ซูเหมียนพาเด็กน้อยทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุมจนทั่ว
บ้านโทรม ๆ หลังเล็กที่มีพื้นที่แค่ 30 ตารางเมตรนี้ ทำเอาซูเหมียนใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงกว่าจะเก็บกวาดจนสะอาดหมดจด
พอทำทุกอย่างเสร็จ ซูเหมียนก็ทิ้งตัวนั่งลงบนม้านั่งทันที จากนั้นหยิบพัดใบลานที่วางอยู่ข้าง ๆ มาพัดคลายร้อน
ร้อนเหลือเกิน อาจเป็นเพราะอ้วนด้วยก็ได้ ตอนนี้ซูเหมียนหอบหนักมาก
เนื้อตัวเต็มไปด้วยไขมัน ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาอยู่ในร่างเธอเลี้ยงดูอย่างไร ถึงได้ทำให้อ้วนขนาดนี้
ใจดำชะมัด เรื่องอื่นซูเหมียนไม่ว่าอะไรหรอก แต่ทำไมต้องเลี้ยงเธอให้อ้วนด้วยนะ!
ในตอนนั้นเอง ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ
ซูเหมียนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเอ้อร์ป่าวที่แก้มมอมแมมนิดหน่อย แต่ก็ยังมองออกว่าหน้าตาสะสวยน่ารักกำลังมองเธออย่างประหม่า มือที่ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาสั่นน้อย ๆ แสดงให้เห็นว่าเด็กน้อยหวาดกลัวซูเหมียนผู้เป็นแม่มากเพียงใด
เด็กหญิงที่พูดไม่ได้ ขาดความมั่นใจ และรู้ว่าแม่ไม่ชอบตัวเอง
ซูเหมียนไม่กล้าคิดเลยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอ้อร์ป่าวต้องอดทนกับความน้อยเนื้อต่ำใจมากแค่ไหน
เธอยื่นมือออกไป ตั้งใจจะรับผ้าเช็ดหน้า
แต่ไม่คิดว่าเอ้อร์ป่าวจะกอดศีรษะแล้วนั่งยอง ๆ ลงไปตามสัญชาตญาณ ราวกับกำลังรอให้แม่ตี
ซูเหมียนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาวอย่างอ่อนโยน
เมื่อสัมผัสได้ถึงการกระทำของซูเหมียน เอ้อร์ป่าวก็ค่อย ๆ ลดมือลงจากศีรษะ แล้วมองซูเหมียนด้วยความสงสัย
“เด็กดี ไม่ใช่ว่าจะเอาผ้าเช็ดหน้าให้แม่หรือจ๊ะ? ช่วยเช็ดเหงื่อให้แม่หน่อยได้ไหม มือแม่สกปรกน่ะ” ซูเหมียนยิ้มให้เอ้อร์ป่าว พยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด เพราะกลัวจะทำให้ลูกสาวที่อ่อนไหวและขาดความมั่นใจตกใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เอ้อร์ป่าวเห็นแม่พูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยนขนาดนี้ เด็กหญิงวัย 4 ขวบโหยหาความรักจากแม่อย่างยิ่ง แม้แม่จะชอบตีและตะคอกใส่พวกเธอ แต่เอ้อร์ป่าวก็ยังอยากให้แม่รักตัวเองเหลือเกิน
เธอจึงกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ยกมือขึ้นแล้วเริ่มเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ซูเหมียน
ซูเหมียนหรี่ตายิ้ม แล้วพูดกับเอ้อร์ป่าวว่า “เอ้อร์ป่าวเก่งจัง เช็ดเหงื่อให้แม่จนหมดเลย”
เมื่อได้รับคำชม เอ้อร์ป่าวก็มีความมั่นใจขึ้นมาทันที จากนั้นก็เช็ดเหงื่ออีกข้างให้ซูเหมียนต่อ
