# ตอนที่ 239 — เสียงกลองศึกแตรงอนยามดึกอันโศกองอาจ (ตอนปลาย)
ที่จูฮี (ท่านจู) กล่าวว่าตนนำพลมาสามหมื่น ฮองฮูสงนำพลมาห้าหมื่นนั้น เป็นเพียงถ้อยคำขยายเกินจริงที่นักการทหารใช้กันเป็นประจำ ทว่าชาวเมืองที่ออกมาต้อนรับท่านกลับเชื่อถือเป็นจริงจัง พากันตื่นเต้นยินดี วิ่งบอกต่อกันทั่วไป ด้วยกองโพกผ้าเหลืองของปอไซมีกำลังเพียงไม่กี่หมื่น ส่วนทัพหลวงของราชสำนักที่ยกมามีถึงแปดหมื่น ไม่ว่าจะมองอย่างไร ศึกครานี้ก็ชนะแน่ "โจรกบฏ" บางทีอาจราบคาบได้ในไม่ช้า
สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ เล่าเติ้ง และคนอื่น ๆ ที่ตามซุนเจินออกมานั้น ความสนใจของพวกเขามิได้อยู่ที่ "สามหมื่น" หรือ "ห้าหมื่น" เพราะพวกเขาได้ทราบจากซุนเจินแล้วว่าจูฮีนำพลมาเพียงหมื่นเดียว ทั้งความสนใจของพวกเขาก็มิได้หยุดอยู่ที่ตัวจูฮีนานนัก ดวงตาของพวกเขาล้วนจับจ้องไปที่กองทหารม้าเยว่ฉีอิ๋งและพลม้าสามฮ่อที่จูฮีนำมา
กองทหารม้าเยว่ฉีอิ๋งมีจำนวนไม่มาก ราวเจ็ดแปดร้อยม้า แต่กลับมีเครื่องอาวุธอันประณีตเลิศล้ำยิ่งนัก
เหล่าพลม้าสวมหมวกเกราะโต้วโหมว(1)ประดับพู่แดงปลิวสะบัด สวมเกราะสองชิ้นเหลี่ยงตังไค่(2)สีดำสนิท ห่มเสื้อคลุมศึกสีเจี้ยง(3) มือถือทวนง้างทหารม้าหม่าจี่[ผู้เขียน 2]เหล็กกล้ายาวกว่าจั้งหนึ่ง คาดดาบหวนโฉ่ว(4)คมตรงในฝักดำ บางคนยังพกหน้าไม้ง้างมือปี้จางหนู่(5)อีกด้วย ม้าที่ขี่ล้วนเป็นม้าตัวสูงใหญ่ ม้าศึกสวมเกราะม้าหม่าไค่(6)[ผู้เขียน 1] อันเกราะม้านี้ประกอบด้วยสามส่วน คือหน้ากากม้าเมี่ยนเหลียน เกราะคอจิ่งเจี่ย และแผ่นกันอกตังซยงที่ทำด้วยหนังสวมที่อกม้า
เกราะม้าเช่นนี้หาพบได้ยากนัก แม้ม้าศึกของเหล่าพลม้าเยว่ฉีอิ๋งจะมิได้สวมเกราะม้าครบชุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ เล่าเติ้ง พวกบ้านนอกเหล่านี้ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงพากันแปลกประหลาดใจยิ่ง
ขุนพลฝูปัวม้าหยวน(7)เคยกล่าวไว้ว่า "ม้าคือรากฐานแห่งอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงของแผ่นดิน"
ครั้นผ่านความวุ่นวายปลายราชวงศ์ฉิน ต้นรัชสมัยฮั่นตะวันตกขาดแคลนม้าดีอย่างยิ่ง โอรสสวรรค์ยังหาม้าสีเดียวกันสี่ตัวมาเทียมราชรถมิได้ ขุนนางออกเดินทางก็ได้แต่นั่งเกวียนเทียมโค เพื่อต้านทานและตอบโต้การรุกรานของฮวนหนู ราชอาณาจักรจึงทุ่มเทบำรุงกิจการเลี้ยงม้า แรกในรัชสมัยเหวินจิ่ง(8) ได้ประกาศ "พระราชโองการหม่าฟู่ลิ่ง(9)" ส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยงม้า ทั้งตั้งฝ่ายดูแลกิจการม้าโดยเฉพาะทั้งในส่วนกลางและหัวเมือง ภายหลังในรัชสมัยฮั่นบู้เต้ก็ได้ม้าสวรรค์อูซุน(10)และม้าสวรรค์ต้าหยวน(11)มา ปรับปรุงพันธุ์ม้าให้ดีขึ้นอย่างใหญ่หลวง ในเวลาเดียวกันก็ได้นำหญ้ามู่ซู่(12)เข้ามาจากแดนตะวันตก กิจการเลี้ยงม้าจึงเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พลิกผันจากสภาพคับแค้นในต้นรัชกาลแห่งการก่อตั้งราชวงศ์
นับแต่ราชวงศ์นี้เป็นต้นมา ขนาดการเลี้ยงม้าแม้มิเทียบเท่าราชวงศ์ก่อน แต่รากฐานก็ยังคงอยู่
ม้าที่พลม้าหลายร้อยขี่กันนั้นล้วนเป็นม้าดี สูงเจ็ดฉื่อ งามสง่าแข็งแกร่ง ครั้งรัชสมัยฮั่นเจียวตี้(13)แห่งฮั่นตะวันตก เคยประกาศข้อห้ามมิให้นำม้าสูงเกินห้าฉื่อเก้าชุ่นออกนอกด่าน ม้าสูงแปดฉื่อนับเป็นมังกร สูงห้าฉื่อเก้าชุ่นก็นับเป็นม้าดีแล้ว สูงเจ็ดฉื่อยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ม้าที่เจียงฉิน เฉินเปา และคนอื่น ๆ ขี่นั้น ที่สูงถึงเจ็ดฉื่อมีอยู่นับตัวได้ แม้แต่ม้าทรงของซุนเจินก็สูงเพียงเจ็ดฉื่อเท่านั้น ทว่าม้าศึกที่เหล่าพลม้าเยว่ฉีอิ๋งขี่กันกลับสูงเจ็ดฉื่อทั้งสิ้น ทั้งมีอาวุธอันเลิศล้ำ แม้มีพลม้าเพียงเจ็ดร้อยเศษ ครั้นถือทวนยาตรามา ม้ามังกรองอาจห้าวหาญ ผู้ใดแลเห็นก็มิวายตื่นตาลานใจ ดังคำว่า "สวมเกราะกล้าควบม้าดี กวัดแกว่งทวนยาวเหนี่ยวหน้าไม้แรง"
กองทหารม้าเยว่ฉีอิ๋งมีอาวุธเลิศล้ำ ส่วนพลม้าสามฮ่อแม้มิเทียมเท่า ทว่าก็มิเลวนัก
พลม้าสามฮ่อหลายพันส่วนใหญ่สวมเกราะ ถือทวนคาดดาบ เกือบครึ่งหนึ่งพกธนูลูกศร ม้าศึกไม่มีเกราะม้า แต่ก็ล้วนเป็นม้าดี นี่เป็นความชอบของฮองฮูสง ในการประชุมเหล่าขุนนางคราวก่อน ท่านได้ทูลขอให้โอรสสวรรค์พระราชทานเงินคลังหลวงในจงฉางเฉียน(14)และม้าโรงม้าซีหยวน(15)ออกมาแจกแก่นายทหารพลทหาร โอรสสวรรค์ก็ทรงเห็นชอบตาม ม้าที่พลม้าสามฮ่อขี่กันนั้น นอกจากบางส่วนเป็นม้าที่นำมาเอง ที่เหลือล้วนเป็นม้าโรงม้าซีหยวนทั้งสิ้น
เกาซู่มองจนลูกตาแทบกระเด็นออกมา พึมพำชื่นชมไม่ขาดปาก เฉินเปาถอนใจว่า "เกราะดำเรืองแสงต้องตะวัน ธงแดงฉานย้อมฟ้า ทวนยาวดั่งพง ม้าผยองดั่งมังกร วันนี้ได้เห็นทัพหลวง จึงรู้ว่าแต่ก่อนข้าหลงตัวเองดั่งกบในกะลา"
ไม่ว่าจูฮีจะเร่งยกลงใต้ตีโจรเพราะดูแคลนกองโพกผ้าเหลือง หรือเพราะดังที่ซุนฮิวว่าไว้ คือเกรงว่าหากค้างอยู่ที่เอี้ยงเต๊กนานไปจะทำให้ขวัญกำลังใจพลทหารตกต่ำ ก็ตามที ท่านก็เป็นผู้เคยนำทัพเคยรบมาก่อน รู้แจ้งในตำราพิชัยสงคราม ดังตำราพิชัยว่าไว้ "เดินทางหนึ่งวันกำลังย่อมล้า เดินทั้งวันทั้งคืนจิตย่อมอ่อนเปลี้ย" ท่านนำกองทัพจากเอี้ยงเต๊กมาถึงอำเภอเซียงเฉิงใช้เวลาวันหนึ่ง พลทหารต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันแล้ว ฉะนั้นท่านจึงตัดสินใจว่าจะยกลงใต้ในวันมะรืน ให้พลทหารได้พักผ่อนหนึ่งวันเสียก่อน
ซุนเจินตรากตรำทำการข้ามคืนเมื่อคืนนี้ จัดสร้างค่ายพักอย่างง่ายให้แก่ทัพหลวง โดยมีสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง คอยติดตามอยู่ด้วย พลเดินเท้าและพลม้ากว่าหมื่นเข้าพักในค่าย ส่วนจูฮี บุนไท่โส่ว เยว่ฉีเกียวซิ้วแซ่เว่ย กับนายทหารและเสมียนเจ้าพนักงานของท้องที่จำนวนหนึ่ง ก็มีซุนเจินกับหลี่จ้านนำเข้าสู่ศาลาว่าการอำเภอ
ในศาลาว่าการอำเภอ หลี่จ้านกล่าวว่าชาวเมืองได้เตรียมโต๊ะเลี้ยงไว้ต้อนรับทัพหลวง เชิญจูฮีและบุนไท่โส่วไปร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
จูฮีปฏิเสธ ท่านกล่าวว่า "ข้ารับพระราชโองการมาปราบโจร บัดนี้โจรยังมิราบคาบ ไฉนจะกินเลี้ยงสุราก่อนเล่า" รับน้ำใจไว้ แต่ปฏิเสธคำเชิญ
หลี่จ้านรู้ว่าพวกท่านมีราชการศึกต้องปรึกษากัน จึงมิรบกวนมากความ ลาจากไป
จูฮีส่งท่านออกไปด้วยตนเอง ที่หน้าประตูศาลา กล่าวแก่ท่านว่า "ท่านบิดาของท่านนั้นมีคุณธรรมเที่ยงตรงเด็ดเดี่ยว น่าเสียดายที่ต้องภัยจากคนชั่วทรชน จนทุกวันนี้ผู้คนทั้งแผ่นดินยังคิดถึงท่านอยู่ คราวนี้ก่อนที่ข้ากับฮองฮูสงจะออกจากเมืองหลวง ฮองฮูสงได้ทูลขอราชสำนักให้ผ่อนปรนการห้ามคบหาพรรคพวก(16) องค์โอรสสวรรค์ผู้ทรงปรีชาก็ได้ทรงเห็นชอบตามคำทูลนี้แล้ว คาดว่าไม่ช้าก็คงจะมีหมายเรียกตัวท่านลงมา หลังจากโจรกบฏสงบลง บ้านเมืองในท้องถิ่นย่อมเสื่อมโทรม ภายหน้าราชสำนักยังต้องพึ่งพาผู้มีปรีชาเช่นท่านอีกมากนัก"
ขณะที่จูฮีกล่าววาจานี้ บุนไท่โส่ว ซุนเจิน และคนอื่น ๆ ต่างอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ครั้นได้ยินท่านกล่าวว่า "ฮองฮูสงได้ทูลขอราชสำนักให้ผ่อนปรนการห้ามคบหาพรรคพวก" ใจของซุนเจินก็เต้นวูบหนึ่ง คิดในใจว่า "การห้ามคบพรรคพวกจะถูกยกเลิกแล้วหรือ" แม้เขาจะจำได้ว่าการห้ามคบพรรคพวกนั้นถูกยกเลิกในคราวกบฏโพกผ้าเหลืองนี่เอง แต่บัดนี้ได้รับข่าวอันแน่ชัด ก็อดมิได้ที่จะยินดีตื่นเต้นยิ่งนัก นี่นับเป็นข่าวดี
ตระกูลซุนเป็นตระกูลใหญ่ที่ผู้คนทั้งแผ่นดินนับถือ ครั้นยกเลิกการห้ามคบพรรคพวกแล้ว ในตระกูลย่อมมีผู้คนมากมายได้รับหมายเรียกจากราชสำนักหรือจากท้องพระโรง ตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่อันเป็นตระกูลฝ่ายภรรยาของเขา ก็เป็นตระกูลสูงศักดิ์ก้องแผ่นดินเช่นกัน ย่อมจะมีคนได้รับหมายเรียกไม่น้อย พวกที่เขาคบหาผูกไมตรีไว้แต่ก่อน อย่างเช่นตระกูลของหลี่จ้านเป็นต้น ก็จะได้รับหมายเรียกแน่นอน ดังคำโบราณว่า "ปัดหมวกแสดงความยินดีต่อกัน" ผู้คนในตระกูล ตระกูลฝ่ายภรรยา และเหล่ามิตรสหายที่เข้ารับราชการยิ่งมาก ก็ยิ่งเป็นคุณต่อหนทางราชการของเขาในภายหน้า
ครั้นส่งหลี่จ้านไปแล้ว เหล่าคนทั้งหลายก็กลับเข้าสู่ท้องพระโรงในศาลา ปรึกษาเรื่องการยกทัพในวันพรุ่ง
ซุนเจินกราบเรียนขึ้นก่อนว่า "กระผมรับบัญชาของแม่ทัพให้ตัดไม้ทำกระสอบ ตั้งแต่บ่ายวันวานจนถึงสายวันนี้ ตัดต้นไม้ได้หกร้อยเศษ ทำกระสอบดินได้ห้าพันเศษ พอที่จะตัดกระแสน้ำให้กองทัพข้ามแม่น้ำได้แล้ว"
แม่น้ำยีนั้นมิกว้างนัก เวลานี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ น้ำในแม่น้ำก็มิลึก วิธีข้ามแม่น้ำที่ดีที่สุดคือตัดกระแสน้ำจากต้นน้ำเสียเลย
"ดีมาก" จูฮีพยักหน้า ถามว่า "สองวันนี้พวกโจรมีความเคลื่อนไหวผิดปกติบ้างหรือไม่"
"พวกโจรคงทราบแล้วว่าแม่ทัพยกมาถึง หัวหน้าโจรเหอม่านได้ละทิ้งอู่หยาง นำทหารกลับไปคุนเอี๋ยง รวมกำลังเข้ากับหัวหน้าโจรปอไซ ส่วนพวกโจรที่ฟู่เฉิงก็ออกจากเมืองเมื่อคืนวาน มุ่งไปทางคุนเอี๋ยงเช่นกัน"
"พวกโจรที่ฟู่เฉิงออกจากเมืองแล้วหรือ"
"ขอรับ"
ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "ดูทีพวกโจรคงคิดจะรวมกำลังกันที่คุนเอี๋ยง สู้ตายกับเรา"
จูฮีหัวเราะเย้ยหยัน กล่าวว่า "ฝูงชนระดมมั่วเช่นนี้จะคู่ควรสู้ตายกับทัพหลวงของเรากระนั้นหรือ พวกโจรทิ้งฟู่เฉิงเสียได้ กลับเป็นการประหยัดแรงของข้า" ท่านสั่งให้คนคลี่แผนที่ออกในท้องพระโรง เดินไปยังหน้าแผนที่ ชี้ให้เหล่าคนทั้งหลายดู กล่าวว่า "พรุ่งนี้ยกลงใต้ พวกเราจะตีฟู่เฉิงก่อน แล้วจึงค่อยตีคุนเอี๋ยง...ท่านบุนฝูจวิน(17) ท่านเห็นเป็นอย่างไร"
แม่น้ำยีมีลำน้ำสาขาสายหนึ่งชื่อจื้อสุ่ย (คือแม่น้ำซาเหอในปัจจุบัน) ไหลผ่านระหว่างฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยงพอดี ฉะนั้นหากจะตีคุนเอี๋ยง จำต้องไปถึงฟู่เฉิงเสียก่อน
บุนไท่โส่วก็มิทราบว่าได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักที่มีต่อตนจากปากจูฮีบ้างหรือไม่ นับแต่จูฮีมาถึง ท่านก็มีอาการเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครานี้ฝืนปลุกใจตนให้คึกคัก ตอบว่า "อุบายของแม่ทัพนั้นสมควรเป็นเช่นนี้แล"
"ครั้นตีฟู่เฉิงได้แล้ว พักหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็เคลื่อนทัพไปคุนเอี๋ยง อันจะไปถึงคุนเอี๋ยงนั้น ต้องข้ามจื้อสุ่ยก่อน ท่านซุน(18) เวลาข้ามแม่น้ำ ท่านจงนำกำลังในสังกัดของท่านทำทีคึกคักครึกโครม แสร้งทำเป็นทัพหลัก ไปทำทีว่าจะข้ามแม่น้ำที่ฝั่งตรงข้ามคุนเอี๋ยง ส่วนข้าจะนำทัพหลักลอบเดินทางมาถึงที่ตรงนี้ ลอบข้ามจื้อสุ่ย" ดูทีจูฮีคงมีแผนวางไว้แต่เนิ่นแล้ว ท่านชี้ไปที่จุดห่างจากคุนเอี๋ยงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือสิบลี้ กล่าวต่อว่า "ครั้นข้ามจื้อสุ่ยไปแล้ว หากโจรออกจากเมืองมารับข้า ก็จะรบกับโจรกลางแจ้ง หากโจรหดหัวไม่ยอมออก ก็จะล้อมเมืองตีมัน"
ซีจื้อไฉอดมิได้เอ่ยถามขึ้นว่า "หากโจรฉวยจังหวะขณะทัพเราข้ามแม่น้ำ ตีตอนข้ามได้ครึ่งทาง จะทำเช่นไรดี"
ซีจื้อไฉเป็นโหย่วปิงเฉาสือ(19) ตำแหน่งแม้มิสูง แต่เป็นเสมียนของฝ่ายปิงเฉา จึงได้เข้าร่วมในราชการศึก
จูฮีชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ยิ้มเย้ยกล่าวว่า "หากโจรตีตอนข้ามครึ่งทาง ข้าก็จะใช้อุบายของหวยอินโหว(20)ครั้งปล่อยน้ำท่วมหลงจวีในกาลก่อนได้พอดี"
ครั้งสงครามฉู่-ฮั่น หานซิ่นรบกับหลงจวี ยอดขุนพลในสังกัดของเซี่ยงอวี๋จอมราชันฉู่ตะวันตก ณ ริมแม่น้ำเหวยสุ่ย หานซิ่นฉวยยามค่ำคืนเอากระสอบดินไปสุมทำทำนบกั้นน้ำที่ต้นน้ำเหวยสุ่ย วันรุ่งฟ้าสางก็นำทัพข้ามแม่น้ำไปตีทัพหลงจวี แสร้งทำเป็นพ่ายหนี หลงจวีร้องตวาดว่า "ข้ารู้อยู่แล้วว่าหานซิ่นขลาด" นำทัพฉู่ไล่ติดตาม หานซิ่นเห็นเขาไล่มา ก็สั่งให้พลทหารพังทำนบปล่อยน้ำ ทัพฉู่ถูกน้ำซัดขาดออกตรงกลาง ตกใจขวัญหนีดีฝ่อ หานซิ่นฉวยจังหวะตีกลับ หลงจวีก็ถูกสังหาร
