# ตอนที่ 141 — ประลองยุทธ์เสนอผู้ทรงคุณ (ตอนต้น)
อันการมีเหย้ามีเรือนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งสำหรับตระกูลบัณฑิตอย่างตระกูลตันและตระกูลซุนแล้วยิ่งสำคัญนัก หากผิดพลาดไป เลือกคู่ไม่ได้คน เพียงถูกผู้คนนินทาว่าร้าย ถูกหัวเราะเยาะ ก็ยังเป็นเรื่องเล็ก หากว่ากันถึงขั้นหนักหนา ก็อาจถึงกับทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของทั้งตระกูลแปดเปื้อนได้ อันชื่อเสียงคือรากฐานแห่งการดำรงวงศ์ตระกูลในโลก หากนามตระกูลแปดเปื้อนแล้ว ทั้งตระกูลก็เป็นอันจบสิ้น ตันกุ๋นยังอ่อนวัย เรื่องยกพี่สาวให้ผู้ใดโดยแท้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรปริปาก ฉะนั้น แม้เขาจะเสนอความคิดนี้ขึ้น แต่สุดท้ายแล้วตันเทียวกับหยวนฟางจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้
ค่ำคืนนั้นบนท้องโถง ตันเทียวไม่ได้ออกความเห็นว่ากระไร เพียงรอให้ตันกุ๋น หัวหิม และผู้อื่นถอยออกไปแล้ว จึงกล่าวแก่หยวนฟางว่า "หยวนฟาง ยามเจ้าว่าง ลองหมั่นสังเกตซุนเจินดูบ้าง สืบดูว่าเขาประพฤติตนและทำการงานเช่นไร" หยวนฟางรับคำ
…
ตันกุ๋นพบซุนเจินเพียงครั้งเดียว ก็ "พิศวง" ในความประพฤติและการทำการงานของเขา จนเกิดความคิดจะยกพี่สาวให้ หมายผูกเป็นดองกัน ฟังดูแล้วดูเหมือนหุนหันพลันแล่น แต่แท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
ครั้งรัชสมัยฮั่นฮวนเต้ ขุนนางผู้ลือนามชื่อหลี่กู้ เพราะขัดเคืองเหลียงจี้ จึงต้องตายในคุก ลามไปถึงบุตรชาย บุตรสองคนถูกสังหาร เหลือแต่บุตรคนเล็กชื่อหลี่เซี่ย ศิษย์พาตัวหนีไปซ่อนเร้น ลี้ภัยถึงมณฑลชีจิ๋ว เปลี่ยนชื่อแซ่ไปเป็นลูกจ้างในร้านเหล้า เวลานั้นหลี่เซี่ยอายุสิบสามปี ยังคงเล่าเรียนหนังสือ เจ้าของร้านเหล้า "พิศวง" ในตัวเขา เห็นว่า "ไม่ใช่คนสามัญธรรมดา" จึงยกบุตรสาวให้เป็นภรรยา ลูกจ้างต่ำต้อยคนหนึ่งกลับได้เจ้าของร้านมาเล็งเห็น เพราะเหตุใดเล่า ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขายังเล่าเรียนหนังสือนี้เอง ที่ได้รับการ "พิศวง" จากเจ้าของร้านดอกหรือ อนึ่ง ซุนเจินแม้เป็นเพียงสายรอง ก็ยังเป็นเชื้อสายตระกูลซุน ตำแหน่งแม้ต่ำ บัดนี้ก็เป็นถึงขุนนางมีศักดิ์ร้อยสือ พิเคราะห์ดูความประพฤติและการทำการงานของเขาแล้ว ก็มีจุดผิดแผกจากคนทั่วไปอยู่จริง มีชาติกำเนิด มีจุดผิดแผกจากคนสามัญ การที่ตันกุ๋นจะมองเขาสูงก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
ความคิดของตันกุ๋น ดำริของตันเทียว ล้วนเป็นเรื่องในตระกูลตัน ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ซุนเจินย่อมไม่อาจล่วงรู้ ครั้นส่งไท่โส่วกลับไปแล้ว ดื่มสุราเมามายกับเกาซู่ เฝิงก่ง และผู้คนเสร็จสรรพ เขาก็กลับเข้าสู่งานประจำวันดังเดิม
ทางอำเภอได้ส่งคนมาแจ้งความแก่เขาแต่เนิ่นแล้วว่า ขุนนางใหม่ขึ้นรับตำแหน่งย่อมมีไฟแรงสามกอง ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ในแคว้นมีเรื่องใหญ่สองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือสิงชุน (การออกตรวจราชการต้นฤดูใบไม้ผลิ) อีกเรื่องคือ "เจียจ่งสือ (การให้ยืมข้าวพันธุ์และข้าวกิน)" บัดนี้สิงชุนในตำบลนี้เสร็จสิ้นแล้ว ที่เหลือก็คือเจียจ่งสือ ข้าวที่จะให้ราษฎรยืมนั้น ถูกส่งมาถึงตำบลในวันที่สามหลังอินซิ่วจากไป
ตั้งแต่ยุคใกล้นี้มา ในเขตแดนของจักรวรรดิเกิดภัยธรรมชาติมิได้ขาด เพียงนับแต่โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์จนบัดนี้ ในชั่วสิบสามสิบสี่ปี ก็เกิดแผ่นดินไหว โรคระบาด อุทกภัย และภัยตั๊กแตนถึงกว่าสิบครั้ง อีกทั้งชาวเฉียงยังรุกรานชายแดนทุกปี และราษฎรตามมณฑลแคว้นต่าง ๆ ก็ลุกฮือไม่ได้ขาด ดุจคฤหาสน์ใหญ่จวนพังทลาย ทั้งในทั้งนอกล้วนคับขัน ดั่งต้องลมฝนกระหน่ำสั่นคลอน ราชสำนักนั้นแร้นแค้นจวนเจียนมานานแล้ว ท้องพระคลังว่างเปล่า ครั้งรัชสมัยฮั่นฮวนเต้ ตันฝานเคยกล่าวไว้ว่า "โลกยุคนี้ มีภัยแห่งความว่างเปล่าสามประการ" สามว่างคืออันใดเล่า คือไร่นาว่างเปล่า ราชสำนักว่างเปล่า ฉางข้าวว่างเปล่า กระนั้นถึงทุกวันนี้เล่า เมื่อสามปีก่อน โอรสสวรรค์มีพระราชโองการ ติดป้ายราคาขายตำแหน่งที่สวนซีหยวน แม้จะมีเหตุจากความโลภสะสมทรัพย์ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าเพราะท้องพระคลังว่างเปล่าด้วย
เมืองเองฉวนตั้งอยู่กลางแผ่นดิน เทียบกับชายแดน ชายฝั่งทะเล และหัวเมืองทางใต้ที่ราษฎรลุกฮือไม่ได้ขาด ยังนับว่าดีกว่าอยู่บ้าง ปีกลายก็ยังดี พบกับปีที่ดินฟ้าอำนวย เรียกได้ว่าฝนต้องตามฤดู ลมพัดต้องกาล กระนั้นข้าวเหลือในฉางหลวงของเมืองก็ยังมีไม่มากนัก อนึ่ง แม้ไท่โส่วจะมีอำนาจการเงิน แต่นอกจากส่วนที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าใช้สอยของศาลามณฑลแล้ว ส่วนที่เหลือโดยทั่วไปไม่อาจนำมาใช้ได้ตามอำเภอใจ การช่วยเหลือราษฎรสงเคราะห์คนยากต้องรายงานขึ้นไป เมื่อได้รับอนุญาตจากราชสำนักแล้วจึงทำได้ อินซิ่วได้กราบทูลขออนุญาตจากราชสำนักแล้ว ในราชสำนักก็สนับสนุนการบริหารอันดีงามของเขายิ่งนัก แต่ข้าวในฉางหลวงมีอยู่เพียงเท่านั้น จะนำออกมาทั้งหมดก็ไม่ได้ หากพบปีกันดารขึ้นอีกจะทำเช่นไร จึงนำออกมาได้เพียงส่วนน้อย ส่วนน้อยนี้ยังต้องแบ่งให้สิบเจ็ดอำเภอ แล้วแต่ละอำเภอจึงแบ่งให้ตำบลในปกครองอีกทอด ทั้งเมืองหนึ่งมีหลายสิบตำบล ตำบลหนึ่งจะได้รับสักเท่าไร น้อยนิดเต็มที
ผู้คุมข้าวเป็นจั่วสื่อ (เสมียนผู้ช่วย) แห่งฉางเฉาของที่ว่าการอำเภอ นำข้าวมาทั้งสิ้นสิบเล่มเกวียน ซุนเจินต้อนรับเขาด้วยตนเอง ผู้จัดการเรื่องรับมอบส่งมอบคือสือซ่าง ครั้นเสร็จแล้ว จั่วสื่อผู้นี้หัวเราะกล่าวว่า "ตำบลอื่น ๆ ล้วนได้ข้าวแปดเล่มเกวียน มีแต่ตำบลของท่านได้สิบเล่มเกวียน นายของข้าน้อย คือเฉาเยวี่ยน (หัวหน้าฉางเฉา) ของฉางเฉานี้กล่าวว่า บรรดาตำบลในอำเภอนี้ ตำบลของท่านมีราษฎรมากที่สุด ข้าวแปดเล่มเกวียนคงไม่พอแน่ จึงส่งมาสิบเล่มเกวียน"
ในบรรดาเฉา (ฝ่าย) ต่าง ๆ ของที่ว่าการอำเภอ ฉางเฉาเป็นฝ่ายที่เก็บค่านาราษฎร ในเรื่องใหญ่อย่างการแบ่งข้าวนี้ ฉางเฉาหามีอำนาจไม่ มีแต่นายอำเภอเท่านั้นที่ชี้ขาดได้ ที่จั่วสื่อผู้นี้กล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเพื่อเอาใจซุนเจินเท่านั้น ซุนเจินล้วงเงินออกมาจากแขนเสื้อเล็กน้อย ยื่นให้เขา หัวเราะกล่าวว่า "ลำบากท่านแล้ว" จั่วสื่อผู้นี้ยืนกรานไม่รับ ครั้นรอให้สือซ่างบัญชาคนขนข้าวลงเสร็จ ก็ยิ้มแย้มประสานมือคำนับลาจากไป
ซุนเจินส่งเขาไปแล้ว จึงกล่าวแก่สือซ่างว่า "หมิงเต๋อ เจ้าเป็นเซียงจั่ว เรื่องเจียจ่งสือนี้ควรให้เจ้าเป็นผู้จัดการ ตำบลเรามีราษฎรสองพันกว่าครัวเรือน ผู้คนกว่าหมื่น ข้าวมีเพียงสิบเล่มเกวียน ควรให้ผู้ใด ไม่ควรให้ผู้ใด เจ้าต้องมีหลักในใจ จงวางระเบียบขึ้นมาสักข้อ อันบรรดาตระกูลใหญ่ วงศ์ใหญ่ และผู้มีข้าวเหลือกินในบ้าน ห้ามไม่ให้ยืมเป็นอันขาด ต้องให้แน่ใจว่าข้าวนี้ตกถึงมือครัวเรือนยากจนที่จำเป็นจริง ๆ"
อันการสงเคราะห์ราษฎรนั้นแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งคือการแจก คือให้เปล่าไม่ต้องคืน ประเภทที่สองคือการให้ยืม คือเจียจ้าย ข้าวที่ให้ยืมต้องคืนทั้งหมดหรือบางส่วน "เจียจ่งสือ" นั้น "เจีย" คือให้ยืม เป็นการยืมแก่ราษฎร เมื่อถึงปีหน้าเก็บเกี่ยวแล้วก็ยังต้องคืน แม้ต้องคืน แต่คราวนี้เงื่อนไขของเจียจ่งสือนั้นโอนอ่อนยิ่งนัก อินซิ่วจัดการได้ดีนัก ไม่ต้องคืนทั้งหมด เพียงคืนครึ่งเดียวก็พอ เช่นนี้ ก็มีโอกาสยิ่งที่จะเกิดเรื่องตระกูลใหญ่สมคบกับเสมียนตำบล จุ้นจ้านกอบโกย เอาข้าวที่ควรยืมแก่ราษฎรยากไปไว้ในมือตน ยืมข้าวมาหนึ่งโต่ว ปีหน้าคืนครึ่งโต่ว กำไรครึ่งโต่ว — ในการเจียจ่งสือปีก่อน ๆ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ
สือซ่างรับคำว่า "ขอรับ"
ยามนั้นต้นฤดูใบไม้ผลิ ย่างเข้าเดือนสองแล้ว ต้นหยางและต้นทงริมทางนอกที่ว่าการแตกใบอ่อน พลิ้วไหวในสายลม เขียวสดน่าเอ็นดู ขับให้ที่ว่าการริมทางพลอยสว่างไสวขึ้นหลายส่วน
ซุนเจินสวมเจ๋อจินสีคราม เสื้อดำ มือกุมกระบี่ ยืนอยู่ใต้แสงวสันต์ แดดยามบ่ายอบอุ่นน่าสบาย
เขาทอดตามองเกวียนข้าวที่ค่อย ๆ ห่างไกลออกไปบนทางหลวง จนลับหายไปสิ้น แล้วเหลียวสายตากลับ กวาดมองบรรดาเสมียนตำบลที่ยืนเคารพอยู่เบื้องหลัง จึงกล่าวแก่สือซ่างอีกว่า "'หนูใหญ่เอ๋ยหนูใหญ่ อย่ากินข้าวฟ่างของข้า' บัดนี้ใต้หล้าไม่สงบ ในสี่ทะเลภัยพิบัติเกิดดาษดื่น ในชั่วสิบกว่าปี เมืองเราต้องโรคระบาดใหญ่ถึงสองครา ราษฎรอยู่ไม่เป็นสุข เมืองและอำเภอทรุดโทรม เจ้าเป็นคนในตำบลนี้ ย่อมรู้เรื่องตำบลนี้ดี เพียงตำบลเราตำบลเดียว ในปีเหล่านี้ ตายเพราะโรคระบาด เพราะไร้ข้าวกิน ไปเสียกี่คนเล่า อินกง (อินซิ่ว) ผู้เป็นจวิ้นเจียง (ไท่โส่ว) มาประจำเมืองนี้ แรกเหยียบรับตำแหน่ง ก็กราบทูลราชสำนักขอเจียจ่งสือ โอรสสวรรค์ทรงรักราษฎร จึงทรงอนุญาต ข้าวเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เมืองมอบให้ เป็นน้ำพระทัยรักราษฎรของโอรสสวรรค์และอินกง … หมิงเต๋อ บรรดาเสมียนในตำบล หากมีผู้ใดบังอาจเป็นหนูใหญ่ โกงหลวงเพื่อพอกพูนตน ฉวยโอกาสนี้หากำไร เจ้าจงรายงานข้าทันที ข้าจะรายงานเมืองและอำเภอ ประหารมัน"
อันไท่โส่วนั้น เพราะมีอำนาจคุมทหาร จึงได้ชื่อว่า "จวิ้นเจียง" ด้วย ที่ซุนเจินจงใจเรียกอินซิ่วเช่นนี้ ก็เพื่อข่มขวัญบรรดาเสมียน ไม่ให้มีเรื่องสมคบกับตระกูลใหญ่กอบโกยส่วนตนเกิดขึ้นจริง สือซ่างรับคำด้วยความเกรงขาม บรรดาเสมียนตำบลพากันเงียบกริบดุจจักจั่นในยามหนาว มีผู้คิดอย่างทุกข์ใจว่า "ท่านเพิ่งรับตำแหน่งในตำบลนี้ก็ล้างตระกูลตี้ซานทั้งวงศ์ ต่อให้มีใจกล้าใหญ่เท่าฟ้า พวกเราก็ไม่กล้าหากินส่วนตนใต้บังคับของท่านดอก"
ถ้อยคำของซุนเจินครานี้เป็นคำจากใจจริง ต่างกับการ "เล่นละคร" ของเขาแต่ก่อน
แต่ก่อน ครั้งเขาอยู่ที่ศาลาฝานหยาง ก็เคยทำการสงเคราะห์คนกำพร้าหญิงม่าย ซื้อต้นหม่อนให้หมู่บ้านจิ้งเหล่า และเรื่องอื่น ๆ มาแล้ว แต่เรื่องเหล่านั้น โดยมากเป็นไปเพื่อซื้อบุญคุณจากราษฎร เพื่อให้ราษฎรยอมพลีชีพให้ เพื่อ "รวบรวมผู้คนเอาตัวรอด"
แต่บัดนี้ เขาเพียรพยายามจนมีคนในมือเป็นราษฎรที่ผ่านการฝึกปรือร่วมร้อยคน มีนักเลงมาสวามิภักดิ์อีกหลายสิบ ทั้งยังได้งักจิ้นมาพลีกาย และผูกไมตรีกับบุนเพ่ง นับว่ามีกำลังพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว แม้ "การเอาตัวรอด" ยังเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เร่งร้อนเหมือนแต่ก่อน
เมื่อไม่เร่งร้อน เขาจึงมีใจคิดเรื่องอื่นได้ อันที่จริง นับแต่ปลายปีกลายมา ความคิดของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนแล้ว ยามรวบรวมผู้คนต่อไป เขาก็เริ่มใส่ใจในความเป็นอยู่ของราษฎรด้วย คนไม่ใช่หญ้าหรือไม้ ผู้ใดเล่าจะไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นครัวเรือนยากจนในตำบลลำเค็ญถึงเพียงนั้น ส่วนตระกูลใหญ่ วงศ์ใหญ่ ผู้มั่งคั่งในตำบลกลับฟุ่มเฟือยกันสิ้น ล้วนแต่นุ่งห่มงดงามขี่ม้าผยอง เขาไม่ใช่คนไร้ความรู้สึก ไฉนจะไม่หวนทอดถอนใจว่าฟ้าดินไม่เมตตาเล่า
แต่ก่อนเขาเคยคิดมาแล้วว่า ราษฎรเป็นอยู่ลำเค็ญถึงเพียงนี้ เสื้อผ้าไม่อาจให้อบอุ่น อาหารไม่อาจให้อิ่มท้อง อีกทั้งโรคระบาดและภัยพิบัติเกิดถี่ ชีวิตเช้าไม่อาจหวังเย็น ไฉนเลยจะไม่ลุกขึ้นก่อกบฏ ในเมื่ออย่างไรก็ต้องตาย ตายเช่นไรก็ตายเหมือนกัน ดังที่เพลงราษฎรร้องไว้ว่า "ผมดั่งใบกุยช่าย ตัดแล้วงอกใหม่ หัวดั่งไก่ ตัดแล้วยังขัน ขุนนางไม่จำต้องเกรง แต่ราษฎรน้อยไม่ควรดูแคลน" ยอมตายข้างทางดั่งซากอดอยาก สู้ลุกขึ้นกบฏแล้วตายไม่ได้
ครั้นเอาตัวเขาไปสวมแทนครัวเรือนยากจนเหล่านั้น หากเปลี่ยนเป็นเขา เขาก็คงลุกขึ้นกบฏเช่นกัน ด้านหนึ่ง เขาเข้าใจว่าเหตุใดพวกโพกผ้าเหลืองจึงก่อการ อีกด้านหนึ่ง เขาก็ไม่อาจเข้าร่วมด้วย พวกโพกผ้าเหลืองต้องพ่ายแพ้แน่ การเข้าร่วมด้วยคือการหาทางตายเอง
กล่าวมาก็น่าขัน ในช่วงนี้ เขาไม่รู้เหตุใดจึงมักนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยเรียนสมัยเล่าเรียนในชาติก่อนขึ้นมาเสมอว่า "คนล้วนมีชนชั้น แต่ละชนชั้นล้วนมีผลประโยชน์ของชนชั้น" คำเดิมเขาจำไม่ได้ถนัด เพราะสมัยเรียนเขาไม่รู้สึกอันใด แต่บัดนี้เขารู้สึกแล้ว ซาบซึ้งแล้ว เขาเป็น "บุตรตระกูลซุน" เขาเป็น "ตระกูลบัณฑิต" ตระกูลบัณฑิตอาจรักราษฎรได้ แต่ตระกูลบัณฑิตกับเฉียนโฉ่ว (ราษฎรหัวดำ) นั้นเด็ดขาดไม่ใช่ชนชั้นเดียวกัน บางครายามดึกนอนไม่หลับ เขาก็มักพลิกตัวเย้ยตนเองว่า "ข้านี่นับว่ายืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับราษฎรกระมัง" แต่ทว่า สติปัญญาของเขาก็ไม่เกินคนกลาง กำลังก็ไม่อาจปราบเสือ อีกทั้งไม่ใช่อัครเสนาบดีขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนัก ยิ่งไม่ใช่โอรสสวรรค์ เขาเล่า จะทำเช่นไรได้ แม้มีความหวั่นไหว แม้มีความผิดในใจ ก็ได้แต่เพียรช่วยราษฎรเท่าที่จะทำได้เท่านั้น ที่สำคัญที่สุด คือต้องพยายามรักษาชีวิตไว้ให้ได้ก่อน เพียงเท่านี้เอง
ความคิดเหล่านี้ของเขา ความขัดแย้งในใจของเขา ความหวั่นไหวของเขา สือซ่างและบรรดาเสมียนตำบลย่อมไม่อาจล่วงรู้ สิ่งที่สือซ่างและบรรดาเสมียนเห็นและได้ยิน มีแต่สีหน้าเคร่งขรึมและถ้อยคำเฉียบขาดของเขาเท่านั้น ครั้นกำชับเรื่องนี้แล้ว เขาก็ปล่อยมือสิ้นเชิง มอบให้สือซ่างจัดการทั้งหมด
ครั้นหันกายกลับเข้าสู่ลานหลัง เขาเรียกเสี่ยวเซี่ยและเสี่ยวเริ่นมาว่า "เรื่องเจียจ่งสือ ข้ามอบให้หมิงเต๋อจัดการทั้งหมด หมิงเต๋อแม้เป็นคนในตำบลนี้ แต่เดิมเป็นเพียงหลี่เจียนเหมิน (ยามเฝ้าประตูหมู่บ้าน) เพิ่งรับตำแหน่งเซียงจั่ว บารมียังไม่ตั้งมั่น เสมียนตำบลเหล่านั้นล้วนเป็นเสมียนเก่าหลายปี อาจจะหลอกลวงเขาได้ เจ้าสองคนช่วยจับตาดูให้ข้าหน่อย" เสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นสบตากันแวบหนึ่ง เข้าใจในนัย กล่าวว่า "ข้าน้อยทั้งสองเข้าใจแล้ว"
"เข้าใจจริงหรือ"
"เข้าใจจริง ท่านซุนโปรดวางใจเถิด" เมื่อมองผิวเผิน ดูเหมือนซุนเจินให้พวกเขาจับตาดูเสมียนตำบล แต่แท้จริงคือให้จับตาดูสือซ่างไปพร้อมกันด้วย ด้วยซุนเจินกับสือซ่างคบหากันยังตื้น ไม่รู้ว่าเป็นคนเช่นไร บ้านสือซ่างก็ยากจนนัก หาไม่เขาคงไม่ไปเป็นหลี่เจียนเหมิน อันเป็นงานต่ำต้อย ครั้นข้าวสิบเล่มเกวียนมาวางอยู่ตรงหน้า ซุนเจินก็ปล่อยมือไม่ดูแล เขาจะเกิดใจโลภขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ต้องสังเกตดู และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งที่ซุนเจินปล่อยมือ อาศัยโอกาสนี้ สังเกตดูคนผู้นี้ ดูว่าควรค่าแก่ความไว้วางใจหรือไม่
— เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เขาปล่อยมือก็คือ เขายุ่งนัก
นับแต่ล้างตระกูลตี้ซานแล้ว ผ่านสองเรื่อง คือ "ชุนชิวเจวี๋ยวี่ (ตัดสินคดีตามคติชุนชิว)" บารมีของเขาในตำบลก็ล้ำหน้าซวนปั๋วผู้เป็นเซียงซานเหล่าไปไกลลิบ ทุกวันมีราษฎรพากันมาหาเขา ไม่ใช่แต่ผู้มาฟ้องร้องคดีความ แม้ผู้ที่ของหายซึ่งควรไปหานายกองศาลาก็ยังมาหา ไก่หายตัว สุนัขหายตัวก็พากันวิ่งมา หรือไม่ก็พี่น้องญาติมิตรเกิดวิวาทกัน ไม่ไปหาหัวหน้าวงศ์หรือผู้ใหญ่บ้านให้ไกล่เกลี่ย กลับมาหาเขา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยปลีกย่อย แต่ราษฎรอาจไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก อนึ่ง การที่พวกเขาอุตส่าห์เดินทางไกลมาหา ไม่ใช่แสดงว่าไว้วางใจเขาดอกหรือ ไม่ใช่แสดงว่าบารมีของเขาในตำบลสูงขึ้นทุกทีดอกหรือ เขาก็ไม่อาจปฏิเสธไม่พบ เกือบทุกวันต้องสละครึ่งวันมาง่วนอยู่กับเรื่องเหล่านี้ ง่วนอยู่กับการ "ฟังคำร้องระงับความขุ่นเคือง" พร้อมกันนั้น ก็ยังง่วนอยู่กับการฝึกปรือคนยี่สิบคนที่เจียงฉินและเฉินเปาส่งมาให้ด้วย
…
ในคนยี่สิบคนนี้ มีนักเลงสิบสองคน ราษฎรที่ผ่านการฝึกแปดคน
นักเลงนั้นยกไว้ก่อน ราษฎรแปดคนนี้ก็ล้วนมาด้วยความสมัครใจทั้งสิ้น ซุนเจินอยู่ที่ศาลาฝานหยางเพียงสี่เดือน แต่ "ความสามารถทั้งบุ๋นทั้งบู๊" ล้วนเป็นเลิศ กล่าวได้ว่าได้ใจราษฎรในเขตจนหมดสิ้น ราษฎรแปดคนนี้ บ้างก็เลื่อมใสเขา เช่น หลิวเติ้งและเจียงหู (น้องร่วมตระกูลของเจียงฉิน) บ้างก็เป็นคนเหลาะแหละชอบความกล้าโดยนิสัยอยู่แล้ว เช่น สือจวีเซียน บ้างก็มารับคำสั่งหัวหน้าครอบครัว เช่น สือเจวี๋ย หลานชายของสือเตียวผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านอันติ้งหลี่ เหตุที่มาพลีกายต่างกัน แต่จุดร่วมคือ ล้วนมีกำลังกล้า ชำนาญดาบหอกหมัดมวย ขี่ม้ายิงธนูได้ ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ — ข้อนี้ก็เป็นเกณฑ์คัดคนของซุนเจินด้วย เฉินเปาผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขาอย่างเคร่งครัด
ด้วยเรือนของที่ว่าการเล็ก ไม่พอที่จะอยู่ ซุนเจินจึงยืมลานบ้านหลังหนึ่งของเกาซู่ไว้ชั่วคราว ให้พวกเขาเข้าพักอาศัย การพึ่งชายคาผู้อื่นไม่ใช่เรื่องยั่งยืน อีกทั้งไม่สะดวกแก่การเรียกใช้ในระยะใกล้ ซุนเจินจึงตัดสินใจจะสร้างเรือนขึ้นอีกหลังข้างที่ว่าการ ให้พวกเขาอยู่อาศัย ที่ดินซื้อไว้แล้ว ที่นาแถบที่ว่าการส่วนใหญ่เป็นของตระกูลเกา เกาซู่ให้ราคาถูกแก่เขา ขายครึ่งให้ครึ่ง รวมซื้อมาห้าหมู่
การสร้างเรือนนี้เพื่อให้คนอยู่ ก็ไม่ได้พิถีพิถันมากนัก เพียงให้มีห้องหับมากพอ คอกม้ากว้างพอ มีลานประลองยุทธ์ก็เป็นพอ ในตำบลคนที่สร้างเรือนเป็นก็ไม่น้อย ซุนเจินใช้สวี่จ้งไปเรียกคนจากศาลาต่าง ๆ หมู่บ้านต่าง ๆ มาร่วมร้อยคน เลี้ยงข้าว ทั้งยังให้ค่าแรงด้วย ราษฎรพากันขะมักเขม้นเต็มที่
ในวันที่สือซ่างจัดทำทะเบียนครัวเรือนยากจนเสร็จและเริ่มเจียจ่งสือนั้นเอง บุนเพ่งก็มาจากในเมือง เขาเป็นเด็กหนุ่มอารมณ์อย่างเด็ก ไม่เคยเห็นการสร้างเรือนมาก่อน รู้สึกสนใจยิ่งนัก ชูธง "เมื่อมีกิจ ศิษย์พึงรับใช้แรงงาน" เซ้าซี้ซุนเจินขออาสาทำงาน
เด็กหนุ่มที่ยังไม่เข้าพิธีสวมกวานคนหนึ่งจะทำการอันใดได้เล่า ซุนเจินถูกเขาเซ้าซี้จนหมดปัญญา ได้แต่หาเรื่องอันใดสักอย่างให้เขาทำตามมีตามเกิดว่า "แม่ครัวฝีมือดียังยากที่จะหุงข้าวยามไร้ข้าวสาร การสร้างเรือนนั้นไร้วัสดุก็ไม่ได้ ดิน หิน อิฐ กระเบื้อง ไม้ ล้วนต้องเตรียมไว้ให้พร้อม ข้ากวาดของในตำบลตะวันตกมาเกลี้ยงแล้ว ที่ซื้อได้ก็ซื้อมาหมดแล้ว" พลางว่าก็ชี้ไปยังวัสดุนานาที่กองอยู่บนพื้น แล้วกล่าวต่อว่า "แต่ก็ยังไม่พอ ข้าตั้งใจไว้ว่าอีกสองสามวัน รอข้าหยุดพักราชการ ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อที่ตลาดใหญ่อีก ในเมื่อเจ้ากระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ก็มอบให้เจ้าไปทำเสียก็แล้วกัน"
บุนเพ่งดีใจยิ่งนัก กล่าวว่า "ดี ดี ท่านซุน ท่านวางใจเถิด ข้าทำได้ดีแน่" สายตากวาดไปยังบรรดานักเลงและชายฉกรรจ์ที่กำลังช่วยกันในที่ก่อสร้างรอบหนึ่ง แล้วกล่าวอีกว่า "ท่านซุน รอให้เรือนนี้สร้างเสร็จ ท่านจะกันห้องหนึ่งไว้ให้ข้าได้หรือไม่"
"เจ้ายังควรอยู่ในเมืองตั้งใจเรียนหนังสือเถิด เจ้าวิ่งมาหาข้าสามวันดีสี่วันไข้ ข้าก็รู้สึกผิดต่อบุนจิกผู้เป็นลุงของเจ้าอยู่แล้ว ยังจะกันห้องไว้ให้เจ้าอีกหรือ เจ้านี่อยากให้บุนจิกมาด่าข้าหรือไร"
"ท่านซุน ลุงข้าไม่เคยห้ามไม่ให้ข้ามาหาท่านเลย อาจารย์ก็ไม่ได้สอนหนังสือทุกวัน อนึ่ง อาจารย์ยังกล่าวไว้ว่า ศิลปะหกประการของวิญญูชน หากอ่านแต่คัมภีร์ อย่างมากก็เป็นได้แค่บัณฑิตเฒ่า ยากจะเป็นยอดคน ท่านซุน ที่ท่านมีชายกล้าดุจเสือถึงเพียงนี้ ยามอาจารย์ให้ข้าหยุดพัก ข้าจะมาพักสักวันสองวัน ฝึกปรือวิชาขี่ม้ายิงธนู ฟันกระบี่ของข้า … ครั้งรัชสมัยเกิงสือ อู๋โหว (อู๋ฮั่น) เคยขายม้าอยู่แถบเอี้ยนและจี้ ไปมาคบหาแต่ผู้กล้า มีผู้สรรเสริญเขาว่า 'อู๋จื่อเอี๋ยน เป็นยอดคนแท้' เพ่งแม้อ่อนวัย ก็ไม่อยากเป็นบัณฑิตเฒ่า อยากเป็นยอดคน" อู๋จื่อเอี๋ยน ก็คืออู๋ฮั่น ชาวเมืองอ้วน น่ำเอี๋ยง เป็นคนบ้านเดียวกับบุนเพ่ง
ซุนเจินอดหัวเราะไม่ได้ ลูบศีรษะเขา กล่าวว่า "เด็กน้อยก็มีปณิธานเป็นถึงโหวด้วยหรือ"
บุนเพ่งไม่สู้พอใจนัก กล่าวว่า "เมื่อสองปีก่อนข้าเข้าพิธีมัดผมแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว" หลายเดือนมานี้ เขามาหาซุนเจินบ่อย พบกันหลายครั้งเข้าก็คุ้นเคยกัน ค่อย ๆ ไม่เก้อเขินอีก แต่เดิมเขามีแต่ความเคารพต่อซุนเจิน บัดนี้ค่อยมีความสนิทสนมเพิ่มขึ้น ไม่เคร่งขรึมเสมอไป บางคราก็เผยนิสัยอย่างเด็กหนุ่มออกมาบ้าง
ซุนเจินหัวเราะก้อง มองเขาด้วยความชื่นชม คิดในใจว่า "ไอ้บุนเพ่งนี้ สุดท้ายแล้วได้เป็นโหวหรือไม่หนอ ข้ากลับลืมไปเสียแล้ว" จึงกล่าวว่า "ในเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ ข้าก็ต้องสนับสนุนเจ้าเป็นแน่ ได้ รอให้เรือนสร้างเสร็จ จะกันห้องไว้ให้เจ้าหนึ่งห้อง"
——
(1) ซีหยวนขายตำแหน่ง
อันการขายตำแหน่งสมัยฮั่นตะวันออกไม่ได้มีแต่รัชสมัยฮั่นเลนเต้เพียงรัชกาลเดียว เริ่มมาแต่รัชสมัยฮั่นอันตี้ และแพร่หลายในรัชสมัยฮั่นฮวนเต้กับฮั่นเลนเต้ โดยมากเป็นในยุคฮั่นเลนเต้ ครั้งฮั่นฮวนเต้มีพระราชโองการขายตำแหน่งเพียงครั้งเดียว ตำแหน่งที่ขายก็เป็นเพียงตำแหน่งทหารชั้นต่ำและบรรดาศักดิ์ เพื่อบรรเทาความคับขันของบ้านเมือง เงินเข้าท้องพระคลัง ครั้งฮั่นเลนเต้ขายตำแหน่งติดต่อกันสิบกว่าปี ขยายขอบเขตและชั้นของตำแหน่งที่ขายไปถึงระดับอัครเสนาบดี ทรัพย์ที่ได้ส่วนใหญ่ไหลเข้าคลังซีหยวน
ฮั่นเลนเต้ "เดิมเป็นบุตรตระกูลโหว แต่เดิมยากจน มักบ่นว่าฮั่นฮวนเต้ไม่รู้จักเก็บออมตั้งหลักครัวเรือน จึงสะสมเป็นสมบัติส่วนพระองค์ ทั้งยังฝากเงินไว้กับขันทีเสี่ยวหวงเหมินและฉางสื้อคนละหลายสิบล้าน" ฮั่นเลนเต้วัยเยาว์ยากจน เพราะโชคชะตาพาให้ขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน อาจมีความรู้สึกดุจอยู่ในความฝัน หวั่นได้หวั่นเสีย จึงโลภสะสมทรัพย์ อนึ่ง มารดาบังเกิดเกล้าของพระองค์คือนางต่ง ก็อาจเพราะความยากจนในอดีต ครั้นเข้านครหลวงแล้วก็แสดงความโลภในทรัพย์สินอย่างรุนแรงเช่นกัน
ซีหยวนขายตำแหน่งย่อมมีเหตุด้านนี้แน่ แต่เวลานั้นท้องพระคลังว่างเปล่าก็ควรเป็นเหตุหนึ่งด้วย ครั้งฮั่นฮวนเต้มีภัยแห่งสามว่างแล้ว ฮั่นเลนเต้นับแต่เสวยราชย์จนถึงปีกวงเหอที่หนึ่ง ในสิบสองปี เกิดแผ่นดินไหว โรคระบาด ภัยตั๊กแตน อุทกภัยอีกสิบกว่าครั้ง ทั้งชาวเฉียงรุกรานชายแดนทุกปี ทั้งในทั้งนอกล้วนคับขัน ในยามที่เงินสงเคราะห์ราษฎรผู้ประสบภัยก็ไม่อาจหามาได้ แม้แต่ค่าทหารยังต้องโยกย้ายหามาจากที่ต่าง ๆ อีกทั้งระเบียบขุนนางทั่วราชสำนักก็เสื่อมโทรม การฉ้อฉลเป็นไปดาษดื่น การขายตำแหน่งแม้เป็นดุจดื่มยาพิษดับกระหาย ก็เกรงว่าเป็นการกระทำที่จำใจไม่อาจหลีกเลี่ยง