# ตอนที่ 297 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 5)
ซุนเจินเพิ่งออกจากคลังพัสดุภายในคฤหาสน์ พลันมีม้าเร็วผู้หนึ่งควบมาแต่ไกล กลิ้งตัวลงจากหลังม้า ร้องว่า "เหตุด่วน!"
เหล่าขุนพลพากันสีหน้าเปลี่ยน นึกว่าเป็นข้าศึกจากไป๋หม่ากับผูหยางยกมาตี ฝ่ายซุนเจินกลับสงบเยือกเย็น ถามว่า "เกิดเหตุอันใดจึงรีบร้อนถึงเพียงนี้?" ม้าเร็วผู้นั้นกล่าวว่า "โจรไป๋หม่าหานลี่ส่งทหารสองพันมุ่งมาทางเหวยเซียง ทว่ากลับถอยกลับไปเสียกลางทาง"
ซุนฮิวเข้าใจแจ่มแจ้งในบัดดล หัวเราะว่า "นี่ย่อมเป็นเพราะโจรไป๋หม่าได้รับคำขอกำลังหนุนจากชุยปิ่ง จึงส่งทหารมาช่วย แต่พอเดินมาถึงกลางทางจึงทราบว่าเหวยเซียงถูกกองของเราตีแตกแล้วเมื่อคืนวาน ครั้นจะรุกก็รุกไม่ได้ จะถอยก็เสียที ไม่กล้ารุกต่อ จึงถอนทัพกลับไป"
เล่าเติ้งกล่าวด้วยความยินดีว่า "โจรในคฤหาสน์เหวยเซียงมีไม่มาก เพียงแปดเก้าร้อยคน กองของเราเป็นทัพหน้าของท่านแม่ทัพฮองฮูสง ได้รับบัญชาให้เข้าตีตังกุ๋นก่อน ผลศึกเพียงเท่านี้ช่างกระไรเอามาอวดมิได้เลย ท่านซุน บัดนี้หานลี่แห่งไป๋หม่าส่งโจรสองพันมาช่วยเหวยเซียง ยังมิทันถึงก็ถอยกลับ ย่อมเป็นเพราะครั่นคร้ามแสนยานุภาพของกองเรา นี่แลคือคราวที่กองเราควรรีบไล่ตามตีติดท้าย หากได้โจรสองพันนี้เพิ่ม ผลศึกของกองเราก็พอจะนำขึ้นถวายท่านแม่ทัพฮองฮูสงได้แล้ว"
สวี่จ้ง เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉิน ซินอ้าย ล้วนเห็นพ้องด้วย มีแต่เฉินเปาผู้เดียวที่นิ่งเงียบ
ซุนเจินจึงถามว่า "อาเปา เหล่าท่านขออาสาออกศึกกันทั้งสิ้น เหตุใดเจ้าผู้เดียวจึงมิเอ่ยวาจาแม้แต่คำ?"
เฉินเปาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "ท่านซุน ข้าน้อยเห็นว่าบัดนี้หาใช่คราวที่กองเราจะไล่ตามตีโจรไป๋หม่าไม่"
ซุนเจินสนใจยิ่งนัก ถามว่า "เพราะเหตุใด?"