ซีจื้อไฉคิดในใจว่า "เหวยสุ่ยน้ำเชี่ยว อุบายของหวยอินโหวจึงสำเร็จได้ ส่วนจื้อสุ่ยนั้น..." เขาไม่เคยเห็นจื้อสุ่ย ไม่รู้ว่ากระแสน้ำเป็นเช่นไร แม้จะไม่เห็นด้วยกับอุบายของจูฮีอยู่บ้าง แต่ก็นิ่งเงียบเสีย ซุนเจินเคยเห็นจื้อสุ่ยมาแล้ว ทว่าเขามองดูสีหน้าอันเด็ดเดี่ยวแข็งกร้าวของจูฮี ก็พลอยนิ่งเงียบไม่เปล่งวาจา
เหล่าคนในท้องพระโรงต่างไม่มีผู้ใดคัดค้าน พากันรับว่า "ขอรับ"
ครั้นตกลงกันดังนี้แล้ว จูฮีก็สั่งให้แต่ละกองในบังคับบัญชาเตรียมการก่อนศึก ส่งพลม้าสอดแนมลอบข้ามแม่น้ำยีไปสืบข่าวข้าศึกแถบฟู่เฉิง คุนเอี๋ยง อู่หยางอีกครั้ง
ครั้นถึงดึกดื่น พลม้าสอดแนมกลับมา ข่าวข้าศึกที่นำมาตรงกันกับที่ซุนเจินได้กราบเรียนไว้
เหอม่านกับพวกโจรจากฟู่เฉิงได้มาสมทบกับปอไซที่คุนเอี๋ยงแล้ว ทั้งสองฝ่ายรวมกันมีพลรบสี่หมื่นเศษ
ในเมื่อข่าวข้าศึกมิได้เปลี่ยนแปลง แผนการรบจึงไม่ต้องแก้ไข
วันรุ่งขึ้นแต่เช้า กองทัพทั้งหมดกินอิ่มแล้วข้ามแม่น้ำ
ซุนเจินให้ซุนฮิวอยู่เฝ้ารักษาเซียงเฉิงและอำเภอเกียบสองอำเภอ พร้อมด้วยงักจิ้น บุนเพ่ง และหัวหน้ากองอีกหลายกอง ส่วนตนนำกองที่เหลือ คือสวี่จ้ง เจียงฉิน เกาซู่ เฉินเปา เล่าเติ้ง รวมเป็นสองพันคนติดตามทัพลงใต้
จูฮีมิได้ใช้เขาเป็นทัพหน้า กลับสั่งให้ซุนเกี๊ยนนำกำลังในสังกัดของตนออกหน้าไปก่อน หน้าที่หลักของซุนเจินคือตัดกระแสน้ำที่ต้นน้ำแม่น้ำยี เพื่อให้กองทัพยกลงใต้ได้ กำหนดข้ามแม่น้ำในยามเช้าตรู่ เขาจึงนำพลในสังกัดไปยังต้นน้ำตั้งแต่ยามสาม เอาท่อนซุงและกระสอบดินไปสุมไว้ในลำน้ำ ตัดขาดกระแสน้ำ ก่อนยามเช้าตรู่ จูฮีมาตรวจตราที่ริมแม่น้ำ น้ำในแม่น้ำได้ขาดกระแสแล้ว เผยให้เห็นพื้นท้องน้ำที่ชื้นแฉะอ่อนนุ่ม
ยามเช้าตรู่ ซุนเกี๊ยนนำกำลังในสังกัดพันเศษออกหน้าไปก่อน พลเดินเท้าตามมา กองทหารม้าเยว่ฉีอิ๋งและพลม้าสามฮ่ออยู่รั้งท้าย
ก่อนที่ซุนเกี๊ยนจะถูกจูฮีเรียกตัวมานั้น เขากำลังเป็นเจ้าเมืองอำเภอแฮผีอยู่ พลพันเศษที่เขานำมาล้วนเป็นพลที่เขาเกณฑ์มาเอง ส่วนหนึ่งเป็นชายหนุ่มชาวบ้านท้องถิ่นที่ติดตามเขาอยู่ที่แฮผีอย่างโจเมา อีกส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้าวาณิชและทหารกล้าจากหวยซื่อที่เกณฑ์มา เมื่อเทียบกับพลฉกรรจ์หกเจ็ดพันที่เกณฑ์มาชั่วคราวจากเขตเมืองหลวง กำลังในสังกัดของเขานี้ เพราะหลายคนเคยติดตามเขาปราบกบฏพ่อลูกอวี๋เสากับอวี๋ฉางมาก่อน จึงเป็นพลชั้นเยี่ยมกว่า เหตุนี้จึงให้เขาข้ามแม่น้ำก่อน
ครั้นกองทัพทั้งหมดข้ามแม่น้ำแล้ว ซุนเจินจึงนำพลในสังกัดสองพันติดตามไปเป็นกองสุดท้าย
ขณะที่พลเดินเท้าและพลม้าที่จูฮีนำมากำลังข้ามแม่น้ำ ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ สวี่จ้ง เกาซู่ เล่าเติ้ง เฉินเปา เจียงฉิน และคนอื่น ๆ ยืนเขย่งเท้าเฝ้ามองอยู่ที่ต้นน้ำห่างออกไปสามสี่ลี้ เห็นแต่กระบวนทัพสง่างามยิ่งนัก ใต้แสงตะวันยามสาย ครั้นหันหน้ามองไปข้างหลัง สายน้ำทอดยาวดั่งแพร ระยิบระยับเป็นประกาย เขย่งมองลงไปข้างหน้า ทวนยาวดั่งพงไพร เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม เสียงม้าศึกหลายพันตัวร้องดังก้องไปได้ไกลหลายลี้
ชาวเมืองจำนวนไม่น้อยก็มองดูอยู่แต่ไกล ต่างเปล่งวาจาชื่นชมพร้อมกันว่า "ทัพหลวงทรงสง่าราศี เดชานุภาพเกริกไกร คราวลงใต้นี้ ต้องปราบใต้เขตเมืองให้ราบคาบ กวาดล้างพวกโจรให้สิ้นซากแน่"
ครั้นกองทัพใหญ่มาถึงฟู่เฉิง ในเมืองก็ไม่มีโจรเหลืออยู่แล้ว
ประตูเมืองเปิดกว้าง ผู้มีบรรดาศักดิ์ในเมืองจำนวนหนึ่งที่รอดตายในศึกอย่างหวุดหวิดออกมาต้อนรับที่นอกเมือง ครั้นเห็นจูฮี คนเหล่านี้น้ำตาไหลพราก ดั่งได้พบญาติสนิท
เฒ่าผู้หนึ่งอายุกว่าหกสิบปี ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลนอง หมอบกราบลงหน้าม้าของจูฮี ร่ำไห้คร่ำครวญว่า "มิคาดเลยว่าข้าน้อยจะได้เห็นทัพหลวงอีก"
จูฮีลงจากม้าพยุงเขาลุกขึ้น ถามชื่อแซ่ เฒ่าผู้นั้นบอกว่าตนแซ่เฝิง ร่ำไห้น้ำตานองหน้ากล่าวว่า "ครั้นพวกโจรตีเมืองแตกแล้ว ก็เข่นฆ่าผู้คนในเมือง ราษฎรล้มตายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ครอบครัวข้าน้อยหลายสิบปากตายไปกว่าครึ่ง ท่านแม่ทัพ ขอท่านโปรดแก้แค้นให้ครอบครัวข้าน้อยให้จงได้ ฆ่าโจรปราบความวุ่นวายเสียเถิด"
ตระกูลเฝิงแห่งฟู่เฉิงเป็นเชื้อสายของขุนพลพฤกษ์ใหญ่เฝิงอี้(21) เฝิงอี้มีชื่ออยู่ในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ เป็นผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น เชื้อสายของท่านล้มตายบาดเจ็บไปกว่าครึ่งในศึกกบฏโพกผ้าเหลืองครานี้ จูฮีจึงพลอยหดหู่ พยุงเฒ่าผู้นี้ลุกขึ้น กล่าวอย่างหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่า "พวกโจรโหดเหี้ยมทารุณ น่าเคียดแค้นยิ่งนัก ข้ามาคราวนี้จะตีโจรร้ายนี้ให้แตกพ่ายให้จงได้ เบื้องบนเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน เบื้องล่างเพื่อกำจัดภัยให้ราษฎร"
ซุนเจินมิได้เวทนาเฒ่าแซ่เฝิงผู้นี้อย่างหมดใจดังจูฮี เขาเวทนาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งกลับเห็นว่าคนพวกนี้สมควรรับกรรมที่ก่อไว้เอง เขาข้ามภพมาจนบัดนี้สิบปีเศษ อยู่ที่ตำบลตะวันตกก็ปีสองปี รู้ดีว่ายามปกติตระกูลใหญ่คหบดีเหล่านี้กดขี่ขูดรีดราษฎรยากไร้กันอย่างไร อันคนมั่งมีนั้นที่นาเชื่อมต่อกันสุดลูกหูลูกตา ส่วนคนยากจนไม่มีแม้แผ่นดินปักเข็ม ยาม "สงบสุข" ราษฎรยากไร้ก็ได้แต่อดทนเงียบงัน ครั้นวันใดทนต่อไปมิไหว ลุกฮือขึ้นจับอาวุธ จุดจบของตระกูลใหญ่คหบดีเหล่านี้ก็พอจะคาดเดาได้ ที่ปอไซกับเหอม่านปล่อยให้ทหารเข่นฆ่าตระกูลต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตระกูลใหญ่แห่งเซียงเฉิงและอำเภอเกียบช่วยซุนเจินยึดเมือง แต่ความแค้นฝังกระดูกที่พลในสังกัดของพวกเขามีต่อตระกูลใหญ่คหบดีเหล่านี้ ก็เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งเช่นกัน
ปอไซกับเหอม่านเมื่ออยู่ที่ฟู่เฉิงนั้น มิเพียงเข่นฆ่าตระกูลใหญ่จนสิ้น หากยังออกปล้นเสบียงไปทั่วทุกทิศ ชาวบ้านไม่มีอันจะกิน บ้างถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ในกองโพกผ้าเหลือง บ้างก็อดอยากจวนจะสิ้นใจ
จูฮีแบ่งเสบียงทหารส่วนหนึ่งมอบให้บุนไท่โส่ว ขอให้ท่านนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือราษฎร บุนไท่โส่วมอบภารกิจสำคัญนี้ให้จงฮิวกับอ้องหลานเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ สั่งให้ทั้งสองไม่ต้องตามทัพลงใต้ คงอยู่ที่ฟู่เฉิงเพื่อปลอบประโลมราษฎร
พักอยู่ในเมืองหนึ่งคืน วันรุ่งกองทัพใหญ่ก็ยกลงใต้ต่อไป
เดินทางได้ยี่สิบสามสิบลี้ถึงตำบลจินเชอเซียง ที่นี่ห่างจากจื้อสุ่ยเพียงสิบกว่าลี้ ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว จูฮีจึงสั่งให้พักแรมที่นี่ ยามค่ำคืน ท่านเชิญบุนไท่โส่วมาอีก เรียกเหล่าขุนพลมาปรึกษาเรื่องการเคลื่อนทัพในวันพรุ่ง
"ฟู่เฉิงคืนสู่เราโดยมิต้องรบ เห็นได้ว่าพวกโจรขวัญเสียแล้ว ตามที่สืบมา พวกโจรเวลานี้ยังอยู่ในเมืองคุนเอี๋ยง ดูทีไม่มีท่าจะออกมารับเรา ข้าตัดสินใจว่าจะข้ามจื้อสุ่ยในคืนนี้เลย ท่านซุน คืนนี้ยามสาม ท่านจงนำกำลังในสังกัดจุดคบเพลิงมาก ชูธงมาก ไปทำทีจะข้ามน้ำที่ริมฝั่งจื้อสุ่ยด้านตรงข้ามคุนเอี๋ยง เพื่อล่อความสนใจของพวกโจร ข้าจะนำทัพหลักลอบเดินทางไปพร้อมกัน ข้ามแม่น้ำที่จุดห่างคุนเอี๋ยงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือสิบลี้ ครั้นข้าข้ามแม่น้ำไปแล้ว หากพวกโจรออกมารับข้า ท่านก็ฉวยจังหวะข้ามน้ำ ตีโอบปีกของพวกโจร หากพวกโจรไม่กล้าออกจากเมือง ท่านก็มาสมทบกับทัพหลักของข้า ร่วมกันตีคุนเอี๋ยง"
"ขอรับ"
"ท่านบุนฝูจวิน พรุ่งนี้ท่านจงอยู่กับข้าในกองกลาง ขอเชิญท่านชมการรบ"
"ขอรับ"
ครั้นปรึกษาตกลงกัน กองทัพทั้งหมดกินอิ่มแล้วเข้านอน คอยแต่จะออกเดินทางในยามดึก
ฯลฯ
จูฮีจัดประชุมศึกครั้งสุดท้ายก่อนรบที่ตำบลจินเชอเซียง ในเมืองคุนเอี๋ยง ปอไซกับเหอม่านก็กำลังปรึกษาราชการกับเหล่าหัวหน้าโจรใหญ่น้อยอยู่เช่นกัน
พลสอดแนมที่ส่งไปฝั่งตรงข้ามจื้อสุ่ยส่งข่าวศึกกลับมาว่าจูฮีได้คืนฟู่เฉิงแล้ว และมาถึงตำบลจินเชอเซียง
เหอม่านกล่าวว่า "โจรจูเข้าเองฉวนมาแล้วก็ไม่หยุดยั้ง ในวันเดียวตีหลุนซื่อกับเอี๋ยงเฉิงแตกติด ๆ กัน สี่วันก่อนถึงเอี้ยงเต๊ก เมื่อวานซืนก็ถึงเซียงเฉิง เมื่อวานข้ามแม่น้ำยี พักที่ฟู่เฉิงเพียงคืนเดียว เช้านี้ก็ยกทัพออกอีก มาถึงตำบลจินเชอเซียงแล้ว มันมาเร็วเสียจริง นี่มันเร่งจะรบกับพวกเราให้ได้ หากข้าคาดไม่ผิด ช้าก็พรุ่งนี้ เร็วก็คืนนี้ มันจะข้ามจื้อสุ่ย" แล้วถามปอไซว่า "โจรกำลังจะข้ามน้ำ ท่านอาจารย์เบื้องบนมีแผนรับมืออย่างไร พวกเราจะตั้งมั่นอยู่ในเมือง หรือจะออกเมืองไปรับมือ"
ปอไซกวาดสายตามองรอบกระโจม นิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยออกมาสี่คำว่า "ออกเมืองไปรับมือ"
"ออกเมืองไปรับมือหรือ"
เหล่าหัวหน้าโจรใหญ่น้อยในกระโจมต่างวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นทันที
ปอไซตบโต๊ะลงเบา ๆ ให้พวกเขาเงียบลง กล่าวว่า "โจรจูคุยโตว่าตนกับโจรฮองนำพลมาแปดหมื่น แม้เป็นถ้อยคำโอ้อวด คงไม่มีมากถึงเพียงนั้น คาดว่าก็มีสามสี่หมื่นคน กองของเรามีพลรบได้เพียงสี่หมื่นเศษ หากตั้งมั่นอยู่ในเมือง รอจนโจรฮองมาถึง มันรวมกำลังเข้ากับโจรจู ก็เป็นการเอาสี่หมื่นของเราสู้สี่หมื่นของมัน เมืองเรามีเสบียงน้อย ภายนอกก็ไม่มีทัพหนุน ตั้งรับได้ไม่นาน ต้องพ่ายแน่"
ปอไซพ่ายแก่มือซุนเจินติด ๆ กัน ทั้งยังถูกซุนเจินใช้กลข้ามแม่น้ำหลอกเล่น จึงแค้นเข้ากระดูกดำ คิดจะแก้แค้นนี้มานานแล้ว บัดนี้เขาได้จัดระเบียบพลในสังกัดเสร็จในเบื้องต้นแล้ว เหอม่านและกำลังทหารจากฟู่เฉิงก็มาถึงคุนเอี๋ยงกันหมด รวมสี่หมื่นเศษ อย่างไรเสียก็พอจะสู้กับจูฮีได้ เขากล่าวว่า "ฉะนั้น ในความเห็นของข้า สู้ฉวยจังหวะที่โจรฮองยังมิมาถึง เวลานี้มีแต่โจรจูมาก่อนเพียงผู้เดียว พวกเราออกเมืองไปรับมือมันเสียก่อนดีกว่า หากชนะ ก็จะระดมกำลังทั้งหมดเข้าตีอู่หยาง ครั้นได้อู่หยาง ก็เท่ากับเปิดเส้นทางไปยีหลำกับน่ำเอี๋ยงได้แล้ว เช่นนี้ ถึงโจรฮองมาถึง พวกเราก็จะรุกถอยได้ตามใจ จะรุก ก็รบกับมัน จะถอย ก็ไปยีหลำหรือน่ำเอี๋ยง"
หัวหน้าโจรน้อยผู้หนึ่งถามว่า "ทหารห้ากองทัพเหนือกับพลม้าสามฮ่อที่โจรจูนำมามิใช่จะดูแคลนได้ หากพวกเราออกเมืองไปรับมือ ชนะก็ดีอยู่ หากแพ้ขึ้นมาจะทำเช่นไร"
"แพ้ ก็ยังถอยกลับคุนเอี๋ยง อาศัยกำแพงเมืองตั้งรับมั่นได้"
เหล่าหัวหน้าโจรใหญ่น้อยพากันวิพากษ์วิจารณ์อึงมี่ ในหมู่พวกเขามีผู้ขลาดกลัว กระซิบกระซาบกันว่า "โจรจูมีพลม้าหลายพันในบังคับบัญชา พวกเรามีม้าน้อย มีพลม้าไม่ถึงพัน เอาพลเดินเท้าสู้กับพลม้า รบกลางแจ้งเกรงจะเสียที" กลัวว่าออกตีไปจะเสียที ไม่อยากออกเมืองไปรับมือ แต่ก็ไม่กล้าขัดความประสงค์ของปอไซ จึงเอาแต่ชายตามองเหอม่านเรื่อย ๆ หวังให้เขายืนออกมาคัดค้าน
เหอม่านได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าหัวหน้าโจรน้อย ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า "ที่ท่านอาจารย์เบื้องบนกล่าวนั้นเป็นคำพูดอันถูกต้อง"
เขากวาดสายตามองรอบกระโจม กล่าวอย่างฮึกเหิมเด็ดเดี่ยวว่า "ดังที่ท่านอาจารย์เบื้องบนว่า พวกเรามีเสบียงน้อย ภายนอกไม่มีทัพหนุน หากขังตัวตั้งรับอยู่ในเมือง ก็เท่ากับนั่งรอความตาย แทนที่จะรอตาย สู้รบสุดกำลังเป็นตายกันไปข้างหนึ่งดีกว่า"
