ซูอี้กับหูปิงถอดอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ของตัวเองออก แล้วถอยไปยังพื้นที่ว่างกลางถ้ำ ตั้งท่าเตรียมพร้อมและอบอุ่นร่างกาย
หูปิงขยับแขนขา ข้อนิ้วดังกร๊อบแกร๊บไม่หยุด ท่ายืนของเขาเป็นท่าเริ่มต้นมาตรฐานของมวยจับกุมเชลยสำหรับทหารลาดตระเวน กดจุดศูนย์ถ่วงต่ำ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งแน่น เผยให้เห็นความดุดันของผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน
ส่วนซูอี้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ค่อย ๆ ยกมือทั้งสองขึ้น ท่วงท่าผ่อนคลายและกลมกลืน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นท่าเริ่มต้นของศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิม
หูปิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ทหารที่เขาเคยเห็นมานั้น ไม่ฝึกมวยจารชนก็ฝึกมวยจับกุมเชลย ท่าตั้งแบบมวยดั้งเดิมเช่นนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“ไอ้หนุ่ม ดูไม่ออกเลยนะว่านายมีพื้นฐานแบบนี้ด้วย”
หูปิงขยับไหล่ พลางพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ผู้บังคับกรมฉู่ประเมินนายไว้สูงมากนะ”
“ตอนอยู่ค่ายทหารใหม่ที่ยิงกระสุนจริงเป็นครั้งแรก นายยิงเข้าเป้าทุกนัด ได้บันทึกความดีความชอบชั้นสาม”
“หลังจากนั้นผู้บังคับกรมฉู่ก็โทร.ไปที่ค่ายทหารใหม่หลายครั้ง เพื่อถามเรื่องการฝึกของนายโดยเฉพาะ”
“ผมทำงานกับเขามาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาใส่ใจทหารใหม่คนหนึ่งขนาดนี้”
“เพราะงั้นอย่าทำให้เขาผิดหวังล่ะ มาเลย!”
พูดจบ หูปิงก็พุ่งเข้าใส่ก่อน
เขาเป็นทหารลาดตระเวนรุ่นเก๋า ฝึกมวยจับกุมเชลยมากว่าสิบปี ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นท่าล็อกแขนและเกี่ยวขาเพื่อจับกุม
ทั้งรวดเร็วและแม่นยำ เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอย่างยิ่ง
ถ้าเป็นคนทั่วไป คงถูกแรงหมัดอันดุดันนี้ทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
แต่ซูอี้กลับไม่ลนลาน เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย ใช้ฝ่ามือแนบไปตามแรงหมัดของอีกฝ่ายแล้วเบี่ยงนำอย่างแผ่วเบา รับกระบวนท่านั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
นี่คือการรับ แปรแรง แล้วส่งกลับของไท่จี้!
หูปิงรู้สึกเหมือนข้อมือถูกมือของอีกฝ่ายแปะติดไว้ แรงที่ปล่อยออกไปพลันถูกสลายไปกว่าครึ่ง
นายทหารเสนาธิการที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเบิกตาโพลง
