# ตอนที่ 189 — ปิงเฉาเฉวียนแห่งมณฑล
ครั้นปอไซกับคนสนิทและบริวารหลบหนีไปแล้ว เหล่าศิษย์ลัทธิที่เหลืออยู่ก็สิ้นหัวหน้า บ้างก็ทิ้งอาวุธหนีเอาตัวรอด บ้างก็วางอาวุธยอมจำนน
ซุนเจินสั่งให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา บุนเพ่ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน เกาซู่ เฝิงก่ง เป็นอาทิ คุมคนไล่จับปอไซ ค้นพลิกคฤหาสน์เสียจนทั่ว ก็ไม่พบเงาของปอไซ ฝ่ายซูพี่ซูน้องกับเกาพี่เกาน้องที่เฝ้าอยู่นอกคฤหาสน์ก็ไม่ได้เห็นปอไซเช่นกัน
ในคฤหาสน์ก็ไม่มี นอกคฤหาสน์ก็ไม่มี จะกลายเป็นนกบินหนีไปได้กระนั้นหรือ? ซุนเจินรู้สึกแปลกใจ คิดจะนำคนเข้าค้นในคฤหาสน์อีกครั้งด้วยตนเอง พอดีบุนเพ่งลากศิษย์ลัทธิที่บาดเจ็บคนหนึ่งเข้ามา กล่าวว่า "ไอ้โจรใกล้ตายผู้นี้เป็นคนสนิทของปอไซ มันบอกว่าในคฤหาสน์มีทางลับอยู่สายหนึ่ง ทางออกอยู่ใต้เนินเขาห่างนอกคฤหาสน์หลายลี้ ปอไซเห็นจะหนีไปทางลับนั้นแล้ว"
"เจ้าจงนำคนไปสำรวจดูเถิด"
บุนเพ่งรับคำ พาบ่าวขี่ม้าของตนกับบริวารในสังกัดซุนเจินอีกราวยี่สิบคน ให้ศิษย์ลัทธิที่บาดเจ็บผู้นั้นนำทางไปตรวจดูทางลับ
ฝ่ายเล่าเติ้งต้องบาดเจ็บเล็กน้อย ในหมู่นักเลงมีผู้รู้วิชาแพทย์รักษาบาดแผลภายนอกอยู่บ้าง จึงจัดการชำระแผลให้เรียบร้อย แล้วพาเขามาพบซุนเจิน
ซุนเจินกระโจนลงจากหลังม้า ก้าวฉับ ๆ เข้าไปรับ ประคองตัวเขาไว้ ถามด้วยความห่วงใยว่า "บาดเจ็บหนักหรือไม่?"
"ต้องกระบี่ที่แขนซ้ายฟันหนึ่งทีขอรับ ไม่เป็นไรดอก"
"คืนนี้หากไม่ใช่เพราะเจ้า คฤหาสน์นี้คงตีหักได้ยากนัก! กลับไปแล้วข้าจะกราบเรียนขอความดีความชอบให้เจ้า ไท่โส่วมีบัญชาว่า ผู้ใดจับหรือฆ่าปอไซ ปอเหลียนได้ จะปูนบำเหน็จร้อยทองคำ บันทึกความชอบใหญ่ อาเติ้ง ข้าถึงกับอิจฉาความชอบของเจ้าทีเดียวเชียว" ซุนเจินหัวเราะก้องลั่น
เล่าเติ้งเกาศีรษะ ยิ้มซื่อ ๆ
นับแต่เขาถูกซุนเจิน "ขับไล่ออกจากสังกัด" มา เขาก็ไม่ได้พบหน้าซุนเจินและบริวารในสังกัดซุนเจินมาช้านาน ฝ่ายเฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น ต่างพากันกรูเข้ามาห้อมล้อม จนค่ำคืนนี้จึงเพิ่งบรรลุความเข้าใจกระจ่างแจ้ง รู้ว่าการที่ซุนเจินขับไล่เขาไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงการเล่นละครฉากหนึ่ง ต่างชื่นชมในกุศโลบายอันลึกล้ำของซุนเจินยิ่งนัก ทั้งเลื่อมใสในความห้าวหาญที่เล่าเติ้งแสดงออกในค่ำคืนนี้ด้วย
เฉิงเยี่ยนชกเขาหมัดหนึ่ง หัวเราะด่าว่า "เจ้าโจรหน้าดำ เหตุใดจึงต้องตาท่านซุน ถูกส่งมาเป็นไส้ศึกได้เล่า? เหตุใดท่านซุนจึงไม่เลือกข้าบ้าง? 'ปูนบำเหน็จร้อยทองคำ' โอ้โฮ! เจ้านี่ทีเดียวก็กลายเป็นคหบดีมั่งคั่งไปเสียแล้ว ต่อไปเจอเจ้า ข้าจะต้องเปลี่ยนเรียกเจ้าว่าตระกูลเล่ากระมัง? เปล่าประโยชน์ที่วันนั้นยามเจ้าถูกท่านซุนขับไล่ไป ข้ายังพยายามทุกวิถีทางขอความเมตตาแทนเจ้า เจ้าปากหนักเสียจริง ยืนกรานไม่ปริปากออกมาสักคำเดียว"
"ร้อยทองคำ" แปลงเป็นเงินอีแปะหนึ่งสองล้าน ทรัพย์สมบัติในเรือนเกินแสนขึ้นไปก็นับเป็น "คหบดี" แล้ว ที่เฉิงเยี่ยนว่าจะต้องเปลี่ยนเรียกเขาว่า "ตระกูลเล่า" นั้น คำว่า "ตระกูล" ในที่นี้เป็นคำที่ชาวฮั่นใช้ยกย่องบุรุษผู้มีฐานะ ดุจที่เรียกหญิงในตระกูลมั่งมีบางคราว่า "แม่เจ้า" ฉะนั้น
เล่าเติ้งกราบเรียนความเป็นไปของตนในช่วงหลายวันมานี้ต่อซุนเจิน กล่าวว่า "หลายวันก่อน ปอไซ ปอเหลียน พลันพาข้าน้อยและพวกหลบเข้าคฤหาสน์นี้ ยอมให้คนเข้า ไม่ให้คนออก จึงไม่อาจส่งข่าวถึงท่านได้ ท่านซุนขอรับ ปอไซ ปอเหลียน หลายวันมานี้ส่งคนทั้งวันทั้งคืนแยกย้ายไปตามอำเภอต่าง ๆ ในมณฑล ติดต่อหัวหน้าน้อยลัทธิไท่ผิงตามอำเภอ ข้าน้อยฟังปอเหลียนพลั้งปากยามเมาสุรา เห็นจะนัดหมายกันว่าจะลงมือพร้อมกันในอีกสองวันข้างหน้า"
"อีกสองวันข้างหน้า?"
