# ตอนที่ 167 — หนังสือตอบจากจวิ้นฝู่
ซุนเจินเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า "ท่านนับถือจงหวงไท่อี่(1)หรือ"
อันการ "วิงวอนสวดอ้อนรักษาโรค" ที่แพร่หลายอยู่ในใต้หล้าเวลานี้ มีอยู่สองพวกใหญ่ พวกหนึ่งคือลัทธิไท่ผิง(2)ของเตียวก๊ก อีกพวกหนึ่งคือลัทธิข้าวสารห้าโต่ว(3)ที่เตียวเหลง(4)ก่อตั้งขึ้น -- ลัทธิข้าวสารห้าโต่วนั้นเติบโตอยู่แถบปาสู่กับฮั่นจงเป็นสำคัญ ส่วนลัทธิไท่ผิงเติบโตอยู่แดนจงหยวนและแถบเหนือเป็นสำคัญ ฟ่านเฉิงผู้นี้บอกเองว่าเป็นชาวน่ำเอี๋ยง เช่นนั้นที่เขานับถือก็ย่อมเป็นลัทธิไท่ผิงอย่างเดียว ลัทธิไท่ผิงบูชาเทพหวงเหล่า(5) อีกทั้งเคารพจงหวงไท่อี่ ไท่อี่ก็คือไท่อี่นั้นเอง "เทพผู้เป็นใหญ่ในหมู่เทวดาคือไท่อี่" เป็นเทพประจำจื่อเวยกง(6)เหนือขั้วฟ้า เป็นเทพสูงสุดผู้ครองกลางฟ้าบัญชาการสี่ทิศ
ฟ่านเฉิงพยักหน้ารับว่าถูกแล้ว กล่าวว่า "ในศักราชซีผิงปีที่สอง ใต้หล้าเกิดโรคห่าใหญ่ น่ำเอี๋ยงของข้าน้อยต้องภัยหนักยิ่งกว่าที่ใด ผู้คนล้มตายไปสองสามในสิบส่วน เป็นโชคที่มหาปราชญ์ครูประเสริฐ(7)สงสารทุกข์ราษฎร จึงส่งศิษย์ออกไปทั่วทั้งสี่ทิศ ช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ ราษฎรได้รับการอนุเคราะห์ จึงรอดชีวิตได้มาก ในหมู่ราษฎรที่รอดมาได้นี้ ก็มีข้าน้อยอยู่ผู้หนึ่ง ทั้งนี้เพราะนับถือหวงเหล่า เคารพไท่อี่ ได้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์(8)คุ้มครอง ข้าน้อยจึงรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้"
ซุนเจินคิดในใจว่า "ดูทีท่าเขาก็คล้ายกับหยวนพ่านแห่งศาลาฝานหยาง ล้วนแต่เพราะ 'ขอยืม' ยันต์ศักดิ์สิทธิ์มารักษาชีวิตไว้ได้ในคราวห่าใหญ่ จึงหันมานับถือลัทธิไท่ผิง"
พอเอ่ยถึงลัทธิไท่ผิง ฟ่านเฉิงก็มีอารมณ์ครึกครื้นขึ้นมาก ดูจะอยากสนทนายิ่งนัก กล่าวต่อไปอีกว่า "เมื่อปีก่อน ใต้หล้าก็เกิดห่าใหญ่อีกครั้ง ผู้คนล้มตายมากมาย ที่ตายไม่ใช่แต่ราษฎรสามัญธรรมดา แม้ในลัทธิไท่ผิงของเราก็มีผู้ไม่อาจหนีพ้นเคราะห์ครานี้อยู่ไม่น้อย ท่านเสมียน(9)ทราบหรือไม่ว่า เหตุใดข้าน้อยจึงรอดพ้นภัยมาได้อีกครั้งหนึ่ง"
"เพราะท่านมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยไว้" ซุนเจินกล่าวตอบไปอย่างขอไปที
"หาไม่ได้ หาไม่ได้ ผู้มียันต์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยไว้หาได้มีแต่ข้าน้อยผู้เดียวไม่ ผู้มียันต์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมาก แต่ผู้ที่ข้ามพ้นภัยใหญ่ได้สองคราอย่างข้าน้อยกลับมีน้อยนัก เป็นเพราะเหตุใดเล่า"
"เพราะเหตุใดเล่า"
"หามีเคล็ดลับอันใดไม่ มีแต่เพียงสองคำเท่านั้น"
"สองคำใดเล่า"
"ใจซื่อสัตย์"
ครั้นฟ่านเฉิงเอ่ยสองคำนี้ออกมา สีหน้าก็เคร่งขรึม ท่าทางสงบสำรวม ผิดจากเมื่อครู่ที่เจรจาอย่างเกรงอกเกรงใจระวังตัวลิบลับ
ซุนเจินเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนหลังของเขาอยู่ในสายตา คิดในใจว่า "ฟ่านเฉิงผู้นี้จำต้องเป็นสาวกตัวยงของลัทธิไท่ผิงเป็นแน่" จู่ ๆ ใจก็สะดุดวูบ ครุ่นคิดเกิดความระแวงขึ้นมา นึกในใจว่า "เขาเป็นชาวน่ำเอี๋ยง แต่กลับดั้นด้นมาเป็นเถี่ยกวานเฉิง(10)ถึงเองฉวน ในการนี้จะไม่มีเจตนาแอบแฝงอันใดอื่นดอกหรือ" สงสัยว่าลัทธิไท่ผิงจะเหมือนกับตน คือหมายตาเถี่ยกวานแห่งเองฉวนไว้ด้วย ฟ่านเฉิงผู้นี้พรากจากบ้านเรือนมาหลายร้อยลี้เพื่อมาเป็นเถี่ยกวานเฉิงที่นี่ จะเป็นด้วยหมายเอาเถี่ยกวานถู(11)กับช่างฝีมือของเถี่ยกวานดอกหรือ ด้วยว่าผู้ใดมีสมองอยู่บ้าง ก็ย่อมมองเห็นเถี่ยกวานอันเป็นแหล่งกำลังพลตามธรรมชาตินี้ ทั้งย่อมไม่อาจมองข้ามความสำคัญของช่างฝีมือแห่งเถี่ยกวานไปได้
แต่พลิกความคิดอีกที ก็เห็นว่าเห็นจะไม่ใช่เช่นนั้น ชั้นสูงของลัทธิไท่ผิงคบหากับขันทีผู้กุมอำนาจในราชสำนัก จะแทรกคนเข้าไปในเถี่ยกวานสักผู้หนึ่งก็แสนง่ายดาย ดูจะไม่จำเป็นต้องลำบากลำบนถึงขั้นโยกย้ายคนมาแต่น่ำเอี๋ยงเช่นนี้ จะเลือกเอาสาวกในท้องถิ่นสักผู้หนึ่งก็ย่อมได้
ซุนเจินคิดในใจว่า "หรือว่าข้าจะคิดมากระแวงไปเอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะมาเพื่อเถี่ยกวานถูหรือช่างฝีมือเถี่ยกวานหรือไม่ก็ตาม บัดนี้เมื่อเขาอยู่ในเถี่ยกวานท้องถิ่น ทั้งยังเป็นสาวกตัวยงของลัทธิไท่ผิง วันหน้าครั้นลัทธิไท่ผิงก่อการ เขาก็อย่างน้อยมีโอกาสครึ่งหนึ่งที่จะเข้าร่วมด้วย ... เขาอยู่ในเถี่ยกวานท้องถิ่นมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าได้เผยแผ่ลัทธิสั่งสอนวิชา ขยายสาวกในเถี่ยกวานท้องถิ่นบ้างหรือไม่"
คิดมาถึงตรงนี้ ความสนใจที่เคยมีต่อเถี่ยกวานถูและช่างฝีมือเถี่ยกวานก็พลันหันมาสู่ตัวผู้นี้ จึงไม่แสดงอาการ เอ่ยหยั่งเชิงต่อไปอีกว่า "ดังที่ท่านว่า โรงงานสองแห่งของเถี่ยกวานท้องถิ่น นับรวมมีช่าง เถี่ยจู๋ เถี่ยกวานถู และทาส อยู่หลายพันคน ยันต์ศักดิ์สิทธิ์แม้ศักดิ์สิทธิ์ก็จริง แต่อาศัยเพียงท่านผู้เดียว เกรงว่าจะยากที่จะรับประกันให้คนมากมายเพียงนี้ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเลยกระมัง"
ฟ่านเฉิงเข้าใจว่าเขาห่วงใยในการเดินกิจการของเถี่ยกวาน เกรงจะต้องหยุดงานเพราะโรคห่า จึงหัวเราะกล่าวว่า "ท่านเสมียนวางใจได้ทีเดียว เมื่อก่อนข้าน้อยไม่กล้าพูด แต่นับแต่ข้าน้อยมาถึง ก็เผยแผ่คำสอนของมหาปราชญ์ครูประเสริฐอย่างกว้างขวาง ในเถี่ยกวานแม้มีคนเจ็บป่วยบ้าง แต่โรคห่าใหญ่ ๆ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ... ปีนี้เดือนสอง โรคห่าก็ระบาดขึ้นอีก ข้าน้อยได้ยินว่าในแคว้นมีผู้ป่วยตายไปไม่น้อย ท่านเสมียนลองดูเถี่ยกวานของข้าน้อยนี้ซิ มีวี่แววของโรคห่าบ้างสักนิดหรือไม่"
สืบจากห่าใหญ่สองคราเมื่อสิบปีก่อนและปีก่อน ปีนี้เดือนสองก็เกิดโรคห่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ครานั้นซุนเจินยังอยู่ตำบลตะวันตก เผชิญกับโรคห่าที่เกิดขึ้นกะทันหัน อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ข้ามภพมาจากภายหน้า ชาติก่อนคราวเรียนหนังสือก็เคยพานพบ "ห่าใหญ่ทั่วใต้หล้า" มาครั้งหนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าจะ "รักษาห่า" อย่างไร แต่เรื่องป้องกันไม่ให้การระบาดลุกลามนั้นก็พอรู้อยู่บ้าง อีกทั้งโรคห่าในยุคนี้ ที่เกิดในแดนเหนือช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลินั้น ส่วนมากเป็นไข้กำเดา เทียบกันแล้วก็ป้องกันรักษาได้ง่ายกว่าพวกอหิวาต์ มาลาเรีย และโรคพยาธิใบไม้ในเลือดที่เกิดในแดนใต้ช่วงฤดูร้อนอยู่บ้าง ฉะนั้นภายใต้มาตรการอันค่อนข้างได้ผลของเขา จึงพอรอดพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ตำบลตะวันตกไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใหญ่หลวง ส่วนสภาพของอำเภอตำบลอื่นนั้น เขาไม่สู้จะทราบนัก ได้แต่ฟังเขาเล่ามาว่า ดูเหมือนจะมีผู้ตายไปอีกบ้าง
ฟังคำตอบของฟ่านเฉิงแล้ว เขาคิดในใจว่า "เถี่ยกวานเป็นที่อันปิดทึบกึ่งหนึ่ง คนภายนอกเข้ามาไม่ได้ คนภายในก็แทบออกไปไม่ได้ ติดต่อกับโลกภายนอกน้อย โอกาสจะติดโรคห่าจากภายนอกก็ย่อมน้อยตามไปเอง ขอเพียงคนในเถี่ยกวานไม่ติดโรค โรคห่านี้ก็ย่อมแพร่ระบาดขึ้นไม่ได้" ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องของโชคชะตา หาได้เกี่ยวกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิไท่ผิงอันใดไม่
เขาถามว่า "ถ้าเช่นนั้น ในเถี่ยกวานก็ไม่ได้มีแต่ท่านผู้เดียวที่นับถือหวงเหล่าหรือ"
ฟ่านเฉิงแม้เซ่อเซอะปานใด ก็พอสังเกตได้ว่าซุนเจินดูจะมีใจสนใจในลัทธิไท่ผิงอยู่บ้าง คิดในใจว่า "ฟังถ้อยคำของเขา ดูจะสนใจในลัทธิของเราอยู่มากกระมัง ข้าได้ยินซูเจ๋อ(12)ปินเค่อในสังกัดของเขาเล่าว่า เดิมเขาเคยเป็นนายกองศาลาอยู่ที่ศาลาฝานหยาง หยวนพ่านแห่งศาลาฝานหยางนั้นปราดเปรื่องมีปัญญา อ่อนโยนถ่อมตนงามสง่า หยั่งรู้หลักธรรมของลัทธิเราอย่างลึกซึ้ง นับได้ว่าเป็นครูประเสริฐ หรือว่าครั้งเขาอยู่ศาลาฝานหยางได้รับอิทธิพลจากอาจารย์หยวน จึงมีใจชอบในลัทธิเรา"
แล้วคิดต่อไปอีกว่า "เขาเพิ่งรับตำแหน่งตูโหยวยังไม่ถึงเดือน มาถึงเอี้ยงเฉิงยังไม่ครบวัน ก็ขับขุนนางหกร้อยสือไปคนหนึ่ง ฆ่าขุนนางหกร้อยสือเสียคนหนึ่ง ใจเหี้ยมมือหนักเด็ดเดี่ยวฉับไว ดูเป็นคนที่จะกระทำการใหญ่ได้สำเร็จ หากเขายอมนับถือลัทธิเรา ก็นับเป็นเรื่องดีต่อลัทธิเรานัก"
เขาหยั่งใจซุนเจินไม่ออก จึงหัวเราะกล่าวว่า "วันนี้เป็นวันเหม่า(13) ตรงกับวัน 'ไค' อีกสองวัน วันมะรืนก็ตรงกับวัน 'ฉู' หากท่านเสมียนไม่มีธุระด่วน เชิญพำนักในเถี่ยกวานสักสองวัน ชมข้าน้อยพาเหล่าสาวกประกอบพิธีสารภาพบาปในวันฉู(14)"
