# ตอนที่ 241 — เร็วดั่งลม รุกดั่งไฟ
พลโล่ชูโล่นำหน้าออกไปก่อน สวี่จ้งคุมพลง้างหน้าไม้ห้าสิบคนตามติดมาข้างหลัง ถัดมาเป็นเจียงฉินคุมพลจี่ห้าสิบคน ถัดไปอีกเป็นเล่าเติ้งคุมพลถือดาบเกราะเหล็กห้าสิบคน สุดท้ายคือซุนเจิน เกาซู่ เฉินเปา เฉิงเยี่ยน กับพลถือดาบเกราะเหล็กอีกแปดสิบคน
บรรดากองทหารพากันลงจากตลิ่งสู่กลางลำน้ำ เดินเรียงตามกันดุจปลาว่ายเป็นแถว น้ำท่วมพ้นเข่า ก้นน้ำเป็นเลนตมเหลวเฟะ ก้าวลงไปแต่ละก้าวจะยกเท้าขึ้นก็ยังลำบาก
ซุนเจินรำพึงในใจว่า "มิน่าเล่า จูฮีจึงส่งคนมาช่วยถึงสามครั้งสามครา ก็ยังหาช่วยซุนเกี๊ยนกลับไปได้ไม่"
ลำน้ำหากว้างไม่ มีเพียงไม่กี่จ้าง ทว่าบนเส้นทางน้ำอันเป็นเลนตมสั้นเพียงไม่กี่จ้างนี้เอง บัดนี้ทหารราบล้มตายไปแล้วร่วมหนึ่งสองร้อยคน น้ำในลำนั้นลอยแดงฉาน ศพทหารที่ล้มตายแต่ก่อนยังมิได้ขนกลับขึ้นตลิ่ง จมบ้างลอยบ้างอยู่กลางน้ำ ทหารที่ตายเหล่านี้ส่วนมากตายด้วยลูกหน้าไม้จากฝั่งตรงข้าม
ทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นส่วนใหญ่เป็นพลทวนยาว แต่ก็มีพลธนูพลหน้าไม้ราวสองสามร้อยคนปะปนอยู่ด้วย พอยิงพร้อมกันคราหนึ่ง ลูกธนูก็ตกลงมาดั่งห่าฝน
ธนูนั้นยังดีอยู่ เพราะแรงมีจำกัด หน้าไม้กำลังแรงกว่า ลูกหน้าไม้ทะลุทะลวงได้แรงกว่า เหนือกว่าลูกธนูยิ่งนัก ในระยะใกล้เพียงเท่านี้ แม้มีโล่ก็ยากจะป้องกันได้สิ้นเชิง
ครั้นลงสู่กลางน้ำแล้ว พลโล่ใช้สองมือยกโล่ ชูโล่ขึ้นสูง ย่อตัวลงครึ่งหนึ่งลุยน้ำเดินหน้าไป เดินไปยังไม่ทันสองก้าว เสียง "ปึง ๆ" ก็ดังอู้อยู่ไม่ขาด นั่นคือฝั่งตรงข้ามระดมยิงธนูหน้าไม้มา ลูกหน้าไม้หลายดอกติด ๆ กันแทงทะลุโล่ พลโล่สองคนที่อยู่หน้าสุด คนหนึ่งถูกตอกมือติดเข้ากับโล่ เลือดไหลรินลงมาตามข้อมือ อีกคนหนึ่งถูกลูกหน้าไม้แทงทะลุโล่ปักเข้าที่บ่า แม้สวมเกราะหนังก็หาเป็นประโยชน์ไม่ ทั้งร่างถูกแรงลูกหน้าไม้พาเซถลาไปข้างหลัง ทรุดลงนั่งกลางน้ำ ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พลโล่ข้างหลังก้าวขึ้นมา เปลี่ยนสองคนนี้ออกไป แล้วก็ยังคงฝ่าลูกธนูลูกหน้าไม้เดินหน้าต่อไป
ลูกธนูลูกหน้าไม้บ้างปักที่โล่ บ้างตกลงในน้ำซ้ายขวาข้างหน้า เสียง "ฉวบ ๆ" ดังลั่น กระเซ็นเป็นวงน้ำวนเป็นหย่อม ๆ
สวี่จ้งนำพลง้างหน้าไม้ติดตามอยู่หลังขบวนโล่ ออกคำสั่งด้วยเสียงทุ้มหนักว่า "หน้าไม้!"