"ถูกแล้วขอรับ"
เมื่อครู่ยามตะลุยเข้าฝ่ากองทัพ ซุนเจินสังหารคนไปสองคนด้วยมือ เสื้อผ้าและอานม้าจึงเปรอะเลือดสด เขารับผ้าเนื้อนุ่มที่เสี่ยวเริ่นนำมาให้ ชุบน้ำ มือหนึ่งเช็ดล้างคราบเลือดบนตัวม้า อีกมือหนึ่งทอดตาดูสมรภูมิหลังการรบ
ทหารมณฑลล้มตายบาดเจ็บไปสี่ห้าสิบคน ฝ่ายศิษย์ลัทธิและบริวารตระกูลปอล้มตายบาดเจ็บไปเจ็ดแปดสิบคน เลือดสดชโลมหิมะที่กองสุมจนชุ่มโชก พื้นในคฤหาสน์ทั้งใกล้และไกล มีศพนับสิบนอนระเนระนาดเกะกะ ผู้บาดเจ็บร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ ตรงบริเวณใกล้ประตูคฤหาสน์ มีหัวหน้าหมวดสองคนกำลังบัญชาทหารใต้บังคับดับไฟ ส่วนลึกของคฤหาสน์ หัวหน้ากองหลายคนนำทหารมณฑลในกองของตนตามจับศิษย์ลัทธิที่หลบหนี
จู่ปู้อ้องหลานรวบชายเสื้อขึ้น ระแวดระวังเดินหลบศพบนพื้น ก้าวเข้ามาถามว่า "ท่านซุนขอรับ เชลยจะให้จัดการเช่นไร?"
จนถึงบัดนี้ มีศิษย์ลัทธิยอมจำนนกว่าร้อยคน
คนเหล่านี้ จะปล่อยก็ปล่อยไม่ได้
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "อาเติ้งว่า อีกสองวันลัทธิไท่ผิงทั่วมณฑลจะลงมือพร้อมกัน คาดการณ์ได้ว่า ครั้นถึงเวลานั้น มณฑลของเราย่อมเผชิญแรงกดดันมหาศาล กำลังทหารในมณฑลก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว เชลยเหล่านี้เก็บไว้รังแต่จะเพิ่มความยุ่งยาก ฆ่าเสียเถิด"
ซุนฮิวไม่เห็นพ้อง กล่าวว่า "ฆ่าเชลยเป็นลางร้าย หากฆ่าเชลยเสีย ข่าวเล่าลือออกไป มีแต่จะก่อความแค้นเคืองในหมู่กบฏ เร่งเร้าให้มันสู้ตาย ซึ่งเป็นผลเสียแก่เรา เจินจือ สู้คุมตัวพวกมันกลับไปยังที่ว่าการมณฑล ส่งเข้าคุกไว้ก่อน เก็บไว้รอจัดการในวันหน้าจะดีกว่า"
ซุนเจินเช็ดคราบเลือดบนตัวม้าจนสะอาด แล้วทอดตามองศพที่เกลื่อนพื้นอีกครั้ง โดยเฉพาะศพเหล่าศิษย์ลัทธิไท่ผิงที่ตายในการรบ หากมองดูแต่เพียงศพ ก็ดูไม่ออกเลยว่าเหล่าศิษย์ลัทธิที่ตายไปเหล่านี้จะเป็นกบฏ ใบหน้าของพวกเขาตรากตรำกรำแดดกรำลม การงานหนักตลอดปีทำให้มือเท้าหยาบกร้าน ส่วนมากหนังหุ้มกระดูก ผ่ายผอมจนซี่โครงโผล่ จะว่าเป็นกบฏ สู้ว่าเป็นชาวนาที่กินไม่อิ่มท้องยังจะถูกกว่า
เขาคิดในใจว่า "พันปีหมื่นปีต่อไปข้างหน้า ชนรุ่นหลังจะตัดสินข้าเช่นไร? ว่าเป็น 'เพชฌฆาตผู้ปราบปรามการลุกฮือของชาวนา' กระนั้นหรือ? ว่าเป็น 'จอมสังหาร' กระนั้นหรือ?" คราที่เขาดำรงตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือ ปราบปรามกำจัดผู้ร้ายโหดเหี้ยมนั้น ทำไปเพื่อสิ่งใด? ไม่ใช่เพื่อให้ราษฎรได้อยู่ดีกินดีสักไม่กี่วันดอกหรือ? ทว่าค่ำคืนนี้ เขากลับลงมือเอง นำคนสังหารราษฎรที่จนตรอกสิ้นหนทาง ถูกทางการบีบคั้นจนต้องลุกขึ้นต่อต้านไปมากมายเพียงนี้
"เฮ้อ"
"เจินจือ คืนนี้ออกรบแรกก็มีชัยแล้ว แม้ยังไม่ทราบที่อยู่ของปอไซ แต่ปอเหลียนก็ถูกอาเติ้งสังหารกลางสมรภูมิ พวกนักพรตชั่วถูกตัดแขนข้างหนึ่งแล้ว นับเป็นเรื่องน่ายินดี เหตุใดท่านจึงถอนใจเล่า?"