เฉินเปากล่าวว่า "ที่โจรไป๋หม่าถอยกลับเสียกลางทางนั้น ก็เพราะกองของเราตีกำแพงป้อมเหวยเซียงได้แล้ว ชัยภูมิตกเป็นของเรา ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงถอยโดยมิรบ แต่หากกองเราไล่ตามตี ย่อมต้องสู้รบกับมันกลางสนาม หากชนะได้รวดเร็วก็แล้วไป แต่หากชนะมิได้รวดเร็ว ไป๋หม่าก็อยู่ห่างเหวยเซียงไม่ถึงยี่สิบลี้ ครั้นหานลี่ทราบข่าวย่อมส่งกำลังหนุนมาขนาบตีกองเราอีก กองเราสู้ศึกหนักเมื่อคืนวานยังมิได้พักผ่อน ต่อให้ยกออกไปจนหมดค่าย หรือก็ยากจะเอาชนะโจรสองพันได้รวดเร็ว เมื่อถูกหานลี่ขนาบตีอีก ก็จะตกอยู่ในศึกอันเหน็ดหนัก หากยังล่อโจรจากผูหยางมาอีกเล่า เกรงว่าจะเป็นผลร้ายแก่เราอย่างใหญ่หลวง ด้วยเหตุนี้ ข้าน้อยจึงเห็นว่าบัดนี้มิใช่คราวที่กองเราจะออกจากคฤหาสน์ไล่ตามโจร"
เขาหยุดครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า "อนึ่ง ที่โจรถอยกลับกลางทางนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่ามิใช่กลอุบายของมัน? บางทีที่มันกระทำเช่นนี้ อาจหมายจะล่อกองเราออกจากคฤหาสน์ก็เป็นได้"
ซุนเจินฟังเขาพูดจบ ตบมือชมเชย กล่าวว่า "เมื่อค่ำวานตอนตีคฤหาสน์ อาเปาขึ้นกำแพงเป็นคนแรก อีกทั้งตีหอป้อมแตก สังหารชุยปิ่ง ผลศึกเกริกไกร แต่บัดนี้พอได้ยินว่าโจรถอยกลับกลางทาง กลับมิได้ลำพองทะนงตนด้วยชัยใหญ่เมื่อค่ำวานแม้แต่น้อย ตรองตรึกอย่างถ่องแท้ มิเคลื่อนทัพอย่างเบาความ ทั้งปรีชาทั้งกล้าหาญพร้อมสรรพ ดีนัก ดีนัก!" แล้วกล่าวแก่เหล่าขุนพลว่า "ที่อาเปากล่าวมา พวกเจ้าได้ยินกันทั่วแล้วหรือ? ที่เราตีคฤหาสน์นี้แตกเมื่อค่ำวาน เป็นเพียงชัยเล็กน้อย โจรโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นมีหลายหมื่น กองเรามีเพียงสามพัน ไฉนจะดูแคลนพวกมันเพราะชัยเล็ก ๆ เมื่อค่ำวานได้เล่า? หานลี่แม่ทัพรักษาไป๋หม่า เราเพียงรู้แต่ชื่อ หารู้จักตัวตนไม่ จะรู้ได้อย่างไรว่าเขามิใช่ผู้มากด้วยกลอุบาย? ดังที่อาเปาว่า หากเขาวางกำลังซุ่มไว้กลางทางดักเรา เราเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ ยังไม่ชำนาญภูมิประเทศรอบเหวยเซียงกับไป๋หม่า หากพลั้งหลงกลเข้า เกรงจะแพ้ยับเยิน ถึงคราวนั้นเราจะทำประการใดดี? อย่าว่าแต่จะนำผลศึกอันใหญ่หลวงขึ้นถวายท่านแม่ทัพฮองฮูสงเลย เกรงว่าแม้แต่เหวยเซียงก็จะรักษาไว้มิได้ ไม่แน่อาจถูกโจรไป๋หม่าชิงคืนไปเสียด้วยซ้ำ เหล่าท่านทั้งหลาย ยามเข้าประจัญรบแม้ผู้กล้าย่อมชนะก็จริง แต่ก่อนศึกนั้นต้องระมัดระวังรอบคอบ มิอาจถือดีในความกล้าหรือถือชัยจนดูแคลนข้าศึกได้"
