เฉินจืออี้เดินมาหยุดข้างลู่เจิง น้ำเสียงฟังไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเผยให้เห็นชัดว่าเธอไม่พอใจเขา
“อาเจิง ครั้งนี้คุณทำเกินไปหน่อยไหม แค่นาฬิกาพกเรือนเดียว คุณจ่ายไปตั้ง 1,500 หยวนเพื่อซื้อจากผู้หญิงคนนั้น... ผู้หญิงอ้วนคนนั้นน่ะเหรอ?”
เมื่อครู่เฉินจืออี้กลั้นความไม่พอใจเอาไว้ไม่พูด แต่ตอนนี้เหลือเพียงเธอกับลู่เจิงสองคน ในที่สุดเธอก็ระบายความอัดอั้นออกมา
ลู่เจิงชะงักไป ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันมามองเฉินจืออี้ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปพร้อมพูดว่า “คืนมาให้ผม”
“อะไรนะ?” เฉินจืออี้ถามอย่างงุนงง
“นาฬิกาพก คืนมาให้ผม” น้ำเสียงของลู่เจิงเรียบเฉย ราวกับไม่ได้คิดจะตอบคำถามเมื่อครู่ของเฉินจืออี้เลย
ท่าทีไม่แยแสของเขากลับทำให้เฉินจืออี้โมโหขึ้นมา
“ลู่เจิง! คุณหมายความว่ายังไง!”
หญิงสาวอ่อนโยนและจิตใจดีที่เคยเป็นเหมือนดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์คนนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป หลังผ่านความขมขื่นในชีวิตแต่งงาน เฉินจืออี้เองก็อดกลายเป็นผู้หญิงธรรมดาที่พร่ำบ่นสามีเพราะใช้เงินมือเติบไม่ได้
“นาฬิกาพก” ลู่เจิงขมวดคิ้วแน่น ย้ำอีกครั้ง
เฉินจืออี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เธอยื่นนาฬิกาพกที่ซูเหมียนเพิ่งยัดใส่มือให้ลู่เจิง
ทันทีที่ได้จับนาฬิกาพก ลู่เจิงก็รู้สึกเหมือนหัวใจที่ลอยเคว้งอยู่กลับเข้าที่
“อาเจิง เรากลับบ้านกันเถอะ?” ผ่านไปพักใหญ่ เฉินจืออี้ก็กลับมาเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นอีกครั้ง เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าอากาศเปลี่ยนเสียอีก