ซุนเจินไม่มีความปีติยินดีในชัยชนะแม้แต่น้อย
คำว่า "การต่อสู้ระหว่างชนชั้น" ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภพก่อน ด้วยกระแสความเห็นถูกชี้นำให้จางคลายไปโดยจงใจ เขาจึงไม่ได้สำนึกถึงถ้อยคำสี่คำนี้อย่างลึกซึ้งนัก แต่บัดนี้มีชีวิตอยู่ในยามก่อนยุคกลียุค เขากลับซาบซึ้งถึงก้นบึ้งว่าถ้อยคำสี่คำนี้โหดร้ายเพียงใด
ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นก็มีชนชั้น ชนชั้นของเขาในบัดนี้คือ "สกุลบัณฑิต" เป็นผู้ได้ประโยชน์ในครรลองที่ดำรงอยู่ บัณฑิตที่เปิดกว้างเพียงใดก็ไม่อาจยืนอยู่แนวรบเดียวกับผู้ถูกกดขี่ที่ลุกขึ้นต่อต้านหมายทำลายครรลองที่ดำรงอยู่ ท่าทีของซุนฮิวต่อ "กบฏ" เหล่านี้คือ "เก็บไว้รอจัดการในวันหน้า" ส่วนซีจื้อไฉยิ่งตรงไปตรงมาเด็ดขาดกว่า ว่า "ฆ่าเสียเถิด"
ในฐานะหนึ่งในหมู่ "สกุลบัณฑิต" ซุนเจินย่อมเข้าใจซุนฮิวกับซีจื้อไฉได้ บัณฑิตที่มีปณิธานมีความสามารถเช่นทั้งสองนี้ ยามแผ่นดินสงบสุข เขาอาจร้องทุกข์แทนราษฎร แต่ยามแผ่นดินวุ่นวายใหญ่หลวง เขาก็จะยืนเคียงข้างชนชั้นปกครองอย่างมั่นคง อันนี้หาเกี่ยวกับสันดานส่วนตัวไม่ หาเกี่ยวกับความรักราษฎรไม่ หากเป็นเพราะ "ผลประโยชน์แห่งชนชั้น" บันดาลให้เป็นไป
อย่าว่าแต่ทั้งสองคนเลย แม้แต่ตัวซุนเจินเอง เขาอาจสละ "ผลประโยชน์แห่งชนชั้น" ได้ แต่กลับไม่อาจสละ "ผลประโยชน์ส่วนตน" ได้ ทั้งที่รู้อยู่ว่าผลลัพธ์ในที่สุดของการลุกฮือโพกผ้าเหลืองคือความพ่ายแพ้ แม้จะเปี่ยมความเห็นใจราษฎรที่ลุกขึ้นต่อต้าน แล้วจะทำเช่นไรได้? เข้าร่วมกับพวกเขา สุดท้ายก็ตายในสนามรบกระนั้นหรือ? แทนที่จะตายอย่างไร้ค่า สู้เก็บกายอันมีประโยชน์นี้ไว้ ทุ่มเทกำลังทั้งหมดของตน รักษาพลังฟื้นฟูไว้ให้แก่จักรภพอันเคยเกรียงไกรหาที่เปรียบไม่ได้นี้สักหน่อยจะดีกว่า คนเราย่อมต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น บ้างเบาดุจขนนก บ้างหนักดุจภูเขาไท่ซาน อันนี้กระมังจึงจะนับว่าหนักดุจภูเขาไท่ซาน?
เขาถอนใจ กล่าวว่า "ยามรุ่งเรือง ราษฎรก็ทุกข์ ยามล่มจม ราษฎรก็ทุกข์ ไม่ว่ารุ่งเรืองหรือล่มจม ผู้ที่ทนทุกข์ล้วนเป็นราษฎรทั้งสิ้น แผ่นดินนี้กำลังจะวุ่นวายแล้ว ได้แต่หวังว่าหลังกลียุคใหญ่จะมีการปกครองอันสงบใหญ่หลวงตามมาเถิด"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉล้วนเป็นผู้มีปัญญาหยั่งรู้ หากจะว่าก่อนลัทธิไท่ผิงลงมือนั้นเขายังไม่ได้แลเห็นภยันตราย แต่บัดนี้การที่ลัทธิไท่ผิงจะลงมืออยู่ตรงหน้าแล้ว ทั้งศิษย์ลัทธิไท่ผิงกระจายอยู่ทั่วทุกแคว้นทั้งแผ่นดิน เมื่อความวุ่นวายเกิดขึ้น เขาย่อมแลเห็นได้เองว่าซุนเจินไม่ได้กล่าวคำพูดเกินจริง แผ่นดินนี้ "กำลังจะวุ่นวายแล้ว" จริง ๆ
ซุนฮิวถอนใจว่า "ยามรุ่งเรือง ราษฎรก็ทุกข์ ยามล่มจม ราษฎรก็ทุกข์ ถ้อยคำนี้จริงแท้แล!"
ซีจื้อไฉไม่ใคร่สนใจเรื่องนี้นัก เขากล่าวว่า "ตงเงียบกลับมาแล้ว"
บุนเพ่งออกมาจากด้านหลังคฤหาสน์ ควบม้ามาถึงหน้าซุนเจิน ลงจากม้ากล่าวว่า "ข้าพาคนเดินตามทางลับไปเที่ยวหนึ่ง พบรอยกีบม้าตรงปากทางออก ตามไปได้พักหนึ่ง ก็ตามไม่ทัน เจ้าปอไซนี่หนีเสียเร็วจริง!"
"เสี่ยวเริ่น เจ้าจงอยู่ช่วยจู่ปู้อ้องบัญชาทหารมณฑลตามจับผู้หลบหนีกับตรวจนับของที่ยึดได้ต่อไป คฤหาสน์นี้เป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งของปอไซ ในคฤหาสน์ต้องซ่อนอาวุธ เกราะ เสบียง เงินทองไว้จำนวนมาก ค้นออกมาแล้วให้ขนไปยังที่ว่าการมณฑลพร้อมกับเชลยให้หมดสิ้น" มณฑลกำลังจะต้องเผชิญศึกใหญ่ มียุทธสัมภาระเพิ่มขึ้นแม้สักส่วน ก็เพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกสักส่วน
"ขอรับ"
ครั้นสั่งความเสร็จสิ้น ซุนเจินก็พลิกตัวขึ้นม้า ทิ้งเสี่ยวเริ่น อ้องหลาน กับทหารมณฑลไว้ พาบริวารในสังกัด หามผู้บาดเจ็บ ควบออกจากประตูคฤหาสน์ ฝ่ายซูพี่ซูน้องกับเกาพี่เกาน้องที่กระจายอยู่นอกคฤหาสน์ นำกำลังในกองของตนออกมารับ
ซูเจ๋อกล่าวว่า "ตามหมู่บ้านตำบลใกล้เคียง มีราษฎรมากันไม่น้อย"
ซุนเจินทอดตามองไป บนทางหลวงและในท้องทุ่งแต่ไกล มีผู้คนชุมนุมกันหนาแน่นเป็นจำนวนมาก
เขาคิดในใจว่า "ปอไซยังกล้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่ การแผ่ขยายของลัทธิไท่ผิงในแถบนี้คงไม่เลว ราษฎรที่ชุมนุมมุงดูเหล่านี้ จะมีสักกี่คนหนอที่เป็นศิษย์ลัทธิไท่ผิง?" กะคร่าว ๆ ผู้มุงดูอย่างน้อยก็หลายร้อยคน เขาอดยินดีมิได้ว่า "ยังดี พวกเขาเพียงแต่มุงดู ไม่ได้เข้าร่วมรบ" แล้วฉุกคิดขึ้นอีกว่า "อีกสองวัน ลัทธิไท่ผิงลงมือ ราษฎรที่มุงดูเหล่านี้ จะมีสักกี่คนเข้าร่วมในนั้น?" ครุ่นคิดว่า "ควรสั่งให้บริวารฆ่าฟันพวกเขาเสียหรือไม่?"
ลังเลอยู่หลายครา ก็ไม่ได้ออกคำสั่ง
หาใช่ใจอ่อนเมตตาปรานีไม่ หากเป็นเพราะกลัวว่าการสั่งสังหารหมู่โดยไม่มีเหตุ จะส่งผลเสียต่อบริวารในสังกัด ประการหนึ่ง บางทีอาจกระทบภาพลักษณ์ของเขาในใจของบริวาร ประการสอง สิ่งที่เขาต้องการคือทหารชั้นเยี่ยม ไม่ใช่ทหารโจร อันที่จริง ไม่ว่าราษฎรที่มุงดูเหล่านี้อีกสองวันจะเข้าร่วมก่อกบฏหรือไม่ บัดนี้พวกเขาก็เป็นเพียงราษฎรสามัญธรรมดาเท่านั้น
เขาเปล่งเสียงดังประกาศไปทั่วทิศว่า "ข้าคืออดีตตูโหยวฝ่ายเหนือซุนเจิน คืนนี้บุกตีสังหารในคฤหาสน์นี้ ก็ด้วยรับบัญชาไท่โส่ว มาจับกุมหัวหน้ากบฏคนสำคัญ หาเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าไม่ พวกเจ้าไม่จำต้องตื่นตกใจ" สั่งให้คนชูศีรษะปอเหลียนขึ้น แล้วตะโกนต่อไปว่า "ปอเหลียนผู้ทรยศถูกประหารแล้ว! ปอไซหัวหน้าโจรกำลังหลบหนี ไท่โส่วมีบัญชาว่า 'ผู้ใดจับหรือฆ่าปอไซได้ จะปูนบำเหน็จร้อยทองคำ' หากพวกเจ้าจับหรือฆ่ามันได้ ส่งไปยังที่ว่าการมณฑล ก็จะได้รับรางวัลงาม"
ในหมู่ราษฎรที่มุงดูมีศิษย์ลัทธิไท่ผิงไม่น้อย รู้จักปอไซ ปอเหลียน จึงเกิดอาการชุลมุนวุ่นวายขึ้นพักหนึ่ง
ซุนเจินไม่ได้กล่าวมากความ แบ่งคนออกสองกองไปไล่ราษฎรให้กระจัดกระจาย ให้ต่างคนต่างกลับบ้าน แล้วพาคนทั้งหลายฝ่าหิมะเดินทางในยามค่ำคืน กลับสู่เอี้ยงเต๊ก
…
ครั้นกลับถึงเอี้ยงเต๊ก ฟ้าก็สว่างแล้ว
เรียกให้เปิดประตูเมือง คนทั้งหลายเข้าเมือง มาถึงนอกที่ว่าการไท่โส่ว จงฮิวได้รับข่าวด่วนจากประตูเมืองล่วงหน้าแล้ว มายืนรับอยู่หน้าประตู คำแรกก็ถามว่า "จับปอไซ ปอเหลียนได้แล้วหรือยัง?"
