สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 298 สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 6)

27 นาที· 6.1K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 298 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 6)

ฝ่ายฮองฮูสงนั้นกำลังเปิดที่ประชุมการศึก ส่วนในจวนเจ้าเมืองภายในเมืองผูหยาง ปู่จี่ก็กำลังปรึกษาราชการกับเหล่าฉวี๋ซ่วย(1) และนายกองน้อยใต้บัญชาของตนอยู่เช่นกัน

ปอไซแห่งเองฉวน เหอหงีแห่งยีหลำเป็นต้นนั้น ล้วนมีกำเนิดจากคหบดีเจ้าที่ดินผู้มีอำนาจ ปู่จี่หาเหมือนพวกเขาไม่ หากเป็นชาวนาสืบตระกูลมาแต่บรรพชน เป็นเกษตรกรเต็มตัวมิผิดเพี้ยน บ้านของเขาอยู่ที่อำเภอตงเอในตังกุ๋น ปีนี้อายุสามสิบเศษ หลายปีก่อนได้อาศัยน้ำยันต์(2)ของเตียวก๊กรอดพ้นจากโรคระบาดมาได้ นับแต่นั้นจึงเข้าสวามิภักดิ์อยู่ใต้ประตูของเตียวก๊ก ด้วยมีใจมั่นคงซื่อสัตย์ ภายหลังจึงได้รับการรับไว้เป็นศิษย์ของเตียวก๊ก เป็นหัวหน้าของเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงในตังกุ๋น เมื่อสองเดือนก่อนได้ก่อการลุกฮือขึ้นที่ตงเอ ชายผู้เดียวกวัดแกว่งแขนร้องเรียก สาวกหลายหมื่นก็ขานรับ ไม่ทันถึงเดือนก็ตีได้ทั่วทั้งเมือง

ตามแผนเดิมของเขานั้น คิดจะยกต่อไปทางตะวันตก เข้าเขตซือลี่เกียวซิ้ว(3) ตีเอาแคว้นฮ่อลาย ให้คมหอกคมดาบจ่อข่มลกเอี๋ยง แต่พอดีในยามที่เขากำลังเตรียมจะยกออกจากเมืองนั้นเอง กลับได้ข่าวว่าฮองฮูสงและจูฮีตีปอไซแห่งเองฉวนแตกพ่าย แล้วยกเข้ายีหลำเสียแล้ว

ครั้นเสียเองฉวนไป ยีหลำก็คือแนวหลังของเขา หากยีหลำเสียอีก ตังกุ๋นก็จะตกอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเปลี่ยนความคิด ตัดสินใจหยุดอยู่ในตังกุ๋นเพื่อดูเชิงอีกสักหน่อย หากยีหลำรักษาไว้ได้ เขาก็จะทำตามแผนเดิมยกไปตีแคว้นฮ่อลาย ประการหนึ่งเพื่อข่มขู่ลกเอี๋ยง ขานรับกิจิ๋ว แบ่งเบาแรงกดดันให้พี่น้องเตียวก๊ก อีกประการหนึ่งก็เป็นกลศึก "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว"(4) ช่วยเหลือยีหลำโดยทางอ้อม — อาจคาดคะเนได้แน่ว่า เมื่อเขายกตะลุยเข้าแคว้นฮ่อลายแล้ว เมืองหลวงลกเอี๋ยงย่อมต้องสะเทือนสะท้านเพราะการนี้ จากแคว้นฮ่อลายไปถึงลกเอี๋ยงมีระยะเพียงไม่กี่ร้อยลี้เท่านั้น เมื่อถึงคราวนั้น ฮ่องเต้ฮั่นก็จะต้องเร่งมีรับสั่งเรียกฮองฮูสงและจูฮีกลับไปช่วยลกเอี๋ยงเป็นแน่ น่าเสียดายที่เผงทัว เล่าผี เหอหงีเป็นต้นแห่งยีหลำกลับมิใช่คู่มือของฮองฮูสง ความพ่ายแพ้ที่ซีหัวทำให้กำลังหลักชั้นยอดของโพกผ้าเหลืองยีหลำถูกล้างผลาญสิ้น พวกที่เหลือก็แตกซ่านกระจัดกระจาย ความเป็นไปแปรเปลี่ยนรวดเร็วเกินไป จนสุดวิสัย เขาจึงจำต้องตัดใจล้มเลิกความคิดที่จะตีฮ่อลายเสียโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนเป็นรักษาเมืองตังกุ๋นไว้แทน

