สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 193 วันแรก (ตอนต้น)

21 นาที· 4.9K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 193 — วันแรก (ตอนต้น)

เฟ่ยช่างไม่กล้าสบตาซุนเจินตรง ๆ ก็ด้วยเหตุที่เสียใจในการที่แต่ก่อนได้ยุยงให้เตียวจื๋อมาเป็นปรปักษ์กับเขา บัดนี้ครั้นได้เห็นความห้าวหาญของเขาบนเชิงเทิน จึงเกรงว่าเขาจะหาช่องแก้แค้นตอบ

ซุนเจินสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเขา ทว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาหาใช่คนถือโทษโกรธเคืองในเรื่องเล็กน้อยไม่ ทั้งไม่ปรารถนาจะแก่งแย่งชิงดีกับเฟ่ยช่างและเตียวจื๋อในยามคับขันที่ต้องร่วมกันรักษาเมือง

บุนไท่โส่วเชื้อเชิญเขากลับขึ้นเชิงเทินอีกครั้ง เขาก็ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ขอใต้เท้าขึ้นเชิงเทินไปก่อนเถิด รอข้าพเจ้าตรวจดูผู้บาดเจ็บแล้ว จึงจะตามขึ้นไป”

บุนไท่โส่วกล่าวว่า “ถูกแล้ว ถูกแล้ว วันนี้ท่านออกเมืองไปตีข้าศึก เหล่าปินเค่อ(1) ของท่านก็มีความชอบไม่ใช่น้อย เราจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม” แล้วสั่งจู่ปู้(2)อ้องหลานว่า “บรรดาผู้ที่ออกเมืองไปตีข้าศึกตามท่านซุน คนหนึ่งให้รางวัลหมื่นเฉียน(เบี้ย) ผู้บาดเจ็บให้ทวีเท่า ผู้ตายให้ทวีอีกเท่าหนึ่ง”

บุนไท่โส่วนั้นแม้จะดื้อดึงเอาแต่ใจตน มีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ ทว่ายังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ใช่คนตระหนี่หวงทรัพย์ เพื่อปลุกใจทหารมณฑลให้สู้รบ เขาได้สั่งคนขนหีบทองคำหลายหีบ กับเหรียญทองแดงอีกหลายสิบหีบ ออกจากท้องพระคลังมาตั้งไว้ที่เชิงกำแพงแต่เนิ่นแล้ว

อ้องหลานรับคำสั่ง พาเสมียนผู้น้อยสองคนวิ่งเหยาะ ๆ ไปขนเงิน

อาศัยช่วงเวลานี้ ซุนเจินวางทวนยาวลง เดินเข้าไปในหมู่ปินเค่อ ตรวจดูบาดแผลของผู้บาดเจ็บทีละคนอย่างถี่ถ้วน

เกราะที่เหล่าปินเค่อสวมนั้น บ้างได้มาจากการยึดทรัพย์บ้านเสิ่นสวิ่น บ้างซุนเจินควักเงินตนซื้อหามาให้ บ้างก็เพิ่งเอามาจากคลังศัสตราวุธของมณฑลเมื่อสองสามวันก่อน ล้วนเป็นของชั้นดีทั้งสิ้น ด้วยอาศัยเกราะดีคุ้มกาย ในจำนวนผู้บาดเจ็บราวสิบกว่าคนนั้น เว้นแต่สามคนแล้ว ที่เหลือบาดแผลก็ไม่สาหัสนัก เจ้ากรมอีเฉา(3) ผู้กำกับกรมแพทย์ กับอีเฉาสื่อ(3)และเหล่าเสมียนของกรมแพทย์ ต่างลงมือด้วยตนเอง ตรวจดูบาดแผลให้ ทายาพันแผลให้

ซุนเจินรวบชายเกราะขึ้น ก็ทำคารวะแก่เหล่าปินเค่อที่ห้อมล้อมอยู่รอบตัว ในช่องประตูนั้นเอง กล่าวว่า “วันนี้เป็นศึกแรก เหตุที่เราจะตีทัพข้าศึกแตกยับเยิน บุกตะลุยทำลายแนวข้าศึกไปกลับกว่าสิบครั้ง แล้วกลับมาด้วยชัยชนะได้ ก็ล้วนอาศัยกำลังของท่านทั้งหลาย ข้าศึกหลายหมื่น ล้อมจวนมณฑลของเราไว้ หากเมืองแตกลงเมื่อใด เจ้ากับเราย่อมไม่อาจหนีพ้นความตาย ราษฎรทั้งเมืองนี้ก็ต้องประสบภัยพิบัติจากเพลิงศึกเช่นกัน เจินขอแทนราษฎรทั้งเมืองกล่าวคำขอบคุณท่านทั้งหลาย”

สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน ซูพี่ซูน้อง เกาพี่เกาน้อง กับเหล่าปินเค่อจะกล้ารับคารวะของเขาได้อย่างไร ต่างรีบคารวะตอบไม่ทันหยุด ได้ยินแต่เสียงเกราะกับศัสตราวุธกระทบกันดังกราว ๆ ผู้คนนับร้อยคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าพร้อมกันกล่าวว่า “ท่านชุบเลี้ยงพวกเราอย่างหนาแน่นมาหลายปี มองพวกเราดุจพี่น้องวงศ์ญาติ พวกเราล้วนซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ตั้งใจจะถวายชีวิตให้แก่ท่านมานานแล้ว วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะถวายชีวิตให้ท่าน!”

ซุนเจินกล่าวขอบคุณเหล่าปินเค่อแทนราษฎรทั้งเมือง ส่วนเหล่าปินเค่อนั้นก็ขอถวายชีวิตให้แก่เขา

ซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว เห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้า ต่างมีสีหน้าผิดแผกกันไป แม้ความคิดจะต่างกัน แต่ใจความโดยรวมเหมือนกัน คือต่างคิดอยู่ในใจว่า ยามวิกฤตจึงเห็นใจขุนนางผู้ภักดี บัดนี้ประสบเหตุจลาจล ข้าศึกหลายหมื่นล้อมเมืองของเราไว้ ต้องชี้ขาดเป็นตายกันหน้าแนวรบ ออกเมืองไปเพียงครู่เดียว ก็เสียคนไปในการรบสองคนแล้ว บาดเจ็บอีกสิบกว่าคน ทว่าคนเหล่านี้ยังหาทอดทิ้งเขาไปไม่ ยอมถวายชีวิตให้ด้วยความเต็มใจ ซุนเจินนี้นับได้ว่าเป็นผู้ผูกใจคนได้ดียิ่งนัก

ในยุคบ้านเมืองจลาจล หากคิดจะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ กลอุบายและความห้าวหาญนั้นสำคัญ แต่การผูกใจคนยิ่งสำคัญกว่า

ซุนเจินก็คุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน คารวะตอบเหล่าปินเค่อ ครั้นลุกขึ้น ในดวงตามีน้ำตาคลออยู่ กล่าวอย่างโศกสลดว่า “จั่วเฉวียนกับเมิ่งชุนเคราะห์ร้ายเสียชีวิตในการรบ เมิ่งชุนชอบรำกระบี่ แต่ก่อนคราวเขาติดตามข้ามายังเรือนตูโหยวที่เมืองเอี้ยงเต๊ก เราสองคนมักประลองฝีมือกระบี่กันเสมอ จั่วเฉวียนคอแข็งดื่มเหล้าเก่ง เรายังจำได้ว่าคราวก่อนพวกเราดื่มเหล้าด้วยกัน เขามอมเหล้าเราจนเมามาย วันนี้ ข้าพาเขาทั้งสองออกจากเมืองไป กลับไม่อาจพาเขาทั้งสองกลับมาได้ นับแต่นี้ก็แยกกันอยู่คนละภพ คนกับผีก็แยกทางกันแต่นี้ไป อนิจจาเอ๋ย เพลงโศกอาจใช้แทนเสียงร่ำไห้ แต่แลมองไปไกลแสนไกลก็ไม่อาจคืนกลับมาได้!”

