ได้ยินว่าต้องเข้าป่าลาดตระเวน ทหารหมู่หนึ่งต่างก็เลือดร้อนฮึกเหิมกันขึ้นมา
เจียงเจิ้นรับหน้าที่ตรวจนับอุปกรณ์
แผนที่ เข็มทิศ วิทยุสื่อสารแบบเก่า ชุดปฐมพยาบาล เสบียงแห้งประจำตัว ไล่ตรวจทีละชิ้น
เว่ยเถิงกับตู้จื่อเถิงนั่งยอง ๆ พันผ้าพันแข้งกันอยู่ แต่ปากก็ยังไม่ว่าง
“พ่อเทพนักแม่นปืนของพวกเรา นี่เป็นครั้งแรกที่เดินลาดตระเวนตามแนวชายแดน เดี๋ยวปีนเขาอย่ามาพลาดท่ากลางทางล่ะ”
“นั่นสิ ทางขึ้นเขานี่เหนื่อยกว่าการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง 400 เมตรอีก ถึงตอนนั้นเดินไม่ไหว อย่าหวังให้พวกเราแบกนายก็แล้วกัน”
“ใช่แล้ว ในป่ามีงูเขียวหางไหม้เต็มไปหมด ชอบกัดคนผิวพรรณบอบบางเนื้อนุ่มเป็นพิเศษ”
การหยอกล้อทหารใหม่ถือเป็นธรรมเนียมอยู่แล้ว
ทำเอาทหารเก่าที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะครืนกันใหญ่
ซูอี้จัดเครื่องแต่งกายอย่างตั้งใจ พลางยิ้มตามแต่ไม่ได้พูดอะไร
บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง
ตอนนั้นเอง ซุนเทาก็เดินเข้ามา “พอได้แล้ว เลิกพูดเล่นกันได้แล้ว ทหารใหม่เพิ่งออกลาดตระเวนกับหน่วยเป็นครั้งแรก พวกนายช่วยดูแลเขาหน่อย แนวชายแดนไม่ใช่สนามฝึก ทุกคนตั้งสติให้เต็มร้อยเดี๋ยวนี้”
“รับทราบ!”
ทหารหมู่หนึ่งทุกนายยืนตรงทำความเคารพ
จากนั้น หน่วยก็ออกเดินทางอย่างเป็นทางการ
ออกจากค่ายแล้ว พวกเขามุ่งหน้าเข้าไปในป่าตามทางกรวด ยิ่งเดินทางก็ยิ่งแคบลง
ทางลาดตระเวนที่สร้างขึ้นค่อย ๆ กลายเป็นทางเล็กแคบที่คนเดินเหยียบย่ำจนเกิดขึ้นเอง
พุ่มไม้ในเขตกึ่งร้อนชื้นสองข้างทางขึ้นหนาทึบ ใบไม้มีน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่ ปัดโดนชุดฝึกพร้อมรบจนเปียกชื้นไปเป็นแถบ
แนวสันเขาที่อยู่ไกลออกไปถูกหมอกบางปกคลุม หลักเขตแดนสีเทาสลัวทอดตัวขึ้นลงไปตามแนวเขา รั้วลวดหนามชายแดนพาดยาวไปตามสันเขา ตาข่ายขึ้นสนิมมีตะไคร่น้ำกับใบไม้ร่วงติดอยู่ ดูรกร้างและเคร่งขรึม