อัน "สารภาพบาป" ก็คือ "คุกเข่ากราบสารภาพบาป" เป็นกิจกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งของเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิง มักประกอบในวัน "ฉู" ของแต่ละเดือน ครั้นถึงวันนี้ เหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงก็หรือผู้เดียว หรือจับกลุ่มกันไปกลางทุ่งกว้างตรงทางสี่แพร่ง หันคารวะทั้งสี่ทิศ ก้มศีรษะกราบทิศละห้าครั้ง แรกเงยดูฟ้า แล้วก้มกราบลงแผ่นดิน เพื่อ "ขอขมาบาปต่อฟ้าดิน" ผ่านกิจกรรมนี้เพื่อวิงวอนให้เทพฟ้าเจ้าดินอภัยให้แก่ตน ปลดเปลื้องบาปกรรมและความทุกข์ของตนเสีย
ครั้งซุนเจินอยู่ตำบลตะวันตกได้เห็นเหตุการณ์ทำนองนี้มามาก เขาถือคติ "รู้เขารู้เรา" ได้ศึกษาหลักคำสอนและวิธีประกอบพิธีกรรมของลัทธิไท่ผิงมาอย่างลึกซึ้ง ฟังฟ่านเฉิงเอ่ยถึง "พิธีสารภาพบาปในวันฉู" ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพิเคราะห์ที่เขาเคยมีต่อพิธีกรรมศาสนานี้ คิดในใจว่า "'สารภาพบาปในวันฉู' อัน 'ฉู' ก็คือขจัดของเก่ารับของใหม่ ลัทธิไท่ผิงเลือกวันนี้ประกอบพิธีกรรมศาสนา ช่างมีนัยลึกซึ้งนัก"
เขาชำเลืองมองฟ่านเฉิงที แล้วคิดต่อไปอีกว่า "เตียวก๊กตั้งลัทธิไท่ผิง เคารพไท่อี่ ทั้งยังเติม 'จงหวง' สองคำไว้หน้าไท่อี่ การนี้ก็มีนัยลึกซึ้งยิ่งนัก กวงอู่ตี้(15)ได้ผางยันต์แดง(16)จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ ในเบญจธาตุนับเป็นธาตุไฟ ฉะนั้นราชวงศ์นี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเอี๋ยนฮั่น(17) ในเบญจธาตุ ดินอยู่กลาง สีอันสูงส่งคือสีเหลือง จงหวงนั้นก็คือธาตุดิน ไฟให้กำเนิดดิน เตียวก๊กนี้กำลังสื่อนัยว่าลัทธิไท่ผิงจักแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่ครองธาตุไฟในที่สุด ... ฟ่านเฉิงผู้นี้พูดจาสุภาพอ่อนหวาน เป็นบัณฑิต ทั้งยังเป็นขุนนางท้องถิ่น ย่อมมองออกถึงนัยของเตียวก๊ก แต่กลับยังเคารพศรัทธาลัทธินี้ ทั้งทุ่มเทขยายสาวกในเถี่ยกวาน น่าฉงนสงสัยยิ่งนัก"
คิดเช่นนี้แล้ว ก็เห็นว่าที่คาดคะเนไว้แต่แรกนั้นถูกต้อง ฟ่านเฉิงผู้นี้มารับตำแหน่งในเถี่ยกวานท้องถิ่น เห็นทีจะมีเจตนาแอบแฝงอื่นจริง ความระแวงไม่อาจตัดสินใจได้ เขากล่าวว่า "ครั้งก่อนข้าพเจ้าอยู่ตำบลตะวันตก เคยเห็นสาวกสารภาพบาปมาแล้ว"
"นั่นไงเล่า อาจารย์หยวนแห่งหมู่บ้านจิ้งเหล่าหลี่ตำบลตะวันตกเป็นผู้ทรงคุณธรรมใหญ่ของลัทธิเรา ท่านเสมียนเคยเป็นขุนนางอยู่ตำบลตะวันตก ก็ควรรู้จักกับท่านอยู่กระมัง"
"... ท่านรู้จักอาจารย์หยวนหรือ"
"ข้าน้อยเคยพบอาจารย์หยวนครั้งหนึ่งที่เอี้ยงเต๊ก"
"เอี้ยงเต๊กหรือ"
"ถูกแล้ว ข้าน้อยพบอาจารย์หยวนที่บ้านของอาจารย์ปอ"
"อาจารย์ปอหรือ คือปอไซ(18)กระนั้นหรือ ท่านก็รู้จักเขาด้วยหรือ"
"ฮ่า ฮ่า อาจารย์ปอเป็นฉวี๋ซ่วยของเหล่าสาวกลัทธิเราประจำแคว้นนี้ ข้าน้อยจะไม่รู้จักได้อย่างไร ข้าน้อยไปมาหาสู่กับเขาอยู่เนือง ๆ เป็นไฉน ท่านเสมียนก็รู้จักเขาด้วยหรือ"
"ได้ยินชื่อเสียงมานาน แต่ไร้วาสนาจะได้พบหน้า"
"บ้านอาจารย์ปออยู่ที่เอี้ยงเต๊ก ท่านเสมียนบัดนี้เป็นขุนนางอยู่ในจวิ้นฝู่ ขอเพียงมีใจ ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีโอกาสได้พบปะรู้จักกัน ข้าน้อยกับอาจารย์หยวนก็รู้จักกันเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ... อาจารย์หยวนแววตาอ่อนละมุน คุณธรรมสูงล้ำกว่าผู้ใด ข้าน้อยแม้พบท่านเพียงครั้งเดียว แต่นับแต่จากกันก็ไม่อาจลืมเลือนได้นาน มักรำพึงในใจอยู่เสมอว่า ข้าหาทันท่านไม่ ข้าหาทันท่านไม่จริง ๆ"
ฟ่านเฉิงนึกว่าซุนเจินสนิทสนมกับหยวนพ่านดี จึงจริงหกส่วนเท็จสี่ส่วน ยกย่องเชิดชูหยวนพ่านอย่างเอิกเกริกต่อหน้าเขา
ซุนเจินยิ้มแล้วเสริมรับไปสองสามคำ แต่ในใจตกใจแอบคิดว่า "ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยของลัทธิไท่ผิงประจำแคว้นนี้ เขารู้จักปอไซก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ฟังจากที่เขาพูด กลับเห็นชัดว่าไปมาหาสู่กับปอไซอย่างใกล้ชิด นี่ก็ชักจะไม่ชอบมาพากลแล้ว" พอกลับไปมองเตาหลอมในเถี่ยกวานและเถี่ยกวานถูอีกที ก็รู้สึกแสลงตา ครั้นกลับไปมองฟ่านเฉิงที่พูดคุยอย่างออกรสไม่ขาดปาก ก็ยิ่งรู้สึกแสลงตา ความคิดที่อยากชักจูงเขาเข้าพวกเมื่อครู่นั้นก็เลือนหายไปสิ้น