เขาชักดาบหวนโฉ่ว(4)ออกจากฝัก ชี้เฉียงไปยังท้องฟ้านอกช่องประตู กล่าวกับฟ้าว่า “ดวงวิญญาณของท่านทั้งสองหากยังไม่สูญสลาย ขอจงสดับคำของข้า บ้านของจั่วจวินยังมีมารดาชรา ส่วนน้องชายของเมิ่งจวินก็ยังเยาว์ บัดนี้ข้าศึกปีศาจก่อกบฏ ทรยศต่อแผ่นดินอย่างหาที่สุดไม่ได้ หากข้าแพ้ ข้ากับท่านทั้งสองคงได้พบกันที่เฮ่าหลี่(5) หากข้าชนะ คนในครอบครัวของท่าน ข้าจะเลี้ยงดูเอง!”

คำพูดของเขาครั้งนี้หาใช่การเสแสร้งไม่ คนเราไม่ใช่ต้นหญ้าหรือก้อนไม้ ผู้ใดเล่าจะไร้ความรู้สึก เหล่านักเลงน้ำใจห้าวหาญแห่งตำบลตะวันตกเหล่านี้ติดตามเขามานาน รู้จักมักคุ้นกันดี เพิ่งรบกับทัพโพกผ้าเหลืองได้ไม่ทันไรก็เสียคนไปสองคนแล้ว ในใจเขาสะเทือนใจอยู่จริง ๆ เป็นความรู้สึกแท้จริงที่หลั่งไหลออกมา

เหล่าปินเค่อต่างซาบซึ้งใจยิ่งนัก ผู้ที่มีไมตรีสนิทสนมกับจั่วเฉวียนและเมิ่งชุนก็พลอยหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว

เล่าเติ้งเห็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นที่สบอารมณ์ ปักธงแดงลงกับพื้น มือหนึ่งกุมคันธง อีกมือกดไว้ที่ดาบ เบิ่งตาร้องว่า “คนผู้ใดเล่าจะไม่ตาย เราทั้งหลายเป็นชายชาตรีแห่งเองฉวน เป็นลูกผู้ชายใจสะอาด ตามท่านซุนออกไปฆ่าข้าศึก ตายอยู่ในมือข้าศึก ก็นับว่าตายในที่อันสมควรแล้ว พวกเจ้าจะมาร่ำไห้เยี่ยงสตรีเพศไปไยเล่า?”

เสียงตวาดของเขาดังขึ้นในจังหวะอันเหมาะเจาะ ซุนเจินนั้นแม้จะเป็นความรู้สึกแท้จริงที่หลั่งไหลออกมาก็ตาม แต่ครั้นเห็นปินเค่อบางคนพลอยหลั่งน้ำตาร่ำไห้ ก็อดวิตกว่าขวัญกำลังใจจะเสื่อมถอยไม่ได้ จึงถือโอกาสนั้นเช็ดน้ำตา ทำหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า “อาเติ้งกล่าวถูกต้องยิ่งนัก แต่ปางก่อนขุนพลฝูปัว(6)ม้าหยวนเคยกล่าวไว้ว่า ลูกผู้ชายควรห่อศพด้วยหนังม้ากลับบ้าน ไฉนเลยจะนอนตายบนเตียงในมือลูกเมียได้? จั่วจวินกับเมิ่งจวินวันนี้ได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเราฆ่าข้าศึก ตายในสนามรบ ก็นับว่าตายในที่อันสมควรแล้ว”

ครั้นอ้องหลานขนเงินมาถึง บุนไท่โส่วแจกจ่ายรางวัลด้วยมือตนเองเสร็จแล้ว ซุนเจินจึงสั่งให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ เฝิงก่ง พาเหล่าปินเค่อไปพักผ่อนก่อน ส่วนตนพาเฉิงเยี่ยน บุนเพ่ง เสี่ยวเริ่น ขึ้นเชิงเทินไปใหม่พร้อมกับบุนไท่โส่วและคนอื่น ๆ

จากเชิงกำแพงจะขึ้นไปบนเชิงเทินนั้น ต้องผ่านทางลาดช่วงหนึ่ง

ขณะขึ้นเมืองไปตามทางลาด ซุนเจินเหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยเข้าโดยไม่คาดฝัน หรือกล่าวให้ถูกต้องคือ “คนคุ้นเคย” หลายคนทีเดียว

จงฮิวรับคำสั่งบุนไท่โส่ว สองสามวันมานี้ป่าวประกาศเกณฑ์ชายฉกรรจ์กล้าหาญในเมือง ให้สินจ้างสูงว่า “เหลาจื๋อคนละสองหมื่นเฉียน” คำว่า “เหลาจื๋อ” ก็คือ “สินจ้าง” คนหนึ่งสองหมื่นเฉียน นับเป็นค่าจ้างที่สูงมาก จึงมีพวกนักเลงไม่เสียดายชีวิตมาสมัครอยู่ไม่น้อย รวม ๆ แล้วเกณฑ์ได้ราวสี่ห้าร้อยคน แบ่งกระจายไปยังกำแพงด้านต่าง ๆ ช่วยกันรักษาเมือง ในยามนี้ยังไม่ได้ใช้พวกเขาขึ้นรบฆ่าข้าศึก มีหน้าที่หลักคือขนย้ายสิ่งของ อาทิ ก้อนหิน ลูกธนู เป็นต้น เวลานี้บนทางลาดก็มีชายฉกรรจ์กล้าหาญจับคู่กันสองคน ๆ ขนสิ่งของขึ้นเชิงเทินอยู่ไม่ใช่น้อย

ในหมู่ชายฉกรรจ์เหล่านี้ มีอยู่สี่ห้าคนที่สะดุดตายิ่งนัก ด้วยพวกเขาล้วนอายุยังน้อย คนที่โตที่สุดก็เพียงสิบห้าสิบหกปี คนเล็กไม่เกินสิบสามสิบสี่ปี ในจำนวนนี้คนหนึ่งคือชีฮกนั่นเอง ที่เหลืออีกหลายคนนั้น ซุนเจินก็เคยเห็น ล้วนเป็นเพื่อนของชีฮก

บุนไท่โส่วก็สังเกตเห็นชีฮกกับพวก จึงขมวดคิ้วถามจงฮิวว่า “เด็กรุ่นกระทงกับเด็กเล็กไม่กี่คนนี้เป็นมาอย่างไร?”

จงฮิวยิ้มอย่างจนใจตอบว่า “ข้าน้อยรับบัญชาใต้เท้าให้เกณฑ์ชายผู้กล้าช่วยรักษาเมือง เด็กรุ่นกระทงกับเด็กเล็กเหล่านี้เห็นใบประกาศแล้วก็มาสมัคร ข้าน้อยปฏิเสธพวกเขาไปหลายครั้ง เจ้าเด็กรุ่นกระทงคนนั้น...” เขาชี้ไปยังชีฮก กล่าวว่า “ชื่อชีฮก มันว่าพวกมันไม่เอาเงิน เพียงอยากออกแรงสักหน่อย เซ้าซี้ตอแยข้าน้อยไม่ยอมไป ข้าน้อยไม่จัดงานให้ทำ พวกมันก็ไปหางานทำเอง ข้าน้อยจนปัญญาจริง ๆ เห็นแก่ว่าพวกมันก็มีน้ำใจซื่อบริสุทธิ์ จึงเก็บพวกมันไว้”

บุนไท่โส่วฟังแล้วก็สะเทือนใจ ทอดถอนใจกล่าวว่า “เด็กสูงสี่ฉื่อ(7)ยังรู้จักความภักดีกตัญญู ไฉนเลยพวกกบฏนอกเมืองจึงไม่รู้จักนายเหนือหัวเล่า!” แล้วหยุดเท้า ทอดสายตาตามชีฮกกับพวกไป มองดูพวกเขาทำท่าเป็นผู้ใหญ่ขนสิ่งของขึ้นเชิงเทินอย่างคึกคักเร่าร้อน ก็อดถอนใจชื่นชมไม่ได้

ซุนเจินคิดในใจว่า “เด็กสิบกว่าขวบจะรู้จักความภักดีกตัญญูอะไรกัน?”

เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับท่าทีของชีฮกแต่ก่อนแล้ว เหตุที่เขากับเพื่อนพ้องเต็มใจขมีขมันเช่นนี้ คิดดูแล้วก็เพียงเพราะเห็นพวก “นักเลงใหญ่ตามตรอกตลาด” ในเมืองหลายคนมาสมัครตามคำเกณฑ์ของจงฮิว จึงพากันมาสมทบ หมายจะอวดฝีมือตนสักหน่อยเท่านั้นเอง

ซุนเจินคิดต่อไปอีกว่า “ชีฮกหนีมาก่อกวนอยู่บนเมือง อาผิงทั้งสองคนไฉนจึงไม่มาบอกให้ข้ารู้?”

