# ตอนที่ 194 — วันแรก (ตอนกลาง)
การก่อกบฏของกองทัพโพกผ้าเหลืองคราวนี้แต่เดิมก็เป็นไปอย่างรีบร้อน ครั้นก่อการแล้วก็ตรงรี่เข้าโจมตีเมืองเอี้ยงเต๊กทันที หามีเครื่องกลตีเมืองไม่ ไม่มีเฉาเชอ (รถหอสังเกตการณ์) ไม่มีเหาเฉียว (สะพานข้ามคู)(1) ทั้งไม่มีรถกระทุ้งกำแพง มีแต่เร่งทำฝูเฉียว (สะพานทุ่นลอย)(2) กับหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(3) ขึ้นชั่วคราวสองสามอัน ฝ่ายเมืองเองฉวนก็อยู่ในความสงบสุขมาช้านาน เครื่องป้องกันเมืองบนกำแพงเอี้ยงเต๊กที่มีแต่เดิม ถ้าไม่ใช่ถูกรื้อทิ้งไปนานแล้ว ก็ชำรุดทรุดโทรมเพราะไม่ได้ซ่อมแซมมาช้านาน ใช้การไม่ได้ จะว่าไปเครื่องตั้งรับก็ไม่มีเช่นกัน
ศึกชิงเมืองครั้งแรกระหว่างเมืองเองฉวนกับกองทัพโพกผ้าเหลือง ก็เปิดฉากขึ้นในสภาพ "ท่านก็พร่อง เราก็ขาด" เช่นนี้เอง
ที่ซึ่งซุนเจิน บุนไท่โส่ว และคนทั้งหลายอยู่นั้นคือกำแพงด้านตะวันออก ที่กองทัพโพกผ้าเหลืองเข้าตีก่อนก็คือกำแพงด้านตะวันออกเช่นกัน
ซินอ้ายหัวเราะในลำคอ กล่าวว่า "เจินจือเพิ่งจู่โจมกลับมายังไม่ทันนาน ปอไซก็จัดผู้คนเข้าตีกำแพงด้านเรานี้ เจินจือเอ๋ย เห็นได้ชัดว่ามันหมายจะตอบโต้แก้แค้นเจ้าเป็นแน่"
ซีจื้อไฉรับคำว่า "หากจะว่ามันหมายแก้แค้นแทนน้องที่ถูกฆ่า ก็ว่าได้"
ซินอ้ายแม้ไม่ได้รับราชการในมณฑล แต่เรื่อง "ซุนเจินบุกบ้านยามค่ำคืนหิมะโปรย เล่าเติ้งลอบสังหารปอเหลียน" นั้นเลื่องลือไปทั่วเมืองเสียแล้ว ราษฎรสามัญหรือจะมีผู้ไม่รู้บ้าง แต่บุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหามีผู้ใดไม่รู้ไม่ เขาก็ได้ยินมาบ้าง จึงหัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "หลายปีก่อน ข้ากับเจ้าพบกันครั้งแรกที่บ้านท่านบุ๋นเยียก ครานั้นจื้อไฉก็อยู่ด้วย เขายกเจ้าให้เป็นพวกพ้องเดียวกัน ชมเจ้าว่า 'มีปณิธานเกินสามัญชน' ครั้นเจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ เขายังเอ่ยแก่ข้าหลายครั้งว่าเจ้า 'กล้าหาญเด็ดเดี่ยว สุขุมเฉียบแหลม' เป็นยอดคนแห่งมณฑลเรา ว่าชื่อเสียงอันใหญ่หลวงของเจ้าไม่ช้าก็เร็วจะเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ไม่ปิดบังเจ้าดอก คำสรรเสริญเหล่านี้ของจื้อไฉ แต่แรกข้าก็ไม่ใคร่ใส่ใจ มาบัดนี้ดูไปจึงเห็นว่า ข้านี่เองที่ไร้สายตาในการดูคน"
ตระกูลซินแห่งเอี้ยงเต๊กก็เช่นเดียวกับตระกูลซุน เป็นตระกูลใหญ่ในมณฑล เป็นตระกูลชั้นนำของอำเภอ สืบสกุลด้วยอักษรศาสตร์
บุตรหลานรุ่นหนุ่มของตระกูลซินส่วนมากเป็นบัณฑิตสายขนบดั้งเดิม ดังเช่นซินเปง ซินผี ส่วนซินอ้ายนั้นเป็นคนนอกคอก
มองจากภายนอก นิสัยใจคอของเขาคล้ายคลึงกับซุนฉวีอยู่บ้าง คือต่างก็ปล่อยตัวตามใจ แต่หากจะกล่าวให้ลึกลงไปแล้ว สองคนนี้ก็ยังต่างกันราวฟ้ากับดิน ที่ซุนฉวีปล่อยตัวไม่ยึดถือกฎเกณฑ์นั้น สืบเนื่องจากตระกูลต้องคดีตั่งกู้ (คดีพรรคพวก)(4) บิดาและอาถูกขันทีกุมอำนาจทำร้ายต่อเนื่องกัน อกมีก้อนคับแค้น ทั้งโศกทั้งแค้น แต่หาที่ระบายไม่ได้ คลายไม่ออก จึงต้องอาศัยสุราดับทุกข์ แสร้งทำคลั่งหลีกหนีโลก ส่วนความไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ของซินอ้ายนั้น ออกมาจากนิสัยแต่กำเนิดล้วน ๆ
กล่าวโดยย่อก็คือ ซุนฉวีนั้นเป็นทำนอง "คลั่งเพ้อปล่อยตัวเกินงาม" ส่วนซินอ้ายนั้นเป็น "เสรีสำราญละมุนละไม"
ด้วยเหตุนี้ พอได้ยินว่าลัทธิไท่ผิงก่อความวุ่นวาย รู้สึกว่าฝีมือความสามารถของตนในที่สุดก็มีที่ให้ได้ใช้ ซุนฉวีก็ฮึกเหิมคึกคักขึ้นทันที แม้จะยังคงนิสัยปล่อยตัวตามใจที่บ่มเพาะมาหลายปีอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว สีหน้าแววตาทั้งกายเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นองอาจห้าวหาญมุ่งหน้า ส่วนซินอ้ายกลับยังคงเป็นเช่นเดิมดังวันก่อน หามีความเปลี่ยนแปลงใดไม่
หากจะฝืนกล่าวว่าเปลี่ยน เขาก็เปลี่ยนอยู่นิดหนึ่ง คือเปลี่ยนเสื้อคลุมหลวมรัดเข็มขัดกว้างอย่างวันก่อน เป็นเกราะหนังพื้นดำลายชาดเสื้อหนึ่ง
ตระกูลซินเป็นตระกูลใหญ่แห่งเอี้ยงเต๊ก ที่ซินอ้ายไม่สวมเกราะเหล็ก สวมแต่เกราะหนังนั้น หาใช่เพราะหาเกราะเหล็กที่เหมาะตัวไม่ได้ไม่ หากเพราะกำลังเขาไม่พอ สวมเกราะเหล็กไม่ไหวต่างหาก
เกราะเหล็กเสื้อหนึ่งโดยทั่วไปประกอบขึ้นจากแผ่นเกราะรูปเกล็ดปลาหรือรูปใบไม้สองสามพันแผ่น ดังเช่นเกราะเหล็กเกล็ดปลาชั้นเยี่ยมที่ซุนเจินสวมอยู่บนกายนี้ แผ่นเกราะมีเกือบสี่พันแผ่น หนักหลายสิบชั่ง ผู้ที่เรี่ยวแรงไม่กล้าแข็งพอย่อมสวมไม่ไหวเอาเสียเลย ต่อให้สวมได้ ก็ออกศึกไม่ได้อยู่ดี วิ่งไม่กี่ก้าวก็เดินต่อไม่ไหวแล้ว จะฆ่าศัตรูได้กระไรเล่า
บรรดาปินเค่อในสังกัดซุนเจินก็ไม่ได้สวมเกราะเหล็กทั้งหมด มีสวมเกราะหนังอยู่บ้างเช่นกัน ราษฎรร้อยกว่าหลี่ที่รับการฝึกในศาลาฝานหยางนั้นส่วนมากก็สวมเกราะหนัง จวิ้นจู๋ที่รักษาเมืองก็สวมเกราะหนังเสียเกินครึ่ง ส่วนที่สวมเกราะนั้น ก็ไม่ได้หุ้มเกราะครบครันอย่างซุนเจิน ตั้งแต่ลำคอจรดน่องห่อหุ้มแน่นหนา หากส่วนมากเพียงป้องหน้าอกและหลังไว้เท่านั้น
