็ก จึงอาศัยอำนาจหาประโยชน์ส่วนตน สั่งหยุดการตีขึ้นรูปเครื่องเหล็กของโรงเหล็กหลวง พอถามฟ่านเฉิงก็เป็นเช่นนั้นจริง

ฟ่านเฉิงกล่าวว่า "เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษท่านเสิ่นได้ การขุดแร่ หล่อเหล็ก ตีเหล็ก เดิมทีการตีเหล็กนี่แลทำเงินได้มากที่สุด ส่วนการขุดแร่และหล่อเหล็กลำบากที่สุด ตามกฎหมายว่า 'ผู้ขุดแร่เก็บภาษีหนึ่งในห้า ที่หลอมหล่อขึ้นรูปเป็นเครื่อง เก็บภาษีอีกหนึ่งในห้า' ภาษีที่การขุดแร่กับการตีเหล็กต้องเสียนั้นเท่ากัน ทว่าความลำบากกลับแตกต่างกันลิบลับ การขุดแร่ไม่เพียงเหนื่อยยาก ยังเสี่ยงอันตราย มักเกิดเหตุถึงตายอยู่บ่อย ๆ การหล่อเหล็กก็ลำบากยิ่ง ร้อนจนไฟลนคิ้ว บางคราวก็เกิดเหตุเตาหลอมระเบิดขึ้นด้วย ท่านเสิ่นหยุดการขุดแร่หล่อเหล็กของตน หันมาทำแต่การตีเหล็กเป็นกิจการ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตำหนิได้นัก"

เขาดูประหนึ่งว่ากำลังกล่าวเข้าข้างเสิ่นสวิ่น ทว่าซุนเจินกลับฟังออกถึงความไม่พอใจและความเคืองแค้นที่แฝงอยู่ ก็จริงอยู่ พอขาดการตีเหล็กไปอย่างหนึ่ง รายได้ของโรงเหล็กหลวงก็ต้องลดลงมาก พอรายได้น้อยลง ส่วนแบ่งก็น้อยลง ย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของฟ่านเฉิงเป็นธรรมดา

"แล้วช่างฝีมือที่เคยตีเหล็กเหล่านั้นเล่า"

"ถูกท่านเสิ่นเรียกเข้าไปในโรงหลอมส่วนตัวของตนหมดแล้ว"

ซุนเจินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ถามว่า "ผ่านการกราบเรียนขออนุญาตจากต้าซือหนง(11)แล้วหรือ"

"ผ่านการกราบเรียนขออนุญาตแล้ว"

ซุนเจินเข้าใจในใจ นี่ต้องเป็นเพราะเสิ่นสวิ่นเดินสายเตียวต๋ง ไม่ฉะนั้นแล้วต้าซือหนงย่อมไม่มีทางอนุญาตเด็ดขาด

เขาคิดในใจว่า "เหตุที่ข้าอยากกุมโรงเหล็กหลวงไว้ในมือ สิบส่วนมีอยู่แปดส่วนเป็นเพราะที่นี่มีช่างฝีมือเพียงพอ อาจตีขึ้นรูปอาวุธได้ ทว่าไม่คาดว่าเสิ่นสวิ่นจะสั่งหยุดโรงงานตีเหล็กในที่นี้เสีย แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรคราวนี้เขาก็ต้องโทษหนัก โรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเขาไม่ช้าก็เร็วต้องถูกยึดมาเป็นของหลวง … มองในแง่นี้ ข้ายังต้องขอบใจเขาด้วยซ้ำ ขอบใจที่เขาแบ่งงานโรงเหล็กหลวงให้เป็นสัดส่วน โรงงานสองแห่งทำแต่ขุดแร่หล่อเหล็ก โรงงานหนึ่งทำแต่ตีเหล็ก ทั้งสะดวกแก่การจัดการ ทั้งได้ผลรวดเร็วขึ้นด้วย"

ด้านนอกลานหลอมเหล็กดูจะร้อนกว่าที่อื่น เตาหลอมห้าหกเตาเบื้องล่างล้วนมีเปลวไฟลุกพวยพุ่ง

ช่างเหล็ก นักโทษโรงเหล็ก และทาสโรงเหล็กหลายสิบคนแยกย้ายเฝ้าประจำเตาหลอมที่ตนรับผิดชอบ บ้างก็ดันถุงลม สูบลมเข้าเตาจนเหงื่อโทรมทั้งหัว บ้างก็เปลือยท่อนบนยืนอยู่บนแท่นสูงที่ก่อขึ้น คอยป้อนแร่ลงไปในเตา บ้างก็จับจ้องดูระดับไฟอย่างตึงเครียด กะจังหวะเวลาเปิดเตา ขุนนางน้อยสองคนเดินตรวจตราอยู่ในนั้น หากเห็นผู้ใดเกียจคร้านไม่ทำงาน ก็เข้าไปทุบตีด่าทอเร่งรัดในทันที

ซุนเจินคิดในใจว่า "โรงหลอมเหล็กของโรงเหล็กหลวงทั้งสองแห่งมีนักโทษและทาสรวมกันสองพันกว่าคน … ข้าครุ่นคิดทั้งวันแต่เรื่องรวบรวมผู้คน รวบรวมผู้คน แม้จะเกลี้ยกล่อมลูกเสือมาได้ร้อยกว่าคน ราษฎรในเขตได้ร้อยกว่าคน ทว่าเทียบกับที่นี่แล้ว ก็ดุจหมอผีน้อยพบหมอใหญ่ เทียบกันไม่ติด หากข้าสามารถกุมโรงเหล็กหลวงนี้ไว้ในมือได้จริง ไม่เพียงจะได้ช่างฝีมือหลายร้อยคน อีกทั้งฝึกปรือสักเล็กน้อยก็จะตั้งเป็นกองทัพที่ออกศึกได้ขึ้นมาได้ทีเดียว" เขาไม่ได้นับ "พลโรงเหล็ก" เข้าไป นั่นเป็นเพราะ "จู๋" นี้ไม่ใช่ "ทหาร" หากแต่เป็น "เกิงจู๋"(12) คือราษฎรที่ถูกเกณฑ์มารับราชการแรงงาน

เขาออกจะกลัดกลุ้มอยู่ในใจ "เฮ้อ แต่ก่อนเหตุใดข้าจึงไม่เคยนึกถึงโรงเหล็กหลวงเลย" ครานั้นต่อให้เขานึกถึง อันที่จริงก็หาเป็นประโยชน์ไม่ ด้วยโรงเหล็กหลวงแม้จะขึ้นกับมณฑลและอำเภอ ทว่าก็แยกเป็นคนละครรลองกับฝ่ายปกครองท้องถิ่น หากเขาไม่ได้อาศัยโอกาสสังหารเสิ่นสวิ่นคราวนี้ ก็ไม่มีทางจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องได้ คิดเพลินไป ฝีเท้าก็ช้าลงโดยไม่รู้ตัว

ฟ่านเฉิงช่างสังเกตยิ่งนัก จึงผ่อนฝีเท้าตามไปด้วย ยิ้มถามว่า "ท่านตูโหยวกำลังคิดอยู่ว่าเตาหลอมนี้วันหนึ่งจะผลิตเหล็กได้เท่าใดหรือ"

ซุนเจินคืนสติ มองหน้าฟ่านเฉิง คิดในใจว่า "หากว่าด้วยกิจการแล้ว ผู้นี้ดูจะเป็นมือฉมัง ฟังคำพูดของเขาดู ดูเหมือนจะไม่พอใจเสิ่นสวิ่นอยู่เช่นกัน หากข้าคิดจะกุมโรงเหล็กหลวงไว้ในมือ จะอาศัยเพียงเสิ่นหรงคนเดียวไม่ได้" จึงตัดสินใจจะเกลี้ยกล่อมผู้นี้ให้ดี ยิ้มถามว่า "เช่นนั้นขอถามท่าน วันหนึ่งผลิตเหล็กได้เท่าใด"