“อาผิงทั้งสองคน” ก็คือนักเลงน้ำใจห้าวหาญสองคนที่ซุนเจินส่งไปคอยเฝ้าชีฮก เขาคิดไปชั่ววูบ ไม่ช้าก็เดาเรื่องราวต้นสายปลายเหตุออก สันนิษฐานว่าสองสามวันมานี้เขายุ่งเกินไป “อาผิงทั้งสองคน” จึงหาเวลามาบอกเขาไม่ได้

เขากล่าวกับจงฮิวว่า “ดาบหอกหามีตาไม่ เด็กเล็ก ๆ อยู่บนเมืองอันตรายเกินไป สู้ไล่พวกมันกลับบ้านไปเสียไม่ได้!”

“หากไล่พวกมันกลับได้ ข้าก็ไล่ไปนานแล้ว!”

“เรียกผู้ปกครองของพวกมันมารับตัวกลับไปเถิด”

“บอกไปท่านอาจจะไม่เชื่อ มารดาของชีฮกผู้นี้กลับสนับสนุนให้มันมาสมัคร บอกว่า ‘บุตรข้าแม้ยังเล็ก แต่ก็เป็นลูกผู้ชาย ในเมื่อมันมีปณิธานจะรับใช้ตอบแทนบ้านเมือง อยากจะถือกระบี่สามฉื่อออกไปฆ่าข้าศึกแทนเจ้าเมือง ข้าผู้เป็นมารดาจะไปขัดขวางได้อย่างไร?’ มารดาของมันยังพูดถึงเพียงนี้ ข้าจะไล่พวกมันกลับไปได้กระไรเล่า?”

ตู้อิ้ว อ้องหลาน กับคนอื่น ๆ เพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ต่างพากันร้องชมว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก

ตู้อิ้วหัวเราะกล่าวว่า “มีมารดาผู้แปลกประหลาดจึงมีบุตรผู้แปลกประหลาด! การรักใคร่ทะนุถนอมบุตรธิดาเป็นธรรมชาติของผู้เป็นบิดามารดา ทว่ามารดาของชีฮกกลับสามารถตัดใจจากความรักดุจแม่โคเลียลูกได้เพื่อมหากุศล ยอมให้บุตรน้อยถือกระบี่ออกไปฆ่าข้าศึก นับว่าเป็นมารดาผู้แปลกประหลาด ไม่แปลกที่จะมีบุตรผู้แปลกประหลาดเช่นนี้”

อ้องหลานยกย่องบุนไท่โส่วว่า “นับแต่ใต้เท้ามาถึงมณฑลนี้ ก็ถือการส่งเสริมความภักดีกตัญญูเป็นภารกิจของตนมาโดยตลอด ปีกลายเกิดความแห้งแล้งใหญ่ ใต้เท้าอ่านคัมภีร์ 《เซี่ยวจิง》(8) ม้วนหนึ่ง ก็ชักนำหิมะมงคลมาในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ บัดนี้ในเขตปกครองก็มีมารดาผู้แปลกประหลาดเช่นนี้อีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบุญบารมีของใต้เท้าทั้งสิ้น”

ผ่านความกลัดกลุ้มวิตกกังวลมาหลายวัน บุนไท่โส่วก็เผยรอยยิ้มจากใจจริงออกมาเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก กล่าวว่า “ไม่คาดเลยว่าในมณฑลยังจะมีมารดาผู้แปลกประหลาด บุตรผู้แปลกประหลาดเช่นนี้! ทำเอาชายชาตรีสูงเจ็ดฉื่อต้องละอายใจ เราจะยกย่องเชิดชูพวกเขาให้เต็มที่ หยวนฉาง ท่านหาเวลาว่างไปเยี่ยมมารดาของชีฮกที่บ้านแทนเรา ดูว่ามีสิ่งใดพอช่วยเหลือได้บ้าง ไม่ว่าจะขัดสนข้าวขัดสนเงิน หรือว่าเป็นเรื่องอื่นใดก็ตาม ขอเพียงเป็นสิ่งที่มารดาของชีฮกเอ่ยปาก ก็ให้รับปากนางทั้งสิ้น!”