ผู้คนน้อมรับคำสั่งสอน ซุนเจินกล่าวว่า "บัญชาที่ท่านแม่ทัพฮองฮูสงมอบแก่เราคือ ให้เข้าตังกุ๋นก่อน ยึดเหวยเซียง เปิดทางให้ทัพหลัก บัดนี้กำลังหนุนไป๋หม่าถอนกลับไปแล้ว เราก็ไม่จำต้องไปแยแสพวกมัน ขอเพียงรักษาเหวยเซียงไว้ให้มั่น คอยท่าท่านแม่ทัพฮองฮูสงเสด็จมาถึงก็เป็นพอ"
คนทั้งหลายน้อมรับคำ
…
ทัพม้าสามพันของซุนเจินตั้งมั่นรักษาเหวยเซียง พันหนึ่งอยู่ในคฤหาสน์ สองพันอยู่นอกคฤหาสน์ จัดเป็นรูปขนาบเกี่ยวก้อยกัน ด้วยกิตติศัพท์อันเก่งกาจในการศึกแต่ก่อนของเขา ภายในไม่กี่วัน กองทัพโพกผ้าเหลืองทั้งสองแห่งคือไป๋หม่ากับผูหยางกลับมิมีผู้ใดมาตีเขาเลยแม้แต่คนเดียว จึงรอคอยทัพหลักของฮองฮูสงมาถึงได้อย่างสบาย ๆ
เวลานั้นล่วงเข้าต้นเดือนห้าแล้ว ถึงฤดูกลางคิมหันต์ อากาศค่อยร้อนระอุขึ้น ซุนเจินนำพลเดินพลม้าหลายร้อยไปยังฝั่งเหนือลำน้ำผูสุ่ยเพื่อรับฮองฮูสง ยืนอยู่ฝั่งเหนือ มองข้ามลำน้ำผูสุ่ยไปยังฝั่งตรงข้ามแต่ไกล เห็นแต่ทหารฮั่นกว่าสองหมื่นเคลื่อนขบวนเป็นทิวแถวกึกก้อง ธงทิวดั่งพงไพร ผู้คนอาชาร้องระงม ม้วนฝุ่นคลุ้งตลบ ครั้นถึงริมฝั่งไม่นานนัก ก็เห็นทหารฮั่นเริ่มข้ามน้ำ ดูจากธงทิวแล้ว กองที่ข้ามน้ำมาก่อนคือกองของฟู่เซี่ย
ซุนเจินขับม้าเข้าไปข้างหน้า ออกไปรับฟู่เซี่ย หลายวันมิได้พบกัน ฟู่เซี่ยดำคล้ำขึ้นเล็กน้อย ทว่าเป็นเพราะค่อยย่างเข้าคิมหันต์ลึก แสงตะวันแผดกล้าขึ้น จึงถูกแดดเผาจนดำ ซุนเจินลงจากม้าออกรับ หัวเราะว่า "เพียงไม่กี่วันมิได้พบ ท่านซือหม่าดูคล้ำขึ้นบ้างแล้ว" ฟู่เซี่ยก็ลงจากม้าเช่นกัน มือกดกระบี่พินิจซุนเจิน หัวเราะว่า "อย่ามาว่าแต่ข้าเลย ท่านซือหม่าเองมิรู้ตัวดอกหรือ?" ซุนเจินถามว่า "อย่างไรเล่า?" ฟู่เซี่ยหัวเราะว่า "แต่ก่อนตอนข้าพบท่านซือหม่าครั้งแรกที่เองฉวน ท่านซือหม่างามดั่งต้นหยกต้องลม แต่บัดนี้มิเพียงดำขึ้น ยังผอมลงไปมากอีกด้วย!" แล้วพินิจซุนเจินอีกครั้ง กลับชมว่า "ทว่าแม้จะผอมลงบ้าง ดำขึ้นบ้าง แต่กระแสองอาจห้าวหาญกลับยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก"
ซุนเจินยิ้มหนึ่งที มองไปยังฝั่งตรงข้าม ถามว่า "ท่านแม่ทัพจะข้ามน้ำเมื่อใด?"
