“หา?”
หลี่จวินมองหนานกงเสวี่ยอย่างตกตะลึง
ตอนนี้ใบหน้าของหนานกงเสวี่ยแดงก่ำ ความสง่างามและความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปจนหมด เธอไม่ค่อยกล้าสบตาหลี่จวิน ได้แต่ก้มหน้าก้มตาคีบข้าวเข้าปากไม่หยุด
หลังมื้ออาหารจบลง หนานกงเสวี่ยเพิ่มเพื่อนหลี่จวินในวีแชตและแลกเบอร์โทรศัพท์กัน แต่ไม่ได้กลับไปพร้อมเขา
“ฉันมีเพื่อนอยู่ที่ร้านอาหารส่วนตัวแห่งนี้เหมือนกัน ขอไปหาเธอก่อนนะ”
หนานกงเสวี่ยบอก
“ได้ งั้นผมไปก่อนนะ”
หลี่จวินหยิบกระดาษเช็ดปากมาเช็ดปาก
พูดตามตรง มื้อนี้กินอย่างสบายใจกว่าตอนอยู่บ้านอาสะใภ้เสียอีก
พอเดินออกจากห้องส่วนตัว หลี่จวินก็อดเงยหน้ามองไปทางบันไดชั้นสองไม่ได้
ตั้งแต่เข้ามา เขาก็รู้สึกว่ามีคนแอบสังเกตตัวเองอยู่
แต่ไม่ได้สัมผัสถึงเจตนาร้าย พอมาคิดตอนนี้ คนคนนั้นคงเป็นเพื่อนที่หนานกงเสวี่ยพูดถึง
เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร แล้วเดินตรงออกไปข้างนอก
อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวงดงามที่ยืนอยู่ตรงบันไดอดยกมือตบอกเบา ๆ ไม่ได้
“เป็นอย่างที่เสี่ยวเสวี่ยบอกจริง ๆ ผู้ชายคนนี้ช่างสังเกตเฉียบคม ขนาดฉันซ่อนตัวมิดชิดขนาดนี้ ยังเกือบถูกจับได้”
ตอนนั้นเอง หนานกงเสวี่ยก็เดินขึ้นมา
“ซูหนิง เป็นยังไงบ้าง? เขาหล่อมากใช่ไหม?”
หลวนซูหนิงส่ายหน้า “ฉันไม่เห็นตรงไหนหล่อเลย แต่ผู้ชายคนนี้อันตรายจริง ๆ”
“แล้วเธอเคยคิดบ้างไหมว่า เขาอาจตั้งใจเข้าหาเธอก็ได้?”
“เป็นไปไม่ได้”
หนานกงเสวี่ยส่ายหน้าทันที
“ตอนนั้นฉันมาฉู่โจวแบบกะทันหัน เขาไม่มีทางวางแผนเรื่องพวกนี้ไว้ล่วงหน้าได้หรอก”
หลวนซูหนิงถอนหายใจ
“ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอกับเขาก็ไม่เหมาะกันอยู่ดี เขาอาจมีอำนาจอยู่บ้างในฉู่โจว แต่ตระกูลของเธอไม่เหมือนตระกูลอื่น ต่อให้เป็นขุมอำนาจที่โดดเด่นที่สุดในฉู่โจว ก็ยังไม่คู่ควรกับเธอ”
“อีกอย่าง ถ้าเธอคบกับเขาจริง ๆ เขาอาจเดือดร้อนไปด้วย”