จงฮิวรับคำ

พูดมาถึงเพียงนี้ ซุนเจินก็รู้ว่าจะเรียกชีฮกกับพวกกลับบ้านนั้นเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

เขาถอยหลังไปสองสามก้าว ทำสัญญาณให้เสี่ยวเริ่นซึ่งติดตามอยู่ข้างหลังเข้ามา กระซิบสั่งว่า “จงไปตามอาผิงทั้งสองคนมา ให้พวกมันคอยดูชีฮก อย่าปล่อยให้มันไปยังที่อันตราย” แล้วหยุดครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า “อีกทั้งไปบอกอาเช่อทั้งสองคน ให้พวกมันคอยดูแลกุยแกให้ดีด้วย”

เสี่ยวเริ่นไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงใส่ใจสองเด็กหนุ่มนี้นัก แต่ด้วยหลายปีมานี้เคยชินกับการเชื่อฟัง จึงไม่ได้ถามมาก รับคำอย่างนอบน้อม หันตัวจากไป

ชีฮกกับเพื่อน ๆ หามหีบไม้ไผ่ใส่ลูกธนูเต็มหีบส่งขึ้นไปบนเชิงเทิน ตอนเดินลงมาก็เดินสวนกับซุนเจินและคนอื่น ๆ พวกเขาร่าเริงเบิกบาน หากไม่รู้เรื่องเสียก่อน มองจากใบหน้าของพวกเขาก็ยากจะดูออกว่าเวลานี้พวกเขากำลังถูก “ข้าศึกปีศาจ” ล้อมอยู่ในเมือง

ซุนเจินส่ายหน้า คิดในใจว่า “เด็กหนุ่มยังไม่รู้รสความทุกข์” แล้วกุมด้ามดาบที่เหน็บไว้ ไม่ให้ฝักดาบกระทบเกราะอยู่ร่ำไป รีบก้าวเร่งไปสองสามก้าว ตามบุนไท่โส่วกับพวกไป

ชีฮกเหลือบเห็นเขา ก็หยุดหัวเราะพูด อ้าปากกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ไม่ช้าก็แปรเป็นท่าทางคล้ายเลื่อมใสนิยม กระตุกตัวเพื่อนที่ยังพูดน้ำลายกระเซ็นอยู่ แล้วกระซิบบอกความหนึ่งเบา ๆ

ซุนเจินขึ้นเมืองอยู่ทางขวาของทางลาด ส่วนชีฮกกับพวกลงเมืองอยู่ทางซ้ายของทางลาด ระยะห่างกันไม่ไกลนัก จึงได้ยินคำที่เขาพูดว่า “นั่นไม่ใช่ลูกเสือตระกูลซุนแห่งปิงเฉาเฉวียน(9)ของมณฑลหรอกหรือ? เมื่อครู่นอกเมืองนั้น เขาช่างห้าวหาญกล้าแกร่งเสียจริง!”

ซุนเจินมองดูแววตาเลื่อมใสยำเกรงของเขา ก็รู้สึกขำขันขึ้นมาในบัดดล ในชาติก่อน เขารู้จักชีฮก แต่ชีฮกจะรู้จักเขาที่ไหนเล่า? ทว่าในชาตินี้ เขาไม่เพียงได้พบชีฮก หากด้วยวาสนาบันดาลให้มาพบกัน ยังได้รับความเลื่อมใสยำเกรงจากชีฮกอีกด้วย เขาคิดเย้ยตัวเองว่า “แม้ข้าจะตายในการรบบนเมืองวันนี้ เมื่อมีแววตาเลื่อมใสของชีฮกนี้แล้ว ในพงศาวดารก็คงต้องมีการบันทึกชื่อข้าไว้สักบรรทัด”

