# ตอนที่ 296 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 4)
ในค่ายทหารฮั่น เหล่าพลทหารกำลังขะมักเขม้นตั้งค่าย ฝ่ายซุนเจินกับซุนฮิวและซีจื้อไฉยืนทอดสายตามองหมู่บ้านแต่ไกล
ซุนเจินเพ่งมองอยู่นาน จึงกล่าวแก่ซุนฮิวและซีจื้อไฉว่า "พวกโจรที่รักษาหมู่บ้านก็เริ่มกินข้าวกินปลากันแล้ว ดูเหมือนพวกมันเชื่อว่ากองของเราเตรียมจะยันกับมันยืดเยื้อ นั่งคอยให้ท่านแม่ทัพฮองฮูสงยกมาถึง"
ซีจื้อไฉหัวเราะว่า "ดูจะเป็นเช่นนั้นจริง" แล้วกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ เมื่อวานข้าถามเจ้าว่ามีอุบายเข้าตีหมู่บ้านอย่างไร เจ้าไม่ยอมบอก เพิ่งจะมาบอกพวกเราวันนี้ ที่แท้ก็เป็นอุบายชั้นเยี่ยมข้อหนึ่ง"
ซุนเจินโบกมือหัวเราะว่า "อุบายอะไรเล่า หาควรเรียกว่าอุบายไม่ หาควรเรียกไม่" แล้วหันไปกล่าวแก่ซุนฮิวว่า "เป็นแต่เก็บเศษเสี้ยวปัญญาของท่านก๋งตัดมาใช้เท่านั้นเอง"
ซีจื้อไฉและซุนฮิวต่างหัวเราะ
ซุนฮิวกล่าวว่า "จะว่าเช่นนั้นมิได้ อุบายทลายหมู่บ้านของเจ้านี้ ข้าเองยังคิดไม่ถึง ไฉนจึงว่าเก็บเศษเสี้ยวปัญญาของข้าไปใช้เล่า"
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ที่แท้นั้น เมื่อวานขณะเขาสำรวจหมู่บ้านเหวยเซียง พบว่าพลรักษาหมู่บ้านเหวยเซียงล้วนง้างคันธนูเตรียมพร้อม ป้องกันแน่นหนา อีกทั้งถนนหนทางและท้องนานอกหมู่บ้านก็เดินยาก ไม่เอื้อแก่การเข้าตี จึงตกลงใจละทิ้งความคิดที่จะบุกแหลก หันไปเสาะหาอุบายทลายข้าศึกแทน ครานั้นจู่ ๆ ก็นึกถึงคราวเข้าชิงเจิงเชียงคืน พลรักษาเจิงเชียงก็ป้องกันแน่นหนาเฉกเช่นนี้ ยากจะตีหักได้ในพลัน ครั้งนั้นซุนฮิวถวายอุบายข้อหนึ่ง ว่าไม่เป็นไรขอให้สั่งพลในสังกัดแสร้งทำเป็นทัพอหังการ์ ใช้การนี้ลวงให้พลรักษาเผลอเรอ เมื่อมันผ่อนการระวังลงแล้วจึงบุกโจมตีฉับพลัน ศึกครานั้นใช้อุบายของซุนฮิวข้อนี้ ก็ตีหักเมืองได้ในศึกเดียวจริง ซุนเจินครานั้นก็อดมิได้ที่จะคิดว่า ในเมื่อพลรักษาเหวยเซียงกับพลรักษาเจิงเชียงต่างก็ระวังตัวแน่นหนา ป้องกันรัดกุม มีจุดร่วมกันอยู่ไม่น้อย ก็แล้วจะนำอุบายทลายข้าศึกของซุนฮิวข้อนั้นมาใช้ซ้ำได้หรือไม่เล่า
ครั้นผ่านการสำรวจและพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาเห็นว่าทำได้ จึงตกลงใจใช้ชั้นเชิงเก่าซ้ำอีกครา นำอุบายของซุนฮิวข้อนี้มาใช้อีกหน "พลรักษาเหวยเซียงมิใช่ง้างธนูจ่อรอ ตั้งแถวคอยรับอยู่ดอกหรือ ก็แล้วข้าจะแกล้งไม่รีบเข้าตี แสร้งทำเป็นทีว่าอยากยันกับมันยืดเยื้อเสียเลย รอให้มันผ่อนการระวังแล้วค่อยหาช่องบุกแหลก" ด้วยเหตุนี้แล เขาจึงกล่าวอย่างถ่อมตนว่า "เก็บเศษเสี้ยวปัญญาของซุนฮิวมาใช้"
ทว่าซุนฮิวมิเห็นว่าเขา "เก็บเศษเสี้ยวปัญญาของตน" ก็มิผิดอันใด
ใคร ๆ ต่างว่า วิถีพิชัยสงครามนั้นหาท่าทีอันแน่นอนมิได้ ทว่าภายใต้ภาพภายนอกที่ดูแปรผันพันลึกนั้น แท้จริงเมื่อว่าให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นแก่นเดิม ไม่บุกเร็วก็บุกช้า ไม่ดูแคลนข้าศึกล่อมันก็เอากำลังเข้าข่มมัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพิชัยสงครามก็มีเพียงเท่านี้ ขอเพียงตั้งใจ ใครก็เข้าใจได้ หากที่ยากนั้นกลับอยู่ที่ "การนำไปใช้" "การนำไปใช้นั้นอยู่ที่ใจดวงเดียว" ดังเช่นกลศึกสามสิบหกของชั้นหลัง คนจำนวนมากท่องได้คล่องปาก ทว่ากลทั้งสามสิบหกข้อก็อยู่ตรงนี้ จะท่องจำมันมิใช่ของยาก แต่จะนำไปใช้ในที่อันควรกลับยากนัก กล่าวคือ ที่ยากนั้นอยู่ที่ "การนำไปใช้" ฉะนี้แล จะถือว่าใช้อุบายคล้ายกันแล้วว่าเก็บเศษเสี้ยวปัญญาของผู้อื่นไปใช้นั้นมิได้
ลองเอาคราวชิงเจิงเชียงเมื่อก่อนกับคราวเหวยเซียงเฉพาะหน้ามาเทียบกันดู อุบายทลายข้าศึกแม้คล้ายกัน ล้วนเป็น "ลวงให้ข้าศึกเผลอเรอ ทำให้ข้าศึกผ่อนการระวัง" ทว่าวิธีลงมือจริงกลับต่างกันลิบลับ คราวชิงเจิงเชียงคืนนั้นแกล้งทำเป็นทัพอหังการ์ คราวนี้กลับแกล้งทำเป็นทีจะยันยืดเยื้อ
ทัพอหังการ์อย่างหนึ่ง ยันยืดเยื้ออย่างหนึ่ง ดูเหมือนจะมิแตกต่างกันมากนัก หากที่จริงแก่นแท้แห่งอุบายของซุนเจินครานี้กลับอยู่ที่คำว่า "ยันยืดเยื้อ" สองคำนี้ ถ้าหากลอกอุบายของซุนฮิวมาทั้งดุ้น ยังแสร้งทำเป็นทัพอหังการ์ดังเดิม นั่นย่อมลวงพลรักษาเหวยเซียงไม่ได้แน่ เหตุไฉน ก็เพราะการณ์ต่างกัน
คราวตีเจิงเชียงนั้น ทัพหลักของฮองฮูสงตั้งอยู่นอกเมืองซีหัว พลรักษาซีหัวมิกล้าออกไปช่วยเจิงเชียง เจิงเชียงจึงเสมือนเมืองโดดเดี่ยว ฉะนี้แล ซุนเจินจึงแกล้งทำเป็นทัพอหังการ์ได้ ส่วนพลรักษาเจิงเชียง เพราะรู้อยู่แล้วว่าฮองฮูสงเพิ่งปราบเองฉวนราบคาบ บัดนี้ยังล้อมซีหัวไว้อีก อาจกล่าวได้ว่าชัยชนะต่อเนื่องกันมิขาดสาย ฉะนี้แลเมื่อเห็น "ทีอหังการ์" ของซุนเจินแล้วจึงเชื่อว่าเป็นจริง สองฝ่ายก็ "ต้องตรงกันในพริบตา"
หากการณ์เฉพาะหน้านี้กลับเป็นว่า ซุนเจินยกทัพโดดเดี่ยวมาถึงก่อน ทัพหลักของฮองฮูสงยังอยู่ที่ตันลิว พลรักษาผูหยางและไป๋หม่ามิได้ถูกภัยจากภายนอกคุกคาม จะยกพลออกมาช่วยเหวยเซียงเมื่อใดก็ได้ "ภายนอกมีทัพที่ต้องมาช่วยแน่" การนี้แลทำให้พลรักษาเหวยเซียงได้เปรียบทางใจ พร้อมกันนั้น ศึกที่ฮองฮูสงกับซุนเจินปราบสองเมืองได้ภายในสองเดือนติด ๆ กัน ก็ย่อมนำความกดดันมหาศาลมาสู่พวกมัน ฝ่ายหนึ่งคือพึ่งพา "ทัพหนุนจากภายนอก" อีกฝ่ายหนึ่งคือความกดดันยามเผชิญข้าศึกแกร่ง เทียบกับการรบเร็วชนะเร็ว พวกมันย่อมหวังจะยันยืดเยื้อมากกว่า
หากในยามนี้ ซุนเจินแสร้งทำเป็นทัพอหังการ์ พวกมันย่อมไม่หลงกลแน่ ก็แล้ว ซุนเจินจึงเอาใจพวกมัน แกล้งทำเป็นทีจะยันยืดเยื้อเสียเลย
ซุนฮิวหัวเราะว่า "เจินจือ อุบายของเจ้านี้เป็นอุบายชั้นเยี่ยมจริงแท้ ชุยปิ่งทะนงตนว่ามีทัพหนุนจากผูหยางและไป๋หม่า ย่อมไม่ยอมรบเร็วกับเรา แต่หวังจะยันยืดเยื้อกับเรา ครั้นมองกลับมาที่ทัพเรา ทัพหลักของเรายังมิได้ยกพ้นแคว้นตันลิว กองของเรามีอยู่เพียงสามพันคน หากตรองตามเหตุผลปกติ ในยามที่ทัพหนุนจากผูหยางและไป๋หม่าจะมาถึงเมื่อใดก็ได้ กองของเราดูจะมิยกเข้าตีก่อนเช่นกัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือตั้งค่ายไว้ก่อน หาทางรักษาตัว แล้วจึงคอยหาจังหวะเคลื่อนไหว วันนี้เจ้าสั่งให้ทุกกองตั้งค่าย ในสายตาข้าแล้ว ย่อมต้องตรงกับที่ชุยปิ่งและพวกคาดเดาไว้พอดี ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไม่ติดกล"
ซีจื้อไฉพยักหน้ากล่าวว่า "มิผิดเลย พวกโจรรักษาเหวยเซียงย่อมหมายจะยันยืดเยื้อกับกองของเรา มิใช่เพียงเพราะมันทะนงตนว่ามีทัพหนุนจากไป๋หม่ากับผูหยาง หากยังเพราะมันทะนงตนว่าเตรียมการไว้พรั่งพร้อม" แล้วชี้ไปยังท้องนานอกหมู่บ้าน กล่าวว่า "ในนาขุดคูสนามเพลาะไว้..." แล้วชี้ไปยังด้านนอกหมู่บ้านอีก กล่าวต่อว่า "นอกหมู่บ้านยังขุดคูลึกไว้อีก" แล้วชี้ไปยังหอป้อม กล่าวต่อว่า "อีกทั้งสร้างหอป้อม(1) เอาไว้ มองลงมายังที่นอกหมู่บ้าน เจว๋อจางซื่อ (พลง้างหน้าไม้)(2) สองร้อยนายอยู่บนที่สูงยิงลงต่ำ บนหอป้อมยิงกราดออกไป ก็พอจะตีถอยการเข้าตีของคนนับพันได้ การป้องกันของพวกโจรรักษาเหวยเซียงจะว่ามิแน่นหนาก็มิได้ มีทัพหนุนจากไป๋หม่ากับผูหยาง อีกทั้งมีการป้องกันรัดกุมเช่นนี้ เกรงว่าในสายตาพวกมันแล้ว กองของเรามิอาจตีหักเหวยเซียงในพลันได้เลย ฉะนี้แล ที่พวกมันหวังจะยันยืดเยื้อกับกองของเราก็มิใช่เรื่องน่าแปลกอันใด"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉพิเคราะห์ใจคอของพลรักษาเหวยเซียงได้ถึงแก่น แจ่มแจ้งทุกกระเบียดนิ้ว
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "การนี้ข้าก็ทำไปด้วยจำใจ พลโจรป้องกันแน่นหนานัก อีกทั้งท่านแม่ทัพฮองฮูสงสั่งให้กองของเราถอนเหวยเซียงเสียก่อนเมื่อเข้าตังกุ๋นแล้ว เพื่อเปิดทางให้ทัพใหญ่เข้าเขต ภายนอกมีข้าศึกจากไป๋หม่ากับผูหยางจะมาช่วยเมื่อใดก็ได้ เบื้องหน้าก็มีการป้องกันรัดกุมของเหวยเซียง ถ้าไม่ใช้อุบายนี้ก็เอาชัยมิได้เลย"
ดวงตะวัน(3)ขึ้นกลางฟ้า ค่อยคล้อยลงทางตะวันตก เขาเอามือกดดาบทอดสายตามองข้าศึกที่รักษาอยู่บนกำแพงและหอป้อม เพ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ จึงกล่าวว่า "โจรติดกลข้าแล้ว"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉเพ่งมองตามไป แต่เดิมเมื่อซุนเจินยกพลมาถึง พลโพกผ้าเหลืองจำนวนมากออกจากหมู่บ้านขึ้นไปบนกำแพง เสริมการป้องกัน บัดนี้พลเสริมเหล่านั้นต่างลงจากกำแพง กลับคืนเข้าหมู่บ้านแล้ว ส่วนเจว๋อจางซื่อบนหอป้อมก็ดูจะมิง้างธนูจ่อรอเช่นกัน จำนวนคนก็ลดลงไปบ้าง ส่วนบนยอดหอป้อมนั้น ชุยปิ่งกับพวกก็มิรู้ว่าลงไปตั้งแต่เมื่อใดเสียแล้ว
ซีจื้อไฉตบมือหัวเราะว่า "จริงแท้ โจรติดกลแล้ว" แล้วถามซุนเจินว่า "เจินจือ ในเมื่อโจรติดกลแล้ว กองของเราจะเข้าตีหมู่บ้านเมื่อใด"
ซุนเจินแหงนมองสีท้องฟ้า ครานี้ดวงตะวันยังร้อนแรง ห่างจากยามค่ำอยู่อีกไกล เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "โจรแม้ติดกลแล้ว ยามนี้ยังมีการระวัง อีกทั้งกลางวันแสงสว่าง กองของเราขยับตัวเมื่อใด พลโจรก็มองเห็นแต่ไกล จะตั้งรับล่วงหน้าได้ บัดนี้มิใช่เวลาเข้าตี ขอจงรอจนยามค่ำเถิด" แล้วมองดูพลทหารในแต่ละค่ายของกองตนที่กำลังตั้งค่ายอย่างเร่งร้อนคึกคัก หัวเราะว่า "สั่งให้พลทหารทุกกองเร่งตั้งค่ายให้หนักขึ้น เผื่อจะได้ลวงพลโจรให้เผลอเรอเข้าไปอีก" ซุนฮิว ซีจื้อไฉและพวกรับคำ มีคนไปแจ้งคำสั่งตามค่ายต่าง ๆ
อันการศึกนั้น ผู้ใดคำนวณในที่ประชุมมากกว่าย่อมชนะ พลรักษาเหวยเซียงติดกลของซุนเจินแล้ว ก็แล้วด้วยฝีมือรบของยอดทแกล้วและพลกล้าใต้บัญชาซุนเจิน ศึกครานี้ก็ไร้ข้อกังขาใดให้พึงสงสัยอีก
ฯลฯ
ครั้นใกล้พลบค่ำ ซุนเจินสั่งให้ทุกกองหุงข้าว เมื่อข้าวสุกแล้ว ให้ทุกค่ายแสร้งทำเป็นเปิดสำรับกินก่อน พลรักษาบนกำแพงเห็นทหารฮั่นเปิดสำรับกินข้าว ก็เปิดสำรับกินตาม เหล่าหนุ่มฉกรรจ์หามถังข้าวเป็นกอง ๆ ขึ้นไปบนกำแพงและหอป้อม ซุนเจินรู้ว่าได้เวลาเข้าตีหมู่บ้านแล้ว เพื่อมิให้รบกวนคนในหมู่บ้านตื่นตัว จึงมิตีกลอง หากสั่งให้องครักษ์ไปแจ้งตามกองต่าง ๆ เรียกเหล่าขุนพลกลับมาอีกครา เขาเอากระบี่ชี้ไปยังหมู่บ้านแต่ไกล กวาดสายตามองเหล่าขุนพล กล่าวว่า "โจรในหมู่บ้านผ่อนการระวังแล้ว นี่แลคือเวลาที่ข้าจะเข้าตีหมู่บ้าน ข้าวปลาสุกแล้ว ขอให้ทุกกองพักกินทีหลัง รอตีหมู่บ้านลงแล้วค่อยกินก็ยังไม่สาย"