"ท่านแม่ทัพสั่งให้กองข้าข้ามก่อน ถัดไปคือทัพเป่ยจวิน ต่อจากนั้นจึงเป็นทัพกลางกับพลเดินเท้าแต่ละกอง สุดท้ายคือพลม้าสามแม่น้ำ" ฟู่เซี่ยเหลือบเห็นพลม้าติดตามของซุนเจินประคองกล่องไม้ในมือ ก็หัวเราะชี้ไปพลางว่า "ระหว่างทางข้าได้ยินจากหนังสือชัยที่ท่านส่งขึ้นถวายท่านแม่ทัพว่า ท่านเข้าตังกุ๋นเพียงวันรุ่งขึ้นก็ตีเหวยเซียงได้ สังหารชุยปิ่ง ในกล่องไม้นี้คงเป็นหัวของชุยปิ่ง เตรียมจะนำขึ้นถวายท่านแม่ทัพกระมัง?"
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "อาศัยเดชานุภาพของท่านแม่ทัพ โจรรักษาเหวยเซียงสิ้นใจสู้รบ ข้าพเจ้าจึงเพิ่งได้ฉวยโอกาสตีแตกในศึกเดียว เฉินเปาในกองของข้าพเจ้านำพลทหารยิงสังหารชุยปิ่ง" ฟู่เซี่ยชมว่า "นับแต่เองฉวนถึงยีหลำ มาจนตังกุ๋น ท่านซือหม่าไปถึงไหนชนะถึงนั้น รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งแท้!" ซุนเจินถ่อมตัวกล่าวขอบคุณว่า "ไหนเลยจะเทียบท่านซือหม่ากับท่านแม่ทัพได้! ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านซือหม่ากับท่านแม่ทัพยกมาตามทาง ที่แคว้นเฉินหลิวตีโจรแตกติด ๆ กันห้าหกกอง สงบเฉินหลิวลงราบคาบ" ฟู่เซี่ยหัวเราะก้องว่า "ท่านก็มิใช่ว่าไม่เคยประมือกับโจรเฉินหลิว โจรเฉินหลิวเทียบโจรยีหลำกับเองฉวนมิได้เลย ล้วนเป็นโจรกองเล็ก ๆ อีกทั้งส่วนมากก็มิใช่สาวกลัทธิโพกผ้าเหลือง เป็นเพียงโจรผู้ฉวยโอกาสก่อกบฏเท่านั้น มากก็เจ็ดแปดร้อยคน น้อยก็เพียงสองสามร้อย โจรเช่นนี้ต่อให้มาอีกสักสิบกองก็มิควรค่าแก่การกล่าวถึง"
ฟู่เซี่ยสนทนากับซุนเจินอยู่ครู่หนึ่ง ก็อำลาจากไป ไปบัญชาผู้คนม้าในกองของตนข้ามน้ำเข้าแถว
ซุนเจินอยู่ในกองทัพฮองฮูสงมานาน รู้จักคุ้นเคยกับเหล่าขุนพลใต้บัญชาฮองฮูสงเป็นส่วนมาก กองทหารฮั่นที่ข้ามน้ำมาแต่ละกอง ขอเพียงได้พบหน้ากัน เขาก็จะพูดจาทักทายกับนายทหารผู้คุมกองเหล่านั้นสองสามคำ ด้วยชาติกำเนิดตระกูลซุน ผลศึกแต่ก่อน และความที่ฮองฮูสงให้ความสำคัญแก่เขา นายทหารแต่ละกองเหล่านี้จึงสุภาพอ่อนโยนต่อเขา แน่ละ ในนั้นก็มิวายมีผู้ที่ขมีขมันแสดงไมตรีเกินงามอยู่บ้าง
เรือเล็กเกือบร้อยลำแล่นไปมาขวักไขว่ทั้งสองฝั่งลำน้ำ ขนส่งพลทหาร ครั้นกองของฟู่เซี่ย กองทัพเป่ยจวิน และกองอื่น ๆ ข้ามน้ำเสร็จสิ้น ก็ถึงคราวทัพกลาง