"อย่างเตาหลอมที่ใหญ่ที่สุดเตานั้น ในยามที่แร่ดิบ เชื้อเพลิง และกำลังคนพรั่งพร้อม วันหนึ่งผลิตเหล็กได้สามพันกว่าชั่ง(13) ส่วนเตาเล็กกว่า วันหนึ่งก็ผลิตได้พันชั่ง" หนึ่งชั่งของยุคฮั่นเทียบเท่าครึ่งชั่งของยุคหลัง สามพันกว่าชั่งก็คือพันกว่าชั่ง เกือบครึ่งตัน

ซุนเจินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง สมองหมุนเร็ว คำนวณอย่างรวดเร็วว่า "ในโรงหลอมแห่งนี้มีเตาหลอมรวมเกือบยี่สิบเตา ที่เปิดทำงานห้าหกเตา วันหนึ่งก็รินเหล็กได้กว่าหนึ่งตัน" จึงถามฟ่านเฉิงว่า "โรงหลอมที่อิ๋งหลี่วันหนึ่งรินเหล็กได้เท่าใด"

"พอ ๆ กับที่นี่"

โรงหลอมสองแห่ง วันหนึ่งรินเหล็กได้สองสามตัน หากนำไปตีขึ้นรูปเป็นอาวุธและเกราะ จะตีได้สักเท่าใด ทว่าวันหนึ่งสองสามตัน หนึ่งปีก็เกือบพันตัน เกือบสองล้านชั่ง แปลงเป็นชั่งฮั่นอีกที ก็เกือบสี่ล้านชั่ง เพียงโรงเหล็กหลวงของมณฑลนี้มณฑลเดียว ปีหนึ่งก็ผลิตเหล็กได้เกือบสี่ล้านชั่งกว่าหรือ พึงรู้ไว้ว่าเมืองเองฉวนนี้ยังนับไม่ได้ว่าเป็นโรงเหล็กหลวงใหญ่แท้ ๆ ตัวเลขนี้ก็ใหญ่เกินไปแล้ว ซุนเจินถามว่า "ทุกวันผลิตเหล็กได้มากถึงเพียงนี้หรือ"

"นั่นก็ไม่ใช่ ในยามที่แร่เหล็กพรั่งพร้อม จึงผลิตได้มากถึงเพียงนี้ ยามที่แร่เหล็กขาดแคลน ก็มีแต่ต้องหยุดงาน ท่านมาในจังหวะเหมาะพอดี เมื่อวานซืนเพิ่งมีแร่เหล็กส่งมาชุดหนึ่ง จึงมีเตาหลอมเปิดทำงานมากถึงเพียงนี้"

"เช่นนั้นตลอดปีหนึ่งรวมแล้วผลิตเหล็กได้เท่าใด"

"นับเฉพาะโรงเหล็กหลวงของมณฑลนี้หรือ โรงงานสองแห่งของโรงเหล็กหลวงมณฑลนี้รวมกันแล้ว ปีหนึ่งผลิตเหล็กได้น้อยก็ห้าหกหมื่นชั่ง มากก็สิบหมื่นชั่ง"

ตัวเลขนี้น้อยลงไปมาก แต่จึงจะสอดคล้องกับความจริง เขาตั้งใจมั่นยิ่งขึ้น "สิบหมื่นชั่งก็เพียงพอใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อยแล้ว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอันใด ต้องกุมโรงเหล็กหลวงไว้ในมือให้ได้!" คิดไปพลาง ก็เอ่ยขึ้นตามปากว่า "วันหนึ่งรินเหล็กได้หลายหมื่นชั่ง ไม่ใช่ง่าย ท่านเหนื่อยแล้ว บัดนี้เสิ่นสวิ่นต้องกฎบ้านเมืองถึงตาย โรงเหล็กหลวงชั่วคราวต้องพึ่งพาท่านดูแลทั้งหมด สิบกว่าวันแล้วที่ฝนไม่ตก อากาศแห้งแล้ง ในโรงหลอมก็ทั้งวันมีแต่ควันไฟอบอวล ผงฝุ่นปลิวว่อน ท่านต้องระมัดระวังป้องกันโรคภัยให้มากนะ อย่าได้ถึงกับเป็นลมแดดล้มป่วยลงเป็นอันขาด"