ทันใดนั้น เสียงท้องร้องที่ไม่ถูกกาลเทศะก็ดังขึ้น
ซูเหมียนไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นพยายามมากแค่ไหนเพื่อทำให้เธออ้วน จนทำให้เธอกินจุขนาดนี้
เพิ่งกินหมั่นโถวไปไม่นานเอง แต่ตอนนี้เธอหิวจนท้องร้องแล้ว
ต้าป่าวที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงท้องร้องของซูเหมียนเช่นกัน
เขารีบเดินไปที่โต๊ะ แล้วส่งซาลาเปาลูกสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้ซูเหมียน
เหลือซาลาเปาแค่ลูกเดียวแล้ว ฟ้าก็เริ่มมืด การออกไปหาอาหารตอนนี้คงลำบาก
แต่จะปล่อยให้เด็กสองคนหิวไม่ได้ พวกเขายังเล็กมาก แถมรูปร่างผอมแห้งแบบนี้เห็นชัดว่าเกิดจากการขาดสารอาหาร
“แม่ กิน” ต้าป่าวเห็นซูเหมียนไม่รับซาลาเปา จึงอดเตือนไม่ได้
เด็กทั้งสองเป็นเด็กดี แม้จะกลัวซูเหมียน แต่พวกเขายังเล็กเกินกว่าจะเกลียดแม่
พวกเขารู้เพียงว่าซูเหมียนเป็นแม่ และเป็นญาติเพียงคนเดียวของพวกเขา
ไม่ว่าแม่จะดีกับพวกเขาหรือไม่ พวกเขาก็ยังรักแม่
เพราะอย่างนั้น แม้จะเหลือซาลาเปาเพียงลูกเดียว เด็กทั้งสองก็ยังยื่นอาหารมื้อสุดท้ายให้ซูเหมียนกิน
ซูเหมียนรู้สึกแสบจมูก เธอรีบรับซาลาเปามา แล้วหักออกมาชิ้นเล็ก ๆ ใส่ปากตัวเอง
จากนั้นก็หักซาลาเปาเป็นสองส่วน ยื่นให้ต้าป่าวกับเอ้อร์ป่าวคนละครึ่ง
“แม่กินเถอะ ผมไม่หิว” ต้าป่าวไม่ยอมรับ เอ้อร์ป่าวเห็นพี่ชายไม่รับ ก็ไม่กล้ารับตามไปด้วย
“รีบกินสิ แม่หาทางหาอาหารได้ พวกเธอกินรองท้องกันก่อน” พูดจบซูเหมียนก็ยัดซาลาเปาใส่มือเด็กทั้งสอง
เด็กน้อยทั้งคู่ย่อมเชื่อคำพูดของผู้ใหญ่ พอรับซาลาเปาไปก็เริ่มกินทันที
พวกเขาหิวมาทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้กินอะไรนอกจากดื่มน้ำ
ดังนั้นซาลาเปากับหมั่นโถวไม่กี่ลูกที่ได้มาในวันนี้ ทั้งสามคนจึงกินจนหมดในพริบตา
ซูเหมียนค้นความทรงจำในหัว พยายามนึกว่าที่บ้านยังมีของมีค่าอะไรให้เอาไปแลกเงินได้บ้าง
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเดินไปยังมุมข้างหัวเตียง แล้วเคาะอิฐก้อนหนึ่งบนผนังดู ข้างในกลวงจริง ๆ ด้วย
เธอวิ่งไปหยิบมีดทำครัวจากอีกด้าน ก่อนจะใช้มันเคาะผนังปัง ๆ ไม่กี่ที อิฐก้อนนั้นก็คลายออกทันที
หลังจากดึงอิฐออกมา ซูเหมียนก็ยื่นมือเข้าไป แล้วหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาได้จริง ๆ
มันคือนาฬิกาพก ของแทนใจที่พระเอกลู่เจิงเคยมอบให้ซูเหมียนในตอนนั้น
แม้ในยามลำบากที่สุด ซูเหมียนก็ยังทำใจเอานาฬิกาพกออกไปจำนำแลกเงินไม่ได้
ของชิ้นนี้ถูกเก็บซ่อนไว้นานเกินไป ซูเหมียนเกือบลืมไปแล้ว โชคดีที่จู่ ๆ เธอก็นึกถึงฉากหนึ่งในนิยายต้นฉบับขึ้นมาได้
“เด็ก ๆ เรามีข้าวกินแล้วนะ พรุ่งนี้แม่จะเอานาฬิกาพกนี่ไปขาย” ซูเหมียนกำนาฬิกาพกในมือไว้ พลางพูดอย่างตื่นเต้น
นาฬิกาพกแบบนี้หายากมาก ส่วนใหญ่เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ ในประเทศแทบไม่มีให้เห็น
ตอนนี้ซูเหมียนเริ่มคิดแล้วว่าจะขายของชิ้นนี้ได้ราคาเท่าไร
ทุกวันนี้อาชีพค้าขายส่วนตัวเริ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นแล้ว แต่คนส่วนใหญ่มองอาชีพค้าขายส่วนตัวในแง่ลบ จึงมีคนทำไม่มากนัก
อย่างน้อยที่สุด การขายของกันเองเป็นการส่วนตัวก็ไม่ผิดกฎหมายแล้ว
ซูเหมียนจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะลองไปตลาดซื้อขาย ดูว่าจะขายของชิ้นนี้ออกไหม
ถ้าหาเงินมาได้สักหน่อย ก็จะช่วยแก้ปัญหาปากท้องในตอนนี้ได้ หลังจากนั้นเธอค่อยทำของกระจุกกระจิกออกไปขายเอง น่าจะเลี้ยงเด็กสองคนได้
พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ซูเหมียนมีมือที่ประณีตมาตั้งแต่เด็ก
ไม่ว่าจะทำอาหาร สานตะกร้าไม้ไผ่ เย็บเสื้อผ้า ทำดอกไม้ติดผม หรือทำงานละเอียดอย่างอื่น ขอแค่ถึงมือซูเหมียน เธอก็ทำออกมาได้สวยงามทั้งนั้น
เพราะอย่างนั้น เมื่อก่อนซูเหมียนไม่ต้องลงนาไปทำงานแลกคะแนนแรงงาน แค่ใช้ฝีมือคู่นี้ก็สร้างผลประโยชน์ให้กองการผลิตได้มากแล้ว
คนที่ควบคุมร่างกายของเธอสนใจแต่ผลักดันเนื้อเรื่องในนิยาย ส่วนฝีมือของซูเหมียนนั้น อีกฝ่ายลอกเลียนไปไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
แต่ตอนนี้ไม่มีกองการผลิตแล้ว แต่ละครอบครัวต่างแยกกันทำมาหากิน ไม่ต้องทำงานแลกคะแนนแรงงานอีก แม้แต่คูปองต่าง ๆ ก็ทยอยเลิกใช้ไปแล้ว
เมื่อเห็นเด็กทั้งสองมองเธอตาเป็นประกาย ซูเหมียนก็คิดว่า ต่อให้พรุ่งนี้ไม่อาศัยการขายนาฬิกาเรือนนี้เพื่อเก็บเงินทุนสักก้อน เธอก็ต้องหาอะไรทำแล้ว
แต่พอมองรูปร่างอ้วนท้วนของตัวเอง ซูเหมียนก็รู้สึกว่าคงหางานที่ถูกใจได้ยาก
อย่างไรเสียเด็กทั้งสองยังเล็กมาก เธอต้องพาไปอยู่ด้วยถึงจะวางใจ
ช่างเถอะ ต่อให้นาฬิกาเรือนนี้ขายได้ราคาถูกก็ต้องขาย เพื่อแก้ปัญหาตรงหน้าให้ได้ก่อน
แต่ถ้าไม่กินข้าวก็ไม่มีแรง คืนนี้ยังไงก็ต้องหาอะไรกินให้ได้
ผู้หญิงข้ามภพคนนั้นมันชั่วช้าจริง ๆ ก่อนจากไปไม่เหลืออาหารไว้ให้สักนิด
ตอนทำความสะอาดเมื่อครู่ ซูเหมียนตรวจดูทั่วทั้งบ้านแล้ว แต่กลับไม่มีข้าวเหลือแม้แต่เมล็ดเดียว
เพื่อนบ้านละแวกนี้พากันหลีกเลี่ยงครอบครัวของซูเหมียน อย่าหวังเลยว่าจะไปยืมข้าวสารกับแป้งมาได้
ต้องรู้ว่าคนที่อาศัยอยู่แถวนี้ล้วนยากจนข้นแค้น ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างลำบาก แล้วจะมีอาหารเหลือให้ซูเหมียนยืมได้อย่างไรกันล่ะ?
