กล่าวได้ว่า หลังจากซุนเกี๊ยนสิ้นชีพในสนามรบ ลิโป้ยอมรับคำเสนอของเตียวเลี้ยว ตัดสินใจจะไม่แจ้งข่าวนี้แก่อ้วนสุดก่อน ด้านหนึ่งแยกกำลังพลไปตีเมืองเองฉวน อีกด้านหนึ่งนำทัพด้วยตนเองไปยึดผิงอวี๋ เพื่อให้เกิดสภาพที่ยึดเมืองเองฉวนและยีหลำสำเร็จแล้วเป็นจริง บรรลุจุดมุ่งหมายที่เขาครอบครองมณฑลอิจิ๋วแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ หลุดพ้นจากอ้วนสุดนับแต่นี้
แต่ในใต้หล้าไม่มีกำแพงใดไร้รอยรั่ว ยิ่งข่าวใหญ่เช่นซุนเกี๊ยนสิ้นชีพ หลังจากผ่านไปหลายวัน ข่าวนี้ก็ถูกส่งด่วนไปถึงน่ำเอี๋ยง ส่งถึงน่ำเอี๋ยงในยามค่ำพอดี ผู้แจ้งข่าวคือนายทะเบียนอำเภอหลัวหยาง อำเภอชายแดนติดต่อระหว่างเมืองน่ำเอี๋ยงกับเมืองเองฉวน ข่าวซุนเกี๊ยนสิ้นชีพลุกลามจากเมืองเองฉวนไปถึงอำเภอหลัวหยางแล้ว นายอำเภอหลัวหยางรู้ว่าเรื่องสำคัญใหญ่หลวง ไม่กล้าล่าช้า วันนั้นจึงสั่งให้นายทะเบียนผู้นี้มารายงานอ้วนสุด นายทะเบียนหลัวหยางนี้รีบรุดมาถึงหน้าจวนท่านอ้วนสุด ขอเข้าเฝ้า
ลี้เงี๊ยบที่ปรึกษาในสังกัดของอ้วนสุด เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งถวายหญิงงามจากน่ำเอี๋ยงคนหนึ่งแก่อ้วนสุด นางผู้นี้หน้าตางดงามยิ่งนัก เป็นที่โปรดปรานของอ้วนสุดอย่างลึกซึ้ง ค่ำคืนหลายวันที่ผ่านมา อ้วนสุดเรียกนางงามที่ลี้เงี๊ยบถวายมาปรนนิบัติทุกคืน โดยปกติแล้วยามนี้ เขาไม่ประสงค์ให้ผู้ใดรบกวน ด้วยเหตุนี้ขุนนางเวรนอกจวนจึงไม่กล้าเข้าไปแจ้ง
นายทะเบียนหลัวหยางผู้มาแจ้งข่าวร้อนใจเอ่ยว่า “เจ้ารีบเข้าไปแจ้งท่านอ้วนก๋งเถิด ข้ามีข่าวทหารใหญ่หลวงจะรายงาน หากหน่วงเหนี่ยวไว้ เจ้ารับผิดชอบได้หรือไม่” ขุนนางน้อยผู้เข้าเวรนั้นจำต้องจำเป็นใจ รวบรวมความกล้า เข้าไปในจวน แจ้งแก่อ้วนสุด
ยามสาม เวลานั้น อ้วนสุดเพิ่งเสร็จสมการสังวาส อ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง เหนื่อยอ่อนนัก พึ่งจะเอนกายลงได้ไม่นานก็ถูกปลุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน หนึ่งคืออิดโรย สองเมื่อถูกปลุกจากฝันหวานย่อมเกิดโทสะยามตื่นเป็นธรรมดา อ้วนสุดจึงกริ้วหนัก คว้าสิ่งของไม่ทราบว่าเป็นอะไรข้างเตียงขึ้นมาแล้วเขวี้ยงลงพื้น วัตถุนั้นกระทบพื้น ส่งเสียงแตกดังเพล้ง ในวังอันเงียบสงัดนั้นช่างแสบแก้วหูยิ่งนัก สะท้อนไปไกล
