# ตอนที่ 188 — บุกคฤหาสน์ในคืนหิมะ
ผู้คนนับไม่ถ้วนผุดร่างขึ้นมาจากในลานหิมะ ท้องนา และเนินเขา เคาะอาวุธให้ดังกึกก้อง พร้อมกันร้องตะโกนว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่"
ผู้คนหลายร้อยตะโกนกึกก้องท่ามกลางหิมะ ในยามค่ำคืนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว นกที่นอนเกาะกิ่งไม้ตกใจบินผละจากต้นไม้ขึ้นกราว ๆ ราวกับแมลงวันหัวขาด บินชนกันสับสนวุ่นวายอยู่ใต้หิมะกลางราตรี
ใกล้ ๆ ก็มีคนลอบโจมตี ไกลออกไปก็มีคนร้องตะโกน ผู้คนที่อยู่ยามในคฤหาสน์ต่างตื่นตระหนกขวัญหนีดีฝ่อ จับต้นชนปลายไม่ถูก
คนพวกนี้ไม่ใช่ทหารอาชีพ ทั้งไม่เคยผ่านศึกสงคราม ยิ่งไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกโจมตียามดึกสงัด ครั้นพบความผันผวนกะทันหันก็จนปัญญา ไม่รู้จะทำประการใด
บ้างก็ยืนตะลึงนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เหม่อมองไปยังที่ซึ่งเสียงตะโกนดังขึ้น บ้างก็หันหลังวิ่งเตลิดเข้าไปแจ้งข่าวในคฤหาสน์
ก็มีบางคนที่ไหวตัวทันอยู่บ้าง รีบโก่งคันธนูพาดลูกศรยิงออกไปนอกคฤหาสน์ แต่น่าเสียดายว่าหนึ่งนั้นอยู่ห่างไกล สองนั้นถูกลมหิมะพัดต้าน ลูกธนูบางตาเพียงไม่กี่ดอกยิงไปได้ไม่ไกล ก็เอนเอียงร่วงตกลงนอกกำแพง
แม้จวิ้นจู๋(1) (ทหารเกณฑ์ของแคว้น) ที่ลอบคืบมาถึงนอกคฤหาสน์นั้น ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยออกศึก แต่ถึงอย่างไรก็ผ่านการฝึกปรือมาตามแบบแผน อีกทั้งสิ่งที่จะเข้าตีอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่กำแพงเมืองนครใด หากเป็นเพียงคฤหาสน์แห่งหนึ่ง โดยมีถุนจ่าง(2) (นายร้อย) และตุ้ยสวี่(3) (นายแถว) นำกำลัง จึงยังนับว่าเป็นระเบียบไม่ปั่นป่วน
อากาศหนาวเย็น คูเมืองรอบคฤหาสน์จับตัวเป็นน้ำแข็ง พวกเขาแบ่งออกเป็นหลายหมู่ ลื่นไถลข้ามผ่านพื้นน้ำแข็ง ฝ่าลูกธนูบางตาพุ่งเข้าประชิดเชิงคฤหาสน์ พลธนูยิงโต้กับคนบนคฤหาสน์ ส่วนชายฉกรรจ์สามสิบกว่าคนภายใต้การคุ้มกันของพลถือโล่ ก็แบกท่อนซุงใหญ่ผลัดกันกระทุ้งประตูคฤหาสน์
ที่ไกลออกไป เหล่าปินเค่อ(4) (บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ) และราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นบริวารของซุนเจิน ก็เคาะอาวุธไม่ได้ขาดสาย ร้องตะโกนเสียงดังว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่ ! รับอาญาบัตรมาจับกุมผู้คิดกบฏ ผู้ใดยอมจำนนเว้นโทษตาย ผู้ใดดื้อดึงขัดขืนต้องประหาร !" เสียงหนึ่งต่อเสียงหนึ่ง ดั่งกระแสคลื่นซัดเข้าหูคนในคฤหาสน์
ผู้ที่อยู่ยามในคฤหาสน์ต่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
