ฝ่ายหนึ่งเล่าว่า หลังจากซุนเกี๊ยนสิ้นชีพในสนามรบ กองทัพของซุนเกี๊ยนพ่ายแพ้ยับเยิน เทียเภาพร้อมพรรคพวกพยายามตีฝ่าวงล้อม ข้ามลำน้ำที่อำเภอเอี๋ยนเซี่ยนล่าถอย มิได้หยุดพักแม้แต่น้อย ออกจากเขตเมืองเองฉวน มุ่งทิศอีสานไปหลายสิบลี้ ก็มาถึงในเมืองเจาหลิง
ผู้ที่ล่าถอยมาถึงนี่พร้อมกับเทียเภา ยังมีกงฉิวเฉิง ฮันต๋ง โจเมา และคนอื่นๆ แต่กลับขาดซุนฟู่กับซ่งเชียนไป ไม่ทราบว่าซุนฟู่กับซ่งเชียนสองคนนี้สิ้นชีพในระหว่างเป็นกองหลังคอยคุ้มกันให้เทียเภาพวกนั้นล่าถอยข้ามแม่น้ำ หรือเพียงแค่ยังมาไม่ถึงเจาหลิง
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ในเวลานี้ก็ไม่อาจใส่ใจพวกเขาสองคนได้
ณ ภายในเมืองเจาหลิง เทียเภากับกงฉิวเฉิงและคนอื่นๆ ปรึกษาหารือกันว่าขั้นต่อไปควรทำเช่นไร
สถานที่ประชุม ยึดเอาศาลาว่าการอำเภอเจาหลิงเป็นที่ว่าการชั่วคราว เจ้าเมืองอำเภอเจาหลิง บรรดาข้าราชการใหญ่ในอำเภอ ตลอดจนนายทหารกองกำลังที่ซุนเกี๊ยนทิ้งไว้ที่เจาหลิงก่อนหน้านี้ รวมตัวกันแน่นในโถงแห่งนั้น พวกเขาล้วนรู้ข่าวการสิ้นชีพของซุนเกี๊ยนแล้ว ทั่วทั้งโถง เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหมองหม่น
ทุกคนนั่งนิ่งไม่ปริปากพูด
ในโถงนิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน จู่ๆ ก็มีเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดเข้าหูเทียเภา
เทียเภามองไป เห็นว่ามีขุนนางชั้นผู้น้อยของเจาหลิงคนหนึ่งกำลังร้องไห้
บรรยากาศในโถงแต่เดิมก็หดหู่โศกสลดอยู่แล้ว พอขุนนางผู้น้อยคนนี้เริ่มร้องไห้ ความรู้สึกหดหู่โศกสลดนั้นก็ยิ่งทวีความอึมครึมลงไปอีก
เทียเภาคิดในใจว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่สิ้นบุญลงอย่างไม่คาดฝัน ลิโป้ย่อมฉวยโอกาสไล่ตี บางทีอาจไม่เกินพรุ่งนี้ กองทัพของเขาจะบุกมาถึงนอกเมืองเจาหลิงเรา ความรู้สึกห่อเหี่ยวเช่นนี้ จะปล่อยให้ลุกลามต่อไปมิได้ มิเช่นนั้นเจาหลิงคงรักษาไว้ยาก และหากเจาหลิงเสียที ผิงอวี๋ก็เป็นอันตราย!" คิดได้ดังนั้น เขาจึงลุกขึ้นยืนฉับพลัน ชี้หน้านายอำเภอที่กำลังร้องไห้นั้นตวาด "เอ็งร้องไห้ทำไมกัน!"
ขุนนางผู้นั้นตกใจสะดุ้ง ตาแดงก่ำ สะอื้นกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่มาสิ้นบุญที่เอี๋ยนเซี่ยน ข้าน้อยหวนนึกถึงพระคุณที่ท่านเคยมีแต่หนหลัง ก็มิอาจห้ามความโศกที่เอ่อท้นในอกได้"
"เอ็งยังจำพระคุณของท่านแม่ทัพใหญ่ได้อยู่หรือ"