เขาคิดในใจว่า "ฟ่านเฉิงผู้นี้น่าสงสัยถึงที่สุด" มาดูเถี่ยกวานด้วยใจครึกครื้น ไม่คาดว่าเพิ่งเข้าประตูได้ไม่ทันไร ก็ถูกฟาดกระบองทึบเข้าใส่กบาลเสียที วาจาพูดไม่ขาดปากของฟ่านเฉิงที่แว่วเข้าหู ราวกับลัทธิไท่ผิงกำลังประกาศว่า ที่แห่งนี้พวกเราหมายตาชิงไว้ก่อนแล้ว ไม่รู้เป็นเพราะจากความหวังกลายเป็นความผิดหวังจนใจตกฮวบเกินไป หรือเพราะอากาศร้อนนัก ตากแดดจนเป็นไป หรือเพราะกลิ่นอายฆ่าฟันเมื่อคืนยังไม่ทันสร่างซา ทั้งคืนหนึ่งไม่ได้หลับ อารมณ์จึงควบคุมไม่ได้ หรือทั้งสามประการรวมกัน ด้วยจิตใจอันลึกล้ำมั่นคงของเขาเสมอมา ในยามนี้ยังอดกลั้นไม่ได้ที่จะอยากปริปากด่าหยาบ ไฉนสาวกลัทธิไท่ผิงนี้จึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
เขาชำเลืองมองฟ่านเฉิง คิดในใจว่า "ชะรอยที่ข้าคาดไว้เมื่อครู่นั้นจะถูกต้องจริง คนผู้นี้มารับตำแหน่งในเถี่ยกวานท้องถิ่น เห็นทีจะมีเจตนาแอบแฝงอื่นจริง ๆ ช่างเถิด ช่างเถิด ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม เมื่อในเถี่ยกวานมีคนผู้นี้อยู่ ข้าดูต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ... อันที่เร่งด่วนเฉพาะหน้า คือต้องเอาเสิ่นหรงมาเป็นเถี่ยกวานจ่าง(19)ก่อน ข่มคนผู้นี้ไว้ แล้วค่อยคิดหาทางแทรกคนของตนเข้าไปในเถี่ยกวานสักสองสามคน สืบให้แน่ชัดว่ามีขุนนาง ช่าง เถี่ยจู๋ เถี่ยกวานถู และทาส กี่คนที่นับถือลัทธิไท่ผิง สืบให้ชัดว่าพวกเขารวมตัวเป็นหมู่คณะแล้วหรือยัง แล้วจึงค่อยหากุศโลบายดี วางแผนการต่อไป"
ครุ่นคิดเช่นนี้แล้ว ก็หมดอารมณ์ที่จะดูต่อไป
เขาอดทนรอให้ฟ่านเฉิงพูดจนจบ จึงยิ้มกล่าวว่า "ข้าพเจ้ามาเถี่ยกวานวันนี้ ไม่ใช่ด้วยเรื่องอื่น เพียงมาบอกท่านว่า เสิ่นสวิ่นทำผิดกฎหมาย ถูกข้าพเจ้าฆ่าด้วยมือนั้น เป็นเรื่องของเขา หามีเกี่ยวกับเถี่ยกวานไม่ ขอท่านอย่าได้คิดมากระแวงระวังไปต่าง ๆ นานา ก่อนเถี่ยกวานจ่างคนใหม่จะมารับตำแหน่ง เถี่ยกวานก็ขอฝากท่านไว้ทั้งหมด ในเถี่ยกวานมีถูและทาสมากมาย ขออย่าให้เกิดเหตุเป็นอันขาด"
"มีข้าน้อยอยู่ เถี่ยกวานต้องมั่นคงเป็นปกติแน่นอน"
"เช่นนั้นข้าพเจ้าก็วางใจได้ ข้าพเจ้ายังต้องไปดูที่โรงงานในค่ายและโรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นอีก เวลาก็ไม่ใคร่จะเช้าแล้ว ขอลาก่อน"
"วันมะรืนก็ถึงพิธีสารภาพบาปในวันฉูแล้ว ท่านเสมียนไม่ชมต่อหรือ"
"ข้าพเจ้ารับคำสั่งฝู่จวิน(20)ให้ตระเวนตรวจอำเภอต่าง ๆ เกรงจะหยุดอยู่ที่เอี้ยงเฉิงนานไม่ได้ รอมีเวลาว่างแล้วจะมาชมใหม่"
ฟ่านเฉิงเสียดายยิ่งนัก แต่ก็รู้ว่าซุนเจินมีราชการติดตัว แท้จริงค้างอยู่ที่เอี้ยงเฉิงนานไม่ได้ จึงกล่าวว่า "ก็ดีเหมือนกัน ข้างหน้าไม่ไกลก็เป็นที่ว่าการของเถี่ยกวานแล้ว ขอท่านเสมียนนั่งพักสักหน่อย ดื่มน้ำสักถ้วยคลายความร้อน แล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย"
ซุนเจินไม่อยากค้างอยู่อีกแม้สักครู่ ยืนกรานขอลาจาก ฟ่านเฉิงจนปัญญา จำต้องส่งเขาออกไป
เสี่ยวเซี่ยกับพี่น้องตระกูลเกาฉงนใจ คิดในใจว่า "ตอนมาท่านซุนกระปรี้กระเปร่าเต็มที่ ครั้นถึงนอกเถี่ยกวานยังอุตส่าห์ขึ้นที่สูงมองลงมา เห็นชัดว่าสนใจในเถี่ยกวานนี้ยิ่งนัก แต่ไฉนเข้ามาได้ไม่นานก็รีบลาจากไปเสีย แม้แต่ที่ว่าการของเถี่ยกวานก็ไม่ก้าวเข้าไปสักก้าว" พอออกจากเถี่ยกวาน กลับมาถึงทางหลวง เกาปิ่งก็เอ่ยถามคำถามนี้ออกมา ซุนเจินตอบอย่างปล่อยไปตามปากว่า "ของของคนอื่น ไม่ใช่ของตน มีอะไรน่าค้างอยู่"
"ของของคนอื่นหรือ" เหล่าคนยิ่งงุนงงไม่รู้ที่มา
เสี่ยวเซี่ยทำเป็นรู้มากว่า "ความหมายของท่านซุนคือ เถี่ยกวานนี้ไม่ขึ้นกับเราดูแลกระนั้นหรือ ข้าเห็นท่าทางฟ่านเฉิงเวลาเจรจากับท่านซุน ชี้นิ้วสั่งซ้ายขวา เหลียวซ้ายแลขวา ดูราวกับถือเถี่ยกวานนี้เป็นของของตัวเองเสียจริง"
ความรู้สึกเช่นนี้ซุนเจินก็มีอยู่ เขานั่งบนหลังม้า หันกลับไปมองเถี่ยกวานที่ห่างออกไปทุกที ใต้แสงตะวันแผดกล้า ควันดำที่พวยพุ่งขึ้นราวเมฆดำ บดบังเถี่ยกวานเกือบครึ่งไว้ใต้เงา อีกปีเศษก็ถึงคราวกบฏโพกผ้าเหลืองก่อการแล้ว ซุนเจินคิดในใจว่า "ต้องรีบคิดกุศโลบายดี อย่างช้าต้องยึดเถี่ยกวานนี้ให้ได้ภายในปีหนึ่ง"
...
