สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 180 ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด

33 นาที· 7.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 180 — ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด

ภรรยาของซุนเจินนั้นก็คือธิดาตระกูลตันนั่นเอง

ครั้นแขวนตราและสายถัก (อิ้นโซ่ว)(1) ไว้กับง่ามไม้แล้ว เขาก็เขียนหนังสือกราบลาออกจากราชการฉบับหนึ่ง สั่งให้คนนำส่งไปยังที่ว่าการมณฑล ไม่ทันรอคำตอบจากไท่โส่ว ก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย ขึ้นรถ พาคนทั้งหลายออกจากเรือนตูโหยวไป ฝ่ายซวนคางกับหลี่ปั๋อ ครั้นได้ข่าว ก็อยากตามเขากลับไปด้วย แต่ถูกเขาห้ามเสีย ด้วยซวนคางกับหลี่ปั๋อทั้งสองเป็นเพียงเสมียนผู้น้อย ไท่โส่วคงไม่เอาความ การฝากหูฝากตาไว้ในที่ว่าการมณฑลย่อมเป็นการดี

ครั้นออกพ้นกำแพงเมืองเอี้ยงเต๊ก ทอดตาไปเห็นท้องทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ควบม้าไปบนทางหลวงอันราบตรง แม้ลมร้อนพัดกระหน่ำมา ซุนเจินก็รู้สึกโล่งอกสบายใจยิ่งนัก

ที่เขาบอกแก่เฉิงเยี่ยนกับคนทั้งหลายว่า "คิดถึงภรรยา" นั้น ก็ไม่ใช่จะกล่าวเล่นไปเสียทั้งหมด

เขากับธิดาตระกูลตันสมรสกันเมื่อเดือนแปดปีกลาย จนบัดนี้เพิ่งล่วงครึ่งปีเศษ กำลังอยู่ในห้วงเสน่หาแห่งคู่บ่าวสาวแรกแต่ง เขาผ่านชีวิตมาสองภพ จิตใจลึกซึ้ง นิสัยหนักแน่น แม้ไม่เหมือนชายหนุ่มหัวอ่อนที่ไม่เห็นเมียแรกแต่งวันเดียวก็ราวกับนานสามปี แต่ช่วงหยุดพักไม่กี่ครั้งหลังนี้ เขาไม่ได้กลับบ้านเลย ไปยังตำบลตะวันตกเสีย นับดูแล้วก็ไม่ได้พบธิดาตระกูลตันมาครึ่งเดือน จะว่าไม่คิดถึงเสียเลยนั้นก็เป็นไปไม่ได้

บนทางกลับบ้าน เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงธิดาตระกูลตัน

ธิดาตระกูลตันมีนามว่ารั่ว ชื่อรองว่าเซ่าจวิน สมเป็นธิดาตระกูลตันไม่เสียเปล่า นิสัยใจคอเรียบร้อยอ่อนหวานเปี่ยมคุณธรรม แม้ซุนเจินมักไม่ได้กลับบ้าน สองคนอยู่ร่วมกันน้อยพรากกันมาก แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นว่าแม้แต่น้อย ไม่เพียงไม่บ่นว่า ทุกคราที่ซุนเจินกลับบ้าน นางยังจะ "แต่งกายงดงามต้อนรับสามี" จัดแจงรูปโฉมอย่างประณีต นำความงามที่สุดของตนมาต้อนรับซุนเจิน สมดังคำที่ว่า "สตรีย่อมแต่งกายเพื่อผู้ที่ตนพึงใจ"

สามีร้องนำภรรยาขับตาม ยกถาดเสมอคิ้วคารวะกัน(2) ได้ภรรยาดังนี้ สามีจะปรารถนาสิ่งใดอีกเล่า

ซุนเจินหวนนึกถึงคราวไปรับนางมาเป็นภรรยาเมื่อปีกลาย

ธรรมเนียมการแต่งงานสมรสในยุคฮั่นทั้งสองนั้นโดยมากคล้ายกับยุคหลัง มีพิธีไปรับเจ้าสาวด้วย ในวันแต่งงาน ฝ่ายชายต้องไปรับเจ้าสาวที่บ้านฝ่ายหญิง

ในวันนั้น ซุนฮก ซุนฮิว ซุนเฉิง ซุนฉี ซีจื้อไฉ บุนเพ่ง และญาติมิตรในตระกูลที่สนิทสนมต่างก็ตามซุนเจินไปยังบ้านตระกูลตันด้วยกัน เพื่อเสริมโยธาให้ครึกครื้น เขาจึงคัดเลือกชายรูปงามหน้าตาดีกิริยาสง่าผ่าเผยจากเหล่านักเลงและคนกล้าแห่งตำบลตะวันตกมายี่สิบคน ให้ทำหน้าที่เป็นบ่าวขี่ม้าและเด็กรับใช้ ขนาบสองข้างรถซือ(3) ที่ใช้รับเจ้าสาว ห้อมล้อมหน้าหลัง รถซือเจ็ดแปดคัน ญาติมิตรและบ่าวไพร่สามสี่สิบคน ทำเอาบ้านตระกูลตันครึกครื้นอึงคะนึงยิ่งนัก

ครั้นรับเจ้าสาวแล้วกลับมาถึงเรือนที่หมู่บ้านเกาหยางหลี่ในเองอิม ก็ยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นอีก

ตามจารีตประเพณีนั้น ฝ่ายหญิงต้องส่งตัวเจ้าสาว และผู้ส่งตัวต้องเป็นสมาชิกคนสำคัญในบ้านฝ่ายหญิง ภารกิจนี้จึงไม่พ้นต้องเป็นพี่ชายของตันกุ๋น ตันกุ๋นก็ตามมาด้วย ครานั้นซุนเจินยังเป็นตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ ทั้งตระกูลซุนและตระกูลตันต่างก็เป็นตระกูลสูงศักดิ์ในมณฑลเดียวกัน ผู้มาร่วมงานมงคลนอกจากสองตระกูลซุนและตันแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมราชการของซุนเจินบางคน กับเหล่าบุตรหลานสกุลบัณฑิตในมณฑลอีกหลายคน อย่างจงฮิว ตู้อิ้ว กุยโต๋ ตระกูลเล่าแห่งเองอิม หลี่เซวียนแห่งอำเภอเซียงเซีย เป็นต้น ฝ่ายไท่โส่วอินซิ่วก็ส่งคนมาแสดงความยินดี จูฉ่างซึ่งเวลานั้นเป็นนายอำเภอ ถึงกับมายังบ้านตระกูลซุนเพื่อร่วมโต๊ะเลี้ยงด้วยตนเอง

แขกผู้มีเกียรติและมิตรสหายมาชุมนุมพร้อมเพรียง ตระกูลเติ้งและตระกูลหูซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตระกูลซุนก็มาถึงด้วย ฝ่ายตู้หม่าย เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง เล่าอ่งแห่งตำบลตะวันตก ตลอดจนหยวนพ่านแห่งศาลาฝานหยาง เป็นอาทิ ก็พากันมาเช่นกัน

วันนั้นมีผู้คนมากันมากเท่าใด ซุนเจินเองก็ไม่อาจทราบ ทราบแต่ว่ารถและม้าของแขกเหรื่อนั้นแน่นเต็มหมู่บ้านเกาหยางหลี่ทั้งหมู่บ้าน โต๊ะที่จัดเตรียมไว้แต่แรกไม่เพียงพอแก่การนั่งเสียเลย จำต้องตั้งโต๊ะเลี้ยงเพิ่มที่บ้านซุนฉวีอีก จึงพอจะเพียงพอ ภายหลังเมื่อนับเงินขวัญถุง รวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันกลับมีถึงสิบทองคำ คิดเป็นเงินกว่าแสนเฉียน(เบี้ย)(4) แม้ว่าค่าของขวัญในยุคนั้นจะหนักหนาอยู่ โดยปกติก็เกินร้อยเฉียนขึ้นไป อีกทั้งผู้ที่มาก็ล้วนเป็นตระกูลมีชื่อในมณฑล ทางบ้านส่วนมากก็มีทรัพย์ แต่กระนั้นเงินกว่าแสนเฉียนนั้นก็ยังเป็นจำนวนที่น่าตื่นตา จากแง่นี้ก็พอแลเห็นได้ว่าตระกูลซุนและซุนเจินมีชื่อเสียงสูงเพียงใดในมณฑล

จวบจนทุกวันนี้ ราษฎรอำเภอเองอิมทุกคราที่เอ่ยถึงงานวิวาห์ครั้งนี้ของซุนเจิน ต่างก็ยังคิ้วลอยตาเบิกแสดงความปลื้มปีติ ภาคภูมิใจยิ่งนัก

"ท่านซุน ท่านยิ้มเรื่องอันใดหรือ"

"อ้อ?" ซุนเจินได้สติ "หาไม่ได้ดอก นึกถึงเรื่องเก่าอันน่าขันเรื่องหนึ่ง"

"เรื่องเก่าอันใดเล่า"

"อาเยี่ยน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ามีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง"

"นิสัยเสียอันใดขอรับ"

"ชอบทุบหม้อดินถามจนถึงก้น"(5)

"…ท่านซุน"

"อ้อ?"

"หม้อดินคืออะไรขอรับ ทุบหม้อดินถามจนถึงก้นนั้นหมายความว่ากระไรเล่า"

ซุนเจินอ้าปากค้าง จนปัญญาจะตอบเฉิงเยี่ยน จึงไม่แยแสเขาอีก กลับจมลงในความหวนรำลึกดังเดิม

เมื่อครู่ที่เขาหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัวนั้น ก็ด้วยนึกถึงกิริยาขวยเขินน่ารักของธิดาตระกูลตันคราวประกอบพิธีสมรส

ในวันนั้น ธิดาตระกูลตันแต่งกายงดงามยิ่งนัก "นางงามแต่งเต็มยศ งามเรืองรองดั่งบุปผาในวสันต์" สวมกระโปรงสีดำ สวมเกี๊ยะเขียนลายชาด คาดเข็มขัดเบญจรงค์ ห้อยตุ้มหูมุกเดือน เครื่องประดับกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง วันนั้นนางมีอายุเพียงสิบหก แม้แต่งกายให้ดูเป็นผู้ใหญ่งดงามปานใด สุดท้ายก็ยังเป็นหญิงสาวอยู่นั่นเอง ถึงจะมีใจชอบพอซุนเจิน ถึงจะมีสติปัญญาหยั่งรู้ ไม่ใช่หญิงสาวสามัญทั่วไปจะเทียบได้ ครั้นถึงคราวจริง เข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลซุน ต่อแต่นี้ไปจักต้องเป็นภรรยาของคนอื่น ก็อดไม่ได้ที่จะใจคอหวั่นไหวขวยเขิน

คราวประกอบพิธีโว่กว้าน(6) ล้างมือชำระหน้านั้น นางเกือบทำอ่างเขียนลายชาดที่นางกำนัลประคองอยู่หกคว่ำ คราวประกอบพิธีถงเหลา(7) นั่งร่วมโต๊ะหันหน้าเข้าหาซุนเจิน ขณะเสวยข้าวฟ่างและธัญพืช นางอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว อีกคราวดื่มเหล้าเหอจิ่น(8) ร่วมกับซุนเจิน นางจิบเพียงนิดเดียวก็ไอจนหยุดไม่ได้ สำลักจนหน้าน้อย ๆ แดงก่ำ อีกคราวประกอบพิธีเจี๋ยฟ่า(9) มือของนางสั่นเทาอยู่นาน ตัดเส้นผมเส้นเดียวก็ไม่ได้