ฮองฮูสงมิได้นั่งเรือ หากแต่ขี่ม้าข้ามสะพานมา ซุนเจินออกไปรับ คุกเข่าลงเบื้องหน้าม้า น้อมกล่องไม้ที่บรรจุหัวชุยปิ่งขึ้นถวาย
ฮองฮูสงทำสัญญาณให้ทหารองครักษ์รับไป ลงจากม้าเดินไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือพยุงซุนเจินขึ้นด้วยตนเอง พินิจเขาด้วยความพอใจหลายครา หัวเราะว่า "เรารู้อยู่แล้วว่าขอเพียงส่งเจ้าไปก่อน ย่อมต้องทำตามบัญชาของเราได้สำเร็จ บัดนี้ก็ยึดเหวยเซียงให้แก่ทัพใหญ่ของเราได้จริง กวาดล้างทางเข้าตังกุ๋นให้โล่ง ทำได้ดียิ่งนัก!" ซุนเจินกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า "ที่ฉวยโอกาสยึดเหวยเซียงและตัดหัวชุยปิ่งได้นั้น เบื้องบนอาศัยเดชานุภาพของท่านแม่ทัพ เบื้องล่างอาศัยพลทหารสู้ตาย ซุนเจินเพียงอาศัยผู้อื่นสำเร็จกิจ นั่งกินผลที่ผู้อื่นทำไว้เท่านั้น" ฮองฮูสงหัวเราะว่า "ไม่ต้องถ่อมตัว ความชอบเป็นของเจ้าก็คือของเจ้า" แล้วถามเขาว่า "เจ้าเข้าตังกุ๋นก่อนทัพหลัก จนบัดนี้ก็หลายวันแล้ว ต่อความเป็นไปและรายละเอียดของโจรโพกผ้าเหลืองตังกุ๋น เจ้าพอจะล่วงรู้คร่าว ๆ บ้างหรือไม่?"
ซุนเจินกล่าวว่า "นับแต่ซุนเจินชิงเหวยเซียงได้ ก็ส่งม้าเร็วออกสอดแนมทั่วทุกทิศติดต่อกันหลายวัน สืบความเคลื่อนไหวข้าศึกที่ไป๋หม่ากับผูหยาง พอรู้อยู่บ้าง กำลังจะกราบเรียนให้ท่านแม่ทัพทราบอยู่พอดี" ฮองฮูสงกล่าวว่า "ดี รอกองทั้งหลายข้ามน้ำเสร็จแล้ว ค่ำนี้เราจะเปิดประชุมทัพ เจ้าจงนำสิ่งที่ล่วงรู้มาเล่าให้นายทหารแต่ละกองฟังโดยละเอียดในที่ประชุมทัพเถิด" ซุนเจินน้อมรับคำ
ทหารฮั่นสองหมื่นข้ามน้ำ ขนาดมิใช่เพียงสามพันคนม้าของซุนเจินคราวข้ามน้ำในวันนั้น ตั้งแต่ยามสายไปจนพลบค่ำ จึงข้ามน้ำเสร็จสิ้น
ริมน้ำมิใช่ที่ตั้งค่าย ฮองฮูสงนำทัพทั้งหมดเดินทัพขึ้นเหนือไปหลายลี้ หยุดพักลงทางทิศตะวันออกของเหวยเซียง สั่งให้ตั้งค่าย เชื่อมเป็นผืนเดียวกันกับค่ายที่ซุนเจินตั้งไว้แต่ก่อนทางทิศตะวันออกของคฤหาสน์เหวยเซียง พลทหารตั้งค่าย นายทหารแต่ละกองมาชุมนุมกันที่กระโจมบัญชาการทัพกลางของฮองฮูสง ปรึกษาการศึกชิงตังกุ๋น เหล่าขุนพลมาพร้อมหน้า ซุนเจินนั่งอยู่ที่นั่งสุดท้าย
ฮองฮูสงเหลียวมองคนทั้งหลาย กล่าวว่า "ซุนซือหม่าเข้าตังกุ๋นก่อน รู้เรื่องโจรตังกุ๋นค่อนข้างถ่องแท้ เหล่าท่าน ก่อนประชุมทัพ ขอเชิญฟังซุนซือหม่าเล่าเรื่องราวของโจรเสียก่อน"