ครั้นถึงโรงงานของเถี่ยกวานในค่าย ฟ้าก็มืดแล้ว
ซุนเจินค้างคืนที่นี่ ถือโอกาสสอบถามความเป็นไปที่นี่ไว้ด้วย ข่าวดีคือขุนนางที่นี่ไม่มีผู้ใดนับถือลัทธิไท่ผิง ข่าวร้ายคือฟ่านเฉิงมาที่นี่อยู่เนือง ๆ ได้ขยายสาวกในหมู่เถี่ยกวานถูและทาสไว้บ้างแล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมาแต่เช้าตรู่ จึงพาซูเจิ้ง(21)และคนอื่นที่มาที่นี่เมื่อคืน ไปยังโรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นอีก
ผู้จัดการโรงหลอมส่วนตัวกับสือจวีเซียน(22)และเสิ่นหรงรับเขาเข้าไป
โรงหลอมส่วนตัวเทียบกับเถี่ยกวานไม่ได้ เถี่ยกวานนั้นทางการตั้งขึ้น คนที่ทำงานอยู่ในนั้นมีทั้งเกิงจู๋(23)ที่มาเกณฑ์รับใช้แรงงาน มีทั้งนักโทษ ส่วนโรงหลอมส่วนตัวนั้นเป็นกิจการเอกชน ไม่มีสิทธิ์ใช้เกิงจู๋ ทั้งใช้นักโทษก็ไม่ได้ ได้แต่ใช้ทาสและราษฎรสามัญ อัน "ราษฎรสามัญ" นี้ ว่าเป็นราษฎรสามัญก็จริง แต่แท้จริงส่วนมากเป็นนักโทษหลบหนีอาญา การงานในโรงหลอมเหล็กนั้นหนักหน่วงนัก ราษฎรสามัญธรรมดาหากไม่ถึงทางตันก็ไม่มาทำ(24)
นอกจากทาสและ "ราษฎรสามัญ" แล้ว ในโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นที่มีมากที่สุดก็คือช่างฝีมือ ราว ๆ สี่ห้าร้อยคน เครื่องเหล็กที่ตีหลอมขึ้นนั้น สูงสุดถึงดาบ กระบี่ หอก ทวน ต่ำสุดถึงกรรไกร ตะปูเหล็ก มีครบทุกอย่าง
ซุนเจินเข้าไปดูในโรงงานด้วยตนเอง พบว่าบนเครื่องเหล็กที่ขึ้นรูปแล้วทุกชิ้น ล้วนสลักอักษรว่า "ชวน" หรือ "เอี้ยงเฉิง" ไว้ นี่คือตราประจำเถี่ยกวานแห่งแคว้นเองฉวน ตามกฎ มีแต่เครื่องเหล็กที่เถี่ยกวานผลิตเท่านั้นจึงสลักได้ โรงงานของตระกูลเสิ่นเป็นเพียงโรงหลอมส่วนตัว แต่กลับบังอาจขโมยใช้ตรานี้ หากสืบสาวกันจริง ก็เป็นความผิดอุกฉกรรจ์เช่นกัน
ครั้นดูครบทั้งสามโรงงานแล้ว ตอนบ่ายจึงกลับไปเอี้ยงเฉิง ระหว่างทางได้พบกับคนที่จวิ้นฝู่ของไท่โส่วส่งมา
...
คนไม่ใช่น้อย ขบวนยาวเหยียด มีรถซือสามคัน(25) รถเหยาสี่ห้าคัน(26) พลม้าถือกีหนึ่งสิบสองสิบสาม พลขุนนางที่เดินตามเป็นเสมียนหนึ่งยี่สิบ รถม้าผ่านไปทางใด ธงทิวสะบัดพลิ้ว ฝุ่นควันคลุ้งตลบ
หนังสือกราบเรียนที่ซุนเจินส่งคนถือไปเมื่อเช้าวานนี้ ตอนบ่ายวันนี้ก็มาพบพวกนี้พอดี เห็นได้ว่าอินซิ่ว(27)ให้ความสำคัญต่อเรื่องราวต่าง ๆ ที่กล่าวในหนังสือกราบเรียนปานใด เขาสั่งให้เสี่ยวเซี่ย พี่น้องตระกูลซู สือจวีเซียน นำคนเดินช้า ๆ พาแต่เสิ่นหรงผู้เดียว เร่งม้ารุดหน้าไป แซงพลขุนนางพลม้าที่อยู่ข้างหลัง ตรงไปยังข้างรถซือคันสุดท้าย ประสานมือคำนับที แล้วถามเสมียนที่เดินอยู่นอกรถซือว่า "ในข้าน้อยคือซุนเจินตูโหยวฝ่ายเหนือ ไม่ทราบในรถเป็นท่านเสมียนผู้ใด"
เสมียนยังไม่ทันตอบ ม่านของรถซือก็ถูกรูดเปิดออก ชายผู้หนึ่งวัยสามสิบเศษปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
ซุนเจินมองดูบนหลังม้า เห็นเขาสวมกวานสูง ใต้คางมีหนวดเครายาว สวมเสื้อดำ สองคนมองตากันที คนผู้นี้แย้มยิ้มออกมา ตบที่หน้าตัวรถ สั่งสารถีให้หยุดรถ เปิดตัวรถ ก้าวลงจากรถ ซุนเจินรีบรั้งม้าหยุด พลิกตัวลงจากหลังม้า
สองคนต่างประสานมือคารวะกัน ซุนเจินกล่าวว่า "ไม่นึกว่าจะมาพบท่านตู้(28)ที่นี่" ผู้นี้นามตู้อิ้ว ชาวติ้งหลิง ปีนี้เดือนสอง ถูกอินซิ่วเรียกเข้ารับราชการพร้อมกับซุนฮก ปัจจุบันเป็นเจ๋าเฉาเฉวียน(29)แห่งแคว้น
เสิ่นหรงก็ลงจากม้า ยืนอยู่ข้างหลังเขา ทำคารวะตาม
ตู้อิ้วถามว่า "ผู้นี้คือ"
"จู่ปู้แห่งเอี้ยงเฉิงนามเสิ่นหรง ... เมื่อคืนวันก่อน เสิ่นสวิ่นลอบเรียกเถี่ยกวานถูเข้าเมือง ในข้าน้อยเกรงจะเกิดเหตุวุ่นวาย จึงขอให้ท่านจู่ปู้เสิ่นรุดไปยังโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นทั้งคืน ปลอบประโลมข่มความวุ่นวายในหมู่ช่างและทาสในโรงงาน ก็อาศัยที่ท่านจู่ปู้เสิ่นข่มไว้ โรงงานจึงสงบเรียบร้อยไม่เกิดเหตุ"
เสิ่นหรงฟังเขาชมตน ก็ผิดคาดยิ่งนัก ปลื้มจนตัวลอย รีบกล่าวถ่อมตนขอบคุณไม่ขาดปาก
ตู้อิ้วกล่าวว่า "ข้าเห็นท่านมอมแมมด้วยฝุ่นละออง มาแต่ทางตะวันออก ก็แปลกใจอยู่ว่าไฉนท่านจึงไม่อยู่ที่เอี้ยงเฉิง ที่แท้ไปยังโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นนี้เอง สภาพในโรงหลอมยังดีอยู่หรือ"
"ในข้าน้อยออกจากเอี้ยงเฉิงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไปเถี่ยกวานก่อน แล้วไปโรงหลอมส่วนตัวตระกูลเสิ่น ทั้งสามโรงงานล้วนยังสงบเรียบร้อย"
"เช่นนั้นก็ดี เสิ่นสวิ่นนี้ช่างใจกล้านัก บังอาจลอบเรียกเถี่ยกวานถูเข้าเมือง โชคดีที่ท่านข่มไว้ได้ จึงไม่ได้ก่อความวุ่นวายใหญ่"
ซุนเจินถามว่า "ท่านตู้นี้จะไปเอี้ยงเฉิงหรือ"
ตู้อิ้วพยักหน้ากล่าวว่า "ถูกแล้ว ท่านขับขุนนางชั่ว ฆ่าคนพาลด้วยมือตน เดชานุภาพสะเทือนเอี้ยงเฉิง พอหนังสือกราบเรียนไปถึง ฝู่จวินตกใจใหญ่ เรียกพวกข้าเข้าจวิ้นฝู่ทันที สั่งให้พวกข้ารีบไปเอี้ยงเฉิงโดยเร็ว"
"ท่านตู้ว่าฝู่จวินตกใจใหญ่หรือ"
"อย่าว่าแต่ฝู่จวินเลย พวกข้าก็ตกใจใหญ่เช่นกัน ตกใจในความกล้าหาญของท่าน ตกใจในความระทึกของคืนวันก่อน"
ซุนเจินไม่สนิทกับตู้อิ้ว เพียงพบกันครั้งเดียวก่อนคราวออกตรวจอำเภอนี้ รู้แต่ว่าเขาเป็นลูกหลานของตู้อานและตู้เกิน(30)บัณฑิตชื่อก้องยุคก่อน เป็นพี่ผู้พลัดของตู้สี เพียงเท่านี้ ฟังคำพูดล้อเล่นของเขาแล้วไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงทำท่าตื่นตระหนก โทษตนเองว่า "เจินทำการหุนหันพลันแล่น จนกระทั่งทำให้ฝู่จวินตกใจ อีกทั้งยังให้ท่านตู้ต้องลำบากเสด็จมาด้วยตนเอง โทษหนักหนานัก"
"ที่มาไม่ใช่แต่ข้าผู้เดียว" ตู้อิ้วชี้นิ้วไปยังรถซือสองคันข้างหน้า กล่าวว่า "ท่านทายออกหรือไม่ว่าในรถสองคันข้างหน้านั้นนั่งผู้ใดอยู่"
"กำลังจะขอถามท่านตู้พอดี"
รถสองคันข้างหน้านั้นเห็นจะสังเกตว่าตู้อิ้วหยุดรถ ก็พากันหยุดตามทีละคัน เสมียนผู้ช่วยที่ตามอยู่ข้างรถสองคันนั้นหันกลับมามองที แล้วพูดกับคนในรถ ตู้อิ้วหัวเราะกล่าวว่า "ในรถคันแรกนั่งท่านจางอู่กวานเฉวียน คันถัดมานั่งท่านกุยจวี๋เฉาเฉวียน"
ซุนเจินคิดในใจว่า "จางจ้ง(31)อู่กวานเฉวียน กับกุยโต๋(32)จวี๋เฉาเฉวียนก็มาด้วยหรือ"
จางจ้งก็เพิ่งถูกตั้งเป็นอู่กวานเฉวียนเมื่อเดือนสองปีนี้เช่นกัน จวี๋เฉานั้นมีหน้าที่พิพากษาคดี ตัดสินอรรถคดี ใช้กฎหมาย ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจวี๋เฉาเฉวียนนี้ได้ส่วนมากต้องเป็นผู้ชำนิชำนาญในตัวบทกฎหมาย กุยโต๋ก็ได้รับตำแหน่งนี้ด้วยความเชี่ยวชาญกฎหมาย เขาเป็นลูกหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลกัวสืบทอดวิชากฎหมายมาทุกชั่วคน เป็นตระกูลนักกฎหมายชื่อก้อง ซวนปั๋ว(33)ผู้เฒ่าแห่งตำบลตะวันตกก็เป็นศิษย์สำนักตระกูลกัวเช่นกัน จวี๋เฉาตัดสินคดี เจ๋าเฉาจับโจร อู่กวานเฉวียนนั้นตำแหน่งสูงมีเกียรติ อินซิ่วส่งคนทั้งสามนี้มาคราเดียว ดูเผิน ๆ ก็เป็นการลงทุนลงแรงใหญ่โต แต่พิเคราะห์ดูก็เข้าทำนองคลองธรรมอยู่ ด้วยว่ากั๋วจั๋ว(34)และเสิ่นสวิ่นล้วนเป็นขุนนางใหญ่หกร้อยสือทั้งคู่
ซุนเจินกับตู้อิ้วก้าวขึ้นไปข้างหน้าพบกับจางจ้งและกุยโต๋
จางจ้งและกุยโต๋ก็ลงจากรถ ทั้งสองฝ่ายคารวะกัน สนทนากันสองสามคำ จางจ้งกล่าวว่า "ต้องรีบเข้าเมืองให้ทันก่อนตะวันตกดิน ท่านซุน เราไปถึงอำเภอแล้วค่อยพูดจากันเถิด"
ซุนเจินเมื่ออยู่ต่อหน้ากั๋วจั๋วและเสิ่นสวิ่นนั้นเฉียบคมโดดเด่น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจางจ้งและเพื่อนร่วมราชการกลับวางตัวเสงี่ยมเจียมต่ำ รับคำอย่างนอบน้อม
จางจ้งและคนอื่น ๆ ต่างขึ้นรถ ขบวนรถเดินหน้าต่อไป เสี่ยวเซี่ยและคนอื่นจะตามขึ้นมา ซุนเจินโบกมือ ให้สัญญาณไม่ให้เข้าใกล้ ประการหนึ่งเพราะศีรษะของเสิ่นสวิ่น เสิ่นตัน(35) เสิ่นจวิน(36)ยังแขวนอยู่บนหลังม้าของพวกเขา อยู่ห่างหน่อยจะไม่ตกใจผู้คน ประการที่สองเพราะเมื่อครั้งพี่น้องตระกูลซูและสือจวีเซียนไปยังโรงงานต่าง ๆ ล้วนนำกำลังพลของหมู่ตนไปครบ รวมกันแล้วสามสิบม้า ครึกครื้นเกินไป ซุนเจินไม่อยากให้จางจ้งและพวกได้ภาพว่าเป็นคนหยิ่งยโสข่มเหง จึงยอมขี่ม้าตามขบวนรถไปเพียงผู้เดียวม้าเดียว
...
ก่อนตะวันตกดิน ก็ถึงตัวเมืองอำเภอ
เซี่ยนเฉิงและเซี่ยนเว่ยได้ข่าว ก็ออกมาต้อนรับนอกเมือง คารวะกันอีกรอบหนึ่ง เหล่าคนเข้าเมือง เข้าสู่ที่ว่าการอำเภอ
ครั้นนั่งลงแล้ว จางจ้งอ่านหนังสือราชการของอินซิ่ว
หามีเนื้อความใดเป็นพิเศษไม่ ตอนต้นชมเชยซุนเจินสองสามคำ ตอนหลังกล่าวถึงการสะสางหลังกั๋วจั๋วลาออกและการจัดการกับเสิ่นสวิ่นที่ขัดขืนกฎหมาย
ในเรื่องการสะสางหลังกั๋วจั๋วลาออก อินซิ่วว่าจะกราบบังคมทูลต่อราชสำนัก ขอให้ราชสำนักแต่งตั้งนายอำเภอใหม่ ในระหว่างนี้ การบ้านการเมืองของเอี้ยงเฉิงให้เซี่ยนเฉิงรักษาการไปก่อน ส่วนการจัดการเสิ่นสวิ่นที่ขัดขืนกฎหมาย ก็ว่าจะกราบบังคมทูลต่อราชสำนักเช่นกัน เถี่ยกวานให้เถี่ยกวานเฉิงรักษาการไปพลาง อีกทั้งสั่งให้จางจ้งและคนอื่นร่วมกับเซี่ยนเฉิง เซี่ยนเว่ย ตลอดจนผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านที่ตระกูลเสิ่นอยู่ รีบเข้าตรวจยึดบ้านตระกูลเสิ่น ริบทรัพย์สมบัติเสีย