ด้วยปีก่อน ๆ ทำไร่ไถนาอยู่ช้านาน ตากแดดต้องลม ใบหน้าของเขาจึงดำคล้ำ ผิวกายหยาบกระด้าง มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยรอยด้าน บัดนี้เขาแม้เป็นฉวี๋ซ่วยของโพกผ้าเหลืองทั้งเมือง แต่ก็หาได้เปลี่ยนนิสัยแต่ก่อนไม่ ยังคงสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ เท้าสวมรองเท้าหญ้า เอวคาดรัดประคดผ้าหยาบ เหน็บกระบี่สั้นไว้เล่มหนึ่งตามมีตามเกิด บนศีรษะมิได้โพกผ้าเจ๋อจิน(5) ทั้งมิได้สวมหมวกมงกุฎ เพียงเกล้าผมเป็นมวยทรงค้อน(6)อันเดียว หากดูแต่เพียงภายนอกของเขา ก็ไม่มีใครจะคิดได้เลยว่าผู้นี้คือปู่จี่ ฉวี๋ซ่วยแห่งโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นผู้เลื่องชื่อลือนาม แผ่อำนาจครอบทั้งเมือง

ครั้นเทียบกับการแต่งกายอันมอซอของเขาแล้ว เหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยแห่งโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นที่นั่งอยู่บนเรือนกลับล้วนแต่งกายเรืองรอง สวมอาภรณ์ปักลายคาดรัดประคดหยก บนศีรษะสวมหมวกมงกุฎสูง เอวเหน็บกระบี่ล้ำค่า บ้างนายกองน้อยด้ามกระบี่และฝักกระบี่ยังฝังประดับด้วยไข่มุกและรัตนมณี เปล่งประกายแพรวพราว ยิ่งกว่านั้นยังมีนายกองน้อยกำเนิดจากชาวนาและพ่อค้าอยู่หลายคน เลียนแบบอย่างลูกหลานตระกูลผู้ดี ผูกถุงหอมไว้ที่เอว ห้อยจี้หยกไว้ บางสองคนถึงกับอบกลิ่นหอมไว้บนเสื้อผ้าด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของกองทัพชาวนาผู้ลุกขึ้นต่อสู้ ขุนนางบีบคั้นราษฎรจึงคิดกบฏ ที่ราษฎรลุกขึ้นก่อการนั้นก็เพราะไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีทางจะอยู่รอด และก็ด้วยเหตุนี้เอง เรื่องแรกที่พวกเขาทำหลังก่อกบฏจึงมักเป็นการเข่นฆ่าปล้นสะดมตระกูลคหบดี ของที่ปล้นมาก็ย่อมไม่ทิ้งขว้าง เสื้อผ้าดี ๆ เครื่องประดับดี ๆ จึงล้วนนำมาประดับกายของตน ทุกสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอ การลุกฮือของโพกผ้าเหลืองแม้มีด้านที่ดีอยู่ ทว่าก็มีด้านที่ทำลายล้างอยู่เช่นกัน

ปู่จี่เป็นคนใจกว้างเมตตา เขาแม้คงไว้ซึ่งกิริยาอันสมถะลำบากตน แต่ต่อการแต่งกายอันหรูหราของเหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยบนเรือนก็หาได้ติฉินคัดค้านไม่ เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า "ฮองฮูสงนำกำลังหลักทัพฮั่นเข้ามายังเขตตังกุ๋นของเราแล้ว ทัพในบัญชาของเขาสองหมื่น เป็นทหารกล้าขุนพลแกร่ง ตีเองฉวนและยีหลำสองเมืองแตกมาเรียงราย ไม่ว่าไปที่ใดก็ไม่เคยพ่าย นับเป็นข้าศึกตัวฉกาจแท้ ตามแผนของข้านั้น เดิมคิดจะใช้เหวยเซียงและไป๋หม่าเป็นแนวรอบนอกของเรา ตั้งเป็นสามเส้ากับเมืองผูหยางของเราคอยขานรับกันและกัน แต่บัดนี้เหวยเซียงก็ถูกซุนเจินเด็กน้อยตีแตกไปแล้ว ที่จะขานรับกับเราได้เหลือแต่ไป๋หม่าเท่านั้น ท่านทั้งหลาย การณ์เป็นเช่นนี้ พวกเรามีอุบายอันใดจะต้านข้าศึกได้บ้าง"

ผู้หนึ่งกล่าวว่า "หากจะต้านข้าศึก ต้องรู้ก่อนว่าทัพโจรฮั่นจะเคลื่อนไหวอย่างใดในก้าวต่อไป จึงจะยิงธนูออกได้ถูกเป้า" ปู่จี่พยักหน้ากล่าวว่า "ที่เจ้าว่ามาก็ไม่ผิด ถ้าเช่นนั้นตามที่เจ้าเห็น ทัพฮั่นนี้ก้าวต่อไปจะเคลื่อนไหวอย่างใด" ผู้นั้นตอบว่า "ตามที่ข้าน้อยเห็น ก้าวต่อไปทัพฮั่นมีท่าทีจะเข้าตีไป๋หม่าเป็นที่สุด" ปู่จี่ว่า "เอ๊ะ คำนี้หมายความว่าอย่างไร" ผู้นั้นกล่าวว่า "ไป๋หม่าอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของผูหยางเรา ทัพฮั่นยกมาแต่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หากจะตีผูหยางเรา ก็จำต้องตีไป๋หม่าให้แตกเสียก่อน มิฉะนั้นแนวหลังของเขาก็จะตกอยู่ต่อหน้าไป๋หม่า ฮองฮูสงเป็นผู้รู้การศึก ย่อมไม่ทำพลาดเช่นนี้แน่" ปู่จี่ผงกศีรษะกล่าวว่า "เจ้าพูดมีเหตุผล"

อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า "หาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านปู่ ตามที่ข้าน้อยเห็น ฮองฮูสงผู้นี้กลับมีท่าทีอย่างยิ่งว่าจะยกมาตีผูหยางเราก่อน" ปู่จี่ถามว่า "เอ๊ะ คำนี้หมายความว่าอย่างไร" ผู้นั้นกล่าวว่า "ฮองฮูสงใช้ทัพช่ำชองในกลอุบาย คาดเดามิได้ บางทีก็เพราะเขารู้ว่าพวกเราจะเดาว่าเขาตีไป๋หม่าก่อน จึงแกล้งทำเป็นชักหอกลวงไว้ ออกหน้าว่าจะไปไป๋หม่า แต่ที่ไหนได้กลับพุ่งตรงมายังผูหยางเราก็เป็นได้"

นายกองน้อยคนแรกกล่าวว่า "หากเขาตีผูหยางเราก่อน หานลี่ที่ไป๋หม่าก็จะตีกระหนาบหลังเขาเป็นแน่ ถึงคราวนั้น ข้างหน้ามีเมืองมั่นของเราขวางกั้น ข้างหลังมีหานลี่จู่โจม ทัพฮั่นแม้กล้าหาญ ก็จะตกที่นั่งลำบากยากจะต้านทาน ฮองฮูสงเป็นแม่ทัพผู้รู้การศึก ไฉนจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้เล่า"

นายกองน้อยที่พูดทีหลังส่ายศีรษะกล่าวว่า "หาเป็นเช่นนั้นไม่ หาเป็นเช่นนั้นไม่"

นายกองน้อยคนแรกถามว่า "ไฉนจึงไม่เป็นเช่นนั้น"

นายกองน้อยคนหลังนี้กล่าวว่า "หานลี่ที่ไป๋หม่ามีแต่ทหารห้าพัน ทั้งยังต้องรักษาเมือง เขาจะแบ่งกำลังมาช่วยผูหยางเราได้สักเท่าใด อย่างมากก็สามพัน ฮองฮูสงย่อมตั้งกองซุ่มไว้ในเส้นทางที่หานลี่จำต้องผ่านจากไป๋หม่ามาผูหยางได้สบาย ๆ คอยจนหานลี่มาถึง กองซุ่มก็ทะลักออกฆ่า นี่คือกลศึก 'ล้อมเมืองตีกองหนุน'(7) นั่นเอง"

ปู่จี่ครั้นได้ฟัง ก็ตกใจจนเหงื่อกาฬแตกท่วมตัวในทันที พอตรองดูให้ละเอียด ก็เห็นว่าด้วยฮองฮูสงใช้ทัพดุจเทพ ก็มีท่าทีจะใช้กลนี้จริง ๆ ครานั้นก็นั่งอยู่มิติดเสียแล้ว มิทันคิดถึงว่ากำลังประชุมการศึกอยู่ ร้องเรียกทหารองครักษ์นอกเรือนให้เข้ามารัว ๆ แล้วออกคำสั่งทันทีว่า "จงเร่งไปไป๋หม่า นำคำสั่งทัพของข้าไปบอกว่า หากฮองฮูสงทิ้งไป๋หม่ามิตี ยกมาตีผูหยางเราก่อน ให้สั่งหานลี่ว่าไม่ต้องรีบมาช่วยเมืองของข้า ในเมืองข้ามีทหารม้าสองหมื่น พอจะรักษาเมืองมั่นไว้ได้ คอยให้ข้ากับทัพฮองฮูสงเข้าสู่ภาวะยันกันก่อน หานลี่จึงค่อยยกทหารจู่โจมฮองฮูสงโดยฉับพลัน แต่เวลาจู่โจมนั้นจำต้องระวังให้มาก ต้องเฝ้าระวังว่าฮองฮูสงจะวางกองซุ่มไว้กลางทาง อย่าได้ประมาทพลั้งพลาดตกในกลซุ่มของฮองฮูสง มิเพียงช่วยเมืองข้าไม่ได้ ยังจะพาไป๋หม่าพังพินาศไปด้วย"