ซุนเจินรับบัญชาลุกขึ้น กล่าวว่า "นับแต่ซุนเจินเข้าตังกุ๋น ก็สืบเสาะหลายทาง ข่าวที่ได้มาแท้จริงแล้วก็มิได้ต่างจากที่เหล่าท่านล่วงรู้มาแต่ก่อนสักเท่าไร หัวหน้าใหญ่โจรโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นคือปู่จี่ ข้อนี้เหล่าท่านทราบกันแล้ว โจรมีพลราวสามหมื่นกว่า บัดนี้ส่วนมากชุมนุมอยู่สองแห่งคือผูหยางกับไป๋หม่า ทัพหลักนำโดยปู่จี่ ตั้งมั่นที่ผูหยาง กองแยกนำโดยหานลี่ ตั้งมั่นที่ไป๋หม่า ข้อเหล่านี้เหล่าท่านส่วนมากก็ทราบกันแล้ว ซุนเจินสืบเสาะมาหลายวันนี้ ได้สอบจำนวนโจรแต่ละแห่งกระจ่างแล้ว โจรที่ผูหยางมีราวสองหมื่น โจรที่ไป๋หม่าราวห้าพัน ที่เหลืออีกสามสี่พันกระจายอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตังกุ๋น ซุนเจินยังส่งคนไปสอดแนมนอกเมืองผูหยางกับไป๋หม่าด้วย สองเมืองนี้ล้วนสูงใหญ่ การป้องกันของโจรก็จัดเข้มงวดอยู่"
ฮองฮูสงถามซุนเจินว่า "เจ้าเข้าตังกุ๋นก่อน ประมือกับโจรเหวยเซียงมาแล้ว พอรู้กำลังรบของมันคร่าว ๆ ทั้งยังรู้รายละเอียดความเป็นไปของโจรตังกุ๋น ในความเห็นของเจ้า ทัพเราควรทำประการใดจึงจะตีข้าศึกชนะได้?"
ซุนเจินกล่าวว่า "กราบเรียนท่านแม่ทัพ ซุนเจินตีเหวยเซียงศึกเดียว ใช้เพียงสามครากลองก็ตีคฤหาสน์ได้ ที่ตีได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะซุนเจินใช้กลอุบาย แต่อีกส่วนก็เป็นเพราะกำลังรบของโจรโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นมิอาจเทียบโจรโพกผ้าเหลืองยีหลำกับเองฉวนได้"
ฮองฮูสงกล่าวว่า "เอ๋อ? สู้โจรเองฉวนกับยีหลำมิได้?"
ซุนเจินกล่าวว่า "มิได้จริง หากเอากำลังรบของโจรโพกผ้าเหลืองยีหลำกับเองฉวนเป็นสิบส่วน โจรโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นก็มีกำลังรบอย่างมากเพียงหกส่วนเท่านั้น"
ฟู่เซี่ยกล่าวว่า "โจรตังกุ๋นมีน้อย อีกทั้งได้ยินข่าวโจรโพกผ้าเหลืองเองฉวนกับยีหลำแพ้ยับติด ๆ กัน จึงขลาดกลัวสิ้นใจสู้ ขาดกำลังรบก็มิใช่เรื่องแปลก"
ซุนเจินกล่าวว่า "ถูกต้องแล้ว"
ฮองฮูสงครุ่นคิดดั่งมีนัย ถามซุนเจินว่า "เจ้ารู้ความเป็นไปของข้าศึกแล้ว เช่นนั้นมีกลตีข้าศึกหรือไม่?"
## เชิงอรรถ
ตอนนี้ไม่มีเชิงอรรถของผู้เขียนในต้นฉบับ