พิธีอย่างแรกหลังเข้าประตูเรือน คือการคารวะพ่อแม่สามี บิดามารดาของซุนเจินวายชนม์แต่เยาว์ ในบ้านไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีพ่อแม่สามีให้คารวะ ได้แต่คารวะหัวหน้าตระกูลคือซุนกุน ซุนเจินยังจำได้ว่าเมื่อธิดาตระกูลตันหันหน้าเข้าคารวะซุนกุนอย่างอ่อนช้อยนั้น ท่าทางที่ฝืนทำใจให้สงบ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีกิริยาเขินอายของเด็กสาวเจือปนอยู่ ทำเอาเขาเกิดความรักใคร่เอ็นดูขึ้นมาอย่างท่วมท้นโดยไม่รู้ตัว

สารพันสารพัด เมื่อหวนนึกในบัดนี้ ก็อดยิ้มไม่ได้

อีกในค่ำคืนนั้น เมื่อสิ้นงานเลี้ยงสุราแล้ว ภายในห้องหอ ขณะนางนั่งบนเตียงนั้น มีกิริยาก้มหน้าเขินอายแฝงเสน่ห์ ครั้นถูกซุนเจินโอบเข้าอ้อมอกก็มีความหวาดหวั่นปนกลัว แต่หากลับไม่ได้ สุดท้ายเมื่ออาภรณ์หลุดลุ่ย หลับตาปี๋ขมวดคิ้วรับแรงกระทบ ก็มีเสียงร้องครางเจ็บแผ่วเบาดังขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ และในยามที่เมฆฝนประสานกลมเกลียวกันแล้ว นางกอดแขนซุนเจินไว้ ถามด้วยน้ำเสียงขลาด ๆ ว่า "วันนี้ตัวข้าเสียมารยาทไปหรือไม่เจ้าคะ"

เจ้าสาวแรกเข้าเรือน หวั่นไหวไม่เป็นสุข แรกรับเมฆฝน กำลังเจ็บเนื้อเจ็บตัวอยู่นั้น คำแรกที่สามีภรรยากระซิบถามกันไม่ใช่เรื่องอื่นใด หากเป็นว่า "เสียมารยาทหรือไม่" ครานั้นซุนเจินอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ลำบากใจเด็กสาวคนนี้เสียจริง

บนทางที่ควบม้าไปนั้น หวนรำลึกถึงวันแต่งงาน ซุนเจินก็ยิ้มที่มุมปาก

เขาคิดว่า "ครานั้นข้าตอบนางว่ากระไรนะ อ้อ ข้าตอบว่า 'คืนนี้เป็นราตรีแรกของเจ้า เมื่อสามีภรรยาพูดคุยกันยามค่ำคืน ควรเอ่ยแต่เรื่องความรัก ไม่ควรพูดถึงโคลงกลอนและจารีต' แรกทีนางไม่เข้าใจความที่ข้าหมายถึง เบิกตากว้างมองงงงวยอย่างน่าเอ็นดู ภายหลังเข้าใจความหมายของราตรีแรกและโคลงกลอนจารีต ก็แก้มทั้งสองแดงก่ำด้วยความอาย ซุกหน้าน้อย ๆ ลงในอกข้าทันที ฮ่า ฮ่า"

"ท่านซุน เหตุใดท่านจึงยิ้มขึ้นมาอีกเล่า"

"อาเยี่ยน เจ้าพอจะเลิกเอ่ยปากในยามไม่สมควรเสียทีได้หรือไม่ ทำเอาตกใจ"

"เห็นท่านซุนเริงใจ ข้าน้อยก็เบาใจแล้ว"

"เจ้าเบาใจเรื่องอันใด"

"ท่านซุนปลดตราลาออกจากราชการไปดื้อ ๆ ทำเอาพวกข้าน้อยพากันกลุ้มอกกลุ้มใจนัก"

"พวกเจ้าควรกลุ้มใจเรื่องภายหน้าต่างหาก"

"หมายความว่ากระไรขอรับ"

"ข้าปลดตราแล้ว ลาออกจากราชการแล้ว แต่นี้ไปก็จะมีเวลามากมายมาฝึกปรือพวกเจ้า ข้าขอบอกไว้แต่ต้นมือ ภายหน้าเมื่อฝึกขี่ม้ายิงธนูหรือเรียนพิชัยสงคราม ผู้ใดบังอาจเกียจคร้าน ข้าจะไม่เกรงใจเป็นอันขาด"

เฉิงเยี่ยนเกาศีรษะ ยิ้มซื่อ ๆ ว่า "ข้าน้อยเกียจคร้านเมื่อใดเล่าขอรับ"

ซุนเจินเอาตัวเองเทียบกับผู้อื่น มองดูท่าทางบ้องตื้นของเขา ก็นึกถึงเมียงามของเขาขึ้นมา จึงหัวเราะว่า "อยู่เอี้ยงเต๊กปีกว่านี้ เจ้าแทบจะติดตามรับใช้ข้างกายข้าทุกวี่วัน วันนี้ข้าลาออกจากราชการแล้ว ก็จะให้เจ้าหยุดพักด้วย เจ้าไม่ต้องตามข้าไปเองอิมอีก เดี๋ยวก็กลับบ้านเจ้าไปตรง ๆ เถิด ไปอยู่เป็นเพื่อนเมียเจ้าให้ดี ๆ อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ควรจะมีลูกชายให้ตระกูลเฉิงของเจ้าเสียที"