นาม "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนือ ซุนเจิน" นั้นเลื่องลือเกริกไกร คนในคฤหาสน์โดยมากล้วนเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเขา ยิ่งพวกที่มาจากทางเหนือของแคว้นด้วยแล้ว ด้วยเมื่อสองปีก่อนเขาเคยลงมือสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยตนเอง ขับไล่คนโลภกำจัดคนชั่ว และการกระทำต่าง ๆ นานา ก็ยิ่งมีความรู้สึกอันสับสนซ้อนซ้อนต่อเขา คล้ายกับหยวนพ่านนั่นเอง คือทั้งเกรงในอำนาจ ทั้งซาบซึ้งในพระคุณ
มองใกล้ ๆ จวิ้นจู๋ที่เข้าตีคฤหาสน์ล้วนสวมเกราะแวววาว ดำมืดทะมึนเป็นพืด ไม่น้อยกว่าหลายร้อยคน มองไกลออกไปในลานหิมะ ผู้คนหลายร้อยเคาะอาวุธร้องคำรามดุจฝูงหมาป่าหิวโซ คนตาไวมองเห็นซุนเจิน ซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า ศีรษะโพกเจ๋อจิน(5) (ผ้าโพกศีรษะ) กายสวมคู่เสวี๋ย(6) (เครื่องแต่งกายอย่างชนเร่ร่อน) เอวเหน็บดาบหวนโฉ่ว(7) (ดาบด้ามปลายเป็นห่วงกลม) ในแสงคบเพลิงดูองอาจสง่างามเป็นเลิศ ทางซ้ายขวาของเขามีผู้คนสิบกว่าคน บ้างขี่ม้า บ้างยืน มีทั้งบัณฑิตสวมหมวกสูงนุ่งห่มอย่างบัณฑิต มีทั้งคนกล้าถือจี่และกุมดาบ ถัดไปข้างหลังยังมีองครักษ์ขี่ม้าอีกหลายสิบคน กุมอาวุธยืนนิ่ง สายตาดุดันดั่งเสือจ้องเหยื่อ
ต่อให้ตีจวิ้นจู๋ที่เชิงคฤหาสน์ถอยไปได้ ก็จะต้านการบุกด้วยตนเองของ "ลูกเสือ"(8) ได้หรือ
ความกังขาและความขาดมั่นใจเช่นนี้ก็ผุดขึ้นในใจของคนจำนวนมากพร้อมกัน
"กลศึกตีใจ" ของซีจื้อไฉบังเกิดผล ยังไม่ทันได้ปะทะกันอย่างจริงจัง คนในคฤหาสน์จำนวนมากก็สิ้นความฮึกเหิมเสียแล้ว
นี่จะตำหนิว่าพวกเขาขลาดเขลาก็ไม่ได้ หากจะตำหนิ ก็ตำหนิได้แต่เพียงว่าพวกเขาเพิ่งมาชุมนุมกันได้ไม่นาน อีกทั้งจำนวนคนที่ชุมนุมก็ไม่ได้มากนัก
ชุมนุมกันได้ไม่นาน ไม่เคยผ่านศึกสงคราม เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นชาวนาอยู่เลย จิตใจย่อมไม่อาจแปรเปลี่ยนได้โดยง่าย จำนวนคนที่ชุมนุมก็ไม่มาก คนน้อย ครั้นต้องเผชิญหน้ากับจวิ้นจู๋ เผชิญหน้ากับข้าศึกที่ได้เปรียบ เผชิญหน้ากับซุนเจินผู้แผ่อำนาจสะท้านทั่วแคว้น ก็ย่อมหวาดหวั่นสิ้นความกล้าเป็นธรรมดา
ผู้นับถือลัทธิไท่ผิงทั่วทั้งแคว้นเองฉวนมีถึงหนึ่งแสนคน กระจัดกระจายอยู่ในสิบกว่าอำเภอ หลายสิบตำบล ต่อให้ความสามารถในการจัดกองจัดหมู่จะแข็งกล้าเพียงใด ก็ไม่อาจให้คนเหล่านี้มาชุมนุม ณ ที่เดียวกันได้ในเวลาอันสั้น ได้แต่ชุมนุมแยกกันโดยถือ "อำเภอ" เป็นหน่วย หลายวันมานี้ที่ปอไซและปอเหลียนหายตัวไปนั้น โดยมากก็เพื่อติดต่อกับหัวหน้าน้อยลัทธิไท่ผิงตามอำเภอต่าง ๆ นัดหมายฤกษ์ก่อการ ตามที่นัดหมายกันไว้ อีกสองวันจึงจะถึงวันก่อการใหญ่ทั่วทั้งแคว้น เวลานี้ที่มาชุมนุมในคฤหาสน์ ส่วนหนึ่งเป็นพรรคพวกใจเด็ดและปินเค่อของสองพี่น้อง อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้นับถือลัทธิไท่ผิงที่รุดมาจากที่ใกล้เคียง รวมทั้งสิ้นก็เพียงสี่ห้าร้อยคนเท่านั้น
