สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 240 เงาดาราจักรไหวสะท้อนเหนือลำน้ำจื้อสุ่ย

45 นาที· 10.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 240 — เงาดาราจักรไหวสะท้อนเหนือลำน้ำจื้อสุ่ย

ฝั่งตรงข้ามจู่ ๆ ก็มีผู้คนนับหลายร้อยกระโจนออกมา เคาะอาวุธโห่ร้องเสียงสนั่น ตามด้วยลูกหน้าไม้ที่ยิงปลิวมาบางตา ผู้คนริมฝั่งน้ำต่างตกใจสะดุ้ง

เฉิงเยี่ยนเดิมอยู่หลังม้าของซุนเจิน ทันใดก็ไม่อาลัยชีวิต ควบม้าพุ่งขึ้นหน้า เข้าขวางอยู่เบื้องหน้าซุนเจิน

ซุนเจินแต่เดิมนึกว่าทัพโพกผ้าเหลืองจะหดตัวซ่อนอยู่ในเมืองไม่กล้าออกรบ หาได้คาดคิดไม่ว่าพวกมันจะดักซุ่มอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเสียแต่เนิ่น เกือบจะถูกอาชาที่ตื่นตกใจยกกีบหน้าขึ้นเหวี่ยงตกหลังม้า เขารีบรั้งบังเหียนไว้ ก้มตัวลงแนบคอม้า ลูบขนคอ กระซิบเบา ๆ ข้างหูม้าให้อาชาสงบลง ถอยหลังไปสองก้าว แล้วยื่นมือเรียกซีจื้อไฉ สวี่จ้ง เกาซู่ เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง ซินอ้าย ซวนคาง มารวมกัน ที่จริงไม่ต้องให้เขาเรียก คนเหล่านี้ก็รุดเข้ามาประชิดสองข้างอาชาของเขาอย่างว่องไวอยู่แล้ว

ซวนคางจ้องเงาคนนับหลายร้อยที่ฝั่งตรงข้ามด้วยความตึงเครียด กล่าวว่า "ท่านซุน ทัพโจรเตรียมการไว้แล้ว พวกเราควรทำอย่างไรดี"

เฉินเปาย่อตัวลง ดึงลูกหน้าไม้ที่ยิงมาตกหน้าม้าของซุนเจินขึ้นจากพื้น เป็นลูกหน้าไม้ทำด้วยเหล็ก ปลายลูกแยกเป็นสามแฉกแล้วรวมไปข้างหน้าเป็นยอดแหลม เขาชั่งดูในมือสองสามครั้ง สัมผัสน้ำหนักดู กล่าวว่า "นี่คือหน้าไม้สามสือ" แล้วลุกขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้าม ลูกหน้าไม้ยิงมาเบาบางห่าง ๆ บ้างก็ตกใกล้ บ้างก็ตกไกล ทว่าล้วนยิงไม่ถูกคนหรือม้า "ลำน้ำกว้างเพียงไม่กี่จั้ง(1) ด้วยระยะยิงของหน้าไม้สามสือย่อมครอบคลุมกองกำลังของเราได้กว่าครึ่ง ทว่าทัพโจรกลับยิงลูกหน้าไม้ลูกนี้มาตกแค่หน้าม้าของท่านซุน ลูกอื่น ๆ ก็ตกกระจัดกระจายอยู่แถบใกล้ฝั่ง เห็นได้ว่าโจรที่ใช้หน้าไม้นั้นยิงไม่เป็น" หน้าไม้สามสือยิงได้ไกลถึงร้อยสามสิบก้าวเศษ คิดเป็นมาตราระยะก็ราวร้อยเมตรเศษ หากในหมู่ทัพโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามมีผู้ช่ำชองการใช้หน้าไม้ เพียงลูกนี้ลูกเดียวก็ยิงซุนเจินตกหลังม้าได้แล้ว

เฉินเปาเป็นคนรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน ถึงคราวนี้ก็ยังมีใจตรองดูฝีมือการยิงของข้าศึกฝั่งตรงข้าม

สวี่จ้งยืนอยู่หน้าสุดในหมู่นายทหาร เงยหน้ามองซุนเจิน กุมดาบถามว่า "ท่านซุน จะยิงตอบโต้หรือไม่" ใต้บังคับของเขามีพลธนูหน้าไม้ที่ผ่านการฝึกอย่างง่าย ๆ มาแล้วสองร้อยคน ฝีมือยิงดีกว่าข้าศึกฝั่งตรงข้ามมากนัก หากตีตอบโต้ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะตีข้าศึกฝั่งตรงข้ามให้แตกพ่ายได้

ลูกหน้าไม้ลูกหนึ่งยิงปราดเข้ามา เฉียดบ่าของเกาซู่ไปตกห่างออกไปสิบกว่าก้าว เกาซู่ตกใจสะดุ้ง เผลอเอามือคว้าตรงบ่าที่ลูกหน้าไม้เฉียดผ่าน ไม่ได้บาดเจ็บ เขาชักกระบี่ออกจากฝัก ด่าไปยังฝั่งตรงข้ามว่า "ไอ้เด็กน้อย! บังอาจยิงพ่อมึงรึ" แล้วชูกระบี่ขอคำสั่งจากซุนเจิน "ท่านซุน ฝั่งตรงข้ามมีทัพโจรแค่ไม่กี่ร้อยคน ไม่พอเอ่ยถึง ขอเพียงให้จวินชิงสั่งน้าวหน้าไม้ตอบโต้ พวกเราก็ฉวยโอกาสบุกข้ามไปฆ่ามันเสียเถิด"

ซีจื้อไฉห้ามความหุนหันของเขาไว้ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยใจกังวลหนัก เสียงกลองศึกและเสียงโห่ฆ่าฟันดังต่อเนื่องลอยมาตามลมราตรี เขากล่าวว่า "ทัพโจรเตรียมการไว้แต่เนิ่นแล้ว! ไม่เพียงวางทหารซุ่มไว้ตรงที่พวกเรา 'ข้ามน้ำ' เท่านั้น แม่ทัพจูเองก็คงพบกองซุ่มของทัพโจรเข้าด้วย!"

เขาไม่นำพาต่ออันตราย รีบสาวเท้าไปริมฝั่งน้ำ สังเกตกระแสน้ำที่ไหล หยิบก้อนหินก้อนเล็กขว้างลงน้ำ ก้อนหินกระทบผิวน้ำเกิดเป็นวังวนเล็ก ๆ ผุดฟองสองสามฟองแล้วจมลงสู่ก้นแม่น้ำ

เขาหันกลับมา กล่าวแก่ซุนเจินว่า "แม่ทัพจูบอกว่า หากถูกทัพโจรโจมตีขณะข้ามน้ำได้ครึ่งทาง ท่านก็จะแสร้งแพ้ถอยกลับ ล่อให้ทัพโจรข้ามน้ำตามมา แล้วจึงรื้อถุงดินที่กั้นต้นน้ำออก ให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดลงมา ใช้ท่วมทับทัพโจร เมื่อครู่ข้าพเจ้าดูผิวน้ำแล้ว กระแสน้ำหาได้เปลี่ยนแปลงไม่ มิอย่างนั้นก็คือแม่ทัพจูยังมิได้รื้อถุงดิน มิฉะนั้นก็คืออุบายนี้ใช้ไม่ได้ผล หากเป็นอย่างแรกก็ยังพอทำเนา แต่หากเป็นอย่างหลัง ทัพแม่ทัพจูคับขันแล้ว! เจินจือ พวกเรารีบไปช่วยพวกเขาเถิด"

ซวนคางเสนอความเห็นว่า "หากแม่ทัพจูถูกซุ่มโจมตี ถูกทัพโจรฉวยจังหวะตีขณะข้ามน้ำได้ครึ่งทาง ต่อให้พวกเราไปช่วยแม่ทัพจูก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบ ๆ เปล่า ๆ ท่านซุน ข้าพเจ้าเห็นว่าที่จื่อซิ่วว่าเมื่อครู่นั้นถูกต้องยิ่งนัก พวกเราสู้บุกข้ามน้ำไปตีข้าศึกฝั่งตรงข้ามให้แตก แล้วรีบรุดไปยังที่แม่ทัพจูปะทะกับโจร ตีกระหนาบข้างทัพโจร เช่นนี้แม่ทัพจูอยู่ฝั่งนี้ พวกเราอยู่ฝั่งตรงข้าม ขนาบสองด้าน ตีข้าศึกให้แตกง่ายดายนัก! มิใช่อุบายชั้นเยี่ยมหรอกหรือ"

สิ้นเสียงเขา สวี่จ้งก็จู่ ๆ ยื่นมือชี้ไปข้างหน้า กล่าวว่า "ทัพโจรออกจากเมืองแล้ว!"