เพราะซุนเจินเป็นเหตุ กองโพกผ้าเหลืองตีเอี้ยงเต๊กเสียที ต่อมาก็เสียเซียงเฉิงกับอำเภอเกียบอีกสองอำเภอ เวลานี้ทั้งกองถูกขังอยู่ฝั่งใต้แม่น้ำยี เท่ากับถูกต้อนเข้าสู่แดนมรณะ หากยังไม่สู้สุดชีวิต ไม่ช้าก็เร็วทั้งกองต้องถูกทำลายล้าง เหอม่านผ่อนน้ำเสียงลงเล็กน้อย พิเคราะห์ข่าวศึกให้เหล่าหัวหน้าโจรใหญ่น้อยฟัง กล่าวว่า "โจรจูนำพลจากลกเอี๋ยงมา เดินทางหลายร้อยลี้ ตีสองเมืองติด ๆ กัน มิได้พักผ่อน พลทหารต้องเหน็ดเหนื่อยแน่ มันจะตีคุนเอี๋ยงของเรา จำต้องข้ามจื้อสุ่ยก่อน แม้ในบังคับบัญชาของมันมีพลม้าหลายพัน แต่ยามข้ามแม่น้ำพลม้าเหล่านี้ใช้การไม่ได้ ส่วนพลเดินเท้าที่มันนำมานั้น ล้วนเป็นพวกที่เกณฑ์มาชั่วคราวจากรอบ ๆ ลกเอี๋ยง ไม่จำต้องเกรงกลัว พวกเราอาจฉวยจังหวะที่มันข้ามแม่น้ำเข้าสู้ตายกับมัน ตีพลเดินเท้าของมันแตกก่อน แล้วจึงฉวยชัยฆ่าพลม้าของมัน"
ที่เขาว่านั้นมีเหตุผล พลม้ามากเพียงไร ยามข้ามแม่น้ำย่อมใช้การไม่ได้แน่ กองโพกผ้าเหลืองอาจฉวยจังหวะตีมันได้จริง
หัวหน้าโจรน้อยผู้หนึ่งกล่าวว่า "ตีตอนข้ามครึ่งทางเป็นอุบายแน่อยู่ แต่ว่าพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าโจรจูจะข้ามแม่น้ำที่ตรงไหน"
"โจรจูจะข้ามจื้อสุ่ย ไม่พ้นสองทางเลือก หนึ่ง ลอบข้ามใกล้คุนเอี๋ยงของเรา สอง ข้ามที่จุดไกลจากคุนเอี๋ยง"
"ถูกต้อง"
"คืนนี้พวกเราจะส่งพลกล้าออกเมือง ซุ่มอยู่ตามช่วงน้ำที่เหมาะแก่การข้ามใกล้คุนเอี๋ยงหลายแห่ง พร้อมสั่งให้แต่ละกองถืออาวุธเตรียมพร้อม เตรียมออกได้ทุกเมื่อ หากโจรจูลอบข้ามใกล้คุนเอี๋ยง ก็ต้องถูกพลกล้าที่เราซุ่มไว้พบเข้า ครั้นพบแล้ว พลกล้าก็เข้าตีก่อน จากนั้นทัพหลักออกเมืองไปช่วย"
"หากโจรจูข้ามที่จุดไกลจากคุนเอี๋ยงเล่า"
"หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งง่ายเข้าไปอีก โจรจูนำพลมาอย่างน้อยหมื่นเศษ พลหมื่นเศษลอบเดินทางใกล้ ๆ ยังพอได้ แต่เดินทางไกลย่อมยากจะปิดบังร่องรอย พวกเราอาจส่งพลสอดแนมออกไปเฝ้าตามลำน้ำให้ทั่ว ขอเพียงรู้ตำแหน่งที่มันข้ามแม่น้ำแน่ชัด ก็เข้ารับมือมันได้"
วิธีทั้งสองของเหอม่านนี้น่าเชื่อถือยิ่ง เหล่าหัวหน้าโจรใหญ่น้อยในกระโจมจึงไม่มีผู้ใดคัดค้านอีก
ปอไซลุกขึ้นยืน กวาดสายตาดุดันมองรอบกระโจม จับด้ามกระบี่ออกคำสั่งว่า "ก็ให้เป็นไปตามอุบายของแม่ทัพเหอ พอค่ำลงก็ส่งพลกล้าลอบออกเมือง สั่งแต่ละกองเตรียมรบ ส่งพลสอดแนมออกไปให้ทั่ว ขอเพียงพบพวกโจรข้ามแม่น้ำ ข้าจะนำทัพหลักออกเมืองตีมันด้วยตนเองทันที แม่ทัพเหอ ท่านจงนำพลห้าพันอยู่รักษาเมือง"
เหอม่านรับคำ
ปอไซชักกระบี่ออก ฟันโต๊ะขาดสะบั้น ขบฟันกล่าวว่า "แก้แค้นชำระความแค้น สถาปนาฟ้าเหลืองของเรา อยู่ที่คราวนี้แล"
ฯลฯ
ยามสามคืนนั้น จูฮีนำกำลังออกเดินทางก่อน ออกจากตำบลจินเชอเซียง ไม่จุดคบเพลิง ทหารคาบไม้กลั้นเสียง ม้าผูกกระดิ่งให้เงียบ เคลื่อนไปในความมืดมุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจื้อสุ่ย
ยามสี่ ซุนเจินสั่งให้พลทหารชูธงมาก คนละหนึ่งคบเพลิง จงใจยืดแถวเดินทัพให้ยาว ค่อย ๆ เคลื่อนไปยังฝั่งตรงข้ามคุนเอี๋ยง มองแต่ไกลดั่งมังกรไฟสายหนึ่ง ที่ไหนเล่าจะเหมือนมีเพียงสองพันคน ดูราวกับมีถึงหมื่นคนทีเดียว
ยามห้า มาถึงจุดข้ามแม่น้ำ
กระสอบดินที่ซุนเจินทำไว้ที่เซียงเฉิงแต่ก่อนยังเหลืออยู่สองสามพันใบที่ยังไม่ได้ใช้ เขานำมาด้วยหลายร้อยใบ ที่เหลือมอบให้จูฮีนำไปทั้งหมด สั่งให้แต่ละกองพักผ่อนเล็กน้อย แล้วก็ให้คนเอากระสอบดินไปทิ้งที่ต้นน้ำ ตัดขาดกระแสน้ำ
เขายืนอยู่ริมแม่น้ำ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อน คิดในใจว่า "จูฮีคงไปถึงจุดข้ามแม่น้ำแล้ว เห็นจะเริ่มข้ามแม่น้ำกันแล้วกระมัง" แล้วมองออกไปไกลยังเมืองคุนเอี๋ยงฝั่งตรงข้าม มืดมิดเป็นพืดเดียว ไม่เห็นแสงไฟ ฝั่งตรงข้ามจื้อสุ่ยก็ว่างเปล่า ไม่มีผู้คนแม้สักคน เขาคิดต่อว่า "ปอไซกับเหอม่านมิอาจไม่ส่งพลม้าสอดแนมออกมา ข้านำคนมาชูธงครึกโครมถึงที่นี่ พวกมันย่อมรู้แล้วแน่ แต่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่เห็นผู้คนสักคน ดูทีพวกมันคงจะหดหัวอยู่ในเมืองจริง ๆ ไม่ยอมออกมารบกลางแจ้งกับทัพเรา เฮ้อ หากออกเมืองมารบ พวกมันยังพอมีทางรอดอยู่บ้าง หากขังตัวตั้งรับอยู่ในเมือง รอฮองฮูสงมาถึง พวกมันต้องตายแน่ไม่ต้องสงสัย"
กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกลองแว่วมาแผ่ว ๆ จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งมีเสียงโห่ร้องฆ่าฟันลอยตามสายลมยามค่ำคืนมาด้วย
เขาตกใจสะดุ้ง หันหน้ามองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ บนตลิ่งที่เดิมว่างเปล่าไร้ผู้คน ไม่รู้ว่าโผล่ออกมาจากที่ใด มีเงาคนหลายร้อยปรากฏขึ้น ล้วนทุบตีอาวุธ เปล่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง ที่ถือหน้าไม้แรงก็ง้างหน้าไม้ยิงลูกศร ลูกศรคมกริบพุ่งข้ามผืนน้ำกว้างหลายจั้งมาตกลงหน้าม้าของซุนเจิน ม้าฝีเท้าดีใต้อานของเขาตกใจ ผยองตีนหน้าร้องลั่นในความมืด
---
## เชิงอรรถ
(1) โต้วโหมว — หมวกเกราะเหล็กของทหาร
(2) เหลี่ยงตังไค่ — เกราะสองชิ้น ประกอบด้วยแผ่นอกและแผ่นหลังสองส่วน เหมาะแก่ทหารม้าสวมใส่
(3) สีเจี้ยง — สีแดงเข้มหรือแดงคล้ำ
(4) ดาบหวนโฉ่ว — ดาบด้ามปลายเป็นห่วงกลม
(5) ปี้จางหนู่ — หน้าไม้ขนาดเบาที่ใช้แขนง้างคันธนู
(6) หม่าไค่ — เกราะสำหรับม้าศึก ประกอบด้วยหน้ากากม้า (เมี่ยนเหลียน) เกราะคอ (จิ่งเจี่ย) และแผ่นกันอก (ตังซยง)
(7) ขุนพลฝูปัวม้าหยวน — ขุนพลคนสำคัญสมัยฮั่นตะวันออก ผู้ปราบแดนใต้ มีสมญาว่าขุนพลฝูปัว
(8) เหวินจิ่ง — ยุครุ่งเรืองต้นฮั่นตะวันตก รวมรัชสมัยฮั่นเหวินตี้และฮั่นจิ่งตี้
(9) หม่าฟู่ลิ่ง — พระราชโองการยกเว้นภาษีและแรงงานหลวงแก่ราษฎรที่เลี้ยงม้า เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงม้าศึก
(10) ม้าสวรรค์อูซุน — ม้าพันธุ์ดีจากอาณาจักรอูซุนแห่งแดนตะวันตก
(11) ม้าสวรรค์ต้าหยวน — ม้าพันธุ์เลิศจากอาณาจักรต้าหยวนแห่งแดนตะวันตก เลื่องชื่อว่าม้าเหงื่อเลือด
(12) มู่ซู่ — พืชอาหารม้าชั้นดีที่นำเข้าจากแดนตะวันตก ทำให้การเลี้ยงม้าเฟื่องฟู
(13) ฮั่นเจียวตี้ — พระเจ้าฮั่นเจียวตี้แห่งฮั่นตะวันตก
(14) จงฉางเฉียน — เงินจากท้องพระคลังหลวงชั้นในของฮ่องเต้
(15) ม้าโรงม้าซีหยวน — ม้าหลวงจากโรงม้าในซีหยวน (สวนตะวันตก)
(16) การห้ามคบหาพรรคพวก — ข้อห้ามทางการเมืองที่ราชสำนักฮั่นใช้กวาดล้างและห้ามมิให้บัณฑิตขุนนางฝ่ายตรงข้ามขันทีเข้ารับราชการหรือคบหากัน
(17) บุนฝูจวิน — คำเรียกยกย่องบุนไท่โส่ว เจ้าเมืองเองฉวน ("ฝูจวิน" เป็นคำยกย่องเจ้าเมือง)
(18) ท่านซุน — หมายถึงซุนเจิน (เรียกตามแซ่อย่างยกย่อง)
(19) โหย่วปิงเฉาสือ — เสมียนฝ่ายขวาของกรมการศึก ตำแหน่งไม่สูงนัก แต่เป็นเสมียนของฝ่ายปิงเฉา (กรมการศึก) จึงได้ร่วมในราชการศึก
(20) หวยอินโหว — บรรดาศักดิ์ของหานซิ่น ยอดขุนพลของเล่าปังครั้งสงครามฉู่-ฮั่น
(21) เฝิงอี้ — ขุนพลผู้ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น มีสมญาว่าขุนพลพฤกษ์ใหญ่ หนึ่งในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ
## เชิงอรรถผู้เขียน
1. เกราะม้า (หม่าไค่) — โจโฉกล่าวไว้ในตำราจวินเช่อลิ่งว่า "อ้วนเสี้ยวมีเกราะม้าสามร้อยชุด ส่วนข้ายังมิอาจมีถึงสิบชุด" ในเวลานั้นแม้กำลังศึกสงคราม แต่ก็เห็นได้ว่าเกราะม้านั้นหายากเพียงใด
2. ทวนง้างทหารม้า (หม่าจี่) — ไม้ไผ่จารึกสมัยฮั่นหมายเลข 132 ที่ขุดพบ ณ สุสานฮั่นซ่างซุนเจียจ้ายในชิงไห่ มีข้อความว่า "ทวนคนทวนม้า" ทวนม้าจึงน่าจะเป็นทวนที่ทหารม้าใช้โดยเฉพาะ ทวนเหล็กกล้าด้ามยาวที่ขุดพบ ณ สุสานฮั่นกู่ตั้งในหังโจวและที่อื่น ๆ ยาวจนพลเดินเท้าใช้ยาวเกินไป จึงอาจเป็นทวนม้าที่ทหารม้าใช้ ที่สุสานยุคเว่ยจิ้นเหลยไถในอู่เวยมณฑลกานซู่ยังขุดพบรูปหล่อสำริดถือทวนม้าด้วย