“ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริง ๆ”
โจวหยางแค่นเสียงเย็นชา บิดแขนชายคนนั้นไปด้านหลังแล้วเพิ่มแรงกด จนอีกฝ่ายร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นเครื่องบันทึกเสียงก็ดังขึ้น
บทสนทนาระหว่างเขากับอู๋เทียนก้องกังวานไปทั่วตู้รถไฟ
ร่างชายคนนั้นแข็งทื่อ แววตาพลันฉายความดุร้าย
“มีแค่เสียงบันทึกจะพิสูจน์อะไรได้? ฉันยังบอกได้เลยว่าคนในนั้นไม่ใช่ฉัน”
ชายคนนั้นปากแข็ง ทำท่าราวกับเป็นพวกหนังเหนียว
เขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้สงสัยเขาได้อย่างไร แถมยังเจาะจงลากตัวเขาออกมาจากบรรดาผู้โดยสารได้อย่างแม่นยำ
แต่ตราบใดที่เขายืนกรานไม่ยอมรับ พวกเขาจะกล้าทรมานรีดเค้นชาวบ้านธรรมดาอย่างเขาหรือไง
อีกเดี๋ยวระเบิดก็จะทำงาน ต่อให้เทพยดาองค์ไหนมาก็ช่วยอะไรไม่ได้
“ยังไม่ยอมพูดความจริงอีก...”
โจวหยางหัวเราะหึ ๆ ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ก่อนเตะพับเข้าที่ข้อพับเข่าของชายคนนั้นอย่างแรง
“ผู้โดยสารธรรมดาไม่มีชนวนที่ถอดออกไปแล้วเกือบครึ่งซ่อนอยู่กับตัวหรอก”
โจวหยางเล่นสายโลหะขึ้นสนิมสองสามเส้นในมือ บนใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่กลับทำให้ชายคนนั้นหนาวเยือกไปทั้งตัว
“คุณจะปากแข็งต่อก็ได้ แต่ชีวิตคนหลายร้อยคนบนรถไฟขบวนนี้ คุณรับผิดชอบไม่ไหวหรอก
ถึงจะไม่คิดถึงตัวเอง อย่างน้อยก็นึกถึงครอบครัวบ้างสิ สหายจางลี่”
โจวหยางเรียกชื่อเขาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ตั้งแต่ภาพวาดใบหน้าถูกเผยแพร่ เบื้องบนก็สืบประวัติเขาจนหมดเปลือกแล้ว