ผู้คนรีบเงยหน้ามองไปไกล เห็นมังกรเพลิงสายหนึ่งเลื้อยออกมาจากเมืองคุนเอี๋ยงเบื้องไกล พ้นเมืองมาแล้วก็แยกเป็นสองสาย สายหนึ่งใหญ่ สายหนึ่งเล็ก สายใหญ่มุ่งไปยังที่จูฮีปะทะอยู่อย่างเร่งรีบ สายเล็กวกมายังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำทางด้านซุนเจิน ข้าศึกทั้งสองสายนี้เคลื่อนทัพรวดเร็วมาก ดูจากความเร็วต้องเป็นทหารม้าแน่

เฉินเปาพึมพำว่า "คบเพลิงมากมายนัก ทหารม้าโจรสองสายนี้เกรงว่าจะมีถึงพันคนเชียวนะ!"

ติดตามมาได้ไม่นานนัก ก็มีข้าศึกออกมาจากเมืองอีก หากเปรียบทหารม้าเมื่อครู่ว่าเป็นมังกรเพลิงสายหนึ่ง ข้าศึกที่ออกจากเมืองในยามนี้ก็เป็นดังทะเลเพลิง ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อย ผู้คนเฝ้ามองอยู่นานก็ยังออกจากเมืองไม่หมด แทบทำให้สงสัยว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด ไม่อาจรู้ได้เลยว่าแท้จริงมีกำลังพลม้าเคลื่อนไหวอยู่สักเท่าใด

ซวนคางตะลึงงันลิ้นแข็ง ไม่กล่าวถึงเรื่องข้ามน้ำไปตีข้าศึกฝั่งตรงข้ามอีกแล้ว เขาตกใจกระดกลิ้นว่า "นี่คือพลราบของทัพโจร จะต้องมีอีกสักเท่าใดกัน! ปอไซกับเหอมั่นส่งทัพโจรออกมาจากเมืองทั้งหมดเลยหรือไร… พวกเราเพิ่งมาถึงริมฝั่ง ทัพโจรก็ยกขบวนใหญ่ออกจากเมือง ตอบสนองได้ฉับไวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร อ้าว ฉิบหายแล้ว! ติดอุบายล้อมล้างของทัพโจรเข้าให้แล้ว!"

เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ คนที่ตอบสนองช้าเพียงใดก็มองออกว่าฝ่ายตนตกในอุบายของทัพโพกผ้าเหลืองแล้ว

ซินอ้ายกล่าวยิ้มเย็นว่า "ในหมู่ทัพโจรก็มีผู้มีสติปัญญาเช่นกัน กลับแสร้งหดตัวอยู่ในเมืองไม่ออกมาก่อน ล่อให้ทัพเราข้ามน้ำ แล้วจึงวางกองซุ่มริมฝั่ง ตามด้วยส่งกำลังหลักรุดมาช่วย เจินจือ ทัพแม่ทัพจูอันตรายแล้ว"

ซุนเจินนั่งอยู่บนหลังม้า หันไปมองเหล่านายทหารใต้บังคับ เพราะกลัวจะถูกลูกธนูหลงยิงถูก เหล่าพลทหารต่างถอยหลังไปบ้าง ในยามนี้ล้วนเบิกตาค้างมองมังกรเพลิงใหญ่เล็กสองสายที่ควบมาฝั่งตรงข้าม กับทะเลเพลิงที่กำลังหลั่งไหลออกจากเมือง มังกรเพลิงสองสายและทะเลเพลิงที่กว้างไกลไร้ขอบเขตส่องสว่างราตรีอันมืดดำดุจหมึก กำแพงเมืองคุนเอี๋ยงปรากฏชัดเจน ให้ผู้คนสะเทือนใจยิ่งนัก

เทียบกับเมื่อครู่ เสียงกลองที่ส่งมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งดังขึ้น ยิ่งฮึกเหิมขึ้น เสียงโห่ฆ่าฟันก็ยิ่งกึกก้องขึ้น หากเงี่ยหูฟังให้ดี ก็แว่วได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันรำไร ตามเหตุผลแล้วระยะห่างถึงสิบลี้ ย่อมยากที่จะได้ยินเสียงประจัญบาน นี่อาจเป็นภาพลวง หรือมิฉะนั้นก็เพราะการศึกดุเดือดยิ่งนัก จนเสียงประจัญบานดังไปไกลถึงสิบลี้

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "บัดนี้จูฮีคงเพิ่งมาถึงจุดข้ามน้ำได้ไม่นาน อย่างมากก็เพิ่งส่งทัพหน้าข้ามไปฝั่งตรงข้ามได้กระมัง หากไม่อาจถอนตัวออกจากการรบโดยเร็ว รอจนกำลังหลักของข้าศึกมาถึง ไม่เพียงทัพหน้าจะแตกพ่าย กำลังหลักที่ยังมิได้ข้ามน้ำก็จะตกในที่คับขันด้วย" ตามการจัดวางของจูฮีเมื่อครั้งข้ามแม่น้ำยีคราวก่อน ทัพหน้าที่ข้ามน้ำไปก่อนนี้มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นกองของซุนเกี๊ยน นั่นหมายความว่าผู้ที่ตกในศึกหนักอยู่ในเวลานี้คือกำลังพลของซุนเกี๊ยนนี่เอง

เขาตัดสินใจ ออกคำสั่งว่า "กองหนุนของทัพโจรฝั่งตรงข้ามจะมาถึงในไม่ช้า กองของเราไม่อาจข้ามน้ำได้ แม่ทัพจูจะต้องถูกกำลังหลักของทัพโจรเข้าโจมตี พวกเราควรรีบไปช่วย อวี้หลาง เจ้านำพลม้าขนหางขาวไปก่อน แปะฉิน อาเปา อาเติ้ง นำกองในสังกัดของพวกเจ้ารุดไปตามลำดับ รีบไปช่วยแม่ทัพจูเดี๋ยวนี้ จวินชิง ให้กองพลง้างหน้าไม้(2)ของเจ้าน้าวหน้าไม้ตอบโต้ ระดมยิงพร้อมกันสามชุด"

เหล่านายทหารรับคำสั่ง แยกย้ายกันไป ต่างกลับสู่กองของตนปฏิบัติตามคำสั่ง

"ขนหางขาว"(3) เป็นชื่อเรียกอีกอย่างของกองกลาง "กองทัพกลางล้วนนุ่งขาว ขนหางขาว เกราะขาว ขนนกขาว มองแต่ไกลดุจดอกหญ้าขาว" พลม้าขนหางขาวก็คือพลม้าองครักษ์ประจำตัวของซุนเจิน รวมกับยี่สิบสามม้าที่ซินอ้ายนำมาจากบ้าน รวมเป็นสี่ห้าสิบม้า ซินอ้ายควบม้าไปยังที่พลม้าชุมนุมอยู่ ร้องเรียกเสียงหนึ่ง เหล่าพลม้าก็ขึ้นหลังม้า ผิวปากแล้วควบม้าออกไปก่อน สี่ห้าสิบม้าควบไปพร้อมกัน กีบม้ากระทืบบนฝั่งดินอ่อนนุ่ม กระเด็นเป็นก้อนดิน เสียงกีบเร่งกระชั้น ชั่วพริบตาก็ลับหายไปในความมืดของราตรี

เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง ฯลฯ ก็นำกำลังในสังกัดของตนยกออกไปตามลำดับ มุ่งไปตามลำน้ำสู่ที่จูฮีปะทะอยู่

สวี่จ้งสั่งให้พลราบกองซ้ายขวาแห่งเซียงเซียติดตามขบวนใหญ่ไปก่อน เหลือพลง้างหน้าไม้ไว้สองถุน(4) เรียงแถวเป็นหน้ากระดาน ระดมยิงไปยังฝั่งตรงข้ามสามครั้งตามคำบัญชา ทัพโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามไม่มีธนูหน้าไม้มากนัก ประมาณจากจำนวนลูกหน้าไม้แล้วอย่างมากก็มีหน้าไม้เจ็ดแปดคัน พวกมันคงไม่คาดคิดว่าใต้บังคับของซุนเจินจะมีธนูแข็งหน้าไม้แกร่งมากถึงเพียงนี้ มิได้ระวังตัวเลย ถูกยิงจนคนล้มม้าคว่ำ ร้องระงมไม่ขาดสาย พลง้างหน้าไม้สองร้อยคนใต้บังคับของสวี่จ้งนี้ เคยผ่านการฝึกยิงอย่างสั้น ๆ มาตั้งแต่ฝึกทหารที่เอี้ยงเต๊ก ช่วงก่อนหน้านี้ไม่มีศึก ก็มาฝึกรวมอีกครั้งที่เซียงเซีย แม้กลางคืนจะมองฝั่งตรงข้ามไม่ชัด แต่ข้าศึกชุมนุมอยู่ที่เดียวกันทั้งหมด ขอเพียงระยะยิงถึงก็ยิงถูกเป้าได้แทบทั้งนั้น ระดมยิงสามครั้ง ประมาณคร่าว ๆ ยิงถูกข้าศึกร้อยกว่าคน

หลังระดมยิงสามครั้งแล้ว สองถุนสองร้อยคนเก็บธนูหน้าไม้ จัดแถวให้เรียบร้อย วิ่งเหยาะ ๆ ตามขบวนใหญ่ไป

ซุนเจินนำซีจื้อไฉ เฉิงเยี่ยน ซวนคาง ฯลฯ ออกหน้าขบวนไปก่อน คนสองพันไม่อาลัยแรงกาย รุดเร็วไปยังที่จูฮีอยู่

ทัพโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามเพราะถูกระดมยิงสามครั้ง จึงไม่กล้าข้ามน้ำตามมาไล่ตี รอให้ทหารม้าสายเล็กที่มาช่วยพวกมันมาถึงก่อน แล้วทิ้งศพและคนบาดเจ็บไว้ ส่วนที่เหลือก็วิ่งไปยังที่จูฮีอยู่เช่นกัน

สายน้ำไหลรินลงมาเอื่อย ๆ กองกำลังฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเราที่อยู่สองฝั่งน้ำต่างเคลื่อนหน้าหลังกันไป มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน

ยิ่งใกล้ถึงจุดหมายเข้าทุกที เสียงโห่ฆ่าฟันและเสียงกลองศึกก็ยิ่งดังขึ้น แรกทีเดียวเสียงอาวุธกระทบกันก็ชัดเจนขึ้น ต่อมาก็แว่วได้ยินเสียงร้องระงมแต่ไกล เสียงร้องระงมดังขึ้นสลับกันไปมา ถูกลมราตรีพัดให้สับสน ไม่อาจรู้ได้ว่ามาจากข้าศึกหรือฝ่ายเรา ซุนเจินกับทัพโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามต่างเร่งฝีเท้าขึ้นแทบจะพร้อมกัน

เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วกว่านี้อีก

รุดไปได้สี่ห้าลี้ ก็เห็นแสงไฟเบื้องหน้าห่างออกไปหลายลี้ แสงไฟกระจายทั่วทั้งสองฝั่งน้ำ ไม่เพียงข้าศึกที่จุดคบเพลิงเท่านั้น จูฮีที่เดิมลอบข้ามน้ำในความมืดก็จุดคบเพลิงขึ้นแล้วเช่นกัน

รุดไปได้ห้าหกลี้ อาศัยแสงไฟ ก็เห็นทั้งสองฝั่งน้ำเบื้องหน้าเต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด

ฝั่งตรงข้ามมีข้าศึกราวสามสี่พันคน ในจำนวนนั้นราวสองพันคนถือโล่ชูทวน ตั้งกระบวนเรียงรายริมฝั่ง เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด คงเป็นการป้องกันมิให้กำลังหลักของจูฮีข้ามน้ำมา ที่เหลืออีกราวสองพันคนค่อนไปทางหลัง กำลังรุมล้อมคนนับหลายร้อยฆ่าฟันกันอยู่ เสียงโห่ฆ่าฟันก็มาจากที่นี่เอง คนนับหลายร้อยที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางนั้นต้องเป็นทัพหน้าที่จูฮีส่งข้ามน้ำมาแน่นอน

กวาดสายตามองไปสุดลูกหูลูกตา บนผิวน้ำก็มีคบเพลิงกระจายเป็นจุด ๆ ดูจากขนาดแล้วราวหลายร้อยคน นี่คงเป็นกำลังที่จูฮีส่งมาช่วยทัพหน้าฝั่งตรงข้าม

รุดไปได้หกเจ็ดลี้ กำลังพลนี้ยังขึ้นไม่ทันถึงฝั่ง ก็ถูกกองทัพข้าศึกที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งฆ่าจนแตกกระเจิง

ทหารม้าโจรสายใหญ่ที่ออกจากเมืองคุนเอี๋ยงตั้งแต่แรกมาถึงจุดปะทะ หยุดชั่วครู่แล้วแยกเป็นหลายสาย ส่วนใหญ่หยุดม้าอยู่ริมฝั่ง ช่วยพลราบสองพันที่ถือโล่ถือทวนเฝ้าระวังฝั่งตรงข้าม ส่วนน้อยเข้าสมทบในวงฆ่าฟัน

ม้าตัวหนึ่งควบสวนหน้ามา เฉิงเยี่ยนควบม้าพุ่งขึ้นหน้า ชักดาบหวนโฉ่ว(5)ออก ตวาดเสียงดังว่า "ผู้ที่มาเป็นผู้ใด"

ม้าตัวนี้ตะโกนว่า "ข้าเอง!"

ซุนเจินกับพวกฟังเสียงพลม้าผู้นี้ออก เป็นพลม้าคนหนึ่งที่ติดตามซินอ้ายออกไปก่อน เฉิงเยี่ยนเก็บดาบเข้าฝัก ปล่อยให้เขาเข้ามาใกล้ พลม้าผู้นี้มาถึงข้างซุนเจิน ร้องเสียงดังรั้งบังเหียน วกหัวม้า เปลี่ยนมาควบม้าเคียงข้างซุนเจิน ขณะรุดหน้าก็เบือนหน้ามาทางซุนเจินร้องว่า "ท่านซุน ทัพหน้าใต้บัญชาแม่ทัพจูที่ข้ามน้ำไปก่อนตกในกองซุ่มของทัพโจร กำลังสู้รบสุดกำลังอยู่!"

"ทัพหน้าคือผู้ใด"

"จั่วจวินซือหม่า(6)ซุนเกี๊ยน"

เป็นซุนเกี๊ยนจริง ๆ ด้วย

"เขานำคนข้ามไปฝั่งตรงข้ามมากเท่าใด"

"ห้าร้อยกว่าคน เดิมทีฝั่งตรงข้ามไม่มีคน ซือหม่าซุนนำกองข้ามน้ำ เพิ่งข้ามไปได้สี่ห้าร้อยคน จู่ ๆ ก็มีทหารซุ่มของโจรโผล่ขึ้นมา ทีแรกมีเพียงพันคนเศษ ทว่าเมื่อรบกันไป ทัพโจรก็ยิ่งมากขึ้น ๆ ทยอยมาห้าหกสาย แต่ละสายมีห้าหกร้อยคน"

"ห้าหกสาย? แต่ละสายมีห้าหกร้อยคน?"

ซุนเจินคิดเร็วดุจสายฟ้า เดาออกถึงการจัดวางของปอไซจากคำพูดประโยคนี้ รำพึงในใจว่า "เข้าใจแล้ว! แต่เดิมข้ายังฉงนอยู่ว่าปอไซกับเหอมั่นรู้จุดที่ทัพเราข้ามน้ำได้อย่างไร ทั้งที่จุดข้ามน้ำของจูฮีและจุดข้ามน้ำของข้าต่างมีกองซุ่มอยู่ บัดนี้ดูแล้ว ปอไซกับเหอมั่นคราวนี้กลับวางตาข่ายดักทั่วฟ้า ต้องวางกองซุ่มไว้ ณ ทุกจุดที่เหมาะแก่การข้ามน้ำเป็นแน่! ทัพโจรห้าหกสายที่มาทีหลังนี้ก็คือกองซุ่มที่เดิมวางไว้ที่อื่นนั่นเอง พอได้ยินว่าเปิดศึกก็พากันรุดมาตามลำดับ"

เขาเดาไม่ผิด คราวนี้ปอไซวางกองซุ่มไว้ทั้งสิ้นสิบสาย ล้วนเป็นพลกล้าที่คัดเลือกจากในทัพ แต่ละสายมีห้าหกร้อยคน ซุ่มอยู่ตามลำน้ำระยะสิบห้าลี้ใกล้คุนเอี๋ยง โดยเฉลี่ยลี้ครึ่งก็มีกองซุ่มหนึ่งสาย ลี้ครึ่งระยะไม่ไกล ฉะนั้นเมื่อพบจูฮีแล้ว กองซุ่มสายอื่น ๆ จึงรุดมาเสริมได้อย่างรวดเร็ว "พันกว่าคน" ที่ล้อมซุนเกี๊ยนไว้แต่แรกก็คือกำลังของกองซุ่มสองสายที่อยู่ใกล้ที่สุดมารวมเป็นที่เดียวกัน

"ต่อจากนั้นก็เป็นทหารม้าของทัพโจรที่รุดมาถึง" พลม้าผู้นี้ชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามแต่ไกล "กำลังหลักของทัพโจรก็ใกล้จะมาถึงแล้ว!"

ที่ฝั่งตรงข้าม ที่พลม้าผู้นี้ชี้ก็คือทะเลเพลิงที่หลั่งออกจากเมือง ปลายสุดด้านหน้าของทะเลเพลิงห่างจากซุนเจินกับพวกราวสองสามลี้ ปลายสุดด้านหลังยังอยู่ในเมือง นั่นหมายความว่าทะเลเพลิงนี้ส่องสว่างยาวถึงเจ็ดแปดลี้ ซีจื้อไฉควบม้าแนบติดซุนเจินมา ม้าวิ่งเร็วเกินไปจนหมวกที่เขาสวมเอียงกระเด็น ไม่มีเวลาประคอง หันหน้าจ้องไปไกล กะประมาณแล้วกล่าวว่า "สามสี่หมื่นคน! ทัพโจรยกออกมาทั้งรังแล้ว"

พลม้าที่กลับมาแจ้งข่าวผู้นี้กล่าวต่อว่า "ซือหม่าซุนพอข้ามน้ำก็ถูกทัพโจรพันตูไว้ กลับมาไม่ได้ ด้วยเหตุนี้แม่ทัพจูจึงยังไม่อาจรื้อถุงดินที่ต้นน้ำออกได้จนบัดนี้" ซุนเกี๊ยนยังอยู่ฝั่งตรงข้าม หากรื้อถุงดินในยามนี้ก็เท่ากับทิ้งซุนเกี๊ยนไว้ให้ข้าศึก จูฮีกับซุนเกี๊ยนเป็นชาวบ้านเดียวกัน ทั้งสองรู้จักกันมานานแล้ว เขาย่อมไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ลงได้

"ดังที่เจ้าว่าเมื่อครู่ ทีแรกทัพโจรฝั่งตรงข้ามมีไม่มาก เหตุใดแม่ทัพจูจึงไม่ส่งทัพไปช่วยตั้งแต่ซือหม่าซุนเพิ่งถูกพันตู"

"แม่ทัพจูส่งคนไปช่วยแล้ว แต่ลำน้ำเป็นโคลนเลนเกินไป เดินลำบาก ไม่อาจส่งคนข้ามน้ำพร้อมกันได้มาก ส่งไปก่อนหลังสามชุด แต่ละชุดมีกว่าสองร้อยคนไปช่วยซือหม่าซุน ทว่าทัพโจรที่ซุ่มอยู่ฝั่งตรงข้ามดุร้ายยิ่งนัก ชูธงเป็นอักษรว่า 'ตะลุยแนว'(7) ส่วนใหญ่สวมเกราะ รบเก่งกล้าหาญยิ่ง ผิดแผกจากทัพโจรที่พวกเราเคยพบมาแต่ก่อนโดยสิ้นเชิง กลับยอมตายไม่ยอมถอย ทั้งสามชุดที่ไปช่วยล้วนไม่สำเร็จ"

"กองเซี่ยนเจิ้น"(8) นั้นปอไซเลียนแบบซุนเจิน คัดเลือกพลสละชีพที่มีแค้นกับกองทัพหลวงมาจัดตั้งขึ้นที่เซียงเซีย เป็นหนึ่งในสองกองกำลังชั้นยอดที่ทัพโพกผ้าเหลืองมีอยู่ ก่อนปรับกองทัพโพกผ้าเหลืองนั้น พลฉกรรจ์กับหญิงและเด็กปะปนกัน ไม่อาจแสดงกำลังรบออกมาได้ ครั้นผ่านการปรับกองแล้ว กำลังรบกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก พลสละชีพกองเซี่ยนเจิ้นพันกว่าคนแรกนั้นกลับสามารถพันตูพยัคฆ์ดุแห่งกังตั๋งที่มีกำลังนับหลายร้อยคนไว้ได้ ทั้งยังต้านทานการเข้าช่วยสามครั้งของจูฮีไว้

พลม้าผู้นี้กล่าวต่อว่า "การเข้าช่วยครั้งสุดท้ายเพิ่งเกิดเมื่อครู่นี้เอง ยังขึ้นไม่ทันถึงฝั่งก็ถูกทัพโจรฆ่าจนแตกกระเจิง"

เมื่อครู่ตอนทัพโพกผ้าเหลืองมีคนน้อย ส่งทัพไปช่วยยังไร้ผล ยามนี้ทัพโพกผ้าเหลืองยิ่งมากขึ้น ๆ ทั้งยังมีพลม้ามาอีกหลายร้อย ซุนเจินรำพึงในใจว่า "จูฮีคงไม่ส่งคนข้ามน้ำไปอีกแล้วกระมัง" จึงถามว่า "นอกจากส่งคนข้ามน้ำไปช่วยแล้ว แม่ทัพจูยังมีอุบายอื่นใดอีกหรือไม่"

"แม่ทัพจูสั่งให้พลม้าสามฮ่อ(9)ที่ยิงธนูเก่งมาชุมนุมกันบนฝั่ง ยิงธนูไปยังที่ทัพโจรชุมนุมหนาแน่นบนฝั่งตรงข้าม หวังจะช่วยซือหม่าซุนตีฝ่าวงล้อมออกมา"

ข้าศึกยิ่งชุมนุมยิ่งมากขึ้น กำลังหลักก็ใกล้จะมาถึงในไม่ช้า ข้าศึกอยู่บนฝั่ง ทัพเราข้ามน้ำคือบุกตีขึ้นที่สูง ก้นแม่น้ำยังเป็นโคลนเลน เดินก้าวหนึ่งจมหลุมหนึ่ง ไม่อาจบุกตะลุยได้ ไม่ได้ชัยภูมิ ข้าศึกมีคนมาก ทั้งได้ชัยภูมิ ทัพเราตกเป็นรอง ซุนเจินพอจินตนาการได้ถึงความรู้สึกของจูฮีในยามนี้ ต้องลังเลขัดแย้งในใจเป็นแน่ ทั้งไม่อยากนั่งดูซุนเกี๊ยนรบศึกหนัก ทว่าก็ไม่อาจส่งคนไปช่วยได้

