# ตอนที่ 181 — คืนหิมะลอบสังหาร (ตอนต้น)
ครั้นซุนเจินถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งกลับคืนสู่เคหา ในระหว่างเกือบครึ่งปีที่ "อ่านตำราบ่มชื่อเสียง" อยู่ที่บ้านนั้น เขาได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่าควรรับมือกับกบฏโพกผ้าเหลืองอย่างไร
แม้บัดนี้ในมือเขาจะมีคนอยู่สองสามร้อย ทว่าเทียบกับคลื่นกบฏโพกผ้าเหลืองที่กำลังจะกวาดทั่วแผ่นดินแล้ว กำลังเพียงเท่านี้นับได้แต่เป็นเมล็ดข้าวเดียวในห้วงสมุทร หากจะฝากความหวังที่จะ "รักษาชีวิตให้รอดในยามบ้านเมืองจลาจล" ไว้กับคนเหล่านี้ทั้งหมด เกรงว่าจะยังห่างไกลจากเพียงพอนัก หากปรารถนาจะปลอดภัยยิ่งขึ้น อุบายชั้นเอกก็ยังต้องพึ่งพาที่ว่าการแคว้น ด้วยว่ากำลังของผู้เดียวแม้แข็งกล้าเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเทียมราชการบ้านเมืองได้
ข่าวที่ว่า "ถังโจวชาวจี้อินถวายฎีกาต่อราชสำนัก ฟ้องว่าเตียวก๊กชาวจวี้ลู่คิดกบฏ" นั้น เขาได้ยินมาที่บ้านของซุนฉวี
ซุนฮิว ซุนฮก ซุนฉี บุนเพ่ง และคนอื่น ๆ ก็อยู่ในที่นั้นด้วย
ผู้บอกข่าวนี้คือซุนเฉิง ขณะนั้นผู้คนกำลังนั่งฟังซุนฉวีบรรยายคัมภีร์ชุนชิว(1) อยู่ เขาวิ่งกระหืดกระหอบบุกเข้ามาขัดจังหวะ
ซุนฉวีถามว่า "ข่าวนี้เจ้าได้ยินมาจากไหน"
"ข้าพบหูเมี่ยน ถิงหยวน (เสมียนฝ่ายสืบสวน)(2) กลางถนน เขาขับรถพุ่งเข้ามาไม่หลบผู้คน เกือบจะชนข้าเข้าให้ ข้ารั้งเขาไว้ ถามว่าจะไปทำอะไร เหตุใดจึงลนลานปานนี้ เขาจึงบอกข่าวนี้แก่ข้า ว่าท่านเจ้าอำเภอเรียกเขาไปปรึกษาราชการ"
ซุนฉวีวางหนังสือซีกไม้ไผ่ลง หันไปมองออกนอกหน้าต่าง ลูบเข่าแล้วถอนใจยาว กล่าวว่า "อนิจจา ! ศักราชซีผิงปีที่ห้า(3) ท่านเอี๊ยงสือ ปั๋อเซี่ยน(4) ขึ้นเป็นซือถู(5) แทนอ้วนเหว่ย ด้วยเห็นว่าเตียวก๊กกับพวกถือลัทธินอกรีต อ้างตนเป็นมหาปราชญ์ หลอกลวงราษฎร ทั้งได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วก็ไม่สำนึก พรรคพวกแผ่ขยายลุกลาม จึงถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้ประหารหัวหน้าพรรคพวกของเตียวก๊ก(11) ปีกลายท่านเล่าเถา จื่อฉี(6) ก็ถวายฎีกาอีกครั้ง ว่าเตียวก๊กชาวจวี้ลู่อ้างมรรคาอันยิ่งใหญ่อย่างลวงโลก ใช้อาคมมอมเมาราษฎรน้อย พรรคพวกแผ่กระจายทั่วทุกแคว้นทุกมณฑล นับไม่ถ้วน แต่บรรดาแคว้นมณฑลด้วยเกรงจะต้องราชภัยจึงปิดบังไม่ยอมกราบทูล อีกทั้งว่า 'คำเล่าลือลับ ๆ ทั่วทิศ ว่าเตียวก๊กกับพวกลอบเข้ากรุงหลวง สอดแนมราชกิจ' จึงขอให้พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการอันแจ้งชัด ตั้งรางวัลครั้งใหญ่จับกุมเตียวก๊กกับพวก(12) น่าเสียดายที่พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ทรงฟังเลยทั้งสองครั้ง บัดนี้เตียวก๊กเผยเจตนากบฏออกมาจริง ๆ จึงเพิ่งปรากฏความเฉียบแหลมล่วงรู้ของท่านเอี๊ยงกับท่านเล่า"
"ท่านเอี๊ยงสือ ปั๋อเซี่ยน" ก็คือเอี๊ยงสือ "เล่าเถา จื่อฉี" ก็คือเล่าเถา เล่าเถาเป็นลูกหลานตระกูลเล่าแห่งเองอิม ในฐานะที่เป็นคนบ้านเดียวกัน ซุนฉวีจึงรู้เรื่องราวการถวายฎีกาของเขาแจ่มแจ้งยิ่ง
ซุนฉวีจ้องมองออกนอกหน้าต่าง นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสียงต่ำว่า "แผ่นดินนี้ เกรงว่าจะถึงคราวจลาจลเสียแล้ว"
เวลานั้นต้องต้นวสันต์ ตรงยามสาย แสงตะวันนอกหน้าต่างกระจ่างใส ห่างจากหน้าต่างไม่ไกลมีต้นพุทราอยู่ต้นหนึ่ง ใบเก่าร่วงหมดแล้ว ใบใหม่เพิ่งผลิ กิ่งก้านสีดำดุจเหล็กชี้ตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หรือบางทีด้วยได้รับผลกระเทือนจากข่าวอันน่าตระหนก "เตียวก๊กคิดกบฏ" นี้ ผู้คนในห้องต่างมองตามสายตาซุนฉวีออกไป เมื่อมองดูต้นพุทราต้นนี้ ก็พลันรู้สึกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายราวกับว่ามีไอสังหารอันเย็นเยียบพวยพุ่งออกมา
ซุนเฉิงมาด้วยความรีบร้อน เนื้อตัวเหงื่อโซมไปหมด พอเหงื่อแห้งลง ลมหนาวที่พัดผ่านห้องก็โชยกระทบกาย ทำให้สะท้านสะดุ้ง เขาฝืนยิ้มกล่าวว่า "ราชสำนักได้สั่งเอาความเมืองกิจิ๋วแล้ว ให้ไล่จับเตียวก๊กกับพวก ขอเพียงจับตัวเตียวก๊กได้ ถึงพรรคพวกของเขาจะมากเพียงใด แต่เมื่อฝูงมังกรสิ้นหัว ก็ไม่อาจก่อคลื่นใหญ่ขึ้นมาได้"
ซุนฉวีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน ถามซุนเฉิงว่า "ท่านประมุขตระกูลทราบข่าวนี้แล้วหรือยัง"
"ยังไม่ได้ไปกราบเรียนท่านประมุข"
"บัดนี้เตียวก๊กถูกราชสำนักออกหมายจับ จนตรอกหมดทางไป ย่อมต้องเสี่ยงตายสู้แตกหัก ดิ้นรนสุดกำลัง หากกิจิ๋วจับตัวเขาได้ ก็เป็นการดีอยู่ แต่หากจับไม่ได้เล่า ? ข้าถึงจะไม่ใคร่ออกจากบ้าน ก็ยังรู้ว่าราษฎรในแคว้นเรามีผู้นับถือลัทธิไท่ผิงอยู่มาก หากเตียวก๊กหนีรอดการไล่จับ ชูธงโห่ร้องขึ้นมาเมื่อใด ... ? นี่หาใช่เรื่องเล็กไม่ ไม่อาจประมาทเลินเล่อได้ พวกเจ้าจงรีบแยกย้ายกันไปแจ้งข่าวแก่ผู้ใหญ่ทุกตำหนัก ขอให้ท่านเหล่านั้นรีบไปยังเคหาท่านประมุขตระกูล มานั่งลงพร้อมกัน ร่วมกันปรึกษาหาอุบายรับมือขึ้นมาสักประการ ... บุ๋นเยียก เจ้าเห็นว่าควรหรือไม่"
ซุนฮกเป็นบุตรสุดที่รักของซุนกุนประมุขตระกูล ทั้งยังเป็นผู้ดีเด่นที่สุดในบรรดาคนหนุ่มของตระกูลซุน ที่ซุนฉวีขอความเห็นจากเขาก็สมควรแก่เหตุอยู่ ซุนฮกรวบชายเสื้อลุกขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม ตอบว่า "สมควรเป็นเช่นนั้นแล"
ซุนฉวีพยักหน้า แล้วกล่าวแก่บุนเพ่งว่า "ตงเงียบ เจ้าจงไปที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้ หาเสมียนสักสองสามคนที่เจ้าคุ้นเคย สอบถามดูว่าท่านเจ้าอำเภอมีข้อกำหนดอย่างไรต่อเรื่องนี้ ในอำเภอมีมติออกมาเมื่อใด ให้รีบกลับมาบอกข้าทันที"
บุนเพ่งยังเยาว์วัย ได้ยินคำว่า "เตียวก๊กคิดกบฏ" หาได้หวาดหวั่นไม่ กลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างบอกไม่ถูก กระโจนลุกขึ้น ขานรับเสียงดังว่า "ขอรับ !" เดินออกไปสองก้าว แล้วหันกลับมามองซุนเจิน "ท่านซุน ?"
ผู้คนในห้องนี้ ผู้ใดเข้าใจกบฏโพกผ้าเหลืองดีที่สุด ? มีแต่ซุนเจินผู้เดียว ซุนฉวีเพียงคาดเดาว่าเตียวก๊กอาจจะ "หนีรอดการไล่จับ" ส่วนเขานั้นแน่ใจเต็มที่ว่ากิจิ๋วจับเตียวก๊กไม่ได้แน่นอน
เขาค่อย ๆ คลายมือออก วางหนังสือซีกไม้ไผ่ที่เกือบจะถูกบีบแหลกลงบนเสื่ออย่างแผ่วเบา จัดเสื้อผ้าและหมวกให้เรียบร้อย แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น อาศัยความสงบนิ่งชั่วครู่นี้เรียบเรียงความคิดให้เป็นระเบียบ แล้วกล่าวแก่ซุนฉวีว่า "เมื่อครู่ได้ฟังพี่จงเล่าว่า ตั้งแต่ศักราชซีผิงปีที่ห้าโน้น ท่านเอี๊ยงก็มองออกแล้วว่าเตียวก๊กคิดการไม่ชอบ เห็นได้ว่าผู้นี้มีใจกบฏมานานแล้ว เขาบากบั่นวางแผนมาหลายปี ย่อมเตรียมการพร้อมสรรพไว้นานแล้วแน่ ราชสำนักรีบร้อนออกพระราชโองการ เกรงว่าจะจับเขาไม่ได้ เขาอ้างตนว่าเป็น 'มหาปราชญ์ครูประเสริฐ'(7) พรรคพวกศิษย์หากระจายทั่วทุกแคว้นมณฑล ดังที่พี่จงว่าไว้ เพียงแคว้นเราก็มีราษฎรนับถือลัทธิของเขาเป็นจำนวนมากยิ่ง เมื่อเขาลงมือก่อการ กำลังย่อมไม่น้อยเลย วงศ์วานตระกูลเราจะรักษาตัวให้รอดได้อย่างไร เรื่องนี้สำคัญใหญ่หลวง เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ขอพี่จงกับท่านประมุขตระกูลปรึกษากันเถิด"
ซุนเฉิงกล่าวว่า "คงไม่ร้ายแรงถึงเพียงนั้นกระมัง เตียวก๊กเป็นคนจวี้ลู่ อยู่ในกิจิ๋ว ห่างจากเมืองเองฉวนของเราตั้งพันลี้ ถึงกิจิ๋วจับเขาไม่ได้ ก็คงไม่กระทบมาถึงเองฉวนของเราดอกกระมัง"
ว่าไปแล้ว ความสามารถในการจัดตั้งของลัทธิไท่ผิงนี้นับว่าน่าเกรงขามยิ่งนัก เตียวก๊กขึ้นที่สูงโห่ร้องเพียงครั้งเดียว ภายในสิบวันทั่วแผ่นดินก็ลุกขึ้นกบฏ แม้นวางเรื่องนี้ไว้ในยุคหลัง ก็ยังเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงจนตาค้างไม่กล้าเชื่อ ไหนเลยจะกล่าวถึงในยามนี้ พึงรู้ว่าด้วยสภาพการสัญจรในยามนี้ ไปอำเภอข้างเคียงสักแห่ง ระยะร้อยกว่าลี้ก็นับว่าเดินทางไกลแล้ว ที่ซุนเฉิงสงสัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ซุนเจินอยากจะคว้าชายเสื้อซุนเฉิงไว้ แล้วบอกแก่เขาว่า "ข้าเป็นคนข้ามภพมาจากยุคหลัง เจ้าจงเชื่อข้าเถิด !" ทว่าคำนี้ได้แต่คิดในใจ พูดออกมาไม่ได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวว่า "คัมภีร์ซ่างซู(8) ว่าไว้ว่า 'อันการงานทั้งปวง หากมีการเตรียมพร้อม มีเตรียมพร้อมก็ไร้ทุกข์ภัย' ความระมัดระวังย่อมไม่เป็นความผิดใหญ่"
ซุนฮิวกับซุนฮกล้วนเป็นผู้รอบคอบ เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง ต่างกล่าวว่า "ที่เจินจือว่ามานั้นถูกต้องนัก"
ซุนฮกกล่าวว่า "เองฉวนเป็นแดนรบสี่ทิศ เมื่อแผ่นดินมีเหตุแปรปรวน ก็มักเป็นทางผ่านของกองทัพเสมอ หากเตียวก๊กหนีรอดข่ายแหไปก่อจลาจลขึ้นจริง เองฉวนของเราก็ต้องประสบภัยศึกแน่ ที่เจินจือว่ามานั้นมีเหตุผล ระมัดระวังไว้บ้างย่อมเป็นการดี"
ซุนฮิวกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ไปเข้าพบท่านประมุขตระกูลด้วยกัน ขอให้ท่านรีบตัดสินใจเถิด"
ซุนเจินส่ายศีรษะ กล่าวว่า "พวกท่านไปเถิด ข้าไม่ไป"
ซุนฮิวชะงักไปครู่หนึ่ง ถามว่า "ท่านจะไปที่ว่าการแคว้นหรือ"
พูดกับคนฉลาดนี้ช่างประหยัดแรงเสียจริง บอกเพียงต้นความเขาก็เดาคำตอบได้ ซุนเจินผงกศีรษะ กล่าวว่า "ถูกแล้ว"
บุนเพ่งถามว่า "ไปที่ว่าการแคว้นทำอะไรหรือ"
"ปอไซ ปอเหลียน สองพี่น้องชาวเอี้ยงเต๊กเป็นฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง)(9) ลัทธิไท่ผิงประจำแคว้นเรา เป็นพรรคพวกเตียวก๊ก ฟ่านเฉิง เถี่ยกวานเฉิง (รองนายโรงเหล็กหลวง)(10) ก็นับถือลัทธิไท่ผิง คบหาสมคบกับปอไซ ปอเหลียน ข้าจะไปกราบเรียนท่านไท่โส่ว ขอให้ท่านจับกุมคนพวกนั้น เพื่อให้แคว้นเราสงบ ป้องกันภัยเสียแต่ก่อนเกิด"
——
## เชิงอรรถ
(1) คัมภีร์ชุนชิว — หนึ่งในคัมภีร์สำคัญของลัทธิขงจื๊อ บันทึกเหตุการณ์แคว้นหลู่สมัยชุนชิว เชื่อกันว่าขงจื๊อเป็นผู้เรียบเรียง
(2) ถิงหยวน — เสมียนฝ่ายสืบสวนในที่ว่าการอำเภอ มีหน้าที่สืบสวนคดี
(3) ศักราชซีผิงปีที่ห้า — รัชสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ก่อนเหตุการณ์ในตอนนี้ราวแปดปี
(4) ปั๋อเซี่ยน — ชื่อรองของเอี๊ยงสือ ขุนนางผู้ยื่นฎีกาขอให้ราชสำนักปราบลัทธิไท่ผิง
(5) ซือถู — หนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี ตำแหน่งฝ่ายพลเรือน
(6) จื่อฉี — ชื่อรองของเล่าเถา ลูกหลานตระกูลเล่าแห่งเองอิม ผู้ยื่นฎีกาขอปราบลัทธิไท่ผิง
(7) มหาปราชญ์ครูประเสริฐ — สมญาที่เตียวก๊กผู้นำลัทธิไท่ผิงใช้เรียกตน
(8) คัมภีร์ซ่างซู — คัมภีร์บันทึกพระบรมราชโองการและประวัติศาสตร์ครั้งโบราณ หนึ่งในคัมภีร์สำคัญของลัทธิขงจื๊อ ข้อความที่ยกมาว่าด้วยการเตรียมการล่วงหน้าจึงพ้นภัย
(9) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ลัทธิไท่ผิงประจำแคว้น เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม
(10) เถี่ยกวานเฉิง — รองนายโรงเหล็กหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดเมื่อนายโรงเหล็กไม่อยู่
(11) ครั้งแรก หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กกับพวกถือลัทธินอกรีต อ้างตนเป็นมหาปราชญ์ เพื่อหลอกลวงราษฎร ผู้คนทั่วแผ่นดินแบกลูกจูงหลานมาสวามิภักดิ์ เวลานั้นเอี๊ยงสือดำรงตำแหน่งซือถู เรียกเล่าเถาเสมียนใต้บังคับมาบอกว่า "เตียวก๊กกับพวกได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วก็ไม่สำนึก กลับยิ่งแผ่ขยายลุกลาม บัดนี้หากสั่งให้แคว้นมณฑลไล่จับ เกรงว่าจะยิ่งก่อความวุ่นวาย เร่งให้เกิดภัยเร็วขึ้น ควรจะกำชับสั่งการแก่ชื่อสื่อ (ผู้ตรวจการมณฑล) และขุนนางสองพันสือ ให้คัดแยกผู้พลัดถิ่น ต่างคุ้มกันส่งกลับแคว้นเดิม เพื่อให้พรรคพวกของเขาอ่อนแอโดดเดี่ยวลง แล้วจึงค่อยประหารหัวหน้าใหญ่ของพวกนั้น ก็จะสงบราบคาบได้โดยไม่ต้องเหนื่อยแรง เห็นเป็นอย่างไร" เล่าเถาตอบว่า "นี่คือสิ่งที่ซุนจื่อ (ปราชญ์พิชัยสงคราม) เรียกว่า ไม่ต้องรบก็ทำให้ข้าศึกสยบ เป็นกลศึกชนะตั้งแต่ในศาลเทพ" เอี๊ยงสือจึงถวายฎีกากราบทูล แต่บังเอิญพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน เรื่องจึงค้างคาอยู่ในวัง
(12) ปีกลาย เล่าเถา จื่อฉี ถวายฎีกาอีกครั้ง — เวลานั้นเตียวก๊กชาวจวี้ลู่อ้างมรรคาอันยิ่งใหญ่อย่างลวงโลก ใช้อาคมมอมเมาราษฎรน้อย เล่าเถาจึงร่วมลงนามถวายฎีกากับงักซง ฟ่งเชอตูเว่ย (ขุนนางบังคับราชรถ) และอ้วนกง อี้หลาง (ขุนนางที่ปรึกษา) ความว่า "อันราชาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงใช้หูตาของคนทั้งแผ่นดินเป็นหูตาของพระองค์ จึงทรงสดับเห็นได้ทุกสิ่งไม่มีตกหล่น บัดนี้พรรคพวกเตียวก๊กมีนับไม่ถ้วน แต่ก่อนเอี๊ยงสือซือถูกราบทูลขอพระราชโองการกำชับแคว้นมณฑลให้คุ้มกันส่งราษฎรพลัดถิ่นกลับ บังเอิญเอี๊ยงสือพ้นจากตำแหน่งเสีย จึงไม่ได้ไล่จับขึ้นทะเบียนต่อ แม้นมีพระราชทานอภัยโทษ แต่การคิดร้ายก็ไม่ได้สลายตัวลง คำเล่าลือลับ ๆ ทั่วทิศ ว่าเตียวก๊กกับพวกลอบเข้ากรุงหลวง สอดแนมราชกิจ เสียงดุจนกแต่ใจดุจสัตว์ร้าย ลอบส่งเสียงเรียกหากันเอง บรรดาแคว้นมณฑลด้วยเกรงจะต้องราชภัยไม่อยากได้ยินเรื่องนี้ ได้แต่บอกเล่าต่อ ๆ กันไป ไม่ยอมทำเป็นหนังสือราชการ สมควรมีพระราชโองการอันแจ้งชัด ตั้งรางวัลครั้งใหญ่จับกุมเตียวก๊กกับพวก ปูนบำเหน็จด้วยที่ดินบ้านเมือง ผู้ใดบังอาจหลีกเลี่ยง ให้มีโทษเสมอด้วยพวกกบฏนั้น"