เหล่าขุนพลได้ฟังอุบายของซุนเจินมาก่อนแล้ว ยามนี้ได้ยินคำสั่งจึงมิแปลกใจ เหอหงีอาสาเข้ารับงานเอง กล่าวว่า "ข้าน้อยขอเป็นทัพหน้า เข้าตีหมู่บ้านนี้ก่อน" การจู่โจมฉับพลันนั้น ต้องอาศัยพลังกล้าหาญสักห้วง จำเป็นต้องใช้พลกล้าจึงจะได้การ มีเช่นนี้เท่านั้นจึงจะตีข้าศึกให้แตกได้ก่อนที่มันจะตั้งตัวทัน ฉะนั้นซุนเจินจึงมิยอมตามคำขอของเหอหงี หัวเราะกล่าวแก่เขาว่า "เดินทางมาตลอดทาง กองของเจ้ามักเป็นทัพหน้า ลำบากมามากแล้ว ค่ำนี้ที่จะเข้าตีหมู่บ้าน หาต้องให้กองของเจ้าตีก่อนไม่ เจ้าจงนำกองในสังกัดติดตามข้ามาดูศึก รอให้กองอื่นตีเข้าหมู่บ้าน เปิดประตูหมู่บ้านได้แล้ว เจ้าค่อยนำกองพุ่งเข้าไป ขยายผลแห่งชัยให้ข้า" เหอหงีรับคำสั่ง
ซุนเจินกวาดสายตามองเหล่าขุนพล ยามนี้ก็ยังต้องอาศัยสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง และซินอ้าย เขาขานชื่อทีละนาย สั่งว่า "จวินชิง อาเติ้ง เจ้าสองคนนำกองขวาแยกเป็นสองสาย เข้าตีจากด้านใต้และเหนือของหมู่บ้านตามลำดับ ดึงความสนใจพลรักษาในหมู่บ้าน เฒ่าเตียน ซกจี้ เจ้าสองคนนำเซี่ยนเจิ้นฉวี(4)กับพั่วตี๋ฉวี(5)เข้าตีกำแพงตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นทัพหน้าหลักให้ข้า แปะฉิน อาเปา จงเหริน เจ้าสามคนนำกองในสังกัดตามหลังไป รอเฒ่าเตียนกับซกจี้ขึ้นกำแพงได้แล้ว ก็ขึ้นกำแพงตาม ร่วมแรงตีเข้าไป อวี้หลาง เจ้านำพลม้าคอยอยู่นอกหมู่บ้าน เมื่อตีหมู่บ้านแตกแล้ว เจ้าไม่ต้องเข้าใน เป็นแต่ไล่ตีโจรที่หนีไปทุกทิศก็พอ" เหล่าขุนพลขานรับเสียงดัง
ซุนเจินปลุกใจเหล่าขุนพล กล่าวว่า "โจรจากผูหยางและไป๋หม่าจะส่งทัพหนุนมาเมื่อใดก็ได้ พวกเราสามพันคน ท่านแม่ทัพฮองฮูสงยังอยู่ที่ตันลิว หากถูกพวกมันล้อมไว้ ย่อมตายแน่มิต้องสงสัย หากคิดจะรอดชีวิต ก็ต้องตีเหวยเซียงให้ได้ มีกำแพงป้อมเหวยเซียงไว้ตั้งรับ บางทีอาจต้านการเข้าตีของทัพหนุนข้าศึกไว้ได้ จนกว่าท่านแม่ทัพฮองฮูสงจะยกมาถึง ท่านทั้งหลาย ใครเล่าจะไม่กล้าสู้ตาย" เหล่าขุนพลต่างกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "วันนี้ต้องสู้ตาย"
ครั้นแบ่งหน้าที่เสร็จสรรพ ซุนเจินตั้งมั่นเป็นทัพกลาง นำองครักษ์เพียงไม่กี่สิบนายกับกองยีหลำฝ่ายซ้ายของเหอหงีคุ้มกันซ้ายขวา ส่วนกองอื่น ๆ ที่เหลือพร้อมกันเข้าประจัญ มุ่งหน้ารับแสงตะวันยามเย็น แบกอาวุธยกบันได โห่ร้องบุกเข้าไป เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ออกศึกพร้อมกันในคราเดียว
จังหวะเข้าตีที่ซุนเจินเลือกนี้ดีนัก
ดีอยู่สามด้าน ด้านหนึ่ง กลางวันเขาตั้งค่ายมาทั้งวัน ได้ผ่อนการระวังในหมู่บ้านลงแล้ว ด้านสอง บัดนี้ยังเป็นยามพลบค่ำ ดวงตะวันตกลงทางทิศตะวันตก ทิศที่บุกหลักอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ทหารฮั่นบุกรับแสงตะวันยามเย็นพอดี เป็นการวางตนไว้ในที่เสียเปรียบ ยิ่งเหนือความคาดหมายของคนในหมู่บ้าน ทำให้พลรักษาตั้งรับไม่ทัน และด้านสาม ก็มีน้อยนักที่จะเปิดศึกในยามพลบ ด้วยว่าหากตีหักโดยเร็วมิได้ ความมืดก็จะมาถึงในไม่ช้า ครั้นค่ำคืนมาเยือน หากมิได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะตีต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน โดยปกติก็ต้องถอนทัพ
ในหมู่บ้านตั้งตัวไม่ทัน พลรักษาบนกำแพงและหอป้อมกำลังกินข้าว ที่ไหนเลยจะคิดได้ว่า เห็น ๆ อยู่ว่าในกองทหารฮั่นก็หุงข้าวเสร็จแล้ว แต่พวกมันกลับมิยอมกิน เลือกบุกตีเอาในยามนี้
ซุนเจินตีกลองด้วยตนเอง เสียงกลองครืนครั่น ทหารฮั่นสองพันที่ส่งเข้าสนามรบบุกตีหมู่บ้านสามด้าน สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า ต่างรี่หน้าไม่ยอมน้อยหน้าใคร แข่งกันสำแดงความกล้า แบกสะพานทุ่นพาดข้ามคูลึก ข้ามคูเพลาะ บ้างถือทวนถือจี่ บ้างกุมดาบยาว ยกบันไดยาว โห่ร้องสะท้านฟ้า กรูกันเข้าฆ่าฟันสู่กำแพงหมู่บ้าน แสงตะวันยามอัสดงแดงฉานดั่งเลือด เสียงโห่ร้องดังก้องสมรภูมิ ฝ่ายหนึ่งห้าวหาญดุจเสือสิงห์ ปีนกำแพงขึ้นไป อีกฝ่ายหนึ่งรีบทิ้งชามข้าวอย่างกะทันหัน หันไปคว้าทวนจี่และธนูหน้าไม้ออกรับศึกอย่างรีบร้อน การศึกก็เข้าสู่ห้วงดุเดือดในพริบตา
กลองชุดแรกจบลง ซุนเจินเห็นชุยปิ่งลนลานพาฝูงองครักษ์และนายกองน้อยวิ่งขึ้นหอป้อม พลรักษาบนกำแพงพ่ายถอยร่นเป็นเปลาะ ๆ พลหนุนในหมู่บ้านเป็นกลุ่ม ๆ วิ่งขึ้นมาจากใต้กำแพงอย่างชุลมุนวุ่นวาย พลโพกผ้าเหลืองนายหนึ่งสะดุดด้ามทวนยาวที่คนข้าง ๆ ลากกับพื้น ล้มคะมำลงกับดิน พลทหารข้างหลังหยุดเท้าไม่ทัน ก็สะดุดเขาล้มตามไปอีก ล้มกันต่อ ๆ มาเป็นทอด ๆ กลิ้งตกลงจากทางลาดที่ขึ้นสู่กำแพง ซุนฮิวยินดีกล่าวว่า "พลโจรชุลมุนเช่นนี้ เจินจือ อุบายจู่โจมของเจ้าสำเร็จแล้ว"
กลองชุดสองจบลง ทหารฮั่นที่กำลังบุกตีกำแพงด้านตะวันออกอย่างหนักหน่วงเปล่งเสียงโห่ร้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ซุนเจินมองไป ที่แท้คือเตียนอุยถือจี่ปีนบันได ฝ่าลูกธนูของพลรักษา ปีนถึงช่องเชิงเทินกำแพง แล้วพลิกตัวกระโจนขึ้นกำแพงเป็นคนแรก ซีจื้อไฉยินดีกล่าวว่า "เตียนอุยมีความกล้าหมื่นคนต้านมิได้ มีเขาขึ้นไปฆ่าบนกำแพง หมู่บ้านนี้จะแตกแล้ว" สมดังที่ซีจื้อไฉคาดจริง เตียนอุยตั้งหลักบนกำแพงได้ในพลัน รับพลทหารเบื้องล่างขึ้นมา พลรักษาโพกผ้าเหลืองหลายสิบนายภายใต้การนำของนายกองน้อยผู้หนึ่ง ระดมทวนระดมจี่ออกมา หมายผลักเขาให้ตกลงไป แต่เตียนอุยยืนตระหง่านตรงช่องเชิงเทิน กวัดแกว่งจี่เหล็กด้ามยาวเล่มหนึ่ง คนนับพันมิอาจต้าน ผู้ใดต้านก็แตกพ่าย
ซุนเจินตีกลองศึกเต็มแรง สั่งความไปยังเหอหงีว่า "เตรียมเข้าหมู่บ้านให้พร้อม" เหอหงีรับคำสั่ง พลทหารเก้าร้อยนายแห่งกองยีหลำฝ่ายซ้ายถือทวนตั้งแถว ค่อยเคลื่อนตัวไปยังหน้าประตูตะวันออกของหมู่บ้าน ครั้นถึงระยะร้อยก้าวก็หยุด ต่างแหงนหน้ามองศึกอันดุเดือดบนกำแพง
ด้วยการรับช่วงของเตียนอุย ทหารฮั่นยิ่งฆ่าขึ้นกำแพงได้มากขึ้น พลรักษาบนกำแพงตะวันออกต้านมิอยู่ ถอยร่นไม่ขาด ฝ่ายสวี่จ้งกับเล่าเติ้งทางด้านใต้และเหนืออาศัยลมตะวันออกนี้ ก็ฝ่าห่าธนูฉวยจังหวะปีนขึ้นกำแพงได้ ทั้งสามด้านรวมกำลังเข้าตีพร้อมกัน พลรักษาในที่สุดก็ต้านมิอยู่ มิรู้ว่าผู้ใดร้องตะโกนขึ้นก่อน ต่างทิ้งอาวุธหันหลังวิ่งหนี หมายเพียงให้ห่างจากเหล่าเทพมรณะบนกำแพงนี้ให้ไกลที่สุด ในพลันนั้นก็พาให้พลรักษาบนกำแพงพังครืนทั้งแถว ผู้คนยิ่งสมทบเข้าขบวนหลบหนีมากขึ้นทุกที
ตันเต้า ซุนเฉิง เจียงฉิน เฉินเปาและพวกก็ทยอยฆ่าขึ้นกำแพงตามมา แยกกำลังเป็นสองสาย สายหนึ่งให้เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉินนำไล่ตีข้าศึกที่หนีบนกำแพง อีกสายหนึ่งให้ซุนเฉิง เฉินเปานำ ฆ่าข้าศึกเฉพาะหน้าให้กระเจิง ทะลวงลงไปใต้กำแพง ครั้นถึงเบื้องล่างก็แยกเป็นสองสายอีก เฉินเปานำคนไปตีหอป้อม ส่วนซุนเฉิงนำคนเข้ายึดประตูหมู่บ้าน
ประตูหมู่บ้านเปิดออกดังครืน เหอหงีที่รออยู่นานก็สั่งการทันที กระชับทวนร้องตะโกน นำพลทหารเก้าร้อยนายแห่งกองยีหลำฝ่ายซ้ายโห่ฮึ่ม ๆ พุ่งเข้าหมู่บ้าน ยามนี้ ทางฝ่ายซุนเจินนี้กลองชุดสามยังมิทันจบ
ฯลฯ
กลองชุดสามยังมิทันจบ หมู่บ้านก็แตกเสียแล้ว
ชุยปิ่งลนลานวิ่งลงจากหอป้อม หมายจะหนีออกนอกหมู่บ้าน ทว่ามาปะหน้าเฉินเปาเข้าตรงชั้นสามของหอป้อม
ในบรรดาขุนพลใต้บัญชาซุนเจิน เฉินเปามิได้เลื่องชื่อในความกล้าหาญเชิงรบ ยามประจัญข้าศึกเขามักมิอาจตัดหัวขุนพลกลางสนามได้ดังเตียนอุย เล่าเติ้งและพวก ยามนี้เห็นชุยปิ่งมีองครักษ์และนายกองน้อยหลายสิบนายคุ้มกันวิ่งลงมาจากหอป้อม เขาจำชุยปิ่งมิได้ แต่ก็คาดได้ว่าผู้นี้ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่ของพลโพกผ้าเหลืองในหมู่บ้าน ในพลันก็ดีใจยิ่ง นึกในใจว่า "ข้าก็มีคราวตัดหัวขุนพลข้าศึกกลางสนามกับเขาบ้าง" คิดดังนี้ก็จริง ทว่ามิได้คิดจะประลองฝีมือกับชุยปิ่ง เป็นแต่ถอยหลังก้าวหนึ่ง สั่งพลทหารที่อยู่ข้างหลังว่า "ยิงหน้าไม้"
พลทหารใต้บัญชาเขาแต่เดิมล้วนเป็นพลราบสวมเกราะ มิใช่เจว๋อจางซื่อ ทว่าพลรักษาโพกผ้าเหลืองในป้อมล้วนเป็นเจว๋อจางซื่อ ต่างมีธนูหน้าไม้ เขาฆ่าจากชั้นหนึ่งถึงชั้นสาม สังหารข้าศึกไปไม่ต่ำกว่าสามสิบนาย ชิงธนูหน้าไม้มาได้หลายสิบคัน ครานี้พอสั่งคำเดียว พลในสังกัดที่ถือธนูหน้าไม้ที่ยึดมาได้ก็ขึ้นสายยิงทันที ภายในหอป้อมพื้นที่จำกัด ไม่มีที่ให้หลบหลีก ภายใต้ห่าธนูที่ระดมยิง องครักษ์และนายกองน้อยรอบตัวชุยปิ่งต่างถูกธนู บ้างกลิ้งตกลงจากบันได บ้างคะมำลงบนบันได ร้องครางระงมไม่ขาด
ชุยปิ่งอาศัยเกราะหนา หมายฝ่าห่าธนูไป ทว่ายังมิทันลงจากขั้นบันได ก็ถูกธนูหน้าไม้ติด ๆ กันสิบกว่าดอก เกราะที่เขาสวมดีที่สุด อีกทั้งมีองครักษ์และนายกองน้อยรุมล้อมห้อมแห่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแม่ทัพ พลในสังกัดของเฉินเปาไม่น้อยจึงถือเขาเป็นเป้าหมายแรกที่ต้องโจมตี เป็นเป้าระดมธนู เกราะดีปานใดก็มิอาจต้านแรงระดมยิงของธนูหน้าไม้สิบกว่าดอกได้ ระยะห่างกันไม่เกินสิบกว่าก้าว ระยะใกล้เพียงนี้ แม้แต่หน้าไม้สามสือก็เพียงพอจะทะลุเกราะเหล็กได้ ชุยปิ่งรู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งตัวถูกคมศัสตราอันคมกริบจำนวนนับไม่ถ้วนเสียบลึกเข้าไป ร้องโอดโอยขึ้นเสียงหนึ่ง กวัดแกว่งกระบี่ฝืนเดินโซเซไปได้สองก้าว ก็ยืนต้านมิอยู่อีก ล้มลงจากบันได
เฉินเปาโจนตัวออกไป ฉวยตัวเขาลากมายังแถวตน ดาบฟันลงวับเดียวก็ตัดหัวเขาขาด ถือไว้ในมือ ชูสูงขึ้น เบิ่งตาตวาดเหล่าพลโพกผ้าเหลืองที่เหลือซึ่งกระจุกอยู่บนบันได เข้าออกมิถูก ว่า "แม่ทัพใหญ่ของพวกเจ้าตายแล้ว ยังไม่รีบยอมแพ้อีกหรือ ยอมแพ้ก่อนรอดตาย ยอมแพ้ทีหลังถูกฆ่า" ครั้นชุยปิ่งตาย พลโพกผ้าเหลืองก็สิ้นใจสู้ ต่างคุกเข่าลงกับพื้น ยกอาวุธยอมจำนน
เฉินเปาตีขึ้นยอดหอป้อมได้โดยง่าย เอาหัวของชุยปิ่งเสียบไม้ไผ่ชูแขวนไว้บนหอป้อม สั่งพลในสังกัดร้องตะโกนลงไปยังในหมู่บ้านและบนกำแพงว่า "ชุยปิ่งตายแล้ว ชุยปิ่งตายแล้ว"
สำหรับพลรักษาแล้ว ข่าวนี้ไม่ต่างกับฟ้าผ่ากลางหาว ครั้นเห็นหัวของชุยปิ่ง พลรักษาส่วนใหญ่ก็ละทิ้งการต้านทาน คุกเข่าลงขอยอมแพ้ เฉินเปายืนบนยอดหอป้อมสูงทอดสายตามองลงไป เห็นเหอหงีนำกองยีหลำฝ่ายซ้ายตีเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว กำลังกวาดล้างข้าศึกที่เหลือทางตะวันออกของหมู่บ้านไปด้วย และส่งทหารสองหมวด(6)แยกไปทางเหนือและใต้ของหมู่บ้าน ช่วยสวี่จ้งกับเล่าเติ้งตีชิงประตูหมู่บ้าน ไม่ช้า ประตูหมู่บ้านด้านเหนือและใต้ก็ถูกตีชิงไว้ได้ พลของสวี่จ้งกับเล่าเติ้งที่ค้างอยู่นอกหมู่บ้านต่างรี่เข้าหมู่บ้าน มาถึงตรงนี้ การณ์ใหญ่ในหมู่บ้านก็เป็นอันชี้ขาด
เฉินเปามองไปทางตะวันตกของหมู่บ้านแต่ไกล เห็นประตูหมู่บ้านด้านตะวันตกก็ถูกเปิดออกแล้ว ที่นี่ไม่มีทหารฮั่นล้อมตี หากเป็นพลรักษาทางตะวันตกของหมู่บ้านที่เห็นการณ์เสียทีแล้ว หมายจะออกหมู่บ้านหลบหนี พลในสังกัดผู้หนึ่งกล่าวว่า "อุ๊ย กลับให้พลโจรทางตะวันตกของหมู่บ้านหนีไปได้" เฉินเปาหัวเราะว่า "หนีไม่พ้นดอก" แล้วเอามือชี้ไปยังนอกหมู่บ้าน กล่าวว่า "ดูสิ อวี้หลางนำคนไล่ตามไปแล้ว"
ซินอ้ายนำพลม้าในสังกัดคอยอยู่นอกหมู่บ้านมานาน ที่คอยอยู่ก็คือเวลานี้แล พวกเขาจากทางตะวันออกอ้อมไปทางเหนือ วกอ้อมหมู่บ้าน แล้วเลี้ยวไปทางตะวันตก ดุร้ายดั่งฝูงหมาป่าหิวโซตะครุบเข้าใส่พลรักษาโพกผ้าเหลืองที่ออกมาจากประตูตะวันตก เฉินเปากำลังเพ่งมองซินอ้ายกับพลม้าควบม้าไล่ฆ่าข้าศึก ทันใดได้ยินเสียงโห่ร้องสะท้านฟ้าจากทางประตูหมู่บ้าน เขาหันสายตากลับมา มองไปยังทิศที่เสียงโห่ร้องมา ที่แท้คือประตูหมู่บ้านด้านตะวันออก ภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์หลายสิบนาย ซุนเจินสวมเกราะควบม้า นำซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซวนคาง หลี่ปั๋อ และเหล่าบัณฑิตค่อยขับม้าเข้าหมู่บ้านมา พลทหารที่พบรายทางต่างชูอาวุธโห่ร้องถวายเขาไม่เว้นผู้ใด ส่วนพลรักษาโพกผ้าเหลืองที่คุกเข่ายอมแพ้อยู่กับพื้นนั้นล้วนคุกเข่าก้มหน้า มิกล้าเงยมอง
เฉินเปาหัวเราะว่า "ท่านซุนเข้าหมู่บ้านแล้ว ไป พวกเราไปต้อนรับกันเถิด" ซ้ายขวารับคำ ผู้คนปลดหัวของชุยปิ่งลง ลงจากหอป้อม ไปเข้าเฝ้าซุนเจิน มาถึงหน้าม้าซุนเจิน เฉินเปาประคองหัวของชุยปิ่งขึ้น คำนับกล่าวว่า "ขอกราบเรียนท่านซือหม่า พลในกองของเปายิงสังหารชุยปิ่งได้ นี่คือหัวของมัน ข้าน้อยนำมาถวายแก่ท่านซือหม่าเป็นพิเศษ"
ซุนเจินชายตามองหัวของชุยปิ่งอย่างไม่ใส่ใจปราดหนึ่ง เลือดเนื้อเลอะเทอะ แล้วหันสายตากลับ หัวเราะกล่าวแก่เฉินเปาว่า "หัวแม่ทัพโจรกระจอกหัวหนึ่ง พวกเจ้ายังดูไม่พออีกหรือ ข้าน่ะดูจนเอียนเสียแล้ว จะถวายให้ข้าทำไมเล่า เอาลงไป เอาลงไป ใส่หีบเก็บไว้ให้ดี รอท่านแม่ทัพฮองฮูสงยกทัพหลักมาถึงแล้ว ข้าจะขอความดีความชอบให้พวกเจ้าเอง"
เฉินเปาหัวเราะหึ ๆ ส่งหัวของชุยปิ่งให้พลในสังกัด สั่งให้ไปหากล่องมาบรรจุไว้
คำว่า "หัวแม่ทัพโจรกระจอกหัวหนึ่ง" คำนี้ซุนเจินพูดออกมาอย่างใจกว้างองอาจ ก็ใช่ว่าเขาจะใจไม่กว้างมิได้ ด้วยนับแต่ออกศึกมา แรกสุดคือปอเหลียน ต่อมาคือปอไซ เหอมั่น ถัดมาคือหวงเซ่า เล่าผี งอป้าและพวก แม่ทัพและนายกองน้อยโพกผ้าเหลืองที่ตายโดยตรงหรือโดยอ้อมในมือพลใต้บัญชาซุนเจินนั้นนับมิถ้วน จะเพิ่มชุยปิ่งอีกหัวก็มิได้มากขึ้น จะขาดชุยปิ่งไปหัวก็มิได้น้อยลงจริง ๆ
ซุนเจินหัวเราะว่า "ถ้านี่เป็นหัวของปู่จี่ ก็พอจะคู่ควรอยู่หน่อย" เฉินเปากล่าวอย่างฮึกเหิมรับว่า "วันหน้าหากได้ประจันกับปู่จี่ ขอเพียงมีจังหวะ เปาจะตัดหัวปู่จี่มาให้ท่านให้จงได้"
ซุนเจินหัวเราะก้องเสียงหนึ่ง ทอดสายตามองในหมู่บ้าน เห็นทุกหนทุกแห่งเข้าสู่ช่วงเก็บกวาดแล้ว เว้นแต่ทางตะวันตกของหมู่บ้าน ทั้งทางเหนือ ใต้ และตะวันออกล้วนไม่มีการศึกขนาดใหญ่อีก อย่างมากก็มีพลรักษาบางส่วนที่ดื้อรั้นต้านสู้จนมุม ยังมีการปะทะขนาดเล็กอยู่บ้าง จึงสั่งว่า "อาเปา เจ้านำกองในสังกัดไปทางตะวันตกของหมู่บ้าน ฆ่าพลที่ไม่ยอมแพ้เสียให้สิ้น" เฉินเปารับคำสั่ง นำกองในสังกัดรุดไปยังตะวันตกของหมู่บ้าน
ซุนเจินหันกลับมองนอกหมู่บ้านอีก แสงโพล้เพล้คล้ำลง ใกล้จะค่ำมืดแล้ว จึงออกคำสั่งอีกว่า "สั่งให้ทุกกองทุกฉวีรบเร็วชนะเร็ว จงรีบเก็บกวาดในหมู่บ้านให้เรียบร้อยก่อนหรือราวยามค่ำ รวบรวมเชลยขังไว้ในที่เดียว สั่งความลงไป รอเก็บกวาดในหมู่บ้านเสร็จแล้ว ให้จวินชิงกับอาเติ้งนำกองในสังกัดอยู่รักษาหมู่บ้าน ที่เหลือตามข้าออกไปนอกหมู่บ้าน ตั้งค่ายทางตะวันออกของหมู่บ้าน เพื่อกันพลโจรจากไป๋หม่ากับผูหยางมาโจมตี"
ผู้คนรับคำ
ครั้นพ้นยามค่ำไม่นาน เสียงโห่ร้องฆ่าฟันในหมู่บ้านก็เงียบสงบลง แต่ละกองเก็บกวาดในหมู่บ้านเสร็จ รวบรวมเชลยขังไว้ในที่เดียวทางตะวันออกของหมู่บ้าน เหลือคนสองร้อยไว้คุมตัว ที่เหลือแบ่งเป็นสองกอง กองหนึ่งให้สวี่จ้งกับเล่าเติ้งนำ ขึ้นไปบนกำแพงและหอป้อม ตั้งรับในหมู่บ้าน อีกกองหนึ่งซุนเจินนำออกจากหมู่บ้านด้วยตนเอง ตั้งค่ายต่อจากเมื่อครู่ ตั้งทัพหลักปักหลักลงทางตะวันออกของหมู่บ้าน
วันรุ่งขึ้น ซุนเจินกลับเข้าหมู่บ้านเก็บกวาดของที่ยึดได้ ได้ข้าวสารเสบียงกองสุมเป็นเขา สมดังที่ซีจื้อไฉคาดไว้ พอแก่การกินของคนพันคนนานสองปี ซุนเจินนึกในใจว่า "ดูท่าชุยปิ่งผู้นี้แต่เดิมก็คิดจะยันยืดเยื้อกับข้าจริง ๆ โชคดีที่ข้าใช้อุบายทลายมันได้ มิฉะนั้น ก็ยากที่จะตอบท่านแม่ทัพฮองฮูสงได้จริง"
เพิ่งจะออกมาจากคลังเสบียงในหมู่บ้าน ม้าเร็วตัวหนึ่งก็ควบรี่เข้ามาประจันหน้า กลิ้งตกลงจากหลังม้า กล่าวว่า "ข่าวด่วน"
## เชิงอรรถ
(1) หอป้อม — เตียวโหลว หอสังเกตการณ์และยิงต้านสูงในหมู่บ้าน ใช้ตั้งพลง้างหน้าไม้ยิงกราดจากเบื้องสูง
(2) เจว๋อจางซื่อ — พลทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้แรงสูง สังกัดกองเซ่อเซิง เรียกในที่นี้ว่า "พลง้างหน้าไม้"
(3) ดวงตะวัน — ต้นฉบับใช้อักษรว่าคลาดเคลื่อนกัน อ่านได้ความว่าดวงตะวัน
(4) เซี่ยนเจิ้นฉวี — กองตะลุยแนวข้าศึก หน่วยฉวี (กอง) ทหารสวมเกราะหนักชั้นยอดในสังกัดซุนเจิน เตียนอุยคุม เป็นกองหลักบุกกำแพง
(5) พั่วตี๋ฉวี — กองพิชิตข้าศึก หน่วยฉวี (กอง) ในสังกัดซุนเจิน ตันเต้า (ซกจี้) คุม ร่วมบุกกำแพงตะวันออกเป็นพลหลัก
(6) หมวด — ตุน หน่วยทหารย่อยในสังกัด