ซุนเจินรู้จักมักคุ้นกับซินอ้ายมาหลายปี ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็จืดชืดมาโดยตลอด แต่ในใจซุนเจินนั้น เขาอยากผูกไมตรีอันดีกับซินอ้ายยิ่งนัก ซินอ้ายแม้ในชั้นหลังจะไร้ชื่อเสียง แต่ซินเปงกับซินผีนั้นกลับมีชื่อเสียงไม่น้อย ตระกูลซินก็เป็นตระกูลผู้ดีที่ลือชื่อแห่งมณฑลนี้ หากผูกไมตรีกับซินอ้าย ซินเปง ซินผีได้ ภายหน้าย่อมเป็นคุณแน่แท้
ด้วยเหตุนี้ ครั้นเห็นซินอ้ายชวนเขาเจรจาเอง เขาจึงหัวเราะถ่อมตนว่า "อวี้หลางชมเกินไปแล้ว อวี้หลางสุภาพอ่อนช้อยเสรีสำราญ มีปณิธานวีรบุรุษอันใหญ่หลวง เทียบกับเจ้าแล้ว ข้าจะนับเป็นอันใดได้เล่า"
…
นอกเมืองเสียงกลองดังกระหึ่ม ไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองโห่ร้องคลั่งไคล้ขึ้นเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า
ผู้คนต่างมองออกไปนอกเมือง
ไพร่พลโพกผ้าเหลืองนอกกำแพงด้านตะวันออกมีราวสี่ห้าพันคน ที่ร่วมเข้าตีเมืองกินราวครึ่งหนึ่ง สองพันเศษ
สองพันเศษนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดแปดขบวนสี่เหลี่ยมเข้าตี แต่ละขบวนจำนวนคนไม่เท่ากัน มากก็สี่ห้าร้อยคน น้อยก็หนึ่งสองร้อยคน
ผู้คนต่างมองออก ว่าแต่ละขบวนสี่เหลี่ยมนี้เห็นจะเป็นกองค่ายหนึ่ง ๆ ในการจัดทัพอย่างมีระเบียบนั้น ระหว่างกองค่ายแต่ละกองย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีจำนวนคนต่างกันราวฟ้ากับดินเช่นนี้ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกองทัพโพกผ้าเหลืองคงแบ่งหัวค่ายตาม "หมู่บ้าน" นั่นเอง
หมู่บ้านใดมีคนมาก หัวค่ายก็ใหญ่ หมู่บ้านใดมีคนน้อย หัวค่ายก็เล็ก
ไม่ว่าคนมากคนน้อย แต่ละขบวนสี่เหลี่ยมก็แบ่งคร่าว ๆ ออกเป็นสามส่วน ไพร่พลแถวหน้าสุดแบกฝูเฉียว ไพร่พลตรงกลางถืออาวุธต่าง ๆ เห็นจะเป็นกำลังหลักในการตีเมือง ไพร่พลด้านหลังแบกหยุนทรีที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ
พวกมันโห่ร้องคำขวัญ "ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด" วิ่งตรงไปยังคูเมือง ภายใต้การไล่ต้อนของเหล่านายกองน้อยแต่ละกอง
ซุนเจินยืนอยู่บนที่สูง มองเห็นสมรภูมิทั้งหมดได้โดยไม่มีอะไรบัง กล่าวโดยรวมแล้ว ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ร่วมตีเมืองคราวนี้แม้ไม่ใช่น้อย แต่กระบวนทัพกระจัดกระจาย หาระเบียบแบบแผนใดไม่ได้ ราวกับต้อนเป็ดมั่วซั่วไปหมด
เขาผ่อนลมหายใจออก กล่าวว่า "โจรกบฏลัทธิภูตไม่รู้พิชัยสงคราม กระบวนทัพไม่เป็นระเบียบ ไม่น่าวิตก"
มองดูไพร่พลโพกผ้าเหลืองค่อย ๆ เข้าใกล้คูเมืองทีละน้อย บุนไท่โส่วก็กล่าวด้วยความตึงเครียดว่า "เร็วเข้า สั่งเจวี๋ยจางสื่อ (พลธนูหน้าไม้)(5) ขึ้นหน้า ระดมยิงฆ่าโจรเสีย"
ซุนฮิวห้ามคำสั่งของท่านไว้ กล่าวว่า "ระยะยังไกล ธนูเกาทัณฑ์ยากจะถึง รอให้มันถึงเชิงกำแพง จึงค่อยระดมยิง ก็ยังไม่สาย"
ซุนเจินในฐานะปิงเฉาเฉวียน เป็นรองมือของไท่โส่วในกองทัพ หากบุนไท่โส่วไม่อยู่ จวิ้นจู๋ย่อมยึดเขาเป็นใหญ่ แต่บัดนี้บุนไท่โส่วอยู่ ณ ที่นั้น เขาก็ไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง เขารู้ว่าบุนไท่โส่วไม่ชอบหน้าเขา ที่แต่งตั้งเขาเป็นปิงเฉาเฉวียนก็จำใจทำไปเท่านั้น เพื่อให้รวมกำลังทั้งเมืองรักษาเมืองไว้ได้ เขาจึงพยายามสำรวมตน ไม่ก้าวก่ายล้ำหน้าที่กัน เพื่อไม่ให้บุนไท่โส่วขุ่นเคือง
เขากล่าวด้วยความนอบน้อมว่า "ท่านหมิงฝู่ออกคำสั่งก่อนได้ ให้พลธนูหน้าไม้แต่ละกองเตรียมพร้อม"
"ใช่ ใช่ ส่งคำสั่ง ให้เจวี๋ยจางสื่อแต่ละกองขึ้นหน้า ง้างหน้าไม้เตรียมพร้อม"
ก็มีทหารส่งสารรับคำสั่ง วิ่งกระจายไปสองข้างกำแพง วิ่งพลางส่งคำสั่งของบุนไท่โส่วไปพลาง
พลธนูหน้าไม้ที่จัดวางไว้ด้านกำแพงตะวันออกนี้มีสองร้อยคน ครั้นรับคำสั่งแล้ว ก็จัดเป็นหน่วย "อู่" (ห้าคน)(6) บ้างถือธนูเกาทัณฑ์ บ้างหิ้วหน้าไม้ ขึ้นประจำตามช่องเชิงเทินแต่ละช่องอย่างชุลมุน พลทวนยาวในหมู่ทหารราบก็เข้าแถวอยู่หลังพวกเขาอย่างมือเป็นระวิง ภายใต้การเร่งรัดของเหล่านายแถว
ด้วยไม่เคยมีประสบการณ์รักษาเมืองมาก่อน พลธนูหน้าไม้กับพลทวนยาวส่วนมากจึงแสดงท่าทีไม่เป็นที่น่าพอใจ ดูชุลมุนวุ่นวายยิ่งนัก ถึงกับมีบางคนหกล้มลงกับพื้นด้วยซ้ำ
ซุนเจินมองพฤติการณ์ของจวิ้นจู๋ไว้ในตาโดยไม่แสดงสีหน้า คิดอย่างโล่งใจว่า "จวิ้นจู๋ไม่ผ่านศึกมานาน พอเจอเหตุเปลี่ยนกะทันหัน ก็แสดงออกจนน่าเวทนาสุดจะทน ดีแต่ว่าคู่ต่อสู้ยิ่งอ่อนกว่า"
สองฝ่ายข้าศึกกับเราก็พอ ๆ กัน ฝ่ายตีเมืองก็มั่วซั่ว ฝ่ายรักษาเมืองก็มือเป็นระวิง
…
ฝ่ายกองทัพโพกผ้าเหลืองที่เข้าตีเมืองมาถึงใต้คูเมือง ไพร่พลแถวหน้าสุดในแต่ละขบวนสี่เหลี่ยมต่างพากันพาดฝูเฉียวลงบนคู
พวกมันไม่มีประสบการณ์ ฝูเฉียวรวมแปดอัน ในระหว่างพาดสะพานก็ตกลงไปในคูเสียสามอัน สุดท้ายพาดสำเร็จเพียงห้าอัน
ครั้นพาดฝูเฉียวเสร็จ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองก็จัดกระบวนเข้าตีเสียใหม่
สามขบวนสี่เหลี่ยมที่พาดฝูเฉียวไม่สำเร็จก็รวมเข้ากับขบวนอื่น
เหล่านายกองน้อยย้ายไพร่พลที่พาดฝูเฉียวไปไว้ด้านหลัง เลือกพลถือโล่ออกมาชุดหนึ่ง ให้เข้าแถวหน้าสุดของกระบวนแทน ที่ว่า "พลถือโล่" นั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ถือโล่จริง ๆ ที่เหลือนั้น สิ่งที่พวกเขาถือ จะว่าเป็นโล่ ก็สู้เรียกว่าแผ่นกระดานไม่ได้
ถัดจาก "พลถือโล่" คือพลธนูหน้าไม้ พลธนูหน้าไม้ของกองทัพโพกผ้าเหลืองมีไม่มาก ห้าขบวนสี่เหลี่ยมสองพันเศษ รวมแล้วมีพลธนูหน้าไม้เพียงร้อยกว่าคน ทั้งแปดในสิบยังถือธนูเกาทัณฑ์ ที่ใช้หน้าไม้มีน้อยเต็มที
ซุนเจินหรี่ตาสัมผัสทิศทางลมดู ขณะนั้นพัดเป็นลมใต้
ลมแม้ไม่แรง แต่ก็ยังส่งผลต่อลูกเกาทัณฑ์ซึ่งมีน้ำหนักเบาอยู่บ้าง อีกทั้งกำแพงก็สูง พอคาดเดาได้ว่า ในศึกชิงเมืองที่กำลังจะมาถึงนี้ พลเกาทัณฑ์ของกองทัพโพกผ้าเหลืองเหล่านี้แทบจะไม่เป็นภัยต่อจวิ้นจู๋แต่อย่างใด
ครั้นจัดกระบวนเสร็จ กองทัพโพกผ้าเหลืองก็เริ่มเข้าตี
พลถือโล่ชูโล่สูง ก้มหลังครึ่งหนึ่งย่างขึ้นฝูเฉียว พลธนูหน้าไม้ตามหลังพวกเขามา ถัดไปอีกคือกำลังหลักในการตีเมือง สุดท้ายคือไพร่พลที่แบกหยุนทรี
บุนไท่โส่วกำกระบี่ประจำกายแน่นโดยไม่รู้ตัว ถามด้วยเสียงสั่นว่า "จะให้เจวี๋ยจางสื่อง้างหน้าไม้หรือยัง"
หน้าไม้สมัยฮั่นนั้น ระยะยิงไกลถึงสามร้อยก้าว ระยะใกล้ก็หนึ่งสองร้อยก้าว หน้าไม้ที่พลธนูหน้าไม้ในมณฑลนี้ใช้ ระยะใกล้ไกลไม่เท่ากัน เพื่อให้ได้ผลในการยิงดีที่สุด ซุนเจินจึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "รอให้มันเข้ามาในระยะสองร้อยก้าว จึงค่อยง้างหน้าไม้ ก็ยังไม่สาย"
ผู้คนบนเชิงกำแพงต่างกลั้นลมหายใจ มองไพร่พลโพกผ้าเหลืองใต้กำแพงแยกหน่วยข้ามคูเมือง ค่อย ๆ ประชิดเข้ามา
ห้าร้อยก้าว สี่ร้อยก้าว สามร้อยก้าว สองร้อยห้าสิบก้าว
บุนไท่โส่วออกคำสั่งว่า "สั่งเจวี๋ยจางสื่อง้างหน้าไม้ พาดเกาทัณฑ์"
ด้วยอานิสงส์การฝึกปรือในยามปกติ เมื่อเผชิญกับไพร่พลโพกผ้าเหลืองสองพันเศษที่ประชิดใต้กำแพง พลหน้าไม้แม้ส่วนมากจะใจคอไม่ดี แต่ในขั้นตอนการง้างหน้าไม้พาดเกาทัณฑ์นี้กลับไม่ผิดพลาดประการใด ลูกหน้าไม้เย็นเยียบทีละลูกทีละลูกขึ้นกลไกหน้าไม้ เล็งตรงไปใต้กำแพง พลธนูก็หยิบลูกเกาทัณฑ์ออกมา พาดลงบนคันธนู
บนเชิงกำแพงเงียบกริบ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่เข้าตีเมือง มองพวกมันประชิดเข้ามาทีละก้าวทีละก้าว
สองร้อยสามสิบก้าว
สองร้อยยี่สิบก้าว
สองร้อยห้าก้าว
"ยิงเกาทัณฑ์ ยิงเกาทัณฑ์"
แม้ฝ่ายรักษาเมืองจะอยู่บนกำแพง ฝ่ายตีเมืองจะอยู่ใต้กำแพง แต่เมื่อเผชิญหน้าไพร่พลโพกผ้าเหลืองในระยะประชิดเช่นนี้ เมื่อแทบจะมองเห็นใบหน้าโหดเหี้ยมของไพร่พลโพกผ้าเหลืองทุกคนได้ชัดเจน เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องคลั่งไคล้ของพวกมัน บุนไท่โส่วก็อดสะดุ้งกลัวอลหม่านไม่ได้ ขาทั้งสองใต้ชายเสื้อสั่นระริก มือยันช่องเชิงเทิน ฝืนพยุงตนไม่ให้ทรุดลงกับพื้น ตวาดด้วยเสียงแหลม
พลหน้าไม้ร้อยกว่าคน พลธนูหลายสิบคน ยิงลูกเกาทัณฑ์ออกไปพร้อมกัน
ลูกหน้าไม้พุ่งเร็ว ชั่วพริบตาก็ทะลวงเข้าไปในกระบวนของไพร่พลโพกผ้าเหลือง โล่แถวหน้าเหล่านั้นไม่ได้ช่วยกำบังเลย ไพร่พลโพกผ้าเหลืองหลายสิบคนต้องเกาทัณฑ์ล้มต่อเนื่องกัน ทันใดนั้น ลูกเกาทัณฑ์ที่พุ่งช้ากว่าก็มาถึง มีคนบาดเจ็บอีกสิบกว่าคน
กองทัพโพกผ้าเหลืองไม่รู้วิธีตีเมือง จวิ้นจู๋ก็ตึงเครียด ไพร่พลโพกผ้าเหลืองก็ตึงเครียด ครั้นข้ามคูแล้ว แทนที่จะกระจายกระบวนกลับยิ่งกระจุกตัวเข้าหากัน เพียงระดมยิงเร็วชุดเดียว ก็ทำให้พวกมันบาดเจ็บล้มตายเกือบร้อย
มองจากเชิงกำแพง เห็นแต่ในกระบวนไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่แออัดยัดเยียดนั้น ราวกับถูกลมแรงพัดกราด ล้มลงเป็นแถบในชั่วพริบตา
"ยิงอีก ยิงอีก"
ด้วยมีประสบการณ์จากการระดมยิงชุดแรก ได้เห็นผลศึกของตนกับตา พลธนูหน้าไม้ที่รักษาเมืองก็ผ่อนคลายลงมาก ง้างหน้าไม้ พาดเกาทัณฑ์ ยิงออกไปอีกครั้งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นการระดมยิงเร็วอีกชุดหนึ่ง กระบวนของกองทัพโพกผ้าเหลืองถูกกระหน่ำอีกครา ล้มลงอีกห้าหกสิบคน
ในหมู่ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ต้องเกาทัณฑ์นั้น ที่ตายคาที่มีเพียงส่วนน้อย ส่วนมากเพียงบาดเจ็บ บ้างต้องเกาทัณฑ์ที่มือเท้า บ้างที่บ่า บ้างที่หน้าอก บ้างที่ต้นขา พวกเขาเดิมก็เป็นเพียงชาวนา ที่ไหนเลยจะทนความเจ็บปวดเช่นนี้ไหว ต่างกลิ้งเกลือกไปทั่วพื้นร้องครวญครางอย่างน่าอนาถ
ฉากอันชวนขันก็ปรากฏขึ้น คือในห้าขบวนสี่เหลี่ยมนั้น ในขบวนที่อยู่ใต้สุด ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ตกอยู่หลังกระบวน แบกหยุนทรีอยู่นั้น ทิ้งหยุนทรีเสีย หันหลังกลับวิ่งหนีไป จากนั้น ไพร่พลโพกผ้าเหลืองในขบวนอื่น ๆ ที่แบกหยุนทรีก็ทิ้งหยุนทรีตามกัน เข้าร่วมขบวนหนี เมื่อมีคนนำ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองอื่น ๆ ก็เริ่มหนีตาม ส่วนพลถือโล่ พลธนูหน้าไม้ที่อยู่หน้าสุดของกระบวน ได้ยินความอลหม่านข้างหลัง ก็หยุดฝีก้าวที่รุดหน้า ครั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันหลังกลับ กรูกันวิ่งหนีไปเช่นกัน
ใต้กำแพงเมืองวุ่นวายไปทั่ว คนสองพันเศษเบียดเสียดยัดเยียดกัน เหยียบย่ำกันเอง ต่างแย่งกันวิ่งออกไปนอกคูเมือง
เหล่านายกองน้อยแต่ละกองตั้งตัวไม่ทัน จนปัญญา ที่ตอบสนองไวก็ชูดาบชูกระบี่ หมายต้อนไพร่พลที่หนีให้กลับลงไปใต้กำแพง แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้าย เหล่านายกองน้อยเหล่านี้ก็จำต้องถูกไพร่พลโพกผ้าเหลืองพัดพากันถอยกลับไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างหมดหนทาง
ผู้คนบนเชิงกำแพงหาได้คาดคิดว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น
ยิงเกาทัณฑ์เพียงสองชุด ก็ตีถอยการเข้าตีของไพร่พลโพกผ้าเหลืองหลายพันได้แล้วหรือ
บุนไท่โส่ว จงฮิว ซุนเจิน ต่างตะลึงงันอ้าปากค้าง จวิ้นจู๋ก็ตะลึงงันอ้าปากค้างเช่นกัน
บุนไท่โส่วยังนึกแคลงใจว่าตนฝันไป ขยี้ตาแรง ๆ แต่ภาพนอกเมืองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ฝูเฉียวไม่ได้กว้าง ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่หนีไม่น้อยถูกเบียดตกลงไปในคู ดังเทเกี๊ยวลงหม้อ เสียง "ตูม ตูม" ดังไม่ขาดหู
"นี่ นี่ถอยแล้วหรือ"
เพียงเมื่อครู่ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองหลายพันที่โห่ร้องคำขวัญคลั่งไคล้นี้ ยังทำให้รู้สึกกดดันยิ่งนัก แต่พลิกตาเดียว พวกมันกลับแตกพ่ายหนีไป ชัยชนะนี้มาถึงอย่างฉับพลันเกินไป ไม่ใช่แต่บุนไท่โส่ว ซุนเจินกับคนทั้งหลายก็ไม่กล้าปักใจเชื่อ
ครั้นคิดให้ถี่ถ้วน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองต่อให้มากเพียงไร ก็เป็นเพียงกองทัพที่ประกอบขึ้นจากชาวนา ไม่มีวินัย ไม่มีการฝึกปรือ จะรบศึกตามน้ำก็ไม่มีปัญหา แต่พอเจอการต้านสกัด เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นวงกว้าง ก็ย่อมแตกกระเจิงในทันที
ด้วยไม่ได้คาดคิดว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองจะแตกพ่ายเร็วถึงเพียงนี้ ในเมืองจึงไม่ได้เตรียมการไล่ตี
จงฮิวมองไพร่พลโพกผ้าเหลืองเบียดเสียดวุ่นวายหนีไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างเสียดาย กล่าวว่า "น่าเสียดายแท้ หากรู้ก่อนว่าโจรกบฏลัทธิภูตอ่อนปวกเปียกถึงเพียงนี้ ก็ควรเตรียมทหารหุ้มเกราะไว้สักหลายร้อยล่วงหน้า ยามนี้ก็จะได้ฉวยจังหวะชุลมุนตีฝ่าออกไปนอกเมืองเสีย"
ซุนเจินทอดสายตาไปยังกำลังหลักของปอไซในที่ไกล เขาแม้จะแปลกใจที่ไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองกลับแตกพ่ายเร็วถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีอย่างบุนไท่โส่วและจงฮิว ด้วยว่าก่อนหน้านี้เขาเคยออกนอกเมืองปะทะกองทัพโพกผ้าเหลืองซึ่งหน้ามาแล้ว
ครานั้นความรู้สึกของเขาคือ กองทัพโพกผ้าเหลืองแม้ไม่รู้หลักพิชัยการรบ แต่บางทีด้วยความคลั่งไคล้ในศาสนา ขวัญในการรบก็ยังนับว่าใช้ได้ ไม่เช่นนั้น บรรดาปินเค่อที่เขานำออกนอกเมืองก็คงไม่บาดเจ็บล้มตายไปสิบกว่าคน ภาพการแตกหนีที่ปรากฏใต้กำแพงในยามนี้ คิดดูก็เพียงเพราะเป็นการตีเมืองครั้งแรกของพวกมันเท่านั้น ครั้นซึมซับประสบการณ์จากการตีเมืองล้มเหลวคราวนี้แล้ว การรุกครั้งหน้าของพวกมันย่อมต้องดุเดือดขึ้นแน่
ครั้นล่วงไปยามหนึ่ง การคาดเดาของเขาก็ได้รับการพิสูจน์
ปอไซส่งหน่วยย่อยออกไปสิบกว่าหน่วย คัดเอาผู้ที่หนีก่อนใครหลายสิบคนออกจากหมู่ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่แตกหนี คุมตัวมาหน้ากระบวน ตัดศีรษะเสียบประจานต่อหน้าคนทั้งปวง จากนั้นจึงจัดกระบวนใหม่ เริ่มเข้าตีเป็นครั้งที่สอง
——
1, เกราะเหล็กชั้นดีเสื้อหนึ่งโดยทั่วไปประกอบขึ้นจากแผ่นเกราะรูปเกล็ดปลาหรือรูปใบไม้สองสามพันแผ่น
โดยรวมแล้ว แนวโน้มการพัฒนาเกราะของจีนสมัยโบราณนั้น ฝีมือยิ่งประณีตขึ้น แผ่นเกราะยิ่งเล็กลง จำนวนยิ่งมากขึ้น
จำนวนแผ่นเกราะของเกราะสมัยฮั่นทั้งสอง เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยตงโจวและราชวงศ์ฉิน
"เกราะจากสุสานฉีหวางที่หลินจือยุคแรกเสื้อหนึ่งมี 2142 แผ่น อีกเสื้อหนึ่ง 2242 แผ่น ส่วนเกราะจากสุสานฮั่นหมายเลขหนึ่งที่หม่านเฉิงนั้นร้อยขึ้นจาก 2859 แผ่น เกราะจากสุสานหนานเยว่หวางที่กว่างโจวไม่มีส่วนหุ้มไหล่ ก็ยังร้อยขึ้นจาก 709 แผ่น เกราะที่บูรณะแล้วเสื้อหนึ่งซึ่งขุดพบจากคลังอาวุธเมืองเตียงอันสมัยฮั่นนั้นประกอบขึ้นจาก 3741 แผ่น … เกราะเหล่านี้ใช้แผ่นเกราะโดยเฉลี่ยมากกว่า 2000 แผ่นขึ้นไป"
——
## เชิงอรรถ
(1) เฉาเชอ คือรถหอสังเกตการณ์ในการตีเมือง เหาเฉียว คือสะพานข้ามคูเมือง/คูสนามเพลาะ เป็นอุปกรณ์โจมตีเมือง
(2) ฝูเฉียว คือสะพานทุ่นลอย พาดข้ามคูเมือง
(3) หยุนทรี คือบันไดปีนกำแพงเมือง อุปกรณ์โจมตีเมือง
(4) ตั่งกู้ (คดีพรรคพวก) คือการเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต้านขันทีในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ผ่อนปรนในปีศักราชกวงเหอที่สาม
(5) เจวี๋ยจางสื่อ คือพลธนูหน้าไม้ที่ง้างหน้าไม้ด้วยกำลังเท้า ใช้หน้าไม้ขนาดใหญ่ ระยะยิงไกล เป็นพลธนูหน้าไม้จำพวกหนึ่งของจวิ้นจู๋ยุคฮั่น
(6) อู่ คือหน่วยทหารย่อยที่สุดยุคฮั่น มีกำลังพลห้าคน