ซุนเทาพาหน่วยย่อยล่าถอยลึกเข้าไปในป่าทึบ
กว่าจะสลัดการไล่ล่าของหมวดลาดตระเวนกองพันหนึ่งได้ก็เล่นเอาแทบแย่
ทุกคนเหงื่อแตกพลั่ก
เมื่อมาถึงแอ่งหินที่กำบังลมแห่งหนึ่ง ซุนเทาก็สั่งให้พัก
เขาจัดเวรยามไปเฝ้าระวังตรงทางแยกด้านซ้าย ทุกคนถึงได้นั่งพักหายใจ
เว่ยเถิงเปิดฝากระติกน้ำ ดื่มอึกใหญ่แล้วเช็ดปาก ก่อนสบถว่า “คนพวกนี้จมูกหมากันหรือไง ถึงได้ตามมาตลอดทาง”
ตู้จื่อเถิงขมวดคิ้ว “พวกเราระวังกันมากแล้วนะ ก่อนออกมาก็ใช้กิ่งไม้กวาดรอยเท้าจนเรียบ พวกเขาตามมาได้ยังไงกัน”
ซุนเทานั่งอยู่บนโขดหิน มือหมุนกล้องส่องทางไกลไปมา “อย่าดูถูกหมวดลาดตระเวนที่หูปิงฝึกมากับมือเชียว พวกเขาเป็นหัวหอกของกองพันหลัก ฝีมือติดตามร่องรอยในสนามรบไม่ด้อยไปกว่ากองร้อยลาดตระเวนสังกัดกรมของเราเลย”
เขาชี้ไปยังพื้นข้างเท้า แล้วพูดต่อว่า
“คิดว่ากวาดรอยเท้าแล้วจะไม่มีร่องรอยเหลือหรือไง”
“หญ้าที่ถูกเหยียบ กิ่งไม้ที่หัก ทุกรายละเอียดล้วนเป็นเบาะแสทั้งนั้น”
“ทหารลาดตระเวนที่ฝึกมาอย่างดี แค่อาศัยสิ่งเหล่านี้ก็พอจะจับทิศทางกับจำนวนคนได้คร่าว ๆ แล้ว”
พอได้ฟัง ทุกคนก็พลันรู้สึกนับถือขึ้นมา
ความแข็งแกร่งของกองพันหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่พูดกันลอย ๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ทุกคนต้องทุ่มสุดกำลัง ถึงจะสู้ได้
เพิ่งพูดถึงตรงนี้ ก็มีเสียงเคาะลำต้นไม้เบา ๆ สองครั้งดังมาจากพุ่มไม้ทางซ้ายของโขดหิน
เป็นสัญญาณเตือนจากป้อมยามเฝ้าระวัง
ซุนเทากระชับปืนแน่นทันที “ตามมาทันอีกแล้ว!”
เมื่อมองลงมาจากที่สูง ก็เห็นเงาคนวูบไหวอยู่ในป่า เป็นกลุ่มคนกำลังย่องเข้ามาทางนี้
ซุนเทาสั่งทันที “พวกเขาเป็นหัวหอกของกองพันหลัก แต่กองร้อยลาดตระเวนสังกัดกรมของเราก็ไม่ใช่พวกกินข้าวเปล่า ตั้งรับ! ฉันอยากเห็นเหมือนกันว่าหมวดลาดตระเวนของกองพันหนึ่งจะเก่งสักแค่ไหน!”