ปินเค่อและคนสนิทของสองพี่น้องนั้นอาจไม่กลัวตาย แต่พวกผู้นับถือลัทธิไท่ผิงสามัญทั่วไปนั้นไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้
คนพวกนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นชาวนาอยู่ ต่อให้ตกลงปลงใจจะก่อกบฏแล้ว จิตใจก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนได้ง่ายดายเช่นนั้น หากจำนวนคนของพวกเขามากกว่านี้สักหน่อย หรือหากฝ่ายที่บุกเข้าตีเป็นพวกเขาเอง บางทีก็จะดีกว่านี้ แต่เวลานี้กลับตรงกันข้าม พวกเขาเสียเปรียบในด้านจำนวนคน ทั้งในการรุกการรับก็เป็นฝ่ายที่ถูกลอบโจมตี ยิ่งบวกกับซุนเจินผู้มีอำนาจเลื่องลือก้องเกริกไกรเข้าไปอีก ที่ไม่หวาดกลัวต่างหากจึงจะเป็นเรื่องแปลก
ประตูคฤหาสน์ก็ถูกกระทุ้งจนเปิดออกในไม่ช้า
ประตูคฤหาสน์เปิดออกง่ายดายถึงเพียงนี้ ทำเอาซุนเจินที่อยู่ไกลออกไปออกจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย
บุนเพ่งซึ่งตื่นเต้นไม่หายตั้งแต่เริ่มบุกนั้น ก็อ้าปากค้างตาเหลือก เอ่ยตะลึง ๆ ว่า "เปิดออกแล้วงั้นหรือ"
เออสิ เปิดออกแล้วงั้นหรือ พวกจวิ้นจู๋ที่เข้าตีคฤหาสน์ก็ออกจะตะลึงงันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน พวกเขาไม่เคยผ่านศึกจริง นอกจากชายฉกรรจ์ที่แบกท่อนซุงทิ้งท่อนซุงในทันใด ชักดาบชักกระบี่ร้องตะโกนกรูเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว คนที่เหลือก็ไม่รู้จะทำประการใด ไม่รู้ว่าควรหยุดอยู่ ณ ที่เดิม หรือควรตามกันเข้าไปในคฤหาสน์
เหล่าศิษย์ลัทธิที่เฝ้าคฤหาสน์ก็ตะลึงงันเช่นกัน ครั้นประตูคฤหาสน์ถูกกระทุ้งเปิดออก ปฏิกิริยาแรกไม่ใช่ปิดประตู ทั้งไม่ใช่หลบหนี หากเป็นสีหน้าอันงุนงงไม่รู้สึกตัว
สายตาของผู้คนหลายร้อยทั้งเชิงคฤหาสน์และบนคฤหาสน์ ต่างจับจ้องอยู่ที่ประตูคฤหาสน์ซึ่งถูกกระทุ้งเปิดออก
ลมราตรีเสียดกระดูก หิมะร่วงโรยไร้เสียง สนามรบจึงเงียบงันลงชั่วขณะ
นี่เป็นการรบครั้งแรกของซุนเจิน และเป็นการรบครั้งแรกของลัทธิไท่ผิงแห่งเองฉวนด้วย มือใหม่ปะทะมือใหม่ ก็นับว่าใครจะมาหัวเราะเยาะใครไม่ได้
รบกันมาจนบัดนี้ ทั้งฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเรายังไม่มีผู้ใดล้มตายในสนามรบแม้แต่คนเดียว มีแต่เพียงต่างฝ่ายต่างถูกธนูสองสามคน บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
ครั้นเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ตุ้ยสวี่และถุนจ่างฝ่ายจวิ้นจู๋ก็ได้สติ กวัดแกว่งดาบร้องตะโกนว่า "บุกเข้าไปในคฤหาสน์ จับฆ่าผู้คิดกบฏ ! ไท่โส่วมีคำสั่ง ผู้ใดจับเป็นหรือฆ่าปอไซ ปอเหลียนได้ ให้รางวัลร้อยทอง บันทึกความชอบใหญ่ !"
เหล่าจวิ้นจู๋ส่งเสียงโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว กรูกันเข้าคฤหาสน์
เหล่าศิษย์ลัทธิที่เฝ้าคฤหาสน์ในที่สุดก็ได้สติ พอมีคนร้องขึ้นเสียงหนึ่ง หลายคนก็ทิ้งอาวุธพากันแตกฮือหนีไปทางหลังคฤหาสน์
ฝ่ายจวิ้นจู๋ดูราวกับจะมีชัยอยู่รอมร่อ แต่การรบที่แท้จริงเพิ่งจะนับว่าเริ่มต้นเอาเมื่อบัดนี้
พวกที่หนีไปนั้นล้วนเป็นผู้นับถือลัทธิไท่ผิงสามัญ ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นปินเค่อและพรรคพวกใจเด็ดของปอไซ ปอเหลียน ไม่ว่าจะด้านความฮึกเหิม หรือฝีมือการต่อสู้ ปินเค่อและพรรคพวกใจเด็ดของปอไซ ปอเหลียน ล้วนเหนือกว่าผู้นับถือลัทธิไท่ผิงสามัญมากนัก
ครั้นประตูคฤหาสน์ถูกกระทุ้งเปิดออก ทั้งสองฝ่ายก็เปลี่ยนจากยิงโต้กันมาเป็นรบประจัญด้วยอาวุธสั้น
ปินเค่อตระกูลปอวิ่งกรูร้องตะโกน เข้าหนุนช่วยพวกพ้องที่เฝ้าประตู ส่วนเหล่าจวิ้นจู๋ก็โห่ร้องบุกฆ่าเพื่อหวังเงินรางวัล ดาบยาวฟันฉะ หอกยาวแทงทิ่ม ร่างกระแทกกระทั้ง ดาบหอกปะทะกัน โล่ป้องกันกายดัง "ปังปัง" อู้อี้ ดาบกระบี่เสียบเข้าเนื้อดัง "ผัวะ ๆ" เลือดสาดกระเซ็น เสียงร้องโหยหวนติด ๆ กัน เพียงชั่วพริบตา ก็มีจวิ้นจู๋ถูกฆ่าฟันบาดเจ็บไปสี่ห้าคน ฝ่ายปินเค่อตระกูลปอก็มีสองสามคนนอนตายอยู่ในประตู
ปินเค่อตระกูลปอต้านทานสุดชีวิต พวกจวิ้นจู๋กำลังบุกเริ่มอ่อนลง การบุกก็เพลาลง ซุนเจินมองเห็นแต่ไกลว่ามีจวิ้นจู๋สิบกว่าคนหันหลังวิ่งกลับไปด้านหลัง
ผู้กลัวตายไม่ใช่มีแต่ศิษย์ลัทธิสามัญ จวิ้นจู๋ก็กลัวตายเช่นกัน
ซุนฮิวเอ่ยว่า "เจินจือ ประตูคฤหาสน์เปิดออกแล้ว ยามนี้แหละสมควรบุกโหมเข้าไป หากจวิ้นจู๋ไม่อาจรบสู้ตาย ถูกขับไล่ออกจากคฤหาสน์ การรบครั้งนี้ก็เป็นอันจบสิ้น เร่งสั่งทัพลงไปเถิด ผู้ใดถอยหลังให้ประหาร"
"ท่านอ้องจู่ปู้(9) ขอเชิญท่านไปประกาศคำสั่งให้ทีว่า ผู้ใดถอยหลัง ให้ประหาร แปะฉิน(10) เจ้านำคนสองสือ(11) ไปคุมแถวให้ข้า"
อ้องหลานกับเจียงฉินรับคำ
อ้องหลานหน้าซีดเผือด ควบม้าด้วยใจหวาดหวั่นไปยังนอกคูคฤหาสน์ ประกาศคำสั่งเสียงดัง
เจียงฉินนำองครักษ์ขี่ม้ายี่สิบคน ควบไปด้านในคู ห้อตะบึงอยู่หลังแถวจวิ้นจู๋ ดาบในมือเขาไม่ปรานี ฆ่าจวิ้นจู๋ที่ถอยหลังเสียสองคนรวด สั่งให้องครักษ์ตัดศีรษะคนทั้งสองเสียบบนปลายหอก ชูขึ้นสูง แล้วตวาดเสียงเข้มว่า "ท่านซุนมีคำสั่ง ผู้ใดถอยหลังให้ประหาร"
ถอยหลังก็ต้องตายแน่ พวกจวิ้นจู๋ไร้ทางถอย มีแต่ต้องรุดหน้าด้วยความกล้าหาญ ครั้นทิ้งศพไว้ที่ปากประตูคฤหาสน์สิบกว่าศพแล้ว ก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์
ดาบเมื่อต้องเลือด ผู้ขลาดอ่อนไม่ต้องพูดถึง ส่วนผู้กล้าแกร่งก็ฆ่าจนเลือดเดือดขึ้นมา จวิ้นจู๋กับปินเค่อและพรรคพวกใจเด็ดตระกูลปอพันตูกันอลหม่าน ร้องตวาดคำราม เลือดเนื้อกระจัดกระจาย ไม่ช้าก็ย้อมหิมะที่กองทับถมบนพื้นจนแดงฉาน
จวิ้นจู๋ที่ค่อนไปทางหลัง ยังไม่ทันปะทะข้าศึก ก็จุดคบเพลิงโยนซัดไปทั่ว เรือนหลังต่าง ๆ ใกล้ประตูคฤหาสน์ติดไฟต่อ ๆ กัน เปลวเพลิงลุกโพลงสว่างจ้า
ครั้นบุกเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว ความได้เปรียบในด้านจำนวนคนของจวิ้นจู๋ก็ปรากฏชัด สองสามคนรุมตีคนเดียว ปินเค่อและพรรคพวกใจเด็ดตระกูลปอต้านทานไม่อยู่ ถอยหลังร่นทีละก้าว
ซุนเจินกวัดแกว่งแส้ชี้ไปแต่ไกล ขมวดคิ้วเอ่ยว่า "ปอไซ ปอเหลียน ไฉนยังไม่เห็นเงาเล่า" สั่งพี่น้องซู(12)และพี่น้องเกา(13)ทั้งสี่ว่า "พาคนในหมู่ของพวกเจ้า เฝ้าอยู่รอบสี่ด้านของคฤหาสน์ อย่าให้ปอไซ ปอเหลียนหนีรอดไปได้เป็นอันขาด !"
พี่น้องซู พี่น้องเกาทั้งสี่รับคำสั่ง นำคนควบม้าไป
ในคฤหาสน์จู่ ๆ ก็มีเสียงกลองดังครืนครั่น ซุนเจินรีบเพ่งมอง อาศัยแสงเพลิงที่ประตูคฤหาสน์ แลเห็นแต่ไกลว่ามีคนหนึ่งสองร้อยพุ่งกรูออกมาจากหลังคฤหาสน์ ข้างหลังคนกลุ่มนี้ มีคนสี่ห้าคนช่วยกันเข็นรถกลองคันหนึ่ง คนหนึ่งยืนอยู่บนรถ ในอากาศหนาวจัด เปลือยกายท่อนบน ฝ่าลมหนาว ตากหิมะปลิว ตีกลองโหมขวัญทัพ
อยู่ห่างไกล มองไม่ถนัดว่าคนผู้นี้คือใคร
ซุนเจินควบม้ารุดไปข้างหน้า สวี่จ้ง บุนเพ่ง ซุนฮิว ซีจื้อไฉ เป็นต้น ตามไปข้างหลังเขา ครั้นมาถึงนอกคู มองเห็นถนัด ผู้ที่ตีกลองนั้นที่แท้คือปอเหลียน
ข้างรถกลองยังมีคนอีกผู้หนึ่ง อยู่ในวงล้อมอารักขาของคนยี่สิบกว่าคน มือกุมกระบี่สั้น ร้องตะโกนเร่งเร้าพวกพ้องให้รุดหน้า ดูจากรูปร่างหน้าตา ละม้ายคล้ายคลึงกับปอเหลียนอยู่บ้าง เห็นจะเป็นปอไซ
ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วย(14) (หัวหน้ากอง) ลัทธิไท่ผิงประจำแคว้นนี้ พอเขาปรากฏกายขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงปินเค่อในบ้านเขาจะฮึกเหิมแก่งแย่งกันรุดหน้า แม้แต่ศิษย์ลัทธิสามัญที่หนีไปเมื่อครู่ก็พากันหวนกลับมา ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน โห่ร้องตอบโต้อย่างไม่อาลัยชีวิต
ปอไซร้องตะโกนคำอะไรออกมาคำหนึ่ง สนามรบอื้ออึง ฟังไม่ค่อยถนัด แต่ไม่ช้า ซุนเจินและคนทั้งหลายก็รู้ว่าเขาตะโกนว่ากระไร
"ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด !"(15) ศิษย์ลัทธิและปินเค่อตระกูลปอสองสามร้อยคนร้องตะโกนพร้อมกัน ดังกระหึ่มสนั่นหู ตามด้วยเสียงตะโกนนั้น เหล่าศิษย์ลัทธิและปินเค่อตระกูลปอต่างมีสีหน้าดุดันโหดเหี้ยม ราวกับเป็นบ้าคลั่ง ดุจดังภูตผีปีศาจเข้าสิงกาย พุ่งเข้าชนแถวบุกของพวกจวิ้นจู๋ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นได้อย่างไม่เสียดายชีวิต
การปรากฏกายของปอไซ ปอเหลียนปลุกใจศิษย์ลัทธิให้ฮึกเหิมขึ้นเป็นอันมาก อีกทั้งที่ตามพวกเขาออกมายังมีกำลังใหม่อีกหนึ่งสองร้อย จวิ้นจู๋จึงเสียขวัญ ค่อย ๆ เปลี่ยนจากรุกมาเป็นรับ
"ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด !"
"ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด !"
"ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด !"
ขับขานตามเสียงกลองอันคึกคัก ตามจังหวะกลองอันถี่กระชั้น ทั่วคฤหาสน์ล้วนเป็นเสียงตะโกนกู่ก้องแหบเครือของปินเค่อและศิษย์ลัทธิตระกูลปอ
เสียงตะโกนกู่นี้เป็นเสียงที่หมู่ชนซึ่งถูกกดขี่ข่มเหงมาชั่วลูกชั่วหลานเปล่งออกมา เทียบกับเสียงอันมหึมาที่สั่นสะเทือนกระเบื้องหลังคาแล้ว สิ่งที่ทำให้ใจสะเทือนยิ่งกว่าก็คือความแค้นเคืองอันอัดแน่นอยู่ในเสียงตะโกนนี้ การฟ้องร้องต่อหยาดเลือดหยาดน้ำตาในอดีต และความบ้าคลั่งร้อนรน ความใฝ่ฝันถึงโลกใหม่ในวันข้างหน้า เสียงตะโกนก้องสะท้านนภาราตรี หิมะกลางคืนแตกกระจัดกระจายเพราะเสียงนี้ เมฆราตรีหยุดนิ่งเพราะเสียงนี้ ในห้วงราตรี นกที่ตกใจบินส่งเสียงแหลมร้องบินไปยังที่ไกล ในเปลวเพลิงที่ลุกพุ่งสู่ฟ้า พวกจวิ้นจู๋ก็หวาดผวาหน้าซีด เสียงตะโกนนี้กลบเสียงตะโกนของบริวารใต้บังคับซุนเจินที่ว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่" จนสิ้น
ในชั่วขณะนี้ เหล่าศิษย์ลัทธิลืมเลือนอำนาจอันเลื่องลือของซุนเจิน ลืมเลือนพระคุณของซุนเจินเสียสิ้น
"อดีตตูโหยวฝ่ายเหนือ" นับเป็นสิ่งใดกัน ! ต่อให้ฮ่องเต้อยู่ที่นี่ ก็จะฉุดให้ลงจากหลังม้าให้ได้ !
ม้าที่ซุนเจินขี่ขย่มสองเท้าหน้าขึ้นด้วยความกระวนกระวาย ตวัดไปกลางอากาศหนหนึ่ง พ่นไอขาวออกจากรูจมูก บิดคอครางฟืดฟาด
ซีจื้อไฉเอ่ยด้วยความตื่นตะลึงว่า "'ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด' งั้นหรือ เหอ ๆ ลัทธิไท่ผิงนี้ความมุ่งหมายไม่ใช่น้อยเลย เจินจือ ปอไซ ปอเหลียนออกมาแล้ว มีสองคนนี้ตีกลองโหมขวัญ ปลุกใจให้ฮึกเหิม จวิ้นจู๋เกรงจะต้านทานไม่อยู่ ในความเห็นของข้า สมควรส่งบริวารใต้บังคับของท่านเข้าไปได้แล้ว"
ในวาระที่จวิ้นจู๋เปลี่ยนจากรุกมาเป็นรับ ค่อย ๆ ต้านทานไม่อยู่นี้เอง ซีจื้อไฉ ซุนฮิว เป็นต้น กลับสังเกตเห็นสีหน้าของซุนเจินแปลกประหลาดยิ่งนัก
คล้ายสะเทือนใจ คล้ายสงสาร คล้ายไม่อาจทำใจได้
"เจินจือ ?"
สีหน้าของซุนเจินแปรเปลี่ยนพันแปดประการ สุดท้ายเขากุมบังเหียนไว้แน่น เก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกทั้งปวงไว้ลึก ๆ แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "โจรกระจอกที่จะต้องตายอยู่รอมร่อเช่นนี้ ไยต้องให้บริวารในบ้านข้าออกศึกเล่า"
คนทั้งหลายไม่เข้าใจความหมายของเขา
บุนเพ่งชี้ไปยังสนามรบในคฤหาสน์ ร้องตะโกนว่า "นั่นใครกัน !"
คนทั้งหลายรีบหันสายตามองไปไกล
คนหนึ่งมือถือจี่สั้นคู่ กระโดดขึ้นบนรถกลอง ท่ามกลางสายตาของคนทั้งปวง เงื้อจี่ขึ้นเล่มหนึ่ง แทงเข้ากลางลำคอปอเหลียน
ใต้หิมะราตรี ปอเหลียนทิ้งไม้ตีกลอง มือขวากุมแผลไว้ ถลาไปสองก้าว หันหลังกลับมามอง ราวกับอยากจะดูว่าใครลอบทำร้ายเขา ครั้นมองเห็นถนัดแล้ว ก็พิงกลองใหญ่ทรุดนั่งลง เหยียดมือซ้ายออก ชี้ไปยังคนผู้นี้ ไม่รู้ว่าเอ่ยวาจาว่ากระไร คนทั้งหลายไม่ได้ยิน เห็นแต่นักลอบสังหารผู้นั้นย่างเท้าก้าวพรวดเข้าไปข้างหน้า ใช้จี่ในมือซ้ายเกี่ยวคางปอเหลียนงัดขึ้น จี่ในมือขวาก็แทงเข้าทางด้านหน้าเข้ากลางลำคอเขาซ้ำอีกอย่างไม่ปรานี
ครั้นชักจี่สั้นออก ซุนเจินและคนทั้งหลายที่อยู่นอกคฤหาสน์ก็แลเห็นเลือดสายหนึ่งพุ่งทะลักออกมาจากลำคอปอเหลียนราวกับน้ำพุ นักลอบสังหารเอนหน้าหลบไปด้านข้างเสียก่อนแล้ว เลือดจึงตกต้องบนเสื้อของเขา ภาพนี้ทำเอาปินเค่อและศิษย์ลัทธิตระกูลปอรอบข้างตะลึงตกตะลึง ครู่หนึ่งต่อมา คนยี่สิบกว่าคนต่างด่าทอด้วยความโกรธแค้น พลางต่างกุมดาบกระบี่หอกจี่พุ่งตัวเข้ามารุมตีเขา
นักลอบสังหารผู้นี้ยืนอยู่บนรถกลอง เงื้อจี่สั้นขึ้น ขว้างไปยังที่ไม่ไกลนัก
คนทั้งหลายมองตาม เป้าหมายที่เขาขว้างไปเห็นจะเป็นปอไซ ปอไซดูเหมือนไม่ได้คาดคิดว่านักลอบสังหารผู้นี้จะจู่โจมขึ้นกะทันหัน ตะลึงงันยืนอยู่กับที่ไม่ได้ขยับ
ซุนเจินและคนทั้งหลายใจหายวาบขึ้นมาถึงคอ เฝ้ามองจี่สั้นนั้นตกลงมา
บุนเพ่งร้องลั่นว่า "โอย น่าเสียดาย !" เห็นจี่สั้นนั้นจวนจะเสียบถูกปอไซอยู่แล้ว กลับถูกองครักษ์ข้างกายเขาคนหนึ่งเอาชีวิตเข้าแลกป้องไว้ได้
นักลอบสังหารผู้นั้นในมือยังมีจี่สั้นอีกเล่มหนึ่ง เพียงแต่ยามนี้คนที่รุมตีเขาบุกถึงตัวแล้ว ไม่มีเวลาจะแทงปอไซได้อีก เขากระโดดลงจากรถกลอง ชักดาบหวนออกมา มือหนึ่งถือจี่สั้น มือหนึ่งกุมดาบ บุกตะลุยเข้าฝูงคน ทะยานหน้าฆ่าหลัง ร้องตะโกนรบพุ่งอย่างเมามัน เพียงชั่วครู่ ก็มีคนตายใต้ดาบและจี่ของเขาไปสี่ห้าคน
บุนเพ่งตาเป็นประกาย ร้องว่า "เป็นคนกล้าแท้ ๆ !" แล้ววิงวอนซุนเจินว่า "ท่านซุน เร่งบุกฆ่าเข้าไปเถิด ! อย่าให้คนกล้าผู้นี้ต้องตายเสียเปล่าเช่นนี้เลย"
ซุนเจินเอ่ยแก่ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และอ้องหลานว่า "ท่านทั้งหลายจงคอยอยู่นอกคฤหาสน์ บัญชาการแทนข้า" แล้วชักดาบประจำกายออกด้วยมือกลับหลัง สั่งคนซ้ายขวาว่า "ปอเหลียนตายแล้ว ต้องไม่ให้ผู้มีความชอบที่ลอบสังหารตระกูลปอต้องตายในสนามรบ ตามข้าบุกเข้าไป !" ควบม้านำหน้า บุนเพ่ง สวี่จ้ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน ตามมาข้างหลัง พร้อมด้วยองครักษ์ขี่ม้าหลายสิบคน คนทั้งกองบุกฆ่าเข้าไปในคฤหาสน์ ขับไล่จวิ้นจู๋ออกไป ร้องตะโกนพุ่งฆ่าเข้าใส่แถวข้าศึก
ปอเหลียนถูกลอบสังหารกะทันหัน เสียงกลองหยุดลง ศิษย์ลัทธิและปินเค่อตระกูลปอที่อยู่ข้างหน้าหยุดส่งเสียงตะโกน หันมามองอย่างตื่นตระหนก เห็นว่าข้างรถกลองด้านหลังแถววุ่นวายอลหม่าน ไม่รู้ว่าเกิดเหตุประหลาดประการใด ซุนเจิน สวี่จ้ง บุนเพ่ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน ก็พากันบุกฆ่าเข้ามาในเวลานี้พอดี ด้านหลังก็สิ้นผู้บัญชา ด้านหน้าก็มีองครักษ์บุกเข้าใส่ ในทันใดก็แตกตื่นปั่นป่วนเป็นโกลาหล จู่ ๆ ก็ได้ยินองครักษ์ที่บุกเข้ามาเหล่านี้ร้องตะโกนว่า "ปอไซ ปอเหลียนตายแล้ว ปอไซ ปอเหลียนตายแล้ว !" แล้วยังได้ยินชายหนุ่มองอาจที่บุกอยู่หน้าสุดร้องตะโกนว่า "ซุนเจินอยู่ที่นี่ ยังไม่รีบยอมจำนนอีกหรือ !"
ครั้นได้ยินว่าแม่ทัพล้มตาย สิ้นที่ยึดเหนี่ยว ศิษย์ลัทธิและปินเค่อตระกูลปอก็สิ้นความกล้าในทันที โกลาหลอลหม่าน
ซุนเจิน สวี่จ้ง บุนเพ่ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน บุกเข้าไปในแถวของพวกเขา ฉวยโอกาสกวัดแกว่งดาบฟันฉะ ราวกับผ่าไม้ไผ่
บุนเพ่งห่วงนักลอบสังหารผู้นั้น นำบ่าวขี่ม้าของตนตรงไปยังบริเวณรถกลอง บุกฝ่าผู้ที่รุมตี รับนักลอบสังหารผู้นี้ออกมา
เพียงชั่วเวลาครู่เดียวนี้ ปินเค่อและศิษย์ลัทธิตระกูลปอที่ล้มตายบาดเจ็บใต้มือนักลอบสังหารผู้นี้ก็มีถึงสิบสี่ห้าคนแล้ว
บุนเพ่งยื่นมือจะดึงเขาขึ้นม้า นักลอบสังหารผู้นี้ไม่ยอม ร้องว่า "ฆ่าปอไซ !"
บุนเพ่งหันม้า นำเหล่าบ่าวขี่ม้ารุดไปยังปอไซอีก
สิ้นท่าเสียแล้ว ปอไซจึงชี้จี่ด่าทอนักลอบสังหารด้วยความแค้นเคืองว่า "เจ้าเด็กเล่าเติ้ง ฆ่าน้องร่วมท้องของข้า ทำลายการใหญ่ของข้า ! แค้นนักที่ไม่อาจสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น !" แล้วชี้ไปยังซุนเจินที่บุกฆ่าอยู่แต่ไกล ด่าว่า "เจ้าเด็กตระกูลซุน ไม่ช้าก็เร็วข้าจะเอาหัวเจ้าให้ได้" แล้วพาคนหันหลังหนีไป
บุนเพ่งพยายามจะสกัดเขาไว้ กลับถูกปินเค่อและศิษย์ลัทธิที่เขาทิ้งไว้คุ้มกันด้านหลังเอาชีวิตขัดขวางไว้ ไล่ตามไม่ทัน ได้แต่มองตาปริบ ๆ เห็นเขากับคนสนิทและพรรคพวกใจเด็ดลับหายไปหลังคฤหาสน์
ผู้ที่แทงปอเหลียนตายนั้น ที่แท้ก็คือเล่าเติ้งนั่นเอง
---
## เชิงอรรถ
(1) จวิ้นจู๋ คือทหารเกณฑ์ประจำแคว้น (จวิ้น) ยุคฮั่น เกณฑ์มาจากราษฎรในแคว้นเพื่อใช้ในยามศึกหรือปราบโจร
(2) ถุนจ่าง (นายร้อย) คือหัวหน้าหน่วยทหารขนาดราวร้อยคน สูงกว่าตุ้ยสวี่
(3) ตุ้ยสวี่ (นายแถว) คือหัวหน้าหน่วยทหารขนาดห้าสิบคน
(4) ปินเค่อ คือบริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(5) เจ๋อจิน คือผ้าโพกศีรษะ สวมแทนหมวกมงกุฎ
(6) คู่เสวี๋ย คือเครื่องแต่งกายอย่างชนเร่ร่อน ประกอบด้วยเสื้อกับกางเกง
(7) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบที่ด้ามปลายทำเป็นห่วงกลม
(8) "ลูกเสือ" คือคำชมที่ใช้เรียกซุนเจิน หมายความว่าเป็นผู้มีอนาคต ดุจลูกเสือที่ยังเล็กแต่ทรงพลัง
(9) จู่ปู้ คือหัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร เป็นคนสนิทของเจ้าเมือง อ้องหลานเป็นจู่ปู้ของแคว้น จึงเรียกว่า "ท่านอ้องจู่ปู้"
(10) แปะฉิน คือชื่อรองของเจียงฉิน
(11) สือ คือหน่วยทหารขนาดสิบคนยุคฮั่น คนสองสือจึงเท่ากับยี่สิบคน
(12) พี่น้องซู คือซูเจ๋อผู้พี่และซูเจิ้งผู้น้อง สหายของสวี่จ้งแห่งหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่
(13) พี่น้องเกา คือเกาเจี่ยผู้พี่และเกาปิ่งผู้น้องแห่งตงเซียงถิง มีฉายาคู่ว่า "ทวนยาวธนูแข็ง ต้านไม่อยู่"
(14) ฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง) คือตำแหน่งแม่ทัพหรือหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล เตียวก๊กตั้งกองสามสิบหกกอง แต่ละกองมีฉวี๋ซ่วยคุม ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน
(15) "ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด" เป็นคำขวัญของกบฏโพกผ้าเหลือง หมายว่าราชวงศ์ฮั่น (ฟ้าคราม) จักล่มสลาย และอำนาจใหม่ (ฟ้าเหลือง) จักขึ้นแทนที่