จากเมียงามของเฉิงเยี่ยน ซุนเจินก็นึกไปถึงภรรยาของตน รำพึงในใจว่า "อารั่วนั้นดีไปเสียทุกอย่าง ติแต่เพียงข้อเดียวที่ยังขาดความสมบูรณ์ คืออายุยังน้อยเกินไป แต่งงานก็เพิ่งสิบหก ปีนี้ยังไม่ถึงสิบเจ็ด ความน่ารักนั้นเหลือเฟือ แต่รูปร่างยังไม่เต็มที่"

ควบม้าไปเกือบครึ่งวัน ครั้นยามเย็นก็แลเห็นเองอิมแต่ไกล

เฉิงเยี่ยนไม่ยอมกลับบ้าน เขาก็ไล่ไปเสียโดยพลการ แล้วยังสั่งให้เหล่านักเลงบริวารคนอื่น ๆ กลับไปตำบลตะวันตกก่อน คงนำแต่เสี่ยวเริ่นไป ขี่ม้าคุมรถเทียมโคที่ถังเอ๋อร์นั่งมา เลียบไปตามทางหลวง ข้ามคูเมือง เข้าสู่เมืองอำเภอเองอิม

บัดนี้เขาเป็นที่รู้จักในอำเภอมาก คนที่รู้จักเขาก็มีไม่น้อย ผู้คนบนถนนหนทางต่างทักทายเขา มีทั้งคนที่รู้จัก ทั้งคนที่ไม่รู้จัก ไม่ว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก เขาก็โต้ตอบคารวะอย่างสุภาพทั้งสิ้น ครั้นใกล้จะถึงหมู่บ้านเกาหยางหลี่ ก็พบบุนเพ่งเดินสวนมา

"ตงเงียบ เจ้าจะไปไหนหรือ"

"ได้ยินคนในอำเภอว่าท่านซุนกลับมาแล้ว จึงมารับเป็นพิเศษ" บุนเพ่งมองถังเอ๋อร์ที่นั่งบนรถเทียมโค แล้วมองเสี่ยวเริ่นที่ตามมาข้างกายซุนเจิน ถามอย่างฉงนว่า "ท่านซุน เมื่อวานท่านไม่เพิ่งหยุดพักไปดอกหรือ เหตุใดวันนี้จึงกลับมาอีกเล่า"

บุนเพ่งรู้จักซุนเจินมานาน ความสัมพันธ์ของทั้งสองยิ่งสนิทสนมขึ้นทุกที ยามซุนเจินหยุดพัก เขามักวางการเล่าเรียนลง มาอยู่เป็นเพื่อนข้างกายซุนเจิน เมื่อวานนี้เขาก็เพิ่งตามซุนเจินไปล่าสัตว์ที่ตำบลตะวันตกมาครึ่งวัน

"ข้าลาออกจากราชการแล้ว"

"ลาออกจากราชการ?" คงด้วยอยู่กับซุนเจินมานาน รับอิทธิพลจากซุนเจิน นิสัยของบุนเพ่งจึงหนักแน่นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ครานี้พลันได้ยินคำว่าซุนเจินลาออก ก็ไม่ได้คำนึงถึงความหนักแน่นแล้ว เบิกตากว้าง ถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า "เหตุใดจึงลาออกเล่า เพราะอันใดหรือ"

อาจเป็นเพราะการควบม้ามาตลอดทางทำให้จิตใจเปิดกว้าง หรืออาจเป็นเพราะคิดถึงธิดาตระกูลตันมาตลอดทาง เมื่อเทียบกับความเศร้าสร้อยก่อนลาออกแล้ว ตอนนี้ซุนเจินอารมณ์ดียิ่งนัก เขาเอ่ยอย่างหยอกล้อว่า "'นี่แน่ะ การเป็นคนเรานั้น ที่สำคัญที่สุดคือต้องเริงใจ' อยู่ในที่ว่าการมณฑลแล้วไม่เริงใจ ข้าจึงลาออกเสีย"

น่าเสียดายที่คำหยอกล้อนี้ของเขาล้ำยุคล้ำสมัยเกินไป สำเนียงที่เขาเลียนแบบมาก็ไม่เหมือน เข้าหูบุนเพ่งแล้วราวกับไก่คุยกับเป็ด คนละเรื่องเดียวกัน

บุนเพ่งก็รู้อยู่ว่าท่านไท่โส่วผู้เป็นญาติห่าง ๆ ของตนนั้นไม่ค่อยโปรดซุนเจิน จึงเอ่ยอย่างไม่สบายใจว่า "เพราะท่านฝู่จวินใช่หรือไม่ ท่านซุน หรือว่า ข้าจะเขียนหนังสือไปถึงบิดาข้า ขอให้ท่าน…"

"ขอให้ท่านทำอะไร ตงเงียบ เจ้าเห็นข้าเป็นคนต่ำช้าที่คอยประจบสอพลอเพื่อแสวงลาภหรือ"

"แม้เพ่งยังอ่อนเยาว์ ก็รู้จักวีรบุรุษอยู่ ท่านมีสง่าราศีองอาจ เป็นยอดคนผู้กล้าหาญ เพ่งนับถือความประพฤติและการกระทำของท่านมาแต่ไหนแต่ไร ท่านจะเป็นคนต่ำช้าได้อย่างไรเล่า"

"นั่นแหละถูกแล้ว เราผู้เป็นลูกผู้ชาย ไฉนจะยอมก้มหลังเพื่อข้าวห้าโต่ว(10) ตูโหยวฝ่ายเหนือกระจิริด เสมียนผู้น้อยร้อยสือ ในเมื่อไม่อาจแผ่ปณิธานของข้าให้กว้างไกล แทนที่จะทนทุกข์อยู่ในที่ว่าการมณฑล สู้ปลดตรากลับมาเสียให้สิ้นเรื่องดีกว่า ไม่ทำก็ไม่ทำ มีสิ่งใดให้น่าเสียดายเล่า อีกประการหนึ่ง ตูโหยวเป็นตำแหน่งงานหนักลำเค็ญ พอท่านฝู่จวินมีคำสั่งลงมา ก็ต้องตระเวนตรวจอำเภอกลางลมกลางฝน บอกตามตรง ข้าก็เบื่อมานานแล้ว ไม่ปิดบังเจ้าดอก วันนี้ก่อนลาออก ข้าหดหู่ไม่เป็นสุข พอลาออกแล้วกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที กวีนิพนธ์ว่า 'อยู่ในกรงขังมานานนัก บัดนี้ได้คืนสู่ธรรมชาติ'(11) ก็หมายความเช่นนี้แล"

"'อยู่ในกรงขังมานานนัก บัดนี้ได้คืนสู่ธรรมชาติ'…ท่านซุน นี่เป็นกวีนิพนธ์ที่ท่านแต่งขึ้นใหม่หรือ"

เสี่ยวเริ่นสอดปากขึ้นว่า "วันนี้ก่อนลาออก ท่านซุนยังแต่งกวีนิพนธ์อีกบทหนึ่งด้วย"

"กวีนิพนธ์อันใดเล่า"

เสี่ยวเริ่นความจำดี กล่าวว่า "'เกิดมาในโลกไม่สมดังใจ พรุ่งนี้จะสยายผมล่องเรือน้อยไป'"(12)

บุนเพ่งศึกษาอยู่ในสำนักซุนฉวี ทั้งคัมภีร์โคลงกลอนล้วนได้เล่าเรียน พิเคราะห์ดูครู่หนึ่ง ก็ว่า "กวีนิพนธ์ดี กวีนิพนธ์ดี แต่ทว่าท่านซุน เหตุใดกวีนิพนธ์ทั้งสองบทนี้จึงมีเพียงวรรคเดียวเล่า"

ซุนเจินจะบอกพวกเขาว่ากวีนิพนธ์ทั้งสองวรรคนี้ล้วนเป็นของคนยุคหลังแต่งก็ไม่ได้ จึงพูดอ้อมแอ้มไปสองคำ เลี่ยงหัวข้อนี้เสีย แล้วยิ้มว่า "บัดนี้ข้าลาออกจากราชการกลับบ้านแล้ว แต่นี้ไปก็จะมีเวลาว่างมากขึ้น ตงเงียบ อาผู้เป็นลุงของเจ้าตามท่านจูซึ่งเป็นนายอำเภอคนก่อนไปรับตำแหน่งที่อื่นแล้ว เจ้าอยู่คนเดียวก็ไม่สนุก หรือว่าย้ายมาอยู่บ้านข้าเถิด ทั้งสะดวกแก่การที่เจ้าจะเล่าเรียนในสำนักพี่รองของข้า ทั้งสะดวกแก่การที่เจ้ากับข้าจะได้อยู่ร่วมกันเช้าค่ำ"

บ้านบุนเพ่งเป็นตระกูลคหบดีใหญ่แห่งน่ำเอี๋ยง เพื่อความสะดวกในการที่เขามาศึกษาเล่าเรียนที่เองอิม ทางบ้านจึงซื้อเรือนไว้ให้หลังหนึ่งในเองอิม ครั้นบุนจิกจากไปแล้ว ก็เหลือแต่เขากับบ่าวไพร่อีกสองสามคนอยู่เพียงลำพัง เขาได้ฟังก็ดีอกดีใจ รีบโยนเรื่องที่ซุนเจินลาออกไปไว้เบื้องหลังทันที กล่าวว่า "เป็นความปรารถนาของเพ่งอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่กล้าเอ่ยขอเท่านั้น" แล้วขึ้นม้าจะไป

ซุนเจินร้องเรียกเขาไว้ว่า "จะไปไหนเล่า"

"ข้ากลับไปเก็บข้าวของ ค่ำนี้จะย้ายไปอยู่บ้านท่านซุนแล้ว"

ซุนเจินรู้สึกทั้งขัน ทั้งปลื้มใจ ที่ขันก็ด้วยท่าทางใจร้อนรอไม่ได้ของเขา ที่ปลื้มใจก็ด้วยความเหนื่อยยากตรากตรำหลายปีนี้ไม่ได้สูญเปล่า ในที่สุดก็ทำให้เขากับตนสนิทสนมแนบแน่นไม่มีช่องว่าง

ครั้นเข้าหมู่บ้านเกาหยางหลี่ ซุนเจินยังไม่กลับบ้านก่อน ด้วยการลาออกเป็นเรื่องใหญ่ ต้องไปบอกซุนกุน เขาจึงสั่งให้เสี่ยวเริ่นกับถังเอ๋อร์คุมรถและม้ากลับบ้านไปก่อน ตนมายังบ้านซุนกุนเพื่อกราบเรียนเรื่องการลาออก

ผู้ที่มาเปิดประตูคือซุนฮก ซุนฮกก็แต่งงานไปเมื่อปีกลายเช่นกัน เห็นเป็นซุนเจินมา ก็แปลกใจยิ่งนักว่า "เจินจือ เจ้ากลับมาได้อย่างไร"

ซุนเจินยิ้มว่า "ข้าลาออกจากราชการแล้ว"

"…หรือว่าเพราะเรื่องต้านภัยแล้งช่วยผู้ประสบภัย"

"ผู้ที่รู้ใจข้า ก็คือบุ๋นเยียกนี่เอง เมื่อสองเดือนก่อน คราเจ้าลาออก ข้าก็คิดจะปลดตราลาออกเองเหมือนกัน ที่ยังเสียดายตำแหน่งไม่ยอมไปนั้น ก็ด้วยกลัวไท่โส่วจะโกรธ อีกทั้งอยากทำสิ่งใดเพื่อราษฎรบ้างเท่านั้น ครึ่งเดือนเศษมานี้ ข้ายื่นหนังสือต่อไท่โส่วหลายครั้ง ขอให้ที่ว่าการมณฑลออกเงินซื้อข้าวเพื่อช่วยปีที่เกิดภัย แต่ไท่โส่วกลับเพิกเฉยไม่ไยดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะต้องเสียดายอาลัยอยู่ทำไมเล่า จึงเอาอย่างบุ๋นเยียก ปลดตรากลับมาด้วย"

พี่น้องสองคนล้วนเป็นคนฉลาด รู้คติที่ว่า "เปลี่ยนฮ่องเต้ก็เปลี่ยนขุนนาง" อีกทั้งไท่โส่วคนปัจจุบันก็ดื้อรั้นถือดี หัวโบราณคร่ำครึ ไม่ใช่นายที่ดี อีกทั้งยังเห็นชัดว่าไม่ได้พอใจในพี่น้องตระกูลซุน หากยังเสียดายตำแหน่งไม่ยอมไป ไม่เพียงจะไม่อาจแผ่ปณิธานของตน หากยังมีโอกาสมากที่จะนำภัยมาสู่ตน ในความเป็นไปเช่นนี้ การลาออกกลับบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ ซุนฮกก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจอย่างบุนเพ่ง เพียงยิ้มน้อย ๆ แล้วว่า "บัดนี้พี่กลับบ้านแล้ว เยี่ยกก็มีเพื่อนอ่านหนังสือเสียที"

ฝ่ายซุนกุนเคยผ่านคดีตั่งกู้(13) มาด้วยตน รู้ภัยในแวดวงราชการ ช่ำชองในวิถีปกป้องตน จึงเห็นชอบกับการตัดสินใจลาออกของซุนเจินยิ่งนัก เอ่ยว่า "'นั่งแพล่องไปกลางทะเล'(14) ก็เป็นวิถีของวิญญูชนเช่นกัน"

ออกจากบ้านซุนกุนแล้ว ซุนเจินก็ไปยังบ้านซุนฉวีอีก

ซุนฉวีมีความเห็นอย่างเดียวกับซุนกุน ก็เห็นชอบกับการตัดสินใจของซุนเจินยิ่งนัก เขากล่าวว่า "ลาออกเสียก็ดีแล้ว แม้บัดนี้เจ้ามีชื่อเสียงเฟื่องฟูในมณฑล แต่ข้าได้ยินมาว่าหลายคนติเตียนว่าเจ้ามีความรู้ไม่พอ ชื่อเสียงไม่สมจริง ในด้านคัมภีร์เจ้าก็ยังไม่แตกฉานจริง ๆ พอดีอาศัยโอกาสอันดีนี้ อ่านหนังสือบ่มเพาะชื่อเสียงเสีย"

ออกจากบ้านซุนฉวีแล้ว ราตรีก็มาถึง

ซุนเจินก้าวเหยียบแสงจันทร์กลับบ้าน เคาะประตูเรือน ใบหน้าอ่อนหวานของเด็กสาวอายุสิบหกก็ปรากฏหลังบานประตู สายตาของทั้งสองสบกัน คนหนึ่งยิ้มน้อย ๆ อีกคนหนึ่งมีความปีติยินดีที่ปิดไม่มิด แสงจันทร์นวลผ่อง ลมอุ่นพัดต้องใบหน้า ในยามนี้ความเงียบงันกลับดีกว่าถ้อยคำ น้ำใจไมตรีอยู่ในนั้นครบถ้วนแล้ว

แต่นั้นมา ซุนเจินก็อ่านหนังสืออยู่กับบ้าน เช้าตื่นขึ้นก็อ่านหนังสือร่วมกับซุนฮก ซุนฮิว ซุนเยว่ ซุนฉี ซุนเฉิง และเหล่าญาติวัยเดียวกัน ค่ำลงเข้านอนก็สำราญในห้องหอกับธิดาตระกูลตันและถังเอ๋อร์ บุนเพ่งย้ายมาอยู่บ้านเขา อยู่เป็นเพื่อนข้างกายทั้งวันทั้งคืน เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น เป็นอาทิ ก็ติดตามรับใช้เช้าค่ำ

ทุก ๆ ไม่กี่วัน เขาก็จะอ้างว่าไปฝึกขี่ม้ายิงธนู ไปยังตำบลตะวันตกครั้งหนึ่ง พักอยู่ในเรือนสวนหลังใหม่ที่ตั้งอยู่ในศาลาฝานหยางสองสามวัน บ้างก็ฝึกปรือเหล่านักเลงและราษฎรในหมู่บ้านร่วมกับสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เป็นอาทิ บ้างก็อธิบายพิชัยสงครามและจำลองการรบบนกระบะทรายให้เหล่านักเลงฟัง บางคราก็ดื่มสุราสังสรรค์กับมิตรเก่าแห่งตำบลตะวันตกอย่างหยวนพ่าน สือเตียว จั่วจวี้ เกาซู่ เฝิงก่ง บางคราก็ชวนเหล่าญาติมิตรอย่างซุนฮิว ซุนฮก ซุนเฉิง ซุนฉี ตันกุ๋น บุนเพ่ง ซีจื้อไฉ ไปยิงเนื้อล่าสัตว์ตามป่าเขา ครั้นถึงคราวเทศกาลงามมงคล ก็แต่งกายสวมหมวกครบเครื่อง นำสุราไปถวายต่อหน้าผู้อาวุโสในตระกูลอย่างซุนกุน ซุนฉวี

บางคราได้รับหนังสือที่งักจิ้น เสี่ยวเซี่ย เจียงหูส่งมาจากโรงเหล็กหลวง ครั้นกล่าวถึงว่าเหล่านักโทษโรงเหล็กมีสิ่งใดร้องขอหรือต้องการ ขอเพียงเป็นสิ่งที่จัดการได้ ก็จัดการให้สุดความสามารถ บางคราก็ฟังเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชีฮกและกุยแกที่เอี้ยงเต๊กบ้าง แม้ไม่อาจเข้าใกล้ชิด แต่ก็ได้อรรถรสเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการแอบสอดส่องเรื่องส่วนตัวของคนมีชื่อ บางคราก็มีเพื่อนร่วมราชการเก่าหรือสหายต่างถิ่นมาเยี่ยมถึงบ้าน อย่างจงฮิว หลี่เซวียน ก็จัดโต๊ะเลี้ยงสุราต้อนรับ ร่ำสุราจนสำราญ

วันคืนผ่านไปดูเผิน ๆ ราวกับเป็นอิสระเสรี แต่ทว่ายามเวลาล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า เมื่อศักราชกวงเหอปีที่เจ็ดใกล้เข้ามาทีละน้อย ภายใต้ความสงบสบายแต่ภายนอกนี้ ความกดดันรีบเร่งที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่คนนอกได้ ก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นทุกที

ในปีนี้ ฤดูร้อนแล้งจัด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยวได้น้อย ที่ว่าการมณฑลไม่ได้เตรียมการช่วยภัย คลังหลวงว่างเปล่า ไม่มีข้าวจะแจกจ่าย ราษฎรในสิบเจ็ดอำเภอแห่งเองฉวนจำนวนมากต้องระหกระเหินไร้ที่อยู่ มีแต่ตำบลตะวันตกเท่านั้น ด้วยซุนเจินควักเงินส่วนตัว และส่งเสี่ยวเริ่นเป็นต้นไปยังหัวเมืองมั่งคั่งมีชื่ออย่างซานเหอ ซานฝู่แต่เนิ่น ๆ เพื่อซื้อข้าวมาบางส่วน ราษฎรในตำบลได้รับพระคุณของเขา จึงผ่านพ้นปีที่เกิดภัยนี้ไปอย่างปลอดภัย

เดือนเก้าฤดูใบไม้ร่วง ได้ยินพ่อค้าเร่กล่าวว่า ภูเขาริมฝั่งที่อู่หยวนถล่มลงมา เดือนสิบสองฤดูหนาว ในบ่อน้ำของเมืองตังไฮ่ ตงไหล หลางหยา น้ำกลายเป็นน้ำแข็งหนากว่าหนึ่งฉื่อ(15) ฤดูหนาวปีนั้นที่เองฉวนก็หนาวเหน็บยิ่งนัก แรกพบปีที่เกิดภัย แล้วต้องเจอความหนาวจัด ผู้คนที่ออกเดินทางบนถนนหนทาง มีคนอดตายเกลื่อนกลาด

และในท่ามกลางภัยแล้งความหนาวลำเค็ญ ผู้คนอนาถาเดือดร้อนไปทั่วทุกหนแห่งนี้เอง ก็ผ่านพ้นวันสิ้นปี ก้าวเข้าสู่ปีใหม่

ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด วันที่ยี่สิบสามเดือนอ้าย ในยามเช้าวันนี้ ข่าวคราวข่าวหนึ่งที่ส่งมาจากนครหลวงทำเอาซุนเจินตกตะลึง ครั้นฟังข่าวนี้จบ ใจของเขาก็ห่อเหี่ยวขึ้นมาถึงคอหอย พร้อมกับความตึงเครียดไม่เป็นสุข แต่ก็กลับมีความโล่งใจราวกับปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งลงได้

สิ่งที่ควรมาก็มาถึงในที่สุด คือถังโจวชาวจี้อินถวายฎีกาต่อราชสำนัก ฟ้องว่าเตียวก๊กชาวจวี้ลู่คิดกบฏ ราชสำนักจึงประหารม้าหยวนอี้พรรคพวกของเตียวก๊กด้วยการใช้รถฉีกร่าง(16) ให้โจวปินผู้เป็นโกวตุ้นลิ่ง(17) นำเจ้าพนักงานในสังกัดสามสำนัก(18) ไปสอบสวนทหารรักษาวังหลวงและราษฎรที่นับถือลัทธิของเตียวก๊ก สังหารไปกว่าพันคน อีกทั้งสืบสาวไปถึงกิจิ๋ว ออกไล่จับกุมเตียวก๊กและพวก

——

## เชิงอรรถ

(1) ตราและสายถัก (อิ้นโซ่ว) คือตราประทับประจำตำแหน่งพร้อมสายถักบอกศักดิ์ของขุนนาง การ "แขวนตรา" จึงหมายถึงการสละตำแหน่ง

(2) "ยกถาดเสมอคิ้ว" เป็นสำนวนยกย่องคู่สามีภรรยาที่ให้เกียรติเคารพกันและกัน มาจากเรื่องของเหลียงหง ภรรยาของเขายามยกถาดอาหารมาให้สามีย่อมยกขึ้นเสมอระดับคิ้ว แสดงความนอบน้อมเคารพ

(3) รถซือ คือรถบรรทุกอันมีหลังคาและฝาทึบสองข้างยุคฮั่น ใช้นั่งโดยสาร

(4) "สิบทองคำ" ในยุคฮั่นหนึ่งทองคำ (จิน) เทียบเท่าเงินหนึ่งหมื่นเฉียน สิบทองคำจึงเป็นเงินกว่าแสนเฉียน

(5) "ทุบหม้อดินถามจนถึงก้น" เป็นสำนวนหมายถึงการซักไซ้ไล่เลียงเอาความให้ถึงที่สุด ในที่นี้เป็นมุกเล่นคำ เพราะเฉิงเยี่ยนผู้ฟังไม่เคยรู้จัก "หม้อดิน" และไม่เข้าใจสำนวนนี้ จึงย้อนถามจริง ๆ จนถึงก้น

(6) พิธีโว่กว้าน คือพิธีล้างมือชำระหน้าของบ่าวสาวในการสมรสยุคฮั่น เพื่อชำระกายให้บริสุทธิ์ก่อนประกอบพิธีต่อไป

(7) พิธีถงเหลา คือพิธีที่บ่าวสาวนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารชนิดเดียวกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าแต่นี้ไปจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

(8) เหล้าเหอจิ่น คือพิธีที่บ่าวสาวดื่มสุราจากน้ำเต้าผ่าซีกที่ผูกด้วยด้ายต่อกัน แล้วต่างฝ่ายต่างดื่ม เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นหนึ่งเดียว

(9) พิธีเจี๋ยฟ่า คือพิธีที่บ่าวสาวต่างตัดปอยผมของตนมาผูกมัดรวมกัน เป็นสัญลักษณ์ของคู่ครองที่ผูกพันกันชั่วชีวิต

(10) "ก้มหลังเพื่อข้าวห้าโต่ว" มาจากเรื่องของเถาหยวนหมิง กวีผู้ไม่ยอมโค้งคำนับเจ้านายต่ำต้อยเพียงเพื่อเบี้ยหวัดข้าวห้าโต่ว จึงลาออกจากราชการ สำนวนนี้หมายถึงการไม่ยอมศิโรราบต่ออำนาจเพียงเพื่อลาภยศเล็กน้อย โต่วเป็นหน่วยตวงข้าวยุคฮั่น

(11) "อยู่ในกรงขังมานานนัก บัดนี้ได้คืนสู่ธรรมชาติ" เป็นวรรคหนึ่งในบทกวีของเถาหยวนหมิง กวียุคหลัง ซุนเจินจึงตอบบุนเพ่งไม่ได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง

(12) "เกิดมาในโลกไม่สมดังใจ พรุ่งนี้จะสยายผมล่องเรือน้อยไป" เป็นวรรคหนึ่งในบทกวีของหลี่ไป๋ กวียุคถัง เป็นกวีของคนยุคหลังเช่นกัน

(13) คดีตั่งกู้ (คดีพรรคพวก) คือการเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต่อต้านขันที เกิดขึ้นในปลายยุคฮั่นตะวันออก

(14) "นั่งแพล่องไปกลางทะเล" เป็นวาทะของขงจื่อในคัมภีร์หลุนอวี่ หมายถึงเมื่อแผ่นดินไร้ธรรม วิญญูชนย่อมหลีกเร้นออกจากราชการไปอยู่อย่างสันโดษ

(15) ฉื่อ เป็นหน่วยวัดความยาวยุคฮั่น หนึ่งฉื่อในยุคฮั่นตะวันออกราว 23 เซนติเมตร

(16) "รถฉีกร่าง" คือวิธีประหารชีวิตโดยผูกแขนขานักโทษติดกับรถหลายคันแล้วให้ม้าลากแยกออกไปคนละทิศ จนร่างขาดออกจากกัน

(17) โกวตุ้นลิ่ง คือตำแหน่งขุนนางผู้ดูแลอุทยานหลวงและสวนผักหลวงยุคฮั่น ขึ้นกับกรมขันทีในวังหลวง

(18) "สามสำนัก" หมายถึงสำนักของขุนนางผู้ใหญ่สามตำแหน่งสูงสุดของราชสำนักฮั่น คือไท่เว่ย ซือถู และซือคง รวมเรียกว่า "สามกง"

## เชิงอรรถผู้เขียน

1. ในปีนี้ ฤดูร้อนแล้งจัด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยวได้น้อย

จดหมายเหตุ《โฮ่วฮั่นซู ภาคพระประวัติฮั่นเลนเต้》กล่าวถึงศักราชกวงเหอปีที่หกว่า "ฤดูร้อน แล้งจัด…ปีนั้นเก็บเกี่ยวได้อุดมยิ่ง" คำว่า "ปีนั้นเก็บเกี่ยวได้อุดมยิ่ง" หมายถึงพืชผลบริบูรณ์ ทั้งแล้งจัด ทั้งเก็บเกี่ยวบริบูรณ์ ช่างเป็นเรื่องประหลาดอยู่ ภัยแล้งโดยปกติเขียนอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งว่า "แล้ง" อีกอย่างหนึ่งว่า "แล้งจัด" ศักราชกวงเหอปีที่ห้าเป็น "แล้ง" ศักราชกวงเหอปีที่หกเป็น "แล้งจัด" เห็นได้ชัดว่าภัยหนักกว่าศักราชกวงเหอปีที่ห้า คำว่า "เก็บเกี่ยวได้อุดมยิ่ง" นี้ไม่ทราบว่ามาจากไหน ในช่วงหลายปีก่อนกบฏโพกผ้าเหลืองนั้น โรคระบาดและภัยพิบัติเกิดขึ้นติดต่อกัน เมื่อมองจากแง่นี้ ไม่ว่าปีนั้นจะเก็บเกี่ยวบริบูรณ์หรือไม่ ดูเหมือนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใดเสียแล้ว

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป