ซูอี้พาหน่วยย่อยชั่วคราวลอบกลับมายังสันเขาฝั่งตะวันตกของฐานที่มั่นลวงในช่วงก่อนฟ้าสาง
มุดเข้าไปในซอกหินธรรมชาติแห่งหนึ่งที่ถูกกิ่งไม้หนามบดบังไว้
ซูอี้แบ่งหน้าที่เฝ้าระวังอย่างรวดเร็ว อู่อวี้หลงกับเจิ้งเจ๋อไห่แยกกันเฝ้าปากทางเขาทั้งสองด้าน เจียงเจิ้นคอยจับตาเส้นทางถอย ส่วนโจวเทียนเทียนดูแลอุปกรณ์
ส่วนตัวเขาปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของซอกหิน แหวกกิ่งใบของต้นโอ๊กที่ขึ้นหนาทึบออก แล้วเฝ้ามองฐานที่มั่นลวงในแอ่งเขาจากที่สูง
เขาเฝ้ามองอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวัน
ซูอี้แทบไม่ขยับจากตำแหน่งเดิม จดจำการเข้าออกของคนในฐานที่มั่นลวงได้อย่างละเอียดไม่มีตกหล่น
ยามเช้าตรู่ ฟ้ายังสลัวอยู่ ทีมเสบียงสามคนเข็นรถล้อเดียวเข้ามาในเขา ขนข้าวสาร แป้ง กระสุน และห่อกระดาษลงเสร็จ ก็ไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ก่อนจะหันกลับไปทางหลังเขา
พอตกเย็น ทีมเสบียงอีกชุดก็เดินผ่านเส้นทางเดิม
คนที่คุ้มกันล้วนเป็นทหารเก่าติดยศจ่าเอก เอวโป่งนูนเพราะยัดซองเอกสารไว้จนแน่น แม้แต่ท่าเดินก็ยังดูระแวดระวัง
“หืม? หรือว่า...”
ซูอี้ลดกล้องส่องทางไกลลง ในใจก็พอจะเดาออกแล้ว
เขาไถลลงจากต้นไม้แล้วบอกทุกคนว่า “ถ้าฉันสังเกตไม่ผิด หลังเขานั่นต้องมีสถานที่สำคัญซ่อนอยู่แน่!”
มีนายทหารชั้นประทวนคอยนำเอกสารไปยังหลังเขาอยู่ตลอด แค่เรื่องนี้อย่างเดียวก็น่าสงสัยมากแล้ว
เจียงเจิ้นถามว่า “แล้วเราจะเอายังไงต่อ?”
ซูอี้หรี่ตาลง ตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า “รอ!”
ชั่วพริบตาเดียวก็ถึงเช้าวันที่สาม
หมอกบนภูเขาหนาแน่นราวกับปุยฝ้ายที่คลี่ไม่ออก
ภายใต้การนำของซูอี้ หน่วยย่อยลอบไปถึงทางแยกบนเส้นทางเขาที่ทีมเสบียงต้องผ่านก่อนครึ่งชั่วโมง แล้วแยกกันย่อตัวซ่อนในพุ่มไม้สองฝั่ง
