ซูเหมียนพูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่านั้นคือความจนใจ
นาฬิกาพกเรือนนั้น สำหรับเธอแล้วไม่ได้มีค่าอะไรเลย!
ไม่สิ จะว่าไม่มีประโยชน์ก็ไม่ถูก อย่างน้อยก็ยังเอาไปขายแลกเงินได้
ถึงวันนี้ลู่เจิงจะไม่โผล่มา ซูเหมียนก็คิดจะเปิดราคาที่ 800 หยวนอยู่แล้ว
ถึงอย่างไร เงิน 800 หยวนในยุคนี้ก็นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ อย่างน้อยก็พอให้แม่ลูกสามคนใช้ชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง
“ของชิ้นนั้นเคยสำคัญกับฉันมากก็จริง แต่ตอนนี้ลูกสองคนสำคัญที่สุด ขายของชิ้นนั้นแล้วช่วยแก้ปัญหาที่ฉันกำลังเจอได้ ฉันก็ขายค่ะ พูดได้แค่ว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน” ซูเหมียนพูดยิ้ม ๆ
ป้าหนิวได้ยินเช่นนั้นก็อดกวาดตามองซูเหมียนตั้งแต่หัวจดเท้าไม่ได้ ถึงกับรู้สึกว่าตัวเองแทบไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้แล้ว
“เธอเหมือน...เปลี่ยนไปจริง ๆ นะ” ป้าหนิวพึมพำ
เพราะซูเหมียนคนเมื่อก่อน ไม่มีทางพูดอะไรแบบนี้ออกมาแน่
ซูเหมียนยิ้มน้อย ๆ “คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างสิคะ เมื่อก่อนฉันทำไม่ดีเอง ป้าจะอบรมฉันก็ถูกแล้วค่ะ”
ระหว่างพูด ซูเหมียนก็จูงป้าหนิวเข้าไปในบ้าน
คราวนี้ป้าหนิวไม่ได้ปฏิเสธอีก
ซูเหมียนหยิบเงิน 30 หยวนที่เตรียมไว้คืนป้าหนิวออกมา แล้วจับยัดใส่มืออีกฝ่าย
ป้าหนิวมองเงินในมืออย่างงุนงง ก่อนถามด้วยความประหลาดใจว่า “ของชิ้นนั้นของเธอขายได้เงินตั้งเยอะเลยเหรอ?”
ซูเหมียนไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่พูดว่า “ยังไงเงินก็พอคืนป้าได้ แถมยังทำให้แม่ลูกสามคนมีเวลาหายใจหายคอบ้าง อีกสองวันฉันจะไปหางานทำ จะไม่ใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วค่ะ”