เขาไม่อาจรู้ชัดว่าการที่ชีฮกมาสมัครในวันนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในประวัติศาสตร์เดิม หรือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากตัวเขา ทว่าไม่ว่าจะอย่างไร การที่เขาได้รับแววตาเลื่อมใสของชีฮกนี้ ก็แสดงว่าในคราวจลาจลโพกผ้าเหลืองครั้งนี้ เขาได้แสดงฝีมือออกมาอย่างยอดเยี่ยมแล้ว เช่นนั้นแม้เขาจะตายในคราวจลาจลครั้งนี้ ก็ย่อมมีคนจดจำเขาได้ และจะเล่าขานชื่อของเขาสืบต่อไปยังคนรุ่นหลัง

เขาพยักหน้าให้ชีฮกเล็กน้อย แล้วยิ้มให้ครั้งหนึ่ง ชีฮกไม่คาดว่าเขาจะส่งสัญญาณทักทายให้ก่อน ก็ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ทำมือทำไม้ไม่ถูก

ครั้นเดินเลยไปแล้ว ซุนเจินได้ยินเพื่อนของชีฮกบ่นว่ามันว่า “ท่านซุนส่งสัญญาณทักทายเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่ตอบสนองเลย?”

ชีฮกกล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า “เฮ้อ เฮ้อ ข้าคิดไม่ถึงเลยนี่นา!”

ซุนเจินยิ้มที่มุมปาก

ไม่ว่าวันหน้าชีฮกจะมีความสำเร็จอย่างใด ในเวลานี้ เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้บูชาวีรบุรุษและใฝ่ฝันถึงชีวิตอันสมอารมณ์เท่านั้น

ครั้นขึ้นถึงเชิงเทิน บุนไท่โส่วกับพวกได้กลับไปยืนยังที่เดิมแต่ก่อนอีกครั้ง ชะโงกดูข้าศึก ซุนเจินเหลือบเห็นมีคนเพิ่มขึ้นอีกหลายคนข้างกายพวกเขา กลับเป็นซินเปง ซินผี ซินอ้าย ตระกูลซินกับตระกูลซุนก็เป็นญาติเกี่ยวดองกันเช่นกัน เขารีบก้าวเข้าไป กำลังจะเอ่ยปากทักทาย ในหมู่ทหารรักษาเมืองก็เกิดความอลหม่านขึ้น มีผู้ร้องว่า “ข้าศึกปีศาจจะเข้าตีเมืองแล้ว!”

## เชิงอรรถ

(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะค่อนข้างอิสระกว่าถูฟู่ (บ่าวไพร่ในสังกัด)

(2) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร เป็นคนสนิทของเจ้าเมือง รองลงมาจากกงเฉา

(3) อีเฉา (กรมแพทย์) — กรมหนึ่งในมณฑลที่ดูแลการรักษาพยาบาล หัวหน้ากรมเรียก "อีเฉาเฉวียน" (เจ้ากรมแพทย์) รองลงมาเรียก "อีเฉาสื่อ"

(4) ดาบหวนโฉ่ว — ดาบคมเดียวด้ามปลายเป็นห่วงกลม อาวุธประจำของทหารยุคฮั่น

(5) เฮ่าหลี่ — บทเพลงแห่งศพสำหรับขุนนางและสามัญชนยุคฮั่น ในที่นี้ใช้เปรยถึงยมโลกหรือแดนคนตาย

(6) ขุนพลฝูปัว ม้าหยวน — ม้าหยวน (ม้าฝูปัว "ขุนพลฝูปัว") ยอดขุนพลสมัยฮั่นตะวันออก ปราบแดนใต้เจียวจื่อ มีวาทะว่าลูกผู้ชายควรห่อศพด้วยหนังม้ากลับบ้าน

(7) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่น 1 ฉื่อ ราว 23 เซนติเมตร "สูงสี่ฉื่อ" หมายถึงเด็กตัวเล็ก ส่วน "กระบี่สามฉื่อ" หมายถึงกระบี่ขนาดปกติ

(8) คัมภีร์เซี่ยวจิง — คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญู หนึ่งในคัมภีร์สำคัญของลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักความภักดีกตัญญูต่อบิดามารดาและเจ้าเหนือหัว

(9) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารของมณฑล หัวหน้าฝ่ายทหาร (ปิงเฉา) ที่เจ้าเมืองแต่งตั้งขึ้นเองเพื่อช่วยบังคับบัญชาทหารมณฑล

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป