ในสหกรณ์ขายของของตำบล เคาน์เตอร์ถูกขัดจนมันวับ ด้านในวางครีมบำรุงผิว กระบอกไฟฉาย และโถน้ำตาลทรายแดง
หลังเคาน์เตอร์มีหญิงร่างท้วมนั่งถักถุงเท้าอยู่
พอได้ยินเสียงลมจากม่านประตูที่ถูกเปิด พนักงานขายก็ยังไม่เงยหน้า
เข็มถักในมือของเธอขยับขึ้นลงอย่างคล่องแคล่ว ปากก็เคี้ยวเมล็ดแตงไปด้วย
“จะซื้ออะไรล่ะ? เกลือหยาบอยู่ตรงประตู ชั่งเองได้เลย ขนมหมดแล้ว”
น้ำเสียงพนักงานขายเกียจคร้าน แฝงความวางท่าของคนทำงานรัฐ
สวีฉางเล่อสวมเสื้อหนังแกะเก่า ๆ ใช้ผ้าพันคอปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง หิมะที่เกาะอยู่บนตัวก็ยังละลายไม่หมด
แต่งตัวแบบนี้ ปกติเวลามาสหกรณ์ขายของ เขาคงแค่เอาของมาแลกไม้ขีดไฟสักสองห่อ หรือไม่ก็ซื้อผ้าสักสองฉื่อ
พนักงานขายเห็นจนชินแล้ว
สวีฉางเล่อไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของอีกฝ่าย
เขาเดินไปหน้าเคาน์เตอร์ ควักคูปองกับตั๋วต่าง ๆ ออกมาวางบนเคาน์เตอร์พร้อมธนบัตรสิบหยวน
เข็มถักหยุดลง
พนักงานขายขยี้ตา สายตากวาดมองธนบัตรสิบหยวน ก่อนจะไปหยุดที่คูปองธัญพืชใช้ได้ทั่วประเทศ
“โอ้โห สหายหนุ่ม จะซื้อของชิ้นใหญ่หรือ?”
พนักงานขายวางกลุ่มไหมพรมลง ลุกขึ้นยืน พลางฝืนยิ้มออกมา
“สหาย อยากได้อะไรล่ะ? ของที่สหกรณ์เราเพิ่งเข้ามาวันนี้มีครบเลย”
ท่าทีเปลี่ยนเร็วเสียจนชวนขำ
ในยุคนี้ คนที่มีคูปองธัญพืชใช้ได้ทั่วประเทศกับธนบัตรสิบหยวน ย่อมไม่ใช่ชาวนาธรรมดาแน่นอน
ส่วนใหญ่คงเป็นญาติของคนมีหน้ามีตาในกรมป่าไม้หรือเหมืองแร่
สวีฉางเล่อชี้ไปยังกองเครื่องใช้เหล็กตรงมุมห้อง
“เอาหม้อเหล็กใบใหญ่หล่อใหม่ แบบมีหูจับสองข้าง ขนาดแปดอิ้น บ้านผมมีคนไม่มาก เอาแค่พอใช้ก็พอ”
“ได้เลย หม้อเหล็กขนาดแปดอิ้น หล่อจากโรงงานเหล็กทงฮวาแท้ ๆ แข็งแรงทนทาน”
พนักงานขายรีบเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ แล้วยกหม้อเหล็กใบใหญ่ขึ้นมา