"ฆ่าปอเหลียนแล้ว ปอไซหนีไป"
จงฮิวเสียดายยิ่งนัก กระทืบเท้าว่า "น่าเสียดาย! น่าเสียดาย!"
"นี่คือเล่าเติ้ง ผู้สังหารปอเหลียนคือเขานี่เอง เขาว่าปอไซนัดหมายกับหัวหน้าน้อยลัทธิไท่ผิงตามอำเภอต่าง ๆ ว่าอีกสองวันจะลงมือพร้อมกัน"
"อีกสองวัน?"
"ใช่แล้ว"
จงฮิวสีหน้าเปลี่ยนไปมาก ว่า "เร่งรีบปานนั้นเชียวหรือ! เร่งรีบปานนั้นเชียวหรือ!"
ใบบัญชาให้อำเภอต่าง ๆ จับกุมพรรคพวกปอไซ ปอเหลียน นั้นเพิ่งส่งลงไปเมื่อวานนี้เอง อำเภอที่อยู่ไกลหน่อยเกรงว่าเพิ่งจะได้รับเมื่อคืนวานนี้ อีกสองวันลัทธิไท่ผิงก็จะลงมือแล้ว เพียงสองวันสั้น ๆ จะจับกุมพวกทรยศได้ทันการณ์อย่างไรเล่า? ฎีกาด่วนถึงราชสำนักและถึงมณฑลก็เพิ่งส่งออกไปเมื่อวานเช่นกัน คำนวณระยะทางดู กว่าราชสำนักและมณฑลจะได้รับใบกราบเรียน ลัทธิไท่ผิงเห็นจะกระจายเต็มภูผาเข้าตีหัวเมืองยึดแผ่นดินไปนานแล้ว
ซุนเจินกล่าวโทษตนว่า "ไม่อาจจับหรือฆ่าปอไซได้ เป็นความผิดของข้าพเจ้าเอง"
"ไม่ใช่ความผิดของท่าน ไม่ใช่ความผิดของท่าน หากไม่ใช่เพราะท่าน มณฑลจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่านักพรตชั่วจะก่อกบฏ หากไม่ใช่เพราะท่าน มณฑลก็ไม่อาจกวาดล้างพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนในเมืองได้เกลี้ยง หากไม่ใช่เพราะท่าน มณฑลก็สืบไม่พบเงื่อนงำของปอไซ ปอเหลียน เหล่านี้ล้วนเป็นความชอบของท่านทั้งสิ้น! บัดนี้ปอไซรอดหนีไปได้ด้วยความบังเอิญ ก็ได้แต่ว่าฟ้าไม่ให้มันตาย ภัยวุ่นวายครานี้คงหนีไม่พ้นแล้ว"
พอเอ่ยถึง "กวาดล้างพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนในเมืองได้เกลี้ยง" ซุนเจินก็ถามว่า "พรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนถูกจับได้หมดแล้วหรือ?"
จงฮิวพยักหน้า ว่า "รวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยสามสิบเอ็ดคน คนในบัญชีรายชื่อไม่ได้หลุดรอดไปแม้แต่คนเดียว!"
จงฮิวกับตู้อิ้วเมื่อคืนนี้นำทหารมณฑล ตั้งกองระวังเข้มทั่วทั้งเมือง แยกกันบุกเข้าทุกหมู่บ้าน ค้นจับพรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนตามบัญชีรายชื่อ
แม้พรรคพวกของปอไซ ปอเหลียนจะเกิดระแวงตื่นตัวตั้งแต่ยามที่ซุนเจินบุกเข้าเมืองในเวลากลางคืน แต่ด้วยคนกระจัดกระจายเกินไป น้อยสู้มากไม่ได้ จึงถูกจงฮิวกับตู้อิ้วตีแตกทีละกลุ่ม พวกมันต่อสู้ขัดขืนอย่างดุเดือด จับเป็นได้ไม่มาก ส่วนใหญ่ถูกฆ่าตายคาที่ ทำนองเดียวกัน ทหารมณฑลที่จงฮิวกับตู้อิ้วนำไป ก็เกิดความสูญเสียบาดเจ็บล้มตายไม่น้อยเช่นกัน
จงฮิวกล่าวว่า "นักพรตชั่วยังไม่ได้ก่อกบฏอย่างเป็นทางการ ทหารมณฑลก็บาดเจ็บล้มตายมากโขแล้ว เอ๊ะ เจินจือ ทหารมณฑลที่ท่านนำไปนั้นเล่าอยู่ไหน?" ถึงตอนนี้เขาจึงเพิ่งสังเกตว่าผู้ที่ตามซุนเจินกลับมาล้วนเป็นบริวารในสังกัดของซุนเจิน
"ข้าให้พวกเขาอยู่เก็บกวาดสมรภูมิในคฤหาสน์ อีกสักครู่จู่ปู้อ้องจะนำกลับมายังมณฑลเอง"
"บริวารในสังกัดของท่านตรากตรำมาทั้งคืน คงเหนื่อยล้ากันถ้วนหน้า ฝู่จวินแบ่งค่ายทหารทางใต้เมืองออกมาส่วนหนึ่งให้ท่าน ท่านจงให้พวกเขาไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกทั้งผู้บาดเจ็บเหล่านั้นก็ต้องรีบเยียวยารักษาแต่เนิ่น ๆ"
ในหมู่ผู้ติดตามจงฮิวออกมามีขุนนางผู้น้อยอยู่คนหนึ่ง เป็นซูจั่ว (เสมียนช่วยงาน) ของปิงเฉาเฉวียน(1) ซุนเจินจึงสั่งให้บริวารกับราษฎรในหมู่บ้านหามผู้บาดเจ็บ ตามเสมียนช่วยงานผู้นี้ไปพักยังค่ายทหาร
สรรพกิจจิปาถะ ทั้งอาหารการกิน ที่พักอาศัย ตลอดจนการเยียวยาผู้บาดเจ็บ ล้วนมีเสมียนช่วยงานผู้นี้จัดแจงให้
ฝ่ายสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน บุนเพ่ง เกาซู่ เฝิงก่ง เป็นอาทิ ไม่ได้ไป ซุนเจินพาพวกเขาเข้าสู่ที่ว่าการไท่โส่วพร้อมกับจงฮิว ซุนฮิว ซีจื้อไฉ
…
บุนไท่โส่วอดหลับอดนอนมาทั้งคืน หมดเรี่ยวแรง ฝืนทนนั่งอยู่บนโถงประชุม รอฟังข่าวจากซุนเจิน
เฟ่ยช่าง หานเลี่ยง ตู้อิ้ว กุยโต๋ และขุนนางมณฑลทั้งหลายนั่งเป็นเพื่อนอยู่เบื้องล่าง
ซุนเจินก้าวขึ้นสู่โถงประชุม สั่งให้เล่าเติ้งนำศีรษะปอเหลียนขึ้นถวาย คุกเข่าหมอบลงกับพื้น กราบเรียนความเป็นไปของการบุกตีคฤหาสน์
ครั้นได้ยินว่าไม่อาจจับปอไซได้ บุนไท่โส่วก็ผิดหวังยิ่งนัก พอได้ยินอีกว่าลัทธิไท่ผิงจะก่อกบฏทั่วมณฑลในอีกสองวัน ความง่วงงุนก็หายวับไปสิ้น ว่า "อ้า อ้า นี่จะทำเช่นไรดี?"
ซีจื้อไฉดูแคลนที่เขาขลาดดุจหนู คุกเข่าคำนับอยู่เบื้องหลังซุนเจิน เปล่งเสียงดังว่า "บัดนี้อาศัยกำลังของท่านซุน เมืองเอี้ยงเต๊กก็มั่นคง ปอเหลียนก็ตาย ภัยภายในสิ้นไปแล้ว ที่ควรพะวงมีแต่ภัยภายนอกเท่านั้น พวกโจรชุมนุมกันอย่างเร่งรีบไร้ระเบียบดุจฝูงกา ถึงจะลุกฮือสักแสนคน มณฑลของเรามีทหารชั้นเยี่ยมหลายพัน ก็เพียงพอจะรักษาเมืองไม่ให้เสียได้นานนับเดือน เมืองหลวงห่างจากมณฑลของเราเพียงร้อยสองร้อยลี้ พอได้ยินข่าวเตือนภัย ย่อมรีบส่งยอดขุนพลคุมทัพใหญ่ควบม้ามาช่วยทั้งคืน รอวันที่ทัพใหญ่มาถึง ปราบโจรชั่วได้พลิกฝ่ามือ! หมิงฝู่ ไท่โส่วก็คือแม่ทัพแห่งมณฑล เป็นกำลังใจของทั้งมณฑล บัดนี้หากสิ้นกำลังใจ มณฑลก็จะล่มสลายแล้ว!"
ในยามคับขันเป็นความเป็นความตายเช่นนี้ บุนไท่โส่วเก็บนิสัยดื้อรั้นถือดีแต่ก่อนเข้าไว้ ยอมถ่อมใจขอคำชี้แนะ ว่า "ท่านกล่าวถูกต้องนัก! นักพรตชั่วจะลงมือในอีกสองวัน ในความเห็นของท่าน มณฑลของเราควรรับมืออย่างไร?"
"แจ้งบำเหน็จและโทษให้ชัด เลือกสรรแม่ทัพดี ฝึกทหารเตรียมศึก"
"จะแจ้งบำเหน็จและโทษให้ชัดได้อย่างไร?"
"แผ่นดินสงบสุขมาช้านาน ทหารมณฑลส่วนมากไม่รู้การรบ วินัยทหารก็หย่อนยานไปมาก เมื่อวินัยทหารหย่อนยาน บำเหน็จและโทษไร้แบบแผน ก็เป็นทหารที่ไร้แบบแผน แม้มีแม่ทัพดี ก็ยากจะได้ชัย อันการลงโทษนั้นเพื่อแจ้งความเข้มแข็งแห่งศึก อันการให้บำเหน็จนั้นเพื่อปลุกขวัญกำลังทหาร คัมภีร์เว่ยเหลียวจื่อ(2) ว่า 'ราษฎรเกรงโทษหนักภายใน ก็จะดูแคลนข้าศึกภายนอก' ฉะนั้นจึงต้องแจ้งบำเหน็จและโทษให้ชัดก่อน จึงจะเข้ารบได้ จงผู้นี้ไร้ความสามารถ แต่ยินดีจะรับหน้าที่บังคับใช้วินัยทหารแทนหมิงฝู่"
"ดี ดี!" บุนไท่โส่วเอ่ยชมเปาะ แต่กลับไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอที่เขาอาสาบังคับใช้วินัยทหาร แล้วถามต่อว่า "จะเลือกสรรแม่ทัพดีได้อย่างไร?"
"แม่ทัพคือรากฐาน เมื่อวินัยทหารชัดแจ้งแล้ว ได้แม่ทัพดีอีก ทหารสามพันก็อาจตีฝ่าทั่วทั้งแคว้นได้ จงขอเสนอผู้หนึ่ง หากหมิงฝู่ใช้เป็นแม่ทัพได้ ถึงกบฏมีล้านคน เมืองของเราก็ไม่ต้องวิตก"
"ผู้ใดเล่า?"