ฟ่านเฉิงยิ้ม กล่าวว่า "ข้ามีผางยันต์ศักดิ์สิทธิ์ของพระอาจารย์ โรคร้อยพันก็ไม่อาจกล้ำกราย"

——

## เชิงอรรถ

(1) เถี่ยกวาน — โรงเหล็กหลวง สถานที่ขุดแร่และหลอมเหล็กของทางการในยุคฮั่น

(2) ย่างเข้าคิมหันต์ (ลี่เซี่ย) — หนึ่งใน 24 ปักษ์ฤดูกาลของจีน ราวเดือนสี่ เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนและเป็นเวลาหว่านกล้าธัญพืช ตามคำผู้แต่ง ศักราชกวงเหอปีที่ห้า บันทึกพระประวัติฮั่นเลนเต้ในโฮ่วฮั่นซูจดว่า "เดือนสี่ แล้งฝน" บันทึกเบญจธาตุในโฮ่วฮั่นซูว่า "ฤดูคิมหันต์ แล้ง"

(3) ยามเหม่า — ยามเช้าตามนาฬิกาจีนยุคโบราณ ราว 05.00–07.00 น.

(4) ครั้งก่อนแผ่นดินฉิน — ยุคก่อนราชวงศ์ฉินรวมแผ่นดิน

(5) อาภรณ์สีแดงเข้ม (เจ่ออี) — เครื่องแต่งกายของนักโทษในยุคฮั่น

(6) ผ้าโพกหัวเขียว (ลวี่เจ๋อ) — ผ้าโพกศีรษะสีเขียวอันเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะทาสในยุคฮั่น

(7) เถี่ยกวานเฉิง — รองนายโรงเหล็กหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดเมื่อนายโรงเหล็กหลวงไม่อยู่ ศักดิ์สองร้อยสือ

(8) นายโรงเหล็กหลวง (เถี่ยกวานจ่าง) — หัวหน้าโรงเหล็กหลวง ศักดิ์หกร้อยสือ เทียบเท่านายอำเภอเมืองเล็ก

(9) ฮั่นเฉิงตี้ — พระเจ้าฮั่นเฉิงตี้ ฮ่องเต้แห่งฮั่นตะวันตก ("ฮั่นก่อน") ในรัชสมัยมีเหตุเซินถูเซิ่ง หัวหน้านักโทษโรงเหล็กก่อจลาจลที่เอี้ยงเฉิง

(10) ตู้หมู่ (แม่ตู้) — สมญาที่ราษฎรน่ำเอี๋ยงยกย่องตู้ชือ อดีตไท่โส่วน่ำเอี๋ยงผู้ส่งเสริมเครื่องสูบลมพลังน้ำ จนกิจการหลอมเหล็กของน่ำเอี๋ยงรุ่งเรือง ดุจมารดาผู้นำความเจริญมาให้

(11) ต้าซือหนง — ขุนนางส่วนกลางยุคฮั่นที่ดูแลการผูกขาดเกลือและเหล็กของราชสำนัก

(12) เกิงจู๋ — ราษฎรที่ถูกเกณฑ์มารับราชการแรงงานตามเกณฑ์ผลัด ไม่ใช่ทหารประจำการ จึงต่างจาก "ทหาร" (ปิงจู๋) ซุนเจินจึงไม่ได้นับพวกนี้เป็นกำลังรบ

(13) ชั่ง (จิน) — หน่วยน้ำหนักยุคฮั่น ตามคำผู้แต่ง หนึ่งชั่งฮั่นเทียบเท่าครึ่งชั่งของยุคหลัง อนึ่ง เตาหลอมตั้งสมัยฮั่น (เถี่ยซู่หลู) ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ขุดพบ อยู่ที่ตำบลกู่หรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจิ้งโจวห้าสิบสี่ลี้ "มีความจุใช้งานราว 50 ลูกบาศก์เมตร … ประมาณว่าผลิตเหล็กได้วันละราวหนึ่งตัน"

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป