# ตอนที่ 309 — พระราชโองการลงมา ยกสู่กิจิ๋ว (ตอน 2)
เด็กหนุ่มผู้นี้แซ่พัว ชื่อเจี้ยง เป็นชาวอำเภอฟากานโดยกำเนิด เห็นแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตามอมแมม ท่อนล่างนุ่งแต่กางเกงขาสั้นอย่างไพร่(1) ท่อนบนเอาผ้าป่านพันคลุมไว้อย่างลวก ๆ แขนและมือที่โผล่พ้นออกมาเปรอะเปื้อนยิ่งนัก ดูเครื่องนุ่งห่มแต่งกายก็รู้ได้ว่ามีกำเนิดยากจน เบียดอยู่ในหมู่ผู้คน ด้วยตัวเตี้ย จึงต้องเขย่งเท้าชะเง้อคอจึงจะมองเห็นทหารฮั่นที่กำลังเดินทัพอยู่ได้
แรกทีเดียวเขาแลเห็นเกียวซิ้วทัพเหนือ(2)ผู้นำขบวน ทว่าเกียวซิ้วผู้นี้อายุมากแล้ว ทั้งยังพุงพลุ้ย นั่งอยู่บนหลังม้าหามีท่วงท่าองอาจไม่ เทียบกับซุนเจินมิได้เลย ซุนเจินเพิ่งอายุยี่สิบเศษ ยังหนุ่มแน่น อีกทั้งฝึกปรือมาตลอดทั้งปี รูปร่างได้สัดส่วน เกราะที่สวมอยู่ก็เข้ารูปพอเหมาะ แล้วยังได้รับสืบทอดใบหน้างามสง่าของตระกูลซุน สวมเกราะคาดดาบ ประกอบกับใต้อานเป็นม้าทาเสวี่ยอูจุยอันสูงศักดิ์ผิดม้าสามัญ ช่างทรงสง่าน่าเกรงขามยิ่งนัก ยิ่งมีซุนฮิว ซีจื้อไฉ หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และเหล่าบัณฑิตขุนพลห้อมล้อมอยู่ทั้งหน้าหลัง ก็ไม่แปลกที่จะทำให้เขาอิจฉาริษยามิรู้คลาย แม้พัวเจี้ยงจะมิรู้ว่าฝานไคว้(3) ขุนพลผู้กล้าแห่งฮั่นยุคก่อน เคยกล่าววาจาหนึ่งไว้ว่า "ขอพลหนึ่งแสน กวาดล้างเข้ากลางแดนซยงหนู" ทั้งมิรู้ว่าในยุคหลังยังมียอดขุนพลผู้หนึ่งเคยกล่าววาจาทำนองเดียวกันนี้ว่า "ข้าฯ ว่าตนคุมพลหนึ่งแสนได้ กวาดล้างทั่วใต้หล้า" ทว่าท่วงท่าอันเกรียงไกรของทหารฮั่นเกือบหมื่นนายกับสง่าราศีอันสง่าผ่าเผยของซุนเจินนั้น กลับฝังลึกอยู่ในใจของเขายิ่งนัก
"วีรบุรุษพึงเป็นเช่นนี้ วีรบุรุษพึงเป็นเช่นนี้"
ที่พัวเจี้ยงพึมพำกับตนเองอยู่นั้น ซุนเจินหารู้ไม่ ทั้งซุนเจินก็มิรู้ว่าในหมู่ราษฎรที่มามุงดูทหารฮั่นในยามนี้ จะมีผู้ซึ่งในประวัติศาสตร์เดิมเคยรบพุ่งดุเดือดกับเตียวเลี้ยว เคยจับกุมกวนอู เคยต้านทานเล่าปี่ เคยรบใหญ่กับแฮหัวเซียง อันเป็น "ขุนพลเสือแห่งเจียงเปี่ยว"(4)ในกาลภายหลัง ในยามนี้สิ่งที่ซุนเจินครุ่นคิดมีเพียงเรื่องเดียว คือเมื่อปราบตังกุ๋นราบคาบแล้ว ยังอีกนานเท่าใดจึงจะได้ไปกิจิ๋ว