ฟังจบ ซุนเจินก็ถอนหายใจโล่งอก พูดกันตามตรง ตลอดวันที่รอหนังสือตอบจากจวิ้นฝู่ของไท่โส่วนี้ เขาก็ยังกังวลอยู่บ้าง กังวลว่าอินซิ่วจะหวาดกลัว ดูจากนี้ อย่างน้อยในเชิงภายนอก อินซิ่วก็ไม่ได้มีท่าทีลนลานเสียสติ เขาคิดในใจว่า "'ฝู่จวิน' ดูมิใช่คนใจกล้า เดิมข้านึกว่าครั้นได้รับหนังสือกราบเรียนของข้า จะตกใจลังเล ไม่คาดว่าหนังสือตอบจะมาเร็วเพียงนี้ ไร้ความรีรอ อีกทั้งยังบังคับใช้กฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม จัดการได้เหมาะเจาะ" คาดคะเนว่า "นี่ข้าดูคนพลาดไป หรือว่าเบื้องหลังนี้มีบุ๋นเยียกกับหยวนฉาง(37)เป็นผู้ผลักดัน"
เขาถามจางจ้งว่า "ขอถามท่าน ฝู่จวินมีคำสั่งกำชับผู้น้อยอันใดบ้างหรือไม่"
"หามีคำสั่งกำชับอันใดไม่ ฝู่จวินเพียงกล่าวว่า หวังให้ท่านรีบตรวจอำเภอให้เสร็จ ท่านจะคอยชะเง้อรอท่านกลับอยู่ที่จวิ้นฝู่"
ซุนเจินอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "หวังให้ข้ารีบตรวจอำเภอให้เสร็จหรือ จะชะเง้อคอยข้ากลับอยู่ที่จวิ้นฝู่หรือ"
ฟังอย่างไรก็รู้สึกว่าคำนี้ฟังดูขัดหูยิ่งนัก โดยทำนองคลองธรรมแล้ว ต่อให้อินซิ่วมีคำสั่งกำชับ ก็ควรกล่าวว่า "หวังให้ท่านตั้งใจพากเพียรทำการ 'ตรวจอำเภอ' ให้สำเร็จ" เช่นนี้จึงจะเข้าที เหตุไฉนจึงกล่าวว่า "หวังให้ท่านรีบกลับ" ราวกับว่ากำลังวิงวอนขอร้องให้เขารีบกลับไปเสียโดยเร็วฉะนั้น
เขาส่ายศีรษะ ยืนยันความคาดคะเนเมื่อครู่ว่า "หนังสือราชการฉบับนี้ที่มาเร็วเพียงนี้ จำต้องเป็นเพราะบุ๋นเยียกกับหยวนฉางผลักดันแน่แล้ว" เขากล่าวว่า "ความห่วงใยของฝู่จวินทำให้ผู้น้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก เมื่อท่านเสมียนทั้งหลายมาถึงแล้ว ที่เอี้ยงเฉิงก็ไม่มีเรื่องอันใดเป็นภาระของผู้น้อยอีก วันนี้ก็ค่ำแล้ว รอรุ่งเช้าวันพรุ่ง ผู้น้อยจะออกจากเมือง ตระเวนตรวจอำเภอต่าง ๆ ต่อไป หวังจะรีบกลับสู่แคว้นโดยเร็ว"
...
ภายนอกโถงประชุม แสงสนธยาค่อยมืดลง เซี่ยนเฉิงและเซี่ยนเว่ยในฐานะเจ้าถิ่น อยากจัดเลี้ยงต้อนรับเหล่าคนสักหน่อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดไป ต่างอ้างว่าราชการสำคัญ บอกปัดเสียสิ้น
จางจ้งอยู่คุมเชิงในที่ว่าการอำเภอ ตู้อิ้วและกุยโต๋นำคนเข้ารับมอบบ้านตระกูลเสิ่น
ในระหว่างทำพิธีรับมอบ ซุนเจินให้สวี่จ้งและคนอื่นขนเอกสารหนี้กองหนึ่งออกมา ล้วนเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยสูงที่เสิ่นสวิ่นและกั๋วจั๋วปล่อยกู้ไว้ เป็นของที่เฉิงเยี่ยน(38)ค้นพบในคลังเมื่อคืนวันก่อน นับได้ราวล้านเศษ เขาบอกใบ้แก่ตู้อิ้วและกุยโต๋ว่า อาจเผาเอกสารหนี้เหล่านี้ทิ้งต่อหน้าธารกำนัล ยกความชอบให้แก่อินซิ่วเสีย ตู้อิ้วและกุยโต๋ก็เข้าใจในใจ
ทำพิธีรับมอบเสร็จ ซุนเจินเพื่อแสดงว่าตนรักษาหน้าที่ ไม่ล่วงล้ำอำนาจ จึงพาสวี่จ้งและคนอื่นออกจากบ้านตระกูลเสิ่นด้วยตนเอง ไปพำนักที่โหย่วจื้อ(39)ของอำเภอ ด้วยว่ารุ่งเช้าวันพรุ่งก็ต้องออกจากเมืองแต่เช้า สองวันนี้ตระเวนสามโรงงานก็เหนื่อยอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นเมื่อกินอาหารแล้ว ซุนเจินก็เข้านอนเสีย ไม่คาดว่ายามเที่ยงคืน กลับมีอาคันตุกะไม่ได้เชิญผู้หนึ่งมาเยือน
——
## เชิงอรรถ
(1) จงหวงไท่อี่ — เทพสูงสุดที่ลัทธิไท่ผิงบูชา "ไท่อี่" นี้ก็คือ "ไท่อี่" เทพประจำจื่อเวยกงเหนือขั้วฟ้าเหนือ เป็นเทพผู้เป็นใหญ่กลางฟ้าครองสี่ทิศ เตียวก๊กเติมคำ "จงหวง" (กลาง-เหลือง อันหมายถึงธาตุดิน) นำหน้า สื่อนัยว่าธาตุดินจักแทนที่ธาตุไฟของราชวงศ์ฮั่น
(2) ลัทธิไท่ผิง (ลัทธิสันติมหายุค) — ลัทธิเต๋าสายที่เตียวก๊กตั้งขึ้น เป็นรากเหง้าของกบฏโพกผ้าเหลือง รักษาโรคด้วยน้ำยันต์
(3) ลัทธิข้าวสารห้าโต่ว (อู่โต่วหมี่เต้า) — ลัทธิเต๋าที่เตียวเหลงก่อตั้ง แพร่หลายแถบปาสู่และฮั่นจง ผู้เข้าลัทธิต้องถวายข้าวสารห้าโต่ว จึงได้นามนี้
(4) เตียวเหลง — ผู้ก่อตั้งลัทธิข้าวสารห้าโต่ว คือจางเต้าหลิง ปฐมเจ้าลัทธิเทียนซือ
(5) หวงเหล่า — คติที่ลัทธิไท่ผิงเคารพบูชา หมายรวมพระเจ้าเหลือง (หวงตี้) กับเล่าจื๊อ
(6) จื่อเวยกง — กลุ่มดาวขั้วฟ้าเหนือตามคติโบราณ ถือเป็นวิมานของเทพผู้เป็นใหญ่
(7) มหาปราชญ์ครูประเสริฐ (ต้าเสียนเหลียงซือ) — สมญาที่เตียวก๊กผู้นำลัทธิไท่ผิงใช้เรียกตน
(8) ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ (หลิงฝู) — ผางยันต์ของลัทธิไท่ผิงที่เชื่อว่ารักษาโรคห่าและคุ้มภัยได้
(9) ท่านเสมียน (เฉวียนปู้) — คำที่ฟ่านเฉิงใช้เรียกซุนเจินในฐานะตูโหยว (ผู้ตรวจราชการ) ซึ่งจัดเป็นเสมียนใหญ่สังกัดเจ้าเมือง
(10) เถี่ยกวานเฉิง — รองนายโรงเหล็กหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดเมื่อเถี่ยกวานจ่าง (นายโรงเหล็ก) ไม่อยู่
(11) เถี่ยกวานถู — นักโทษที่ถูกเกณฑ์ทำเหมืองแร่และหลอมเหล็กในโรงเหล็กหลวง เป็นพวกห้าวหาญดุร้ายไม่กลัวตาย ในประวัติศาสตร์เคยก่อจลาจล
(12) ซูเจ๋อ — "ต้าซูจวิ้น" พี่ชายตระกูลซูแห่งเป่ยผิงหลี่ สหายของสวี่จ้ง
(13) วันเหม่า / แบบแผนเจี้ยนฉู — จีนโบราณมีแบบแผนจัดวันมงคล-อัปมงคลแบบสิบสองวันเรียก "เจี้ยนฉู" วันเหม่านี้ตรงกับวัน "ไค" (เปิด) ส่วนวัน "ฉู" (ขจัด/ปัดเป่าของเก่ารับของใหม่) เป็นวันที่สาวกไท่ผิงทำพิธีสารภาพบาป
(14) พิธีสารภาพบาปในวันฉู — พิธีกรรมศาสนาของสาวกลัทธิไท่ผิง คือการ "คุกเข่ากราบสารภาพบาป" มักทำในวัน "ฉู" ของแต่ละเดือน สาวกออกไปกลางทุ่งสี่แยกหันสี่ทิศ ก้มศีรษะกราบ ขอขมาฟ้าดินให้อภัยบาปกรรม
(15) กวงอู่ตี้ — พระเจ้ากวงอู่ตี้ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
(16) ผางยันต์แดง — ยันต์/ลางมงคลสีแดง (มีชื่อว่าฉื่อฝูฝู) ที่กวงอู่ตี้ได้รับก่อนปราบดาภิเษก สื่อว่าราชวงศ์ฮั่นครองธาตุไฟ
(17) เอี๋ยนฮั่น (ฮั่นแห่งไฟ) — สมญาของราชวงศ์ฮั่นที่เรียกว่า "ฮั่นแห่งไฟ" เพราะฮั่นครองธาตุไฟในคติเบญจธาตุ ตรงข้ามกับธาตุดิน (สีเหลือง) ที่ลัทธิไท่ผิงอ้าง ตามคติ "ไฟให้กำเนิดดิน"
(18) ปอไซ — หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองประจำเองฉวน เป็นฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง) ของลัทธิไท่ผิงประจำแคว้น
(19) เถี่ยกวานจ่าง — นายโรงเหล็กหลวง ศักดิ์หกร้อยสือเทียบนายอำเภอเมืองเล็ก
(20) ฝู่จวิน — คำเรียกยกย่องเจ้าเมือง (ไท่โส่ว) ในที่นี้คืออินซิ่ว
(21) ซูเจิ้ง — "เสี่ยวซูจวิ้น" น้องชายตระกูลซูแห่งเป่ยผิงหลี่ สหายของสวี่จ้ง
(22) สือจวีเซียน — ราษฎรในเขตศาลาฝานหยาง ชอบพนันและเป็นมิตรกับนักเลง
(23) เกิงจู๋ — ราษฎรที่ถูกเกณฑ์มารับราชการแรงงานตามเกณฑ์ผลัด ไม่ใช่ทหารประจำการ
(24) ตามบันทึกผู้แต่ง — งานต้มเกลือและหลอมเหล็กล้วนหนักหน่วงนัก ในสองอาชีพนี้ นอกจากทาสแล้ว ที่มากที่สุดก็คือนักโทษหลบหนีอาญา ครั้งต้นราชวงศ์ฮั่น แคว้นอู๋ "เรียกหานักโทษหลบหนีทั่วใต้หล้า" มาต้มเกลือ จนถึงกับ "พวกหัวไม้นักเลงแดนซานตงต่างมาชุมนุมอยู่แคว้นอู๋" อนึ่ง ปลายฮั่นตะวันออก เซี่ยฟู่ชาวเฉินหลิว ต้องคดีล้างพรรคบัณฑิต ไม่ยอมหลบหนีไปทั่วแผ่นดินดังจางเจี่ยนจนพาคนบริสุทธิ์เดือดร้อน เขากล่าวว่า "บาปกรรมตัวเองก่อ ไยจะมาเปื้อนคนดี คนเดียวหนีตาย เคราะห์กลับลามถึงหมื่นเรือน จะมีชีวิตอยู่ไปไย" จึงโกนหนวดแปลงกาย เข้าไปในเขาหลินลวี่ ปกปิดชื่อแซ่ รับจ้างเป็นลูกมือในโรงหลอม คลุกคลีกับควันถ่านจนรูปร่างทรุดโทรม สองสามปีไม่มีผู้ใดจำได้ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของ "นักโทษหลบหนีซ่อนตัวในโรงหลอม"
(25) รถซือ — รถม้ามีหลังคาและม่าน ใช้โดยตระกูลร่ำรวย
(26) รถเหยา — รถม้าเปิดโล่งไม่มีหลังคาผ้าม่าน สำหรับขุนนางนั่งตรวจราชการ
(27) อินซิ่ว — จวิ้นโฉ่ว (เจ้าเมือง) คนใหม่แห่งเองฉวน ชาวน่ำเอี๋ยง
(28) ท่านตู้ — หมายถึงตู้อิ้ว ชาวติ้งหลิง ถูกอินซิ่วเรียกเข้ารับราชการพร้อมซุนฮก ปัจจุบันเป็นเจ๋าเฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานสืบจับโจรของแคว้น)
(29) เจ๋าเฉาเฉวียน — เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมโจรของแคว้น
(30) ตู้อาน / ตู้เกิน — บัณฑิตชื่อก้องยุคก่อน บรรพบุรุษของตู้อิ้ว
(31) จางจ้ง — อู่กวานเฉวียน ผู้เพิ่งได้รับแต่งตั้งเดือนสองปีนี้ อู่กวานเฉวียนเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ในแคว้น ตำแหน่งสูงมีเกียรติ รักษาการแทนได้เมื่อตำแหน่งอื่นว่าง
(32) กุยโต๋ — จวี๋เฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานพิพากษาคดี) ลูกหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลนักกฎหมายชื่อก้อง
(33) ซวนปั๋ว — เซียงซานเหล่า (ผู้เฒ่าผู้ใหญ่ของตำบล) แห่งตำบลตะวันตก เคยเป็นจวี๋เฉาสื่อ เชี่ยวชาญตัวบทกฎหมาย
(34) กั๋วจั๋ว — นายอำเภอเอี้ยงเฉิงคนก่อน ชาวเซิ่นหยางแห่งยีหลำ เชื้อสายจื่อฉานขุนนางแคว้นเจิ้ง เป็นวิญญูชนเจ้าสำราญ โลภแต่ขลาด
(35) เสิ่นตัน — ญาติตระกูลเสิ่น ถูกซุนเจินสังหารหลังเสาในท้องโถง
(36) เสิ่นจวิน — ญาติตระกูลเสิ่น ถูกสวี่จ้งสังหารใต้ต้นไม้
(37) บุ๋นเยียก / หยวนฉาง — บุ๋นเยียกคือชื่อรองของซุนฮก หยวนฉางคือชื่อรองของจงฮิว
(38) เฉิงเยี่ยน — พลศาลาแห่งศาลาฝานหยาง ร่างสูงใหญ่กำยำ มือดีของซุนเจิน
(39) โหย่วจื้อ — สถานีไปรษณีย์และที่พักของทางการยุคฮั่น