ทหารองครักษ์รับคำสั่ง จูงม้าออกจากจวนเจ้าเมือง พลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบม้าห้อออกจากเมือง ไปยังไป๋หม่าเพื่อส่งคำสั่งทัพฉบับนี้

บนเรือนจวนเจ้าเมืองผูหยาง ปู่จี่เช็ดเหงื่อกาฬออก แล้วกล่าวแก่นายกองน้อยที่เสนอความเห็นว่าฮองฮูสงอาจใช้กลล้อมเมืองตีกองหนุนนั้นว่า "โชคดีที่มีท่านอยู่ โชคดีที่มีท่านอยู่ หากไม่ได้ท่านเตือน หากฮองฮูสงตีผูหยางเราก่อนจริง ๆ หานลี่ก็คงจะตกในกลซุ่มของฮองฮูสงเข้าจริง ๆ เป็นแน่" นายกองน้อยผู้นี้ก็ถ่อมตน กล่าวว่า "ท่านปู่ชมเกินไปแล้ว ท่านปู่ชมเกินไปแล้ว"

ปู่จี่ชมนายกองน้อยผู้นี้อยู่หลายคำ แล้วจึงหันมาถามคนที่เหลืออีกว่า "หากฮองฮูสงตีผูหยางเราก่อน ท่านทั้งหลายมีอุบายต้านข้าศึกบ้างหรือไม่"

ผู้หนึ่งกล่าวว่า "อันการรักษาเมืองนั้น ต้องรักษาท้องทุ่งภายนอกก่อน ทัพเราอาจส่งทหารชั้นยอดกองหนึ่งออกนอกเมือง ตั้งค่ายอยู่กลางทุ่งนอกเมือง ตั้งเป็นกระหนาบดุจเขาสัตว์(8)กับในเมืองเรา เพื่อสกัดกั้นการเข้าตีของทัพฮั่นไว้"

อีกผู้หนึ่งคัดค้าน กล่าวว่า "ครั้งเมื่อทัพฮั่นตีซีหัวนั้น เผงทัว กงตู เหอหงี เล่าผีเหล่าหัวหน้า ก็มิได้ทำตามวิธีนี้หรอกหรือ ผลเป็นเช่นไรเล่า ทัพฮั่นตีค่ายเล่าผีที่แบ่งกำลังออกมานอกเมืองแตกก่อน แล้วจึงตีอำเภอซีหัวแตกเป็นลำดับ" แล้วกล่าวแก่ปู่จี่ว่า "ท่านปู่ ตามที่ข้าน้อยเห็น พวกเราอย่าได้เดินตามรอยล้อเผงทัว กงตูเหล่าฉวี๋ซ่วยแห่งซีหัวเลย ไม่ควรแบ่งกำลังออกนอกเมืองอีกเป็นอันขาด ซีหัวมีทหารมาก ถึงแปดหมื่นคน แบ่งกำลังออกไปก็ยังพ่าย ยิ่งตังกุ๋นเรามีทหารน้อย ในเมืองผูหยางมีเพียงสองหมื่นคน จะแบ่งกำลังออกนอกเมืองได้อย่างไรเล่า นี่มิเท่ากับเป็นการลดทอนกำลังป้องกันในเมืองของเราด้วยตนเอง เปิดช่องให้ทัพฮั่นตีแยกทีละกองได้หรอกหรือ อุบายนี้ใช้มิได้เป็นอันขาด" คำที่เขาพูดมานี้ก็มีเหตุผลอยู่

ปู่จี่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน ตรองไปหลายอึดใจ ก็ตัดสินใจ กล่าวว่า "เจ้าพูดถูก ทัพเรามีทหารน้อย ไม่มากเหมือนซีหัว ที่จริงแบ่งกำลังออกไปอีกมิได้ ก็ดีเหมือนกัน เช่นนั้นพวกเราก็ตั้งมั่นอยู่ในเมืองทั้งหมด ร่วมกันต้านทัพฮั่นเสียเถิด" เหล่าคนรับคำ

ปู่จี่ถามคนทั้งหลายอีกว่ามีอุบายต้านข้าศึกอื่นใดอีกหรือไม่

คนทั้งหลายต่างพูดกันเซ็งแซ่ ความเห็นแตกต่างกันไป แต่พูดไปพูดมาก็ไม่พ้นเรื่องเร่งเสริมการป้องกันเมือง อย่างนั้นอย่างนี้ไป

มีผู้หนึ่งกล่าวว่า "ซุนเจินมันเจ้าเล่ห์ ข้าได้ยินว่าเมื่อก่อนมันตีเซียงเฉิงและเจี๋ยสองอำเภอแห่งเองฉวน ก็ล้วนใช้กลลวง ส่งคนปลอมปนเข้าไปในเมือง แล้วก่อความวุ่นวายจากภายในเมือง ใช้วิธีนี้ตีเมืองแตก พวกเราพึงถือเรื่องนี้เป็นบทเรียน นับแต่วันนี้เป็นต้นไปจงปิดประตูเมือง เฝ้ารักษากำแพงเมืองให้แน่นหนา ไม่ปล่อยให้คนใดเข้าเมือง ทั้งไม่ปล่อยให้คนใดออกเมือง อย่างไรเสียในเมืองเราก็มีเสบียงสะสมไว้มาก พอเลี้ยงคนหลายหมื่นไปได้ครึ่งปี"

ปู่จี่ผงกศีรษะแสดงความเห็นด้วย กล่าวว่า "ดีแล้ว … แต่เสบียงในเมืองที่พอเลี้ยงคนหลายหมื่นไปได้ครึ่งปีนั้นยังไม่พอ เอาเช่นนี้เถิด คืนนี้พวกเจ้าก็ต่างส่งทหารออกนอกเมือง ฉวยโอกาสที่ทัพฮั่นยังมาไม่ถึง ไปกวาดเก็บตามเซียงถิง(9)รอบ ๆ อีกรอบหนึ่ง ประการหนึ่งเก็บรวบรวมของสะสมตามเซียงถิง มาเสริมเสบียงข้าวในเมืองเรา อีกประการหนึ่งก็นับเป็นการ 'กำแพงมั่นทุ่งโล่ง'(10) ด้วย ทัพฮั่นยกมาแต่ไกล ขนถ่ายสัมภาระลำเลียงมิใช่ง่าย คาดว่าคงนำเสบียงมาได้ไม่นานนัก เรากวาดเก็บจากนอกเมืองมาได้มากสักหน่อย ภายหลังพวกเขาก็จะมีของเติมกำลังน้อยลงสักหน่อย นี่คือกลศึกบั่นทอนข้าศึกเสริมกำลังเรานั่นเอง" เหล่าคนบนเรือนต่างกล่าวพร้อมกันว่า "อุบายของท่านปู่ดียิ่ง" นายกองน้อยอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า "ในเมื่อจะออกไปกวาดเก็บเสบียงนอกเมือง ไม่สู้กวาดต้อนชายฉกรรจ์เข้ามาด้วยเสียเลย เช่นนี้พอฮองฮูสงตีเมืองเรา พวกเราก็จะได้ใช้ชายฉกรรจ์เหล่านี้ต้านทานไว้สักพักก่อน" คนทั้งหลายต่างกล่าวพร้อมกันอีกว่า "เป็นอุบายเช่นกัน" ปู่จี่ดีใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ดี ก็ทำตามนี้เถิด"

ครั้นปรึกษาการศึกเสร็จสิ้น เหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยต่างกลับยังค่ายของตน ทำการตามอุบายนี้ ต่างส่งคนออกนอกเมือง ไปกวาดเก็บเสบียงข้าวและชายฉกรรจ์

ปู่จี่นั่งอยู่บนเรือนจวนเจ้าเมืองแต่ผู้เดียว ครุ่นคิดตรองตรึกอีก ฮองฮูสงมีกิตติศัพท์ใหญ่หลวงนัก นับแต่ยกออกศึกมา ตีได้สองเมืองติด ๆ กัน เข่นฆ่าจับเชลยไปกว่ายี่สิบหมื่น(11) เขามีกำลังเพียงไม่กี่หมื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล รู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจว่าจะรักษาตังกุ๋นไว้ได้

ยามนี้บนเรือนไม่มีผู้อื่น มีแต่ตัวเขานั่งอยู่ลำพัง เงียบเหงาวังเวงปราศจากเสียงใด มิรู้ตัวก็รู้สึกกระวนกระวายยิ่งนัก อีกทั้งเรือนใหญ่ลึกล้ำ ทั้งตัวเย็นเยียบ จึงลุกขึ้นเดินไปยังประตูเรือน แสงตะวันนอกเรือนสาดส่องลงมา ต้องกายแล้วก็อบอุ่นขึ้น