ระยะสองลี้ผ่านไปชั่วพริบตา ซุนเจินมาถึงจุดปะทะ

ทัพโพกผ้าเหลืองพลราบสายเล็กและทหารม้าที่มาพร้อมเขาก็ถึงฝั่งตรงข้ามแล้วเช่นกัน พวกมันไม่เข้าสมทบในวงรบ แต่ตั้งกระบวนอยู่ริมฝั่งร่วมกับพลราบสองพันที่ถือโล่และทหารม้าอีกหลายร้อย

ครั้นมาถึงใกล้ มองเห็นชัดเจน ข้าศึกที่ล้อมซุนเกี๊ยนมีราวสองพันคนจริง กำลังรบกันนองเลือด ทหารม้าหนึ่งสองร้อยที่แยกออกจากทหารม้าข้าศึกก็ควบเข้าในวงรบ ช่วยพลราบบุกตีค่ายที่ซุนเกี๊ยนยึดมั่นอยู่ ซุนเกี๊ยนรวบรวมพลในสังกัด ภายใต้วงล้อมหนาแน่นของข้าศึก สั่งให้พลส่วนใหญ่หันหลังเข้าใน หันหน้าออกนอก ตั้งเป็นกระบวนวงล้อม(10) กวัดแกว่งทวนและจี่(17)จู่โจมข้าศึกที่เข้าใกล้ ส่วนพลที่เหลืออีกส่วนน้อยอยู่ในวงล้อมคอยเป็นพลสำรอง ในยามถูกล้อม การตั้งเป็นกระบวนวงล้อมเพื่อรับข้าศึกเป็นยุทธวิธีกระบวนรบที่พลม้าฮั่นมักใช้ พลราบก็ใช้ได้เช่นกัน

พลที่ตั้งกระบวนมีบาดเจ็บล้มตายอยู่เป็นระยะ ทำให้กระบวนวงล้อมเกิดช่องโหว่ชั่วครู่ แต่ก็มีพลสำรองในวงล้อมเข้าเสริมอย่างรวดเร็ว

รอบ ๆ กระบวนวงล้อมของพวกเขามีศพกองสุมอยู่กว่าร้อย ทั้งของข้าศึกและของฝ่ายตน

ซุนเจินรั้งม้าหยุด ออกแรงสองขาหนีบท้องม้า ยืดตัวมองไป เห็นในกระบวนวงล้อมมีพลม้าสองนายที่กล้าหาญห้าวหาญยิ่งนัก นายหนึ่งไม่สวมหมวกเกราะ โพกผ้าแดง สวมเกราะดำ ขี่ม้าด่างเทาตัวหนึ่ง อีกนายหนึ่งสวมเกราะหนา ถือธนูแกร่ง พลม้าสองนายผนึกกำลังกันบุกฝ่าออกจากกระบวนวงล้อม ทะลวงลึกเข้าในหมู่ข้าศึก ข้าศึกที่อยู่ใกล้นั้นพลม้าโพกผ้าแดงใช้ทวนแทงฟันสุดกำลัง ข้าศึกที่อยู่ไกลนั้นพลม้าถือธนูน้าวธนูยิง ที่ใดที่ม้าสองตัวควบผ่าน ดุจลมพัดแรงพัดป่าราบ ข้าศึกล้มระเนระนาด พลม้าข้าศึกสิบกว่านายพยายามสกัดสองคนนี้ ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ถูกพลม้าโพกผ้าแดงแทงล้มบ้าง ถูกพลม้าถือธนูยิงร่วงบ้าง ทว่าแม้สองคนนี้จะกล้าหาญห้าวหาญ แต่คนน้อยเกินไป สุดท้ายก็ไม่อาจตีฝ่าวงล้อมข้าศึกให้แตกกระจายได้ ทะลวงเข้าในกระบวนข้าศึกได้ยี่สิบสามสิบก้าว ทวนของพลม้าโพกผ้าแดงก็หัก เขาทิ้งทวนเปลี่ยนเป็นดาบ ชักดาบเหล็กกล้าหวนโฉ่วออก ร้องตะโกนเสียงดัง บุกตะลุยขึ้นหน้าอีกหลายก้าว แล้วจึงวกม้ากลับเข้ากระบวนพร้อมพลม้าถือธนูผู้นั้น การทะลวงครั้งนี้ของสองคน อย่างน้อยก็ฆ่าฟันข้าศึกบาดเจ็บล้มตายไปหลายสิบคน กลับเข้ากระบวนแล้ว พลม้าโพกผ้าแดงผู้นี้เปลี่ยนทวนยาวเล่มใหม่ พักหายใจครู่หนึ่งก็โจนม้าออกจากกระบวนอีกครั้ง บุกตะลุยซ้ำ

ซีจื้อไฉก็เห็นพลม้าสองนายนี้เช่นกัน ช่วยไม่ได้ สองคนนี้โดดเด่นเกินไป ผู้ใดที่เฝ้าดูการศึกก็ย่อมต้องเห็นสองคนนี้ก่อน เขายกแส้ม้าชี้ไป กล่าวว่า "ม้าด่างเทา ผ้าแดง คนถือทวนนั้นคือซุนเกี๊ยนหรือ"

ซีจื้อไฉพบซุนเกี๊ยนครั้งแรกที่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ครานั้นซุนเกี๊ยนนุ่งผ้าสามัญคาดกระบี่ ศีรษะโพกผ้าแดง ภายหลังพบเขาอีกที่เซียงเซีย ครานั้นเขาสวมเกราะขี่ม้า ม้าที่ขี่ก็คือม้าด่างเทาตัวนี้ สูงเจ็ดฉื่อเศษ สง่างามยิ่งนัก ซุนเกี๊ยนครานั้นเอ่ยกับซุนเจินดังจะอวดว่า อาชาตัวนี้ได้มาจากพ่อค้าม้าแดนเหนือ เป็นม้าสวรรค์ต้าหยวน เขาใช้เงินถึงหนึ่งแสนจึงซื้อมาได้ ไม่ว่าคำของเขาจะจริงหรือเท็จ ทว่าม้าด่างเทาที่เขาขี่ตัวนี้เป็นอาชาชั้นดีที่หาได้ยากจริง ซีจื้อไฉจดจำม้าตัวนี้ได้ติดตา ประกอบกับผ้าแดงที่ซุนเกี๊ยนชอบโพก ก็พอตัดสินได้ว่าผู้นี้ต้องเป็นซุนเกี๊ยนแน่นอน

ซุนเจินมองไปแต่ไกล พลม้าถือธนูที่ผนึกกำลังกับซุนเกี๊ยนนั้นมองไม่ชัดว่าเป็นผู้ใด แต่จากท่วงท่าควบม้ายิงธนูองอาจสง่างามของผู้นี้ก็พอเดาได้ว่าควรเป็นฮันต๋ง ในหมู่พลกล้าใต้บังคับของซุนเกี๊ยน ฮันต๋งชาวเหลียวซีถนัดการขี่ม้ายิงธนูที่สุด

ฝั่งตรงข้ามรบกันดุเดือดไม่หยุดหย่อน

ฝั่งนี้ กำลังพลของจูฮีหยุดอยู่ห่างจากแม่น้ำห้าสิบก้าว พลม้าสามฮ่อเจ็ดแปดร้อยควบไปมาบนฝั่ง ยิงธนูน้าวหน้าไม้ไปยังฝั่งตรงข้าม น่าเสียดายที่ทัพโพกผ้าเหลืองมีโล่ ธนูหน้าไม้จึงได้ผลไม่มากนัก

ซุนเจินสั่งให้กองในสังกัดแต่ละกองหยุดอยู่กับที่ แล้วพาซีจื้อไฉ ซวนคาง เฉิงเยี่ยน ไปหาจูฮี

เหล่านายทหารใต้บังคับจูฮีต่างรู้จักเขา เห็นเขาควบม้ามาก็หลีกทางให้

ซุนเจินนั่งบนหลังม้าถามว่า "แม่ทัพอยู่ที่ใด"

นายทหารจวินโฮ่ว(11)ผู้หนึ่งระดับเทียบหกร้อยสือยื่นมือชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า "อยู่ที่โน่น!"

ซุนเจินมองตาม จากหมู่ธงที่ตั้งระดะก็เห็นธงแม่ทัพของจูฮี ขับม้าควบไป พอใกล้ถึงก็เห็นบนพื้นมีพลม้ากลุ่มหนึ่งสวมเกราะเหลี่ยงตัง(12)นั่งอยู่ อาชาของพวกเขาหย่อนกระจายอยู่ข้าง

ซวนคางควบม้าผ่านหน้ากลุ่มพลม้าที่นั่งลงกับพื้นเหล่านี้ เหลือบมองด้วยความสงสัยสองสามที จำที่มาของพวกเขาได้ จึงกระซิบเบา ๆ ว่า "เป็นพลม้ากองเยว่ฉี(13) เหตุใดจึงนั่งอยู่กับพื้น เนื้อตัวเปรอะโคลนไปทั้งตัว"

เฉิงเยี่ยนกล่าวว่า "บางทีอาจเลอะตอนข้ามน้ำกระมัง"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ถูกแล้ว พลม้าเหล่านี้ไม่เพียงตัวเปื้อนโคลน ตัวม้าก็เปื้อนโคลนด้วย แม่ทัพจูอาจเคยสั่งพลม้าให้ข้ามน้ำไปแก้วงล้อมซือหม่าซุน พลม้าเหล่านี้คงล้มลงตอนข้ามน้ำ จำต้องถอยกลับมา" จูฮีนำถุงดินมาสองพันกว่าถุง อาศัยเพียงถุงดินเหล่านี้ยากที่จะตัดน้ำในแม่น้ำให้ขาดสนิทได้ ทำได้เพียงให้ระดับน้ำลดลง บัดนี้ในแม่น้ำยังมีน้ำขังอยู่ ลึกถึงเข่า มีน้ำ ก้นแม่น้ำก็เป็นโคลนอ่อนนุ่ม ขี่ม้าข้ามไปย่อมไม่ง่าย ทว่าแม้ข้ามน้ำจะไม่ง่าย แต่กองเยว่ฉีก็เป็นหนึ่งในห้ากองทัพเหนือ เป็นพลม้าชั้นยอดที่เลื่องชื่อก้องแผ่นดิน ไม่น่าจะถึงกับลำบากระเกะระกะถึงเพียงนี้มิใช่หรือ

ซวนคางฉงนใจในเรื่องนี้ยิ่งนัก ทว่ายามนี้หาใช่เวลาที่จะถามไม่

ซุนเจินหาจูฮีจนพบ

จูฮีถูกเหล่านายทหารจั่วจวินซือหม่า เปี๋ยปู้ซือหม่า(14) ฯลฯ ห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง และเยว่ฉีเสี้ยวเว่ย(15)แซ่เว่ยผู้นั้นยืนอยู่ซ้ายขวาของเขา

จูฮีกำลังขมวดคิ้วมองไปยังฝั่งตรงข้าม

ซุนเจินกระโจนลงจากหลังม้า โยนบังเหียนให้เฉิงเยี่ยน ก้าวยาวขึ้นหน้า เบียดเข้าไปในหมู่คน ทำความเคารพแบบทหาร กล่าวว่า "ใต้เท้าแม่ทัพ"

จูฮีเบือนหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ไม่หยุดชะงักนาน ทันใดก็เบือนสายตากลับไปยังฝั่งตรงข้าม กล่าวว่า "ท่านซุนมาแล้วหรือ"

"ขอรับ กองของข้าพเจ้าครั้นถึงจุดข้ามน้ำที่กำหนดไว้ ยังมิทันแสร้งทำทีข้ามน้ำ ก็ได้ยินเสียงโห่ฆ่าฟันดังกระหึ่มทางนี้ คาดว่าใต้เท้าแม่ทัพต้องพบกองซุ่มของโจรเป็นแน่ จึงรีบรุดมา"

จูฮีถอนใจเฮือกหนึ่ง กล่าวว่า "เราประมาทปอไซโจรไปเสียแล้ว ไม่นึกเลยว่ามันจะมีใจกล้าวางกองซุ่มอยู่ฝั่งตรงข้าม บัดนี้บุนไถติดอยู่ฝั่งตรงข้าม เราส่งทัพไปช่วยหลายครั้งก็ช่วยไม่ได้ ท่านซุนมีอุบายชั้นเยี่ยมประการใดหรือไม่"

ซุนเจินก็ไม่มีหนทางใดเช่นกัน

เขามองไปยังฝั่งตรงข้าม กล่าวว่า "กำลังหลักของทัพโจรจะมาถึงในไม่ช้า รอกำลังหลักของทัพโจรมาถึงแล้ว ยิ่งยากที่จะช่วยซือหม่าซุนกลับมา หนทางในยามนี้ มีเพียงอุบายเดียว" รอกำลังหลักของทัพโพกผ้าเหลืองมาถึงแล้ว ก็ไม่ใช่ปัญหาว่าจะช่วยซุนเกี๊ยนหรือไม่ แต่จะกลายเป็นปัญหาว่าทัพโพกผ้าเหลืองจะบุกข้ามมาตีหรือไม่ หากจะช่วยซุนเกี๊ยน ก็มีแต่ยิ่งเร็วยิ่งดี

"อือ? อุบายใด"

ซุนเจินได้ยินเสียงฟันกระทบกันอยู่ข้าง ๆ เบือนหน้าไปมอง กลับเป็นเฟ่ยช่าง

เฟ่ยช่างหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้ม เพราะความหวาดกลัวทำให้ฟันกระทบกันเองดังเป๊าะแป๊ะ

ซุนเจินหันหน้ากลับ กล่าวแก่จูฮีว่า "ทัพโจรยกออกมาทั้งรัง หากจะช่วยซือหม่าซุนกลับมา ก็มีแต่ต้องชิงส่งพลกล้าข้ามน้ำไปก่อนที่พวกมันจะมาถึง ดูว่าจะรับซือหม่าซุนกลับมาได้หรือไม่"

อุบายนี้จูฮีจะไม่รู้ได้อย่างไร เขาส่งกำลังข้ามน้ำไปติดต่อกันถึงสามชุดแล้ว แต่ล้วนไม่สำเร็จ กำลังที่เก่งกล้าที่สุดใต้บังคับเขาคือพลม้า ทว่ายามนี้กลับใช้การไม่ได้ พลราบแม้มาก แต่ล้วนเป็นพลฉกรรจ์ที่เกณฑ์มาชั่วคราวแถบลกเอี๋ยง ห่างไกลจากคำว่าชั้นยอด ตามขบวนใหญ่ไปฆ่าข้าศึกยังพอได้ จะให้ทะลวงไปฝั่งตรงข้ามแล้วลงมือช่วยนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

นายทหารหนุ่มผู้หนึ่งสวมเกราะดำคุกเข่าลงข้างจูฮี ก้มศีรษะกราบ ร้องวิงวอนด้วยเสียงโศกว่า "ใต้เท้าแม่ทัพ! ส่งข้าน้อยข้ามน้ำไปเถิด! ข้าน้อยขอนำกำลังที่เหลือในกองของข้าน้อยข้ามน้ำไปช่วยบุนไถกลับมา!"

ซุนเจินจำผู้นี้ได้ ชื่องอเก๋ง เป็นน้องเมียของซุนเกี๊ยน

จูฮีพยุงเขาขึ้น กล่าวว่า "หลังบุนไถถูกล้อม เราสั่งให้เทียเภานำคนร้อยหนึ่งข้ามน้ำไปช่วยก่อน ไม่คาดว่าไม่เพียงช่วยบุนไถกลับมาไม่ได้ เทียเภากลับตกในวงล้อมเสียอีก ต่อมาก็ส่งพลกล้าอีกสองกองข้ามน้ำไป ก็ล้วนไร้ผล เรามิใช่ไม่ยอมส่งเจ้าข้ามไป ยิ่งมิใช่ไม่อยากช่วยบุนไถ เราเพียงเกรงว่าต่อให้ส่งเจ้าไปอีกก็ไร้ประโยชน์เท่านั้นเอง!"

ซุนเจินมองงอเก๋ง ชาติก่อนเขาไม่มีความทรงจำใด ๆ ต่อผู้นี้ ดูจากเบื้องหน้า ผู้นี้ภักดีต่อซุนเกี๊ยนอยู่ เขารำพึงในใจว่า "ซุนเกี๊ยนเป็นพยัคฆ์ดุแห่งกังตั๋ง จะปล่อยให้เขาตกในเงื้อมมือข้าศึกเช่นนี้ช่างน่าเสียดายนัก!" ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดึงซีจื้อไฉไปข้าง ๆ กระซิบถามว่า "จื้อไฉ ข้าคิดจะไปช่วยบุนไถ เห็นเป็นอย่างไร"

ซีจื้อไฉตกใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ไม่ได้เด็ดขาด! โจรมีพลม้าหลายร้อย พลราบสามพันเศษตั้งกระบวนอยู่ริมฝั่ง จะช่วยซือหม่าซุน ก็ต้องบุกฝ่าพวกมันไปก่อน ฝ่าไปแล้วยังต้องตะลุยเข้าไปในวงล้อมอีก! ตะลุยเข้าวงล้อม หาซือหม่าซุนพบแล้ว ยังต้องฝ่าออกมาอีก กำลังหลักของทัพโจรก็ใกล้จะมาถึง เวลากระชั้น ทัพโจรก็มาก อันตรายเกินไป"

"มีโอกาสสำเร็จสักกี่ส่วน"

"อย่างมากก็สองส่วน"

"สองส่วนก็พอแล้ว!"

ซุนเจินคิดในใจ เมื่อครั้งที่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ข้านำพลม้าสามร้อยควบเข้าออกในหมู่ทัพโพกผ้าเหลืองนับพันนับหมื่นได้ตามใจ บัดนี้ทัพโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามแม้ห้าวหาญ แต่มีเพียงไม่กี่พันคน ขอเพียงข้าทำได้ว่าเห็นท่าไม่ดีก็ถอยกลับทันที ต่อให้ช่วยซุนเกี๊ยนไม่ได้ จะถอยกลับมาทั้งตัวก็คงไม่มีปัญหา

การข้ามน้ำไปช่วยซุนเกี๊ยนย่อมมีอันตรายแน่ แต่อันตรายกับผลที่ได้นั้นย่อมมาคู่กันเสมอ หากช่วยซุนเกี๊ยนกลับมาได้ ก็ได้ทั้งชื่อทั้งลาภ ทั้งได้มิตรภาพจากซุนเกี๊ยนผู้ห้าวหาญนี้ ทั้งได้ชื่อเสียงงดงาม แม้ช่วยซุนเกี๊ยนกลับมาไม่ได้ ก็ยังได้ชื่อเสียงงดงาม ทั้งยังได้รับความเคารพจากงอเก๋งและพลที่เหลือของซุนเกี๊ยนเหล่านี้

เขาตัดสินใจแล้ว กลับมาข้างจูฮี กล่าวเสียงดังว่า "เจียงเสี่ยน เจียงฉิน เล่าเติ้งในกองของข้าพเจ้าล้วนเป็นพลกล้า ข้าพเจ้าขอนำพวกเขาไปช่วยซือหม่าซุน!"

จูฮีได้ฟังก็เกือบจะนึกว่าฟังผิด ถามด้วยความประหลาดใจว่า "ท่านยอมข้ามน้ำไปหรือ"

"ใช่แล้วขอรับ! ข้าพเจ้ากับซือหม่าซุนแม้รู้จักกันไม่นาน ทว่าสนิทสนมดุจรู้จักกันมาเก่าก่อน ไฉนจะนั่งดูซือหม่าซุนตกในเงื้อมมือโจรโดยไม่ช่วยได้ ข้าพเจ้าขอนำพลกล้าในกองข้ามน้ำไปตีโจรช่วยเขากลับมา"

"ดี ดี ดี!" จูฮีเอ่ยคำว่าดีหลายครั้ง สรรเสริญด้วยใจจริงว่า "ท่านนี้คือลูกเสือเองอิม(16)โดยแท้!"

ซุนเจินกับงอเก๋งต่างกัน งอเก๋งมิใช่ขุนพลผู้กล้า ส่วนความกล้าหาญลือชื่อของซุนเจินนั้นจูฮีได้ยินมาเสมอตั้งแต่ย่างเข้าเขตเองฉวน บัดนี้เห็นซุนเจินอาสาเองด้วยความเต็มใจ เขาจึงตอบรับในทันที

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "ข้าผู้เป็นลูกเสือเองอิม สมทบกับซุนเกี๊ยนพยัคฆ์ดุแห่งกังตั๋ง สองพยัคฆ์ผู้กล้าผนึกกำลังกัน หวังว่าจะกลับมาได้โดยราบรื่น!" เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอบังอาจ ขอใต้เท้าแม่ทัพระดมพลง้างหน้าไม้ในกองทั้งหมดออกมา เรียงรายไว้ริมฝั่ง รอเมื่อข้าพเจ้ากับซือหม่าซุนข้ามน้ำกลับมา จะต้องมีทัพโจรไล่ตามมาเป็นแน่ ถึงคราวนั้น ขอใต้เท้าแม่ทัพสั่งพลง้างหน้าไม้ระดมยิงธนู คุ้มกันพวกข้าพเจ้ากลับเข้ากระบวน"

"ดี!"

ตามที่ซุนเจินขอ จูฮีจัดให้คนระดมพลธนูหน้าไม้ใต้บังคับออกมาทั้งหมดในทันที สมทบกับพลม้าสามฮ่อที่ยิงธนูอยู่ริมฝั่ง รวมกันได้สองพันคนเศษ มาชุมนุมพร้อมกันที่ริมฝั่ง

ซุนเจินกลับมายังกองของตน กล่าวแก่สวี่จ้ง เจียงฉิน ฯลฯ ว่า "ข้ากับซือหม่าซุนแรกพบก็ดั่งรู้จักกันมานาน บัดนี้เขาตกในเงื้อมมือโจร ข้าไม่อาจไม่ช่วยได้ ฝั่งตรงข้ามทัพโจรมากนัก กำลังหลักของทัพโจรก็จะมาถึง ครานี้ไปช่วยคนอันตรายยิ่งนัก ท่านทั้งหลาย ผู้ใดยอมตามข้าไป"

เหล่านายทหารไม่ลังเลแม้แต่น้อย ล้วนกล่าวว่า "ขอตามท่านไป!"

"ดี! ทว่าลำน้ำเป็นโคลนเลน ไม่เหมาะแก่กำลังพลหมู่ใหญ่ข้ามไป การช่วยคนคราวนี้ ทหารถือเอาความกล้าเก่ง ไม่ได้ถือเอาความมาก จึงไม่จำเป็นต้องไปทั้งหมด แปะฉิน จื่อซิ่ว อาเติ้ง อาเปา พวกเจ้าคัดพลกล้าจากกองของพวกเจ้าจำนวนหนึ่ง รวมให้ครบทหารเกราะสองร้อยนายก็พอ ในสองร้อยนายนี้ ให้เป็นพลโล่ยี่สิบนาย พลจี่(17)ห้าสิบนาย ที่เหลืออีกร้อยสามสิบนายใช้ดาบหวนโฉ่วทั้งหมด จวินชิง เจ้าก็คัดพลง้างหน้าไม้ที่กล้าหาญห้าวหาญในกองของเจ้าออกมาห้าสิบนายตามข้าข้ามน้ำไป" พลกล้าสองร้อยนาย พลหน้าไม้ห้าสิบนาย ซุนเจินเตรียมจะนำพลสองร้อยห้าสิบนายนี้ข้ามน้ำไป

เหล่านายทหารรับคำสั่ง

ซุนเจินจึงจัดวางภารกิจให้นายทหารแต่ละนายอย่างละเอียดต่อไปว่า "เมื่อข้ามน้ำ ให้พลโล่ยี่สิบนายเดินหน้าสุด จวินชิงนำพลหน้าไม้ห้าสิบนายซ่อนอยู่หลังโล่เดินหน้าไป เดินไปก็ยิงธนูไปยังฝั่งตรงข้าม แปะฉิน เจ้านำพลถือจี่(17)ห้าสิบนายตามหลังจวินชิง ครั้นถึงใต้ฝั่งตรงข้าม ก็ให้แทงฟันข้าศึกบนฝั่งด้วยจี่ยาวภายใต้การคุ้มกันของพลหน้าไม้ อาเติ้ง เจ้านำทหารเกราะที่ใช้ดาบหวนโฉ่วห้าสิบนายตามหลังแปะฉิน ฉวยจังหวะที่แปะฉินใช้จี่ยาวตีข้าศึก นำคนบุกขึ้นฝั่ง จื่อซิ่ว อาเปา เจ้าสองคนกับข้านำทหารเกราะถือดาบที่เหลืออีกแปดสิบนายตามไปหลังสุด"

"ขอรับ!"

"จื้อไฉ อวี้หลาง ซูเงียบ เจ้าสามคนไม่ต้องตามข้าข้ามน้ำ รอเมื่อข้ากับซือหม่าซุนกลับมา พวกเจ้าจงเร่งให้พลม้าสามฮ่อ ฯลฯ ระดมยิงธนูคุ้มกันพวกข้า"

ซินอ้ายนำพลม้ามาช่วยจูฮีก่อน พอมาถึงก็ไม่มีอะไรทำ ครั้นซุนเจินมาถึง เขาก็กลับเข้าสังกัดกองซุนเจินทันที

ซวนคางอยากตามซุนเจินไปด้วยยิ่งนัก แต่เขารู้ตัวเองว่าหาได้กล้าหาญห้าวหาญไม่ หากตามซุนเจินไปด้วย ไม่เพียงช่วยอะไรไม่ได้ เกรงว่าจะยังเป็นตัวถ่วงซุนเจินเสียอีก จึงรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก

ซีจื้อไฉจ้องมองซุนเจินอยู่นาน ถอนใจกล่าวว่า "เจินจือ คืนนี้ข้าจึงได้รู้ถึงความห้าวหาญแกร่งกล้าของเจ้า" เขานึกว่าตนเองรู้จักซุนเจินดี แต่ซุนเจินกลับทำเรื่องที่เกินความคาดหมายของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

เขากล่าวว่า "ท่านจงไปโดยวางใจเถิด หากท่านพลาดพลั้งตกในเงื้อมมือข้าศึก ข้าจะนำพลที่เหลือข้ามน้ำไปช่วยท่านเป็นแน่"

ภายในเวลาอันสั้นเพียงนี้ กองของซุนเกี๊ยนฝั่งตรงข้ามบาดเจ็บล้มตายไปหลายสิบ กระบวนวงล้อมที่ตั้งไว้หดเล็กลงไปไม่น้อย

ซุนเจินเหลือบมองไปยังทะเลเพลิงเบื้องไกล กำลังหลักของทัพโพกผ้าเหลืองที่ออกจากเมืองยังห่างจากที่นี่หลายลี้ อีกค่อนยามจึงจะมาถึง

เขาจัดเสื้อเกราะให้เรียบร้อย รอจนสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ เฉินเปา ฯลฯ คัดพลกล้าข้ามน้ำได้แล้ว จัดกระบวนก่อนหลังเรียบร้อย ก็ไม่พูดมาก สั่งสั้น ๆ ว่า "ข้ามน้ำ!"

ราตรีลึก แสงไฟ สายน้ำ ดวงดาวและจันทร์สะท้อนเงา

ภายใต้สายตาของพลเดินเท้าและพลม้านับหมื่นที่ฝั่งนี้ กับพลเดินเท้าและพลม้านับพันที่ฝั่งโน้นจับจ้องร่วมกัน กองกำลังขนาดเล็กสองร้อยกว่าคนของพวกเขาก็ลงสู่ลำน้ำ ลุยน้ำบุกไปยังฝั่งตรงข้าม

## เชิงอรรถ

(1) จั้ง — มาตราวัดความยาวจีนโบราณ 1 จั้งเท่ากับ 10 ฉื่อ ราว 2.3 เมตรในยุคฮั่นตะวันออก

(2) พลง้างหน้าไม้ (เจวี๋ยจางซื่อ) — พลทหารที่ใช้เท้าเหยียบง้างคันหน้าไม้แรงสูง สังกัดกองเซ่อเซิงในห้ากองทัพเหนือ

(3) ขนหางขาว (ป๋ายเหมา) — ชื่อเรียกอีกอย่างของกองกลาง พลม้าองครักษ์ประจำตัวซุนเจินซึ่งใช้เครื่องสีขาวล้วน "ขนหางขาว" คือพู่ขนหางสัตว์สีขาวที่ประดับ

(4) ถุน — หน่วยทหารยุคฮั่น หนึ่งถุนมีพลประมาณร้อยนาย

(5) ดาบหวนโฉ่ว — ดาบคมเดียวที่ปลายด้ามทำเป็นห่วงกลม อาวุธประจำกายทหารยุคฮั่น

(6) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่า (นายทหารบังคับการ) ผู้ช่วยทัพ ซึ่งซุนเกี๊ยนได้รับใต้บัญชาจูฮีในศึกปราบโพกผ้าเหลือง

(7) ตะลุยแนว (เซี่ยนเจิ้น) — อักษรบนธงของกองทหารกล้าฝ่ายโพกผ้าเหลือง หมายถึงการตะลุยฝ่าแนวข้าศึก

(8) กองเซี่ยนเจิ้น — กองทหารชั้นยอดที่คัดเลือกพลสละชีพ ปอไซเลียนแบบกองทหารกล้าของซุนเจินจัดตั้งขึ้น "เซี่ยนเจิ้น" แปลว่าตะลุยแนวข้าศึก

(9) พลม้าสามฮ่อ (ซานเหอฉีซื่อ) — พลทหารม้าที่เกณฑ์มาจากสามหัวเมืองริมแม่น้ำเหลือง คือฮ่อลาย (เหอเน่ย) เหอหนาน และฮ่อตั๋ง (เหอตง)

(10) กระบวนวงล้อม (หวานเจิ้น) — กระบวนรบทรงวงกลม หันหลังเข้าใน หันหน้าออกนอก ใช้ตั้งรับเมื่อถูกล้อม เป็นยุทธวิธีที่พลม้าฮั่นมักใช้ พลราบก็ใช้ได้

(11) จวินโฮ่ว — นายทหารบังคับการระดับเทียบหกร้อยสือใต้บัญชาในทัพ

(12) เกราะเหลี่ยงตัง — เกราะที่ประกอบด้วยแผ่นอกและแผ่นหลังสองส่วน เหมาะแก่ทหารม้าสวมใส่

(13) กองเยว่ฉี — กองทหารม้าชั้นยอด หนึ่งในห้ากองทัพเหนือ ขึ้นกับเยว่ฉีเสี้ยวเว่ย (นายกองทหารม้าเยว่ฉี)

(14) เปี๋ยปู้ซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าคุมกองแยก (กองพลอิสระนอกอัตรา)

(15) เยว่ฉีเสี้ยวเว่ย — นายกองทหารม้าเยว่ฉี หนึ่งในห้ากองทัพเหนือ ผู้นี้แซ่เว่ย เรียกตามสมญาว่าท่านเว่ย

(16) ลูกเสือเองอิม (เองอิมหรู่หู่) — คำยกย่องซุนเจิน เองอิมเป็นถิ่นกำเนิดของเขา หรู่หู่หมายถึงลูกเสือซึ่งเปรียบผู้มีอนาคตไกล

(17) พลจี่ — ทหารถือจี่ (戟 จี่) ด้ามยาว อาวุธด้ามยาวมีง้าวเกี่ยว แยกจากทวน (矛 เหมา) ที่ใช้แทงอย่างเดียว

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป