มิต้องเอ่ยสิ่งใด เดือนนี้เรียบเรียงน้อยไป จะพยายามให้ได้สิบห้าถึงยี่สิบตอนภายในสิ้นเดือน
——
ทางตะวันตกของฉางซานจวิ้น ในภูเขาสูงเสียดฟ้า กองกำลังทหารนับหมื่นนายกำลังเดินทัพไปทางตะวันออก
ทางหุบเขาคับแคบ ขรุขระลดเลี้ยว ขบวนเดินทัพเรียงรายยาวต่อเนื่องเกือบห้าสิบลี้
กองหน้าของกองทัพออกจากแนวเทือกเขาเข้าไปยังเนินเขาและที่ราบนอกเขาแล้ว กองหลังยังอยู่ในภูเขาเคลื่อนไปตามลุ่มน้ำ กองกลางที่เชื่อมระหว่างกองหน้ากับกองหลังกำลังผ่านด่านยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งสร้างอยู่ระหว่างเทือกเขา
ด่านแห่งนี้คือ ด่านจิ่งสิงอันเลื่องลือ
สิง หมายถึง พื้นที่ที่แนวเขาขาดตอน
ภูเขาไท่หางทอดยาวพันลี้ เนินผานับร้อยสูงต่อเนื่องกัน สูงชันเกินจะปีนป่าย จากใต้จรดเหนือ มีช่องเขาลึกที่ตัดผ่านตะวันออกและตะวันตกรวมแปดแห่ง เรียกขานว่า “แปดสิงแห่งไท่หาง” จิ่งสิงเป็นสิงที่ห้า ที่นี่แต่โบราณเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพต้องช่วงชิง ในสมัยจั้นกั๋วขึ้นกับแคว้นเจ้า ครั้งนั้นเจ้ากั๋วก็ก่อสร้างด่านขึ้น ณ ที่นี้ นับเป็นหนึ่งใน “เก้าด่านใต้หล้า”
กองกำลังที่ออกจากภูเขา ผ่านด่าน แล้วมุ่งหน้าตะวันออกเข้าสู่ที่ราบลุ่มฉางซานจวิ้นนี้ คือกองทหารของฉู่เฟ่ยเยี่ยน
เขาเพิ่งนำกำลังพลเข้าสู้รบกลางเลือดสองวัน เพิ่งจะตีด่านนี้ได้
ครั้นด่านนี้ถูกยึด จากนี้ไปทางตะวันออกจะเป็นที่ราบโล่งกว้าง ไม่มีสิ่งกีดขวางอีกต่อไป
บนด่านจิ่งสิง ทหารองครักษ์ผู้กล้าหาญร้อยกว่าคนสวมเกราะถือหอก ห้อมล้อมคนกลุ่มหนึ่งราวสี่ห้าคนกำลังมองออกไปทางทิศตะวันออก
“ตรากตรำมากว่าครึ่งปี ในที่สุดก็รอจนถึงวันที่ฮองฮูสงพ้นจากตำแหน่ง!”
ผู้พูดเป็นชายกำยำอายุไม่ถึงสามสิบปี
เขาผู้นั้นคือฉู่เฟ่ยเยี่ยน
ฉู่เฟ่ยเยี่ยนอายุยังน้อย แต่มีชื่อเสียงเร็วมาก เขาเป็นชาวเจินติ้งในฉางซาน ตั้งแต่ก่อนสวมหมวกโตก็เลื่องชื่อเรื่องความกล้าหาญในบ้านเกิด ภายหลังพลั้งมือฆ่าขุนนางอำเภอที่มาถึงชนบทเร่งรัดภาษี จึงพาบรรดาผู้กล้าแห่งท้องทุ่งที่พร้อมตามหัวเขาหลบหนีเข้าป่าไป ตั้งตนเป็นกองโจร
ภูเขาไท่หางสูงชันลึกลับ เป็นที่พึ่งของคนสองประเภทมาโดยตลอด
ประเภทหนึ่งคือพวกก่อคดีแล้วต้องหนีตาย อีกประเภทคือชาวบ้านที่หลีกหนีภาษีหนัก