"อดีตตูโหยวฝ่ายเหนือซุนเจิน"
จงฮิวได้ยินคำนี้ ก็ออกจากที่นั่งเสนอด้วยว่า "ฮิวขอเสนออดีตตูโหยวฝ่ายเหนือซุนเจินเช่นกัน"
ตู้อิ้ว กุยโต๋ และเพื่อนร่วมราชการเก่าของซุนเจินซึ่งรู้ความสามารถของเขาดี ก็ออกจากที่นั่งเสนอว่า "อิ้ว (โต๋) เป็นต้นขอเสนออดีตตูโหยวฝ่ายเหนือซุนเจินเช่นกัน"
ขุนนางเต็มโถงประชุม ที่ลุกจากที่นั่งออกมาเสนอชื่อซุนเจินมีถึงกว่าครึ่ง บุนไท่โส่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามซุนเจินว่า "ท่านยินดีหรือไม่?"
ซุนเจินย่อมยินดีอยู่แล้ว ไม่เพียงเขายินดี เขายังเตรียมจะเสนอชื่อสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง บุนเพ่ง เกาซู่ เฝิงก่ง เป็นอาทิอีกด้วย ไม่ฉะนั้นเขาจะพาคนมากมายเพียงนี้ขึ้นโถงประชุมทำไม เพียงแต่ไม่ได้คาดคิดว่า ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยขออำนาจการทหารเอง ซีจื้อไฉก็เสนอชื่อเขาเสียก่อน
เรื่องนี้ เขาไม่เคยปรึกษากับซีจื้อไฉมาก่อนเลยเป็นอันขาด
ได้แต่กล่าวว่า วีรบุรุษย่อมมีความเห็นต้องกัน กลียุคใหญ่อยู่แค่เอื้อม หากไม่อาจกุมอำนาจการทหาร ยังจะอยู่ในเอี้ยงเต๊กทำไม?
เขากล่าวด้วยกิริยานอบน้อมว่า "ขอรับใช้แบ่งเบาความหนักใจของหมิงฝู่"
บุนไท่โส่วมองดูเหล่าขุนนางที่คุกเข่าคำนับอยู่กับพื้น เสนอชื่อซุนเจิน มีใจไม่อยากมอบราชการทหารให้ ก็ยากจะขัดความเห็นคนหมู่มาก ได้แต่จำใจกล่าวว่า "เดิมเราคิดจะคืนตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือให้ท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เปลี่ยนเป็นมอบหน้าที่ปิงเฉาเฉวียนแก่ท่านแทน"
ในต้นยุคฮั่นตะวันออก กวงอู่ตี้ "ยุบเลิกทหารแคว้นและรัฐ" ถึงห้าครั้ง แคว้นและรัฐแต่ละแห่งบ้างก็มีทหารแคว้น บ้างก็ไม่มี ที่ไม่มีนั้นไม่ต้องกล่าวถึง ที่มีทหารแคว้นยังแบ่งออกเป็นสองจำพวก จำพวกหนึ่งมีทหารแคว้นน้อย อีกจำพวกหนึ่งมีทหารแคว้นมาก ภายใต้ไท่โส่ว แคว้นที่มีทหารมากตั้งตำแหน่งจวิ้นซือม่า แคว้นที่มีทหารน้อยตั้งตำแหน่งปิงเฉา ปิงเฉาเฉวียนก็คือหัวหน้าของปิงเฉา มีหน้าที่ช่วยเหลือไท่โส่ว ดูแลบังคับบัญชาทหารแคว้น
ซุนเจินคุกเข่าคำนับขอบคุณ กล่าวว่า "คืนนี้บุกตีคฤหาสน์ ล้วนอาศัยกุศโลบายของซีจง ยามเข้ารบประจัญบาน เล่าเติ้งสังหารปอเหลียน สองคนนี้มีความชอบใหญ่ ฝ่ายบุนเพ่ง เจียงเสี่ยน (สวี่จ้ง) เจียงฉิน เฉินเปา ส่งข่าวเตือนภัยถึงเองอิมก่อน ทำให้หมิงฝู่ทราบเรื่องการก่อกบฏของลัทธิไท่ผิงแต่เนิ่น ครั้นแล้วยังตามข้าควบเข้าสู่ที่ว่าการมณฑล คืนนี้ก็บุกตะลุยฝ่าฟันข้าศึก ล้วนมีความชอบใหญ่ ข้าพเจ้าขอเสี่ยงกราบเรียน ขอให้หมิงฝู่เลื่อนบุนเพ่งเป็นเหมินเซี่ยตูเต้าเจ๋อ(3) เลื่อนซีจงเป็นโหย่วปิงเฉาสื่อ เจียงเสี่ยนเป็นจั่วปิงเฉาสื่อ(4) เลื่อนเล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปาเป็นปิงเฉาซูจั่ว"
การจัดวางขุนนางในปิงเฉาก็เหมือนกับฝ่ายอื่น ๆ เฉวียนเป็นหัวหน้า รองลงมาเป็นสื่อ ถัดลงไปเป็นซูจั่ว ถัดลงไปอีกเป็นสวินสิง ส่วน "เหมินเซี่ยตูเต้าเจ๋อ" นั้นเหมือนกับจู่ปู้ คือหนึ่งในขุนนางคนสนิทใต้บังคับบัญชา "คุมการอารักขาฝ่ายทหาร" คล้ายกับหัวหน้าหมู่องครักษ์ของไท่โส่ว
นี่เป็นยามที่ต้องใช้คนพอดี บุนไท่โส่วถึงจะไม่เต็มใจ ก็ต้องหลับหูหลับตายอมรับ อีกทั้งในหมู่คนที่ซุนเจินเสนอชื่อยังมีบุนเพ่งอยู่ด้วย จึงตอบว่า "ดี ก็ตามที่ท่านเห็นเถิด"
"เกาซู่ เฝิงก่งเดิมเป็นตระกูลใหญ่แห่งตำบลตะวันตก ครั้นได้ข่าวว่าลัทธิไท่ผิงก่อกบฏ ก็ลุกขึ้นยามค่ำคืน นำบริวารควบมายังเองอิม คืนนี้ยังตามข้าผู้น้อยไปจับปอไซ ปอเหลียน ก็มีความชอบเช่นกัน ขอให้หมิงฝู่ใช้พวกเขาเป็นสวินสิงแห่งปิงเฉาด้วยเถิด"
ตำแหน่งปิงเฉาเฉวียน จั่วปิงเฉาสื่อ โหย่วปิงเฉาสื่อ ล้วนแต่งตั้งไปแล้ว เพิ่มสวินสิงอีกสักสองสามคนก็ไม่สำคัญอันใด บุนไท่โส่วกล่าวว่า "ก็ตามที่ท่านเห็นทั้งสิ้น!"
แม้ไม่อาจได้ความไว้วางใจจากไท่โส่วเต็มที่ แต่ก็สามารถกุมอำนาจการทหารบางส่วนได้อย่างชอบธรรม ซุนเจินก็มีความมั่นใจในการรับศึกเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน
——
## เชิงอรรถ
(1) ปิงเฉาเฉวียน คือหัวหน้าฝ่ายทหาร (ปิงเฉา) ของแคว้น มีหน้าที่ช่วยไท่โส่วดูแลบังคับบัญชาทหารแคว้น ส่วน "ซูจั่ว" คือเสมียนช่วยงานชั้นล่างในฝ่ายนั้น
(2) คัมภีร์เว่ยเหลียวจื่อ เป็นตำราพิชัยสงครามโบราณยุคจ้านกั๋ว ว่าด้วยการปกครองทัพและกลศึก
(3) เหมินเซี่ยตูเต้าเจ๋อ เป็นตำแหน่งขุนนางคนสนิทใต้บังคับบัญชาไท่โส่ว ทำหน้าที่คุมการอารักขาฝ่ายทหาร คล้ายหัวหน้าหมู่องครักษ์ ฐานะเทียบเท่าจู่ปู้
(4) ในฝ่ายทหาร (ปิงเฉา) นั้น เฉวียนเป็นหัวหน้า รองลงมาเป็นสื่อ (แยกเป็นจั่วปิงเฉาสื่อฝ่ายซ้ายและโหย่วปิงเฉาสื่อฝ่ายขวา) ถัดลงไปเป็นซูจั่ว (เสมียนช่วยงาน) ถัดลงไปอีกเป็นสวินสิง (ขุนนางตรวจการ)
## เชิงอรรถผู้เขียน
1. ปิงเฉาเฉวียนกับจวิ้นซือม่า
"ในต้นยุคฮั่น สืบทอดแบบแผนเดิมจากราชวงศ์ฉิน แคว้นตั้งทหารแคว้นไว้ มีซือม่าเป็นนายทหาร หากทหารแคว้นเป็นทหารม้า ซือม่าแห่งแคว้นก็เรียกว่าจวิ้นฉีซือม่า จวิ้นซือม่าขึ้นตรงต่อไท่โส่วแห่งแคว้นและตูเว่ยแห่งแคว้น ต่อมาเมื่อบ้านเมืองสงบสุข แคว้นที่ว่างเว้นจากการศึกมานานก็ยุบเลิกทหารแคว้นหรือเหลือทหารแคว้นไว้เพียงน้อย แคว้นเหล่านั้นก็ไม่ได้ตั้งจวิ้นซือม่าอีก แต่แคว้นที่มีการศึกยังคงตั้งทหารแคว้น ทั้งยังคงตั้งจวิ้นซือม่าไว้ โดยเฉพาะแคว้นชายแดนยิ่งเป็นเช่นนั้น ดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า จนปลายยุคฮั่นก็ยังมีตัวอย่างเช่นนี้อยู่ แคว้นที่ยุบเลิกทหารแคว้นหรือเหลือทหารแคว้นไว้เพียงน้อย ในเมื่อไม่ได้ตั้งจวิ้นซือม่า กิจการทหารก็ให้ปิงเฉาเฉวียนสื่อหรือปิงหม่าเฉวียนสื่อที่ไท่โส่วแห่งแคว้นแต่งตั้งเองรับหน้าที่ไป"
ซุนเกี๊ยนเคยเป็นจวิ้นซือม่ามาก่อน
ซุนเกี๊ยนเป็นชาวแคว้นง่อ อาจเพราะแคว้นง่อมักมีการศึก หรืออาจเพราะครั้งนั้นแคว้นใกล้เคียงคือ "อวี๋ฉางนักพรตชั่วแห่งไหวจี" ก่อกบฏ ในแคว้นจึงตั้งตำแหน่งจวิ้นซือม่าไว้ ซุนเกี๊ยนในฐานะจวิ้นซือม่าเกณฑ์ทหารกล้าได้พันเศษ ร่วมกับทัพแคว้น ตีอวี๋ฉางแตกยับ มีความชอบ "ผู้ตรวจการจ้างหมิ่นทำบัญชีความชอบกราบทูล มีพระราชโองการตั้งซุนเกี๊ยนเป็นเหยียนตู๋เฉิง"