พลง้างหน้าไม้ห้าสิบคนนั้นล้วนใช้หน้าไม้ยิงซ้ำขนาดเล็ก ครั้งหนึ่งยิงได้สองดอก ใต้คันหน้าไม้มีรางบรรจุลูก ป้อนลูกขึ้นได้เอง แม้ระยะยิงจะไม่ไกลนัก เทียบหน้าไม้สามสือ ห้าสือมิได้ แต่ดีตรงที่กลไกแยบยลฉับไว ใช้ในศึกใหญ่อาจไม่เหมาะ ทว่าใช้ในการจู่โจมระยะสั้นด้วยกำลังน้อยอย่างขณะนี้ก็เหมาะเจาะพอดี พลง้างหน้าไม้ห้าสิบคน ยิงคราหนึ่งได้ลูกหน้าไม้ร้อยดอก ผ่านไประลอกหนึ่ง ข้าศึกบนฝั่งตรงข้ามก็ล้มตายบาดเจ็บไปไม่น้อย
ในความมืดแห่งราตรี ลูกธนูไปมาไขว้กัน กลางน้ำและฝั่งตรงข้ามมีเสียงร้องโอดโอยไม่ขาดสาย บ้างก็มีพลโล่บาดเจ็บถอยร่นออกมา บ้างก็มีข้าศึกฝั่งตรงข้ามทิ้งตัวล้มลงในลำน้ำ เลือดที่ไหลออกมาของพวกเขาราวกับย้อมผิวน้ำให้แดงฉานยิ่งขึ้น
จูฮี บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง งอเก๋ง กับผู้คนทั้งหลายบนตลิ่ง ต่างก้าวเดินไปข้างหน้าหลายก้าวอย่างมิรู้ตัว สายตาบ้างจับจ้องที่ซุนเจินกับพวก บ้างจับจ้องที่ฝั่งตรงข้าม
คบเพลิงลุกโพลงโชติช่วง แสงไฟส่องสว่างทั้งสองฝั่ง ทแกล้วทหารทั้งฝ่ายเราฝ่ายข้าศึกกว่าหมื่นคนสองฟากฝั่ง บ้างหันหน้า บ้างชะเง้อคอ ล้วนเฝ้ามองผืนน้ำเล็ก ๆ ที่ไฟศึกลุกโชนขึ้นใหม่นี้
แม้กลางน้ำจะมีกระแสน้ำ ก้นน้ำเป็นเลนตม แต่ด้วยการป้องกันของพลโล่และการตอบโต้ของพลง้างหน้าไม้ ฝ่าห่าลูกธนูของข้าศึก ซุนเจินกับพวกก็ค่อย ๆ เดินผ่านเส้นทางมรณะอันยาวเพียงไม่กี่จ้างนี้ไปได้
ในเส้นทางไม่กี่จ้างนี้ ฝ่ายซุนเจินมีพลโล่บาดเจ็บห้าหกคน ฝ่ายทหารโพกผ้าเหลืองต้องลูกธนูไปสามสิบกว่าคน
ครั้นใกล้ฝั่ง สวี่จ้งนำพลง้างหน้าไม้ถอยกลับ เจียงฉินนำพลจี่สวนทางกับพลง้างหน้าไม้ขึ้นไปแทนที่ พลโล่ที่เหลือยืดตัวขึ้น ชูโล่ขึ้นเหนือศีรษะ ต้านทวนยาวที่ข้าศึกบนฝั่งซึ่งอยู่สูงกว่าแทงลงมา เจียงฉินตวาดสั่งว่า "แทง!" พลจี่ห้าสิบคนใช้สองมือกุมโคนด้ามจี่ บิดเอวออกแรง ส่งจี่เหล็กด้ามยาวแทงสวนขึ้นไปจากช่องว่างระหว่างโล่
บนฝั่งทวนแทงลง กลางน้ำจี่แทงขึ้น
จี่เทียบกับทวนแล้ว ข้อเสียคือใช้ได้หลายอย่างเกินไป ฝึกฝนไม่ง่าย แต่ข้อดีก็คือใช้ได้หลายอย่างเช่นกัน ทวนทำได้แต่แทง ส่วนจี่นั้นเกี่ยวกลับมาได้ พลจี่ห้าสิบคนแทงครั้งแรกหาถูกข้าศึกไม่ แต่กลับมีจี่ยาวหลายเล่มขณะตกกลับลงมาเกี่ยวเอาทวนยาวบนฝั่ง เกี่ยวทวนหล่นลงสองสามเล่ม อีกทั้งยังเกี่ยวพลทวนสองคนลงมาด้วย พลทวนสองคนนี้คงจะตื่นตระหนกเกินไป กำด้ามทวนแน่นนัก ครั้นถูกเกี่ยวก็ลืมปล่อยมือ ตกลงมาบนโล่ที่พลโล่ชูอยู่
พลโล่เหล่านี้เอียงตัวเล็กน้อย ปล่อยให้พลทวนสองคนตกลงไปใต้โล่
เจียงฉินมิได้ถือจี่ ยังใช้ดาบเหมือนเดิม ไม่รอให้พลทวนสองคนนี้ลุกขึ้น ก็ก้มหลังพุ่งเข้าไปใกล้ ดาบเดียวต่อหนึ่งคนแทงสังหารทั้งสอง ครั้นแทงตายแล้วก็ย่อตัวลง ตัดศีรษะคนทั้งสองออกมา โยนขึ้นไปจากใต้โล่ แต่หาขึ้นถึงฝั่งไม่ ตกลงบนเชิงลาดริมน้ำ กลิ้งตกลงมา เลือดบนใบหน้าปนกับโคลนตม ผ้าเหลืองที่โพกบนหน้าผากศีรษะเปรอะเปื้อนสกปรกยิ่งนัก แลดูในความมืดยามราตรีช่างเลือดสาดทารุณ
พลจี่แทงติด ๆ กันสามครั้ง เกี่ยวทวนยาวหล่นลงมาสิบกว่าเล่ม แทงบาดเจ็บแทงสังหารข้าศึกไปห้าหกคน
เจียงฉินย่อตัวอยู่ใต้โล่ แหงนหน้าคอยจับตาดูความเป็นไปบนฝั่งอยู่ทุกขณะ เห็นพลจี่ถางที่ว่างได้เพียงเล็กน้อย ก็ร้องเรียกว่า "อาเติ้ง!"
เล่าเติ้งขานรับ นำพลถือดาบเกราะเหล็กห้าสิบคนพุ่งทะยานขึ้นมาจากด้านหลังพลจี่ ก้มตัวลอดใต้โล่ผ่านไป ไม่หยุดแม้ครึ่งก้าว มุ่งหน้าบุกสังหารขึ้นฝั่ง เขาพุ่งอยู่หน้าสุด คาบดาบยาวคมตรงไว้ในปาก ใช้มือปีนป่าย ขุดคุ้ยดินเลนบนเชิงลาดริมน้ำไต่ขึ้นไป ไต่ขึ้นไปสองก้าว สองขาออกแรงพุ่งทะยานขึ้น ทั้งร่างกระโจนข้ามผ่านหน้าโล่ของพลโล่ เผชิญกับทวนยาวที่ข้าศึกแทงลงมา
จูฮี บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง งอเก๋ง กับพวก กลั้นลมเฝ้าดูการศึก เห็นเล่าเติ้งกระโจนพรวดออกมา ต่างก็ใจหายแทบหลุดจากอก เห็นทวนยาวสี่ห้าเล่มรุมแทงเข้าใส่ บุนไท่โส่วถึงกับร้องลั่นว่า "อนิจจา!"
ทวนยาวสี่ห้าเล่มนี้หาได้แทงมาจากเบื้องบนตรง ๆ ทั้งหมดไม่ สามเล่มแทงเฉียงมาจากซ้ายขวาสองข้าง อีกสองเล่มแทงลงมาจากเบื้องบนเหนือศีรษะ
ทวนยาวสามเล่มที่แทงเฉียงมานั้น เล่าเติ้งหาแยแสไม่ อาศัยที่เกราะแกร่งกายล่ำ ฝืนรับสามแทงนั้นไว้ แทบจะในขณะเดียวกับที่รับแทงนั่นเอง เขาแหงนหน้าจ้องพลทวนสองคนที่อยู่เหนือศีรษะพอดี ชักดาบหวนโฉ่วออกจากปาก เงยขึ้นกระทุ้งสุดกำลัง แทงถูกบั้นเอวของพลทวนคนหนึ่งเข้าพอดี พลทวนผู้นั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ปล่อยทวนยาว กลิ้งตกลงน้ำ ส่วนทวนยาวของพลทวนอีกคนหนึ่งช้ากว่าเล็กน้อย แต่ขณะนั้นก็จวนจะถึงลำคอเขาแล้ว เขาจึงกวัดดาบกวาดขวาง กันทวนออกไปก่อน แล้วก็กระทุ้งขึ้นอีกครั้ง แทงพลทวนผู้นี้ตกลงน้ำไปอีกคน
ครั้นพลทวนสองคนนี้ตกลงน้ำ เจียงฉินก็ก้มหลังพุ่งขึ้นมาอีก ตัดศีรษะคนทั้งสองออกมา โยนขึ้นไปยังฝั่ง
ครั้นแทงพลทวนสองคนเหนือศีรษะตกลงไปแล้ว เล่าเติ้งก็กลับมือกวัดดาบ ฟันพลทวนด้านข้างบาดเจ็บไปอีกคน จากนั้นมือซ้ายยันเชิงลาดริมน้ำ ค้ำตัวพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง พุ่งสองครั้งติด ๆ กัน เขาก็จวนจะพุ่งขึ้นถึงฝั่งแล้ว เขากวาดตาดูรอบทิศ เห็นพลทวนสี่ห้าคนที่อยู่ใกล้พุ่งเข้ามาทางนี้ ก็เบิกตาตวาดลั่นเสียงหนึ่งว่า "ฟัน!"
เสียงนี้ดั่งฟ้าผ่าคำราม จูฮี บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง งอเก๋ง กับพวกที่อยู่ไกลออกไปหลายจ้างยังพากันสะดุ้ง เฟ่ยช่างร้องด้วยความตกใจเสียงหนึ่ง สองขาอ่อนปวกเปียก แทบจะทรุดนั่งลงกับพื้น ไกลออกไปหลายจ้างยังถูกเสียงนั้นทำให้ตกใจถึงเพียงนี้ ส่วนพลทวนที่อยู่บนฝั่งใกล้กันเพียงคืบศอก เดิมก็ตื่นตระหนกราวเผชิญศึกใหญ่อยู่แล้ว ครั้นได้ยินเสียงคำรามดั่งฟ้าผ่านี้ขึ้นมาในทันใด ก็มีหลายคนพลั้งมือทำทวนยาวหลุดร่วงลงทันที
เล่าเติ้งฉวยโอกาสนี้ กระโจนดั่งพยัคฆ์อีกครั้ง กระโดดขึ้นถึงฝั่ง
พลถือดาบเกราะเหล็กห้าสิบคนที่เขาคุมมาตามติดขึ้นไปข้างหลัง คว้าจังหวะช่องว่างนี้ พากันบุกขึ้นฝั่งทีละคนสองคนตามกันไป
จูฮีเอ่ยปากชมขึ้นมาอย่างอดมิได้ว่า "พุ่งขึ้นฝั่งสามที ตวาดทีเดียวสะเทือนข้าศึก! ชั่วพริบตา สังหารโจรไปสามคน ขับไล่ข้าศึกหมู่ใหญ่ให้แตกถอย เผชิญภัยฝ่าอันตรายดั่งเดินบนพื้นราบ นี่คือพยัคฆ์แห่งทแกล้วทหารแท้ ๆ!" แล้วถามบุนไท่โส่วว่า "ใต้เท้า ผู้นี้คือผู้ใด คนโบราณว่าไว้ เมืองเองฉวนมากด้วยผู้พิเศษวิเศษ คำนี้หาได้ลวงข้าไม่จริงเทียว"
บุนไท่โส่วก็ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป
เขารู้ว่าเล่าเติ้งเก่งกล้า ครั้งรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก ซุนเจินจะมากราบเรียนความเป็นไปแห่งการศึกแก่เขาทุกวัน และส่งบัญชีความชอบขึ้นมา ในบัญชีความชอบนั้น เล่าเติ้งมักได้อันดับหนึ่งเสมอ แต่อันดับหนึ่งนี้ก็เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษเท่านั้น วานนี้สังหารข้าศึกเท่านั้นเท่านี้ วันนี้สังหารข้าศึกเท่านั้นเท่านี้ มีเพียงเท่านั้น คืนนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความห้าวหาญของเล่าเติ้งกับตา เขาพึมพำกับตนเองว่า "คนเราจะห้าวหาญถึงเพียงนี้ได้ทีเดียวหรือ" ตกใจเกินไปจนลืมตอบจูฮี
จูฮีถามซ้ำอีกครั้ง เขาจึงตอบว่า "ผู้นี้ชื่อเล่าเติ้ง เป็นปินเค่อ(1)ในสังกัดของซุนเยวี่ยน(2) ขึ้นชื่อลือชาในความเก่งกล้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เล่าเติ้งบุกขึ้นถึงฝั่ง ดั่งพยัคฆ์เข้าฝูงแกะ พลถือดาบเกราะเหล็กห้าสิบคนที่เขาคุมมา หากว่าด้วยความห้าวหาญฝีมืออาจมิใช่แกร่งที่สุด แต่ล้วนเป็นนักรบสละชีพแห่งกองตะลุยแนว กล้าฆ่ากล้าสู้ ทหารโพกผ้าเหลืองที่สกัดพวกเขาอยู่บนฝั่งนั้นก็มาจากกองตะลุยแนวของฝ่ายโพกผ้าเหลืองเช่นกัน ล้วนเป็นนักรบสละชีพ ฮึกห้าวสู้ตายไม่แพ้พลเกราะเหล็กทั้งห้าสิบนี้ เพียงแต่น่าเสียดายที่เกราะและศัสตราวุธของพวกเขาด้อยกว่าพลเกราะเหล็กทั้งห้าสิบนี้อยู่มาก สองฝ่ายปะทะกัน เลือดเนื้อกระเด็นกระจาย มีคนบาดเจ็บล้มลงไม่ขาดสาย เฉาชั่ว(3)กล่าวว่า "ในการเข้าศึกประจัญดาบ สิ่งเร่งด่วนมีสามประการ ... ประการที่สามคือศัสตราวุธคมกริบ" ในการรบ ความคมกริบและความถนัดมือของศัสตราวุธนั้นสำคัญยิ่งนัก ฝ่ายเล่าเติ้งกล้าสู้ตายไม่กลัวความตาย ทั้งยังได้เปรียบเรื่องศัสตราวุธ ไม่ช้าก็สังหารทหารโพกผ้าเหลืองหลายสิบคนบนฝั่งช่วงนี้จนสิ้น ขยายผลแห่งชัยให้เจียงฉินกับพวก ถางที่ว่างได้กว้างขึ้นอีกผืนหนึ่ง
สวี่จ้งบัญชาพลง้างหน้าไม้ ระดมยิงลูกหน้าไม้ไปทั้งสองข้างของที่ว่างผืนนี้โดยเร็ว เพื่อสกัดทหารโพกผ้าเหลืองสองข้างมิให้เข้ามาทางนี้
ทหารโพกผ้าเหลืองสองข้างฝ่าห่าลูกธนูพุ่งเข้ามาด้วยความสุดใจ ทว่าอานุภาพของหน้าไม้ยิงซ้ำในยามนี้กลับได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ลูกหน้าไม้ไม่ขาดสาย ลูกธนูเร่งดั่งห่าฝน ชั่วพริบตาเดียวก็ยิงทหารโพกผ้าเหลืองที่พยายามพุ่งเข้ามาล้มลงไปยี่สิบกว่าคน
ซุนเจินคอยอยู่กลางน้ำมานานแล้ว ที่คอยอยู่ก็คือจังหวะนี้เอง เขาผงาดตัวกุมดาบ หันกลับไปร้องลั่นว่า "ฆ่า!"
เพื่อหลบลูกธนูของข้าศึก เดิมเขากับเกาซู่ เฉินเปา เฉิงเยี่ยน คุมพลถือดาบเกราะเหล็กที่เหลือย่อตัวอยู่กลางน้ำ ซ่อนอยู่หลังโล่ ครานี้ไม่อาจมัวหลบลูกธนูได้แล้ว เล่าเติ้งบุกถางที่ว่างได้ผืนหนึ่ง โอกาสนี้เสียมิได้ ครั้นร้องลั่นแล้ว เขาก็ถือดาบพุ่งไปข้างหน้า เกาซู่ เฉินเปา เฉิงเยี่ยน ขนาบซ้ายขวา นำพลถือดาบเกราะเหล็กที่เหลือบุกขึ้นฝั่ง
พอซุนเจินบุกขึ้นถึงฝั่ง พลถือดาบเกราะเหล็กหนึ่งร้อยสามสิบคนรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ในสมรภูมิเฉพาะส่วนนี้ กำลังของพวกเขาก็กลับเป็นต่อขึ้นมา
พลโล่ เจียงฉิน สวี่จ้ง กับพวกก็บุกขึ้นมาตามกันเป็นลำดับ ตามคำสั่งของซุนเจิน ผู้คนทั้งหลายแบ่งลำดับหน้าหลัง จัดเป็นกระบวนทัพสำหรับบุกทะลวง
หน้าสุดเป็นพลโล่ ถัดมาเป็นพลจี่ ถัดไปอีกเป็นพลธนูพลหน้าไม้ ส่วนพลถือดาบเกราะเหล็กคุ้มกันอยู่ซ้ายขวาและด้านหลังของพลธนูพลหน้าไม้
พลโล่ชูโล่เดินหน้า พลจี่ใช้จี่แทงไปข้างหน้าจากหลังโล่ พลธนูพลหน้าไม้แหงนยิงลูกธนูขึ้นฟ้า พลถือดาบเกราะเหล็กฟันฟาดข้าศึกที่เข้ามาใกล้ ผู้คนทั้งกระบวนเป็นเช่นนี้ ราวกับเม่นเหล็กตัวหนึ่ง ค่อย ๆ เคลื่อนรุดไปข้างหน้าทีละน้อย ทหารโพกผ้าเหลืองทยอยล้อมเข้ามา บ้างอยู่สองปีกของพวกเขา บ้างอ้อมไปข้างหน้า เข้าโจมตีสกัดกั้น
จูฮี บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง งอเก๋ง กับพวกมองดูแต่ไกล เห็นแต่ทหารโพกผ้าเหลืองนับพันที่เรียงแถวอยู่บนฝั่งตรงข้าม ครั้นถูกซุนเจินกับพวกกัดเปิดเป็นช่องโหว่ขึ้นแล้ว ก็แลดูชุลมุนวุ่นวายขึ้นบ้าง คนที่อยู่ใกล้อยากถอยหลัง คนที่อยู่ไกลอยากพุ่งเข้ามาทางนี้ ทวนยาวของพลราบกระทบกันเอง ส่วนพลม้าที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยก้าวต่างควบม้าเร่งขับจะมุ่งมาทางนี้ เจ้าชนข้า ข้าชนเจ้า ม้าร้องคนตะโกน เหตุการณ์ชุลมุนอลหม่าน
งอเก๋งดีใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ซุนเยวี่ยนบุกขึ้นไปแล้ว ทหารโจรปั่นป่วนกันใหญ่ ขอใต้เท้าได้โปรดออกคำสั่งเถิด ข้าพเจ้าจะนำพลบุกขึ้นไปด้วย!"
จูฮีก็ยอมตามคำขอของเขา
งอเก๋งรวมพลในสังกัดตนไว้พร้อมแต่แรก ยืนเรียงแถวอยู่ข้าง ๆ ไม่ไกล ครั้นได้รับอนุญาตจากจูฮี เขาก็วิ่งรี่ไปทันที รับหมวกเกราะที่ทหารคนสนิทยื่นให้ สวมขึ้นบนศีรษะพลางออกคำสั่งด้วยเสียงรีบเร่งว่า "บุกข้ามไป ช่วยซือหม่า!"
ทหารใต้บังคับซุนเกี๊ยนรวมแล้วกว่าพันคน เขากับเทียเภานำข้ามไปฝั่งตรงข้ามแล้วก่อนหลังราวห้าหกร้อยคน ที่เหลืออยู่ฝั่งนี้ยังมีอีกห้าหกร้อยคน
ในคนเหล่านี้มากมายเป็น "พรรคพวกร่วมบ้านเดียวกัน" ของซุนเกี๊ยน ที่ว่า "พรรคพวกร่วมบ้านเดียวกัน" นั้น แท้จริงก็เหมือนกับสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง กับพวกในสังกัดซุนเจินนั่นเอง เดิมเป็นนักเลงคะนองและหนุ่มอันธพาลในหมู่บ้าน ครั้นมาพึ่งใบบุญซุนเกี๊ยนก็ได้รับการอุปการะ สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง กับพวกนั้น "เป็นนักเลงถือคุณธรรมรักศักดิ์ศรี" รับบุญคุณแล้วต้องตอบแทน จงรักภักดีต่อซุนเจินยิ่งนัก พวกใต้บังคับซุนเกี๊ยนก็เป็นเช่นกัน ถือศักดิ์ศรีไม่อาลัยชีวิต จงรักภักดีต่อเขายิ่งนัก รอคอยมานานจนแทบมิไหว ก่อนหน้านี้ก็เพียรขอให้งอเก๋งนำพวกตนข้ามไปช่วยคนฝั่งตรงข้ามครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตจากจูฮี ต่างโห่ร้องกระโดดโลดเต้น ตีเกราะร้องพร้อมกันว่า "บุกข้ามไป ช่วยซือหม่า!" แม้แต่กระบวนแถวก็ไม่เป็นระเบียบแล้ว ดั่งฝูงพยัคฆ์ร้ายลงจากเขา ตรงดิ่งจากฝั่งลงไปกลางน้ำเช่นนั้น ถือดาบคว้าหน้าไม้ ชูทวนกุมจี่ ร้องลั่นเสียงดัง เหยียบเลนตมก้นน้ำ ก้าวยาวพุ่งบุกไป ด้วยคนมาก จึงเหยียบผิวน้ำให้กระเซ็นกระจายไปทั่ว งอเก๋งกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสียอีก
เพราะซุนเจินอยู่ฝั่งตรงข้ามดึงดูดความสนใจของทหารโพกผ้าเหลืองไว้เป็นส่วนใหญ่ พวกเขาจึงข้ามน้ำมาได้อย่างสบาย มีเพียงสี่ห้าคนถูกธนูบาดเจ็บ ที่เหลือไม่ช้าก็ลุยข้ามน้ำขึ้นฝั่งตรงข้ามไปได้ ทุกคนเปื้อนโคลนทั้งตัว ผู้ที่เตี้ยกว่าหน่อย ใบหน้าและมวยผมก็ถูกน้ำโคลนสาดกระเซ็นเช่นกัน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจสิ่งเหล่านี้ ตามฝีก้าวของซุนเจินบุกสังหารรุดไปข้างหน้า
บนตลิ่งฝ่ายทัพหลวงดังเสียงกลองศึกครึกครื้นกึกก้อง นั่นคือจูฮีสั่งให้คนตีกลองส่งสัญญาณ บอกแก่ซุนเกี๊ยนให้ตีฝ่าวงล้อมออกมา
ซุนเจินกับพวกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างหลัง งอเก๋งกับพวกห้าหกร้อยคนวิ่งกลางน้ำ ดั่งหย่อนเกี๊ยวลงหม้อ เสียง "ตูม ๆ" ดังไม่ขาด ซุนเจินเดาออกว่าจูฮีคงส่งกำลังหนุนมาแน่ ทว่าไม่มีเวลาแยกใจหันกลับไปมอง ภายใต้การโห่ร้องประสานของหัวหน้ากองน้อยหลายคน ทหารโพกผ้าเหลืองค่อย ๆ ฟื้นจากความชุลมุน ตั้งหลักได้มั่นคง แรงกดดันฝั่งตรงข้ามค่อย ๆ หนักขึ้น ข้าศึกสองปีกก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ฟันล้มไปคนหนึ่ง ทันใดก็มีสองสามคนเข้ามาแทน ทหารโพกผ้าเหลืองชุดนี้สมกับเป็นนักรบสละชีพที่ปอไซกับเหอมั่นคัดเลือกมาจากทั้งทัพ ตะโกนลั่นว่า "ฆ่าโจร ฆ่าโจร!" รุดหน้าทับกันมามิหยุด ห้าวหาญไม่กลัวความตาย
พลโล่ยี่สิบคน บัดนี้เหลือไม่ถึงสิบคนแล้ว ที่บาดเจ็บล้มตายไปสิบกว่าคนนั้น บ้างบาดเจ็บล้มตายกลางน้ำ บ้างบาดเจ็บล้มตายบนฝั่ง ซุนเจินตามอยู่หลังพลจี่พลง้างหน้าไม้ กำลังนำพลถือดาบเกราะเหล็กบุกไปข้างหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกใต้เท้านิ่มยวบ แทบจะหกล้ม ในยามรีบเร่งก้มลงมองดู ที่แท้คือเหยียบศพเข้า ในความรีบร้อนไม่อาจจำได้ว่าผู้ตายที่ใบหน้าเปื้อนโคลนเลือดผู้นี้เป็นใคร แต่จากเกราะที่สวมและโล่ที่ยังกำแน่นในมือ ก็เห็นได้ว่าเป็นพลโล่ผู้หนึ่งที่อยู่ข้างหน้า
"พื้นมีศพ ระวังเท้า!"
เสียงร้องของซุนเจินขาดคำลง ทหารข้างหลังก็ร้องตามขึ้นทันทีว่า "พื้นมีศพ ระวังเท้า!" เสียงร้องต่อเนื่องหน้าหลังเรียงกัน คนหนึ่งบอกต่อคนหนึ่ง เพื่อมิให้คนข้างหลังเผลอหกล้ม ทำให้กระบวนทัพปั่นป่วน
ตั้งแต่ขึ้นฝั่งประจัญบานมาจนบัดนี้ แท้จริงซุนเจินมิได้ปะทะกับข้าศึกโดยตรงสักเท่าใด ข้าศึกส่วนใหญ่ถูกพลง้างหน้าไม้พลจี่ที่อยู่ข้างหน้าสังหารไปแล้ว ถึงกระนั้นใบหน้าของเขาก็เปื้อนเลือดเปรอะไปนานแล้ว เลือดเหล่านี้บ้างมาจากข้างหน้า บ้างมาจากสองปีก บ้างมาจากตัวพวกเดียวกัน บ้างมาจากข้าศึกที่ถูกทหารในสังกัดสังหาร
สวี่จ้งเดิมเป็นคนเสียงทุ้มต่ำ ครานี้ก็ตวาดร้องสุดกำลังเช่นกัน เห็นข้าศึกข้างหน้ายิ่งรวมตัวมากขึ้น เขาก็บัญชาพลง้างหน้าไม้ระดมยิงไปยังที่ข้าศึกหนาแน่นมิหยุด เล่าเติ้งเวลาบุกสังหารเดิมก็ชอบตวาดโห่ร้องอยู่แล้ว ยามนี้เสียงตวาดโห่ร้องยิ่งดังกึกก้องกว่าแต่ก่อนนัก ซุนเจินเงยหน้ามองไปข้างหน้า ผ่านกลางหลังของพลจี่พลธนูพลหน้าไม้หลายสิบคนที่อยู่เบื้องหน้า ก็แลเห็นเล่าเติ้ง
เล่าเติ้งบุกฝ่าออกไปข้างหน้าเพียงลำพัง อยู่หน้าสุดทางซ้ายของทั้งกระบวน ตำแหน่งยังล้ำหน้าเจียงฉินเสียอีก เขาไม่รู้แย่งทวนยาวมาจากมือทหารโพกผ้าเหลืองคนใด มือซ้ายใช้ทวน มือขวาใช้ดาบ บุกสังหารปะทะ แทงข้าศึกข้างหน้าและด้านซ้ายล้มลงฟันล้มลงนับไม่ถ้วน
ทั้งกระบวนเคลื่อนรุดไปอย่างยากลำบาก
แม้รู้แน่ว่ากองหนุนที่จูฮีส่งมาอยู่ข้างหลังแล้ว แต่ในการณ์เช่นนี้ ก็มิอาจหยุดรอได้เลย ครั้นหยุดลง ไม่ก็จะถูกข้าศึกล้อมไว้ในทันที ไม่ก็จะเสียแรงฮึกบุกนี้ไป หยุดเท้ามิอาจรุดหน้าได้อีก ไม่ทันรู้ตัว ก็ขึ้นฝั่งมาสิบกว่าก้าวแล้ว
ในกระบวนทัพ ซุนเจินสุดสายตามองไปข้างหน้า ประการหนึ่งเพราะกลางคืนมืด อีกประการเพราะผู้คนรอบข้างมากเกินไป มีทั้งพวกเดียวกัน มีทั้งข้าศึก สายตามองไปทางใดก็หนาแน่นไปด้วยหัวคน ดังนั้นจึงมองไม่เห็นที่ซุนเกี๊ยนถูกล้อม
สีหน้าของข้าศึกแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บ้างหวาดผวาวุ่นวาย พยายามถอยหลัง บ้างคำรามโกรธา เงื้อแขนชูทวนเบียดดันไปข้างหน้าด้วยกำลัง บ้างหันหน้ามองไปข้าง ๆ ฟังคำสั่งและการบัญชาของหัวหน้ากองน้อยผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกล มองผ่านไปเพียงชั่วครู่ สีหน้าต่าง ๆ ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยผ้าเหลืองแถบแล้วแถบเล่าที่พวกเขาคาดบนหน้าผาก ผ้าเหลืองนับร้อยนับพันกระโจนพราวระยับอยู่ทั่วทุกทิศใกล้ไกลมิขาด
ผ้าเหลืองแม้เป็นเพียงแถบแคบ ๆ แต่ยามนี้มองไป ปนกันเข้ากลับดั่งทะเลกว้างมหึมา
ผ้าเหลืองนับไม่ถ้วนกระโจน ทวนยาวนับไม่ถ้วนแทง
ผู้บาดเจ็บร้องโอดโอย นักรบกล้าโห่ร้องสุดเสียง
คบเพลิงต่อเนื่องกันเป็นทะเลเพลิง ส่องตลิ่งสว่างไสว
ครั้นบุกรุดหน้าไปอีกสิบกว่าก้าว พลโล่ก็บาดเจ็บล้มตายจนสิ้น เมื่อสิ้นการคุ้มกันของพลโล่ พลจี่ที่เจียงฉินคุมมาก็เผชิญแรงต้านทานหนักขึ้นในทันที
เจียงฉินด่าทอตวาดลั่น พุ่งจากตำแหน่งกลางขึ้นมาอยู่หน้าสุดของพลจี่ เกราะทั้งตัวเปื้อนเลือด ไม่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ หรือเป็นเลือดข้าศึก หรือทั้งสองอย่าง เพียงชั่วลมหายใจสองครั้ง ซุนเจินก็เห็นกับตาว่าเขาใช้ดาบยาวแทงข้าศึกล้มไปคนหนึ่ง ฟันคว่ำไปอีกคน พร้อมกันนั้นบ่าขวาก็ต้องทวนเข้าหนึ่งที
ครั้งรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก ซุนเจินยกพลออกเมืองตีโจมตีที่มั่นทหารโพกผ้าเหลืองหลายครั้ง เจียงฉินทุกครั้งจะตามอยู่หลังขบวน ไม่เคยขึ้นหน้าขบวนเลย นี่เป็นครั้งแรก สมกับฉายา "มหาขุนนางแห่งเองอิม" หรือ "แปะฉินใต้เขต" ที่แสดงสันดานห้าวหาญของนักเลงเอาชีวิตเข้าแลกออกมา ห้าวหาญไม่มีผู้ใดเทียบจริง ๆ
เฉิงเยี่ยนตามติดอยู่หลังซุนเจิน ร้องลั่นว่า "ท่านซุน! ทวน!"
ทวนยาวของข้าศึกเล่มหนึ่งแทงเสียบเข้ามาจากช่องว่างระหว่างผู้คนทางด้านข้าง แทบจะถูกแขนซุนเจิน ซุนเจินยื่นมือซ้ายออกไป คว้าปลายทวนไว้ ตวาดลั่นว่า "แทง!" เฉิงเยี่ยนกับพลถือดาบเกราะเหล็กหลายคนพร้อมกันแทงดาบออกไป แทงพลทวนผู้นั้นล้มลง ซุนเจินปล่อยมือ ทิ้งทวนยาว ถอนหายใจในใจเงียบ ๆ รำพึงในใจว่า "บุกฝ่าไปมิได้แล้ว"
ผู้คนมากเกินไป เขามองไม่เห็นที่ซุนเกี๊ยนถูกล้อม แต่จากที่สังเกตการณ์ตอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่ซุนเกี๊ยนถูกล้อมห่างจากฝั่งอย่างน้อยหกสิบกว่าก้าว แต่บัดนี้พวกเขาขึ้นฝั่งมาได้เพียงยี่สิบกว่าก้าว พลโล่ยี่สิบคนบาดเจ็บล้มตายจนสิ้น พลจี่ห้าสิบคนเหลือไม่ถึงสามสิบคน พลง้างหน้าไม้ที่สวี่จ้งคุมมาบาดเจ็บล้มตายน้อยหน่อย แต่ก็ตายไปสิบกว่าคน
สวี่จ้งล่าหลังไปก้าวหนึ่ง รอซุนเจินตามมาทัน กล่าวว่า "ท่านซุน ข้าจะนำคนบุกดูสักหน่อย ช่วยอาเติ้งกับแปะฉิน"
เกาซู่ เฉินเปา ตามอยู่หลังซุนเจิน ก็เอ่ยขึ้นเช่นกันว่า "ให้เรานำพลเกราะบุกขึ้นไปสักหน่อยเถิด!"
ซุนเจินมิได้ตอบพวกเขา มองไปข้างหน้าอีกครั้ง ข้าศึกหนาแน่นแออัด มิอาจรู้ได้ว่าข้างหน้ายังมีข้าศึกอีกมากเท่าใด
เขาตัดสินใจแล้ว กำลังจะออกคำสั่งว่า "กองหลังเปลี่ยนเป็นกองหน้า กองหน้าเปลี่ยนเป็นกองหลัง ถอยกลับไป" จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตวาดลั่นเสียงหนึ่ง รีบเงยหน้ามองไปข้างหน้า ทหารโพกผ้าเหลืองฝั่งตรงข้ามแรกทีก็ตื่นตระหนกไม่รู้จะทำเช่นใด บ้างหันหน้ามองข้างหลัง บ้างยังคงชูทวนพุ่งมาข้างหน้า แต่ไม่ทันนานเท่าใด แนวข้าศึกฝั่งตรงข้ามก็ปั่นป่วนขึ้น แรกปั่นป่วนจากข้างหลัง ต่อมาข้างหน้าก็เริ่มปั่นป่วน นักรบควบม้าถือทวนผู้หนึ่งกระโจนเข้าสู่สายตาของซุนเจิน
นักรบม้าผู้นี้เกราะทั้งตัวเปื้อนเลือด ขี่ม้าห้าวหาญ กวัดทวนตวาดลั่น ดั่งคมศัสตราเล่มหนึ่งเสียบเข้าในน้ำทะเล ผ่าทหารโพกผ้าเหลืองที่ขวางหน้ากระบวนซุนเจินออกเป็นสองซีก เปิดเป็นช่องทางขึ้น
ข้าศึกที่ขวางอยู่ข้างหน้าเขา ไม่ก็ถูกเขาแทงตายไปเลย ไม่ก็ถูกเขาใช้ทวนสับขึ้นโยนไปกลางอากาศ ทหารโพกผ้าเหลืองคนล้มม้าคว่ำระเนระนาด
นักรบม้าผู้นี้ผ้าโพกแดงดั่งเปลวเพลิง ม้าเขียวด่างดั่งมังกร นั่งบนหลังม้ามั่นคงดั่งขุนเขา แทงสังหารท่ามกลางข้าศึกเคลื่อนไหวดั่งสายลม สง่างามด้วยลีลาควบม้ากวัดทวนจนซุนเจินยังรู้สึกละอายว่าตนสู้มิได้ จะเป็นใครไปได้เล่า ถ้ามิใช่ซุนเกี๊ยน!
ผ้าโพกแดงบนศีรษะของเขาดั่งกองเพลิงลุกโชน ม้าควบไปถึงที่ใด ก็เผาผลาญผ้าเหลืองบนหน้าผากทหารโพกผ้าเหลืองให้แตกกระจัดกระจาย แปดคำผุดขึ้นในใจซุนเจิน "เร็วดั่งลม รุกดั่งไฟ"
## เชิงอรรถ
(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ มีฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(2) ซุนเยวี่ยน — ในที่นี้คือคำเรียกซุนเจินตามตำแหน่งราชการ (ฝ่ายเสมียนผู้ช่วยราชการ)
(3) เฉาชั่ว — ขุนนางชาวเองฉวนยุคฮั่นต้น ผู้เชิดชูวิชานิติศาสตร์
(4) หน้าไม้ยิงซ้ำ — ในสุสานแคว้นฉู่ที่เมืองเจียงหลิง แดนหูเป่ย์ ขุดพบหน้าไม้ยิงซ้ำชนิดยิงสองดอกพร้อมกันชิ้นหนึ่ง ตัวคันยาวรวม 278 เซนติเมตร สูงรวม 172 เซนติเมตร กว้าง 54 เซนติเมตร แบ่งเป็นสองส่วนคือกล่องลูกกับตัวกลไก แต่ละครั้งยิงลูกหน้าไม้ได้สองดอก รางบรรจุลูกป้อนลูกขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เลื่อนเข้าสู่รูกระบอกยิงเอง และบังคับทิศทางการเคลื่อนที่เองโดยอัตโนมัติ ระยะยิงไกลได้ถึง 2030 เมตร