เขาเงี่ยหูฟังโดยละเอียด ได้ยินเสียงทหารม้าอึกทึกครึกโครมไปทุกแห่งหนในเมือง นี่คือเหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยแต่ละกองกำลังตรวจพลออกนอกเมืองไปกวาดต้อนเสบียงข้าวและชายฉกรรจ์ เสียงทหารม้าจอแจวุ่นวายนี้ทำให้เขาระลึกได้ว่าบนกำแพงเมืองยังมีกำลังหลายหมื่น สิ่งนี้ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

ครั้นหวนคิดถึงอดีต เขาเดิมเป็นเพียงชาวนา เพราะศรัทธาในลัทธิไท่ผิง จึงได้เป็นศิษย์ของเตียวก๊ก จากนั้นจึงมีบารมีใหญ่หลวงในหมู่บ้าน บัดนี้ยิ่งได้เป็นฉวี๋ซ่วยแห่งโพกผ้าเหลืองตังกุ๋น มีกำลังหลายหมื่นในบังคับบัญชา ยามแรกก่อการนั้น เขาบุกตะลุยไร้ผู้ต้านทาน เพียงเดือนเดียวก็ตีได้ทั่วทั้งเขตตังกุ๋น ครานั้นก็เป็นยามที่กำลังโพกผ้าเหลืองทุกถิ่นมีอำนาจสูงสุด เขาเห็นว่าการณ์เป็นที่น่าชื่นใจ ก็เคยฝันใฝ่จินตนาการว่า เมื่อโค่นล้มแผ่นดินฮั่นนี้ลง สถาปนาฟ้าเหลืองขึ้นแล้ว เตียวก๊กขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ หันหน้าสู่ทิศใต้รับการเคารพ เช่นนั้นเขาในฐานะศิษย์ของเตียวก๊ก ในฐานะฉวี๋ซ่วยแห่งโพกผ้าเหลืองทั้งเมืองตังกุ๋น ก็จะเป็นขุนพลผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน อันใดเล่าคือขุนพลผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน ดั่งเช่น "ยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ"(12) ในราชวงศ์นี้ พวกนั้นล้วนได้รับสถาปนาเป็นโหวกันทุกคน หากได้รับสถาปนาเป็นโหว นั่นก็คือชายชาตรีตัวจริง นับแต่นั้นก็ก้าวเข้าสู่ชนชั้นผู้สูงศักดิ์

แต่ที่ไหนได้คาดคิด กำลังโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนและยีหลำที่มีอำนาจใหญ่หลวงปานนั้น กลับถูกล้างผลาญสิ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ชั่วพริบตา ฮองฮูสงก็นำทัพยกตะลุยมาถึงตังกุ๋น

เขาเหม่อมองท้องฟ้าแต่ไกล รำพึงในใจว่า "ฮองฮูสงตีได้สองเมืองติดกัน บัดนี้ยกมาถึงตังกุ๋นของข้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเขาชนะ หรือข้าชนะ" ใจหวั่นไหว

ทว่า แม้ใจหวั่นไหว เขากลับมิได้มีความคิดยอมจำนนแม้สักนิด หันมองไปทางตะวันตก พ้นไปอีกหลายร้อยลี้ก็คือกว่างจง(13)แห่งกิจิ๋ว พี่น้องเตียวก๊กและเตียวเหลียงนั้น หลังจากพ่ายแก่โลติดไปครั้งหนึ่งแล้ว บัดนี้กำลังยันทัพอยู่กับโลติดที่กว่างจง เขาคิดในใจว่า "ได้ยินว่าโลติดก็เป็นผู้รู้การศึก มิอาจดูแคลน หากฮองฮูสงตีตังกุ๋นของข้าได้ ก็จะต้องยกไปกิจิ๋ว สมทบทัพกับโลติด เช่นนั้นแล้ว แรงกดดันที่มหาคุรุผู้ประเสริฐ(14)ต้องเผชิญก็จะยิ่งหนักหนาขึ้น ข้าตายไปก็มิเสียดาย แต่ถึงจะตาย ก็ต้องตรึงฮองฮูสงไว้ในตังกุ๋น เพื่อแบ่งเบาแรงกดดันให้แก่มหาคุรุผู้ประเสริฐ" คิดมาถึงตรงนี้ ก็อดคิดต่อมิได้ว่า "ก่อนข้าก่อการ ข้าได้ไปกิจิ๋วเข้าคารวะมหาคุรุผู้ประเสริฐ มหาคุรุผู้ประเสริฐกล่าวแก่ข้าว่า ราชวงศ์ฮั่นมืดบอด เข้าใกล้คนชั่ว ปลีกห่างปราชญ์ ล้างผลาญบัณฑิตถึงสองครั้ง(15) วิญญูชนผู้มีชื่อในแผ่นดินตายไปมากมาย เหล่าบัณฑิตล้วนมีคำคับแค้น อีกทั้งราชสำนักใช้คนแต่เห็นแก่ญาติพวกพ้อง เสมียนตามแคว้นและเมืองล้วนถูกขันทีและวงศ์ญาติกุมไว้ ฉ้อฉลโลภมากเหลือทน ทารุณกับราษฎรดุจหมาป่าเลี้ยงแกะ ราษฎรทั่วแผ่นดินอยู่อย่างยากแค้น ดุจตกอยู่ในไฟในน้ำ ทนทุกข์ดั่งถูกแขวนห้อยหัว เสียงครวญครางระงมไปทั่ว แม้แต่จงฉางสือเตียวเหยียง(16) ผู้ที่ฮ่องเต้ฮั่นโปรดปรานก็ยังมีจดหมายไปมากับมหาคุรุผู้ประเสริฐ ส่งสายตาลอบเชื่อมสัมพันธ์ ฮ่องเต้ฮั่นนับว่าถูกทอดทิ้งทั้งจากผู้คนและญาติมิตร นี่แลคือยามที่ลัทธิเราจะชูธงลุกขึ้นก่อการ ว่ากันว่าเพียงพวกเราชูธงลุกขึ้น ผู้ขานรับติดตามก็จะมาดุจเมฆ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ข้ากวัดแกว่งแขนร้องเรียกครั้งเดียว ทั้งเมืองก็ขานรับ ในชั่วเดือนเดียวก็ตีได้ทั่วทั้งเขตตังกุ๋น นับว่าทลายทุกสิ่งดุจผ่าไม้ไผ่ แต่ไฉนพอฮองฮูสงและจูฮีออกจากเมืองหลวงเข้าเองฉวนแล้ว การณ์ก็พลิกผันไปทันทีเล่า"

เขาคิดไม่ตก ที่ยิ่งคิดไม่ตกกว่าคือ "หลังข้าก่อการแล้ว ข้าได้ปฏิบัติต่อเหล่าบัณฑิตในแต่ละอำเภอด้วยอัธยาศัยไมตรี หวังจะได้พวกเขามาช่วยเหลือและถวายความภักดี แต่ไฉนพวกเขากลับไม่แยแสต่อการชักชวนของข้า มิเพียงไม่แยแส บัณฑิตหลายคนยังรวมหมู่ก่อความวุ่นวาย เป็นปฏิปักษ์กับข้า ทำให้ข้าจำต้องลงไม้แข็ง ฆ่าฟันเสียกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้พวกที่เหลือสงบเสงี่ยมลง นี่เป็นเพราะเหตุใด ราชวงศ์ฮั่นล้างผลาญบัณฑิตถึงสองครั้ง แม้แต่ชาวนาหัวดำ(17)อย่างข้าก็ยังรู้ว่ามหาบัณฑิตเลื่องชื่ออย่างตันฝานและหลี่อิงตายอย่างอยุติธรรม แต่ไฉนเหล่าบัณฑิตเหล่านี้จึงยังคงปกป้องแผ่นดินตระกูลฮั่นอยู่ ไม่ยอมเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิของข้าเล่า"

เขาคิดทบทวนร้อยรอบก็ไม่อาจเข้าใจ ที่คิดไม่ตกก็ปล่อยให้คิดไม่ตกไปก็แล้วกัน

เขากำด้ามกระบี่ที่เอวให้แน่น มองไปยังท้องฟ้า รำพึงในใจว่า "มหาคุรุผู้ประเสริฐไม่เคยหลอกลวงผู้ใด หากมิใช่น้ำยันต์ของมหาคุรุผู้ประเสริฐ ข้าก็คงตายในโรคระบาดไปนานแล้ว หากมิใช่คำของมหาคุรุผู้ประเสริฐ ข้าก็คงไม่ลุกขึ้นชูธงก่อการ มีบารมีอันยิ่งใหญ่อยู่เหนือคนนับหมื่นในวันนี้ มหาคุรุผู้ประเสริฐกล่าวว่าฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด เช่นนั้นฟ้าครามนี้ก็จะต้องดับสิ้นไปแล้ว ฟ้าเหลืองนี้ก็จะต้องผงาดขึ้นได้แน่ ฮองฮูสงแม้ตีได้สองเมือง แล้วจะอย่างไรเล่า ข้าต้องตรึงเขาไว้ในตังกุ๋นให้ได้ คอยให้มหาคุรุผู้ประเสริฐตีโลติดแตก ก็จะส่งทหารมาช่วยข้า ถึงคราวนั้น ข้าทั้งสองทางสมทบทัพกัน ฮองฮูสงเพียงผู้เดียวจะมีอะไรให้น่ากลัว ล้างมันเสียก็ง่ายดาย ถึงทัพฮั่นตีเหวยเซียงได้ แล้วจะอย่างไร ชุยปิ่งตายไปก็น่าเสียดายนัก แต่เหวยเซียงก็มีคนเพียงพันเท่านั้น ทัพเรามีหลายหมื่น หามีความเสียหายมากนักไม่ ข้ายังมีไป๋หม่า ยังมีผูหยาง ยังมีอำเภอทางตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหลาย ยังสู้กับทัพฮั่นได้อีก ถึงต้านทัพฮั่นไว้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าก็ข้ามแม่น้ำฮองโหขึ้นเหนือได้ มีแม่น้ำใหญ่ขวางกั้น ก็ยืนหยัดต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ที่สุดหากถึงคราวคับขัน ข้าก็เพียงยกเข้ากุนจิ๋วทางตะวันออก หรือไม่ก็ยกไปกิจิ๋วทางตะวันตกเสีย"

ครั้นคิดถึงทางถอย ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย

## เชิงอรรถ

(1) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งแม่ทัพ/หัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล เตียวก๊กตั้งสามสิบหกกอง แต่ละกองมีฉวี๋ซ่วยคุม

(2) น้ำยันต์ (ฝูสุ่ย) — กระดาษเหลืองเขียนอักขระยันต์ เผาแล้วชงน้ำให้ดื่ม เชื่อกันว่ารักษาโรคได้ตามความเชื่อลัทธิไท่ผิง

(3) ซือลี่เกียวซิ้ว — เขตปกครองของผู้ตรวจราชการใหญ่ประจำเมืองหลวง อยู่รอบลกเอี๋ยง

(4) "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว" — กลศึกในตำราพิชัยสงคราม คือเมื่อจะช่วยพวกพ้องที่ถูกล้อม มิตีตรงเข้าช่วย แต่ไปตีจุดอ่อนของข้าศึก เพื่อบีบให้ข้าศึกถอนทัพมาช่วยถิ่นตน

(5) ผ้าเจ๋อจิน — ผ้าโพกศีรษะของชายในยุคฮั่น ใช้สวมแทนหมวกมงกุฎ

(6) มวยผมทรงค้อน (ฉุยจี้) — ทรงผมเกล้ามวยกลมคล้ายหัวค้อนของชาวบ้านชาวนา

(7) "ล้อมเมืองตีกองหนุน" — กลศึกล้อมเมืองข้าศึกไว้แล้วซุ่มดักตีทัพที่ยกมาช่วย

(8) กระหนาบดุจเขาสัตว์ (อี่เจี่ยว) — การตั้งทัพสองทางค้ำยันกัน คอยกระหนาบโจมตีข้าศึกสองด้านดุจเขาสัตว์สองข้าง

(9) เซียงถิง — หมู่บ้านและศาลาประจำตำบลในเขตชนบทรอบเมือง

(10) "กำแพงมั่นทุ่งโล่ง" — กลศึกเก็บกวาดเสบียงเข้าเมืองให้หมด เผาทำลายสิ่งที่เหลือ ให้ข้าศึกที่ยกมาไร้ที่หาเสบียง

(11) ยี่สิบหมื่น — คือสองแสน ตามสำนวนนับของต้นฉบับ

(12) "ยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ" — ขุนพลยี่สิบแปดคนผู้ช่วยพระเจ้ากวงอู่ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น มีภาพวาดประดิษฐานในหอวินไถ ทุกคนล้วนได้รับสถาปนาเป็นโหว

(13) กว่างจง — เมืองในกิจิ๋ว ที่เตียวก๊กกับเตียวเหลียงตั้งมั่นยันทัพอยู่กับโลติด

(14) มหาคุรุผู้ประเสริฐ — สมญาของเตียวก๊กที่เหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงใช้เรียกด้วยความเคารพ

(15) ล้างผลาญบัณฑิตถึงสองครั้ง — หมายถึงคดีกวาดล้างพรรคพวกบัณฑิต (ตั่งกู้) สองครั้งปลายยุคฮั่น ที่เนรเทศและห้ามบัณฑิตผู้ต้านขันทีรับราชการ

(16) จงฉางสือ — ตำแหน่งขันทีคนสนิทผู้กุมอำนาจในวัง เตียวเหยียงเป็นหัวหน้าขันทีสิบคนปลายยุคฮั่น

(17) ชาวนาหัวดำ — "เฉียนโฉ่ว" คำเรียกราษฎรสามัญในยุคโบราณ แปลตามตัวว่า "หัวดำ"

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป