ลู่เหวินเซิงฝืนกลืนหมั่นโถวลงไปทั้งที่ในอกเต็มไปด้วยความขมขื่น จากนั้นก็ตั้งใจจะไปสหกรณ์สักเที่ยว เธอต้องจัดการเรื่องงานของตัวเองก่อน ในเมื่อเธอไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้ไป!
คิดไปแล้วเจ้าของร่างเดิมก็ช่างโง่เสียจริง ถ้าชนกำแพงตายแบบนั้น ทุกอย่างของเธอก็ไม่ตกเป็นของครอบครัวปลิงดูดเลือดบ้านนั้นหมดหรือไง
แต่จะว่าไป เธอก็พอเข้าใจเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังเด็ก แถมถูกครอบครัวนั้นกดขี่มาตั้งหลายปี ถ้าไม่ถูกทำลายจนหมดสภาพสิถึงจะแปลก…
ระหว่างทาง ลู่เหวินเซิงเรียกชายคนหนึ่งที่ถือกระเป๋าเอกสารและสวมสูทตัดเย็บประณีตเอาไว้ แล้วถามเวลาเขา
เพิ่งบ่ายโมงนิด ๆ ไม่รู้ว่าสหกรณ์จะพักกลางวันหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีที่อื่นให้ไป เธอจึงตั้งใจไปลองเสี่ยงดูก่อน
ยุคนี้ไม่มีโทรศัพท์ เวลาจะดูเวลาก็ต้องพึ่งนาฬิกาข้อมือ พอขายงานได้แล้ว เธอจะไปเดินตลาดมืดดูว่ามีนาฬิกาขายไหม ส่วนนาฬิกาที่สหกรณ์นั้นเธอไม่คิดจะซื้อหรอก ถ้าไม่มีคูปองซื้อนาฬิกา เขาก็ไม่มีทางขายให้เธออยู่ดี
ลู่เหวินเซิงไม่รีบร้อน เดินเอื่อย ๆ มุ่งหน้าไปทางสหกรณ์ พอผ่านทางแยกหนึ่งก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งลับ ๆ ล่อ ๆ วิ่งเข้าไปในตรอกข้างหน้า
ข้างหน้าน่าจะเป็นตลาดมืดสินะ พอนึกได้ว่าอีกเดี๋ยวเธอก็ต้องไปเหมือนกัน จึงแอบตามไปเงียบ ๆ ตั้งใจไปจำทางไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องลำบากตามหาในภายหลัง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เหวินเซิงก็ทำตามชายคนนั้น หันซ้ายหันขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็ออกวิ่งพรวดเข้าไปในตรอก พอหอบแฮก ๆ วิ่งเลี้ยวผ่านตรอกซอกซอยไปหลายแห่ง ก็เห็นชายคนเมื่อครู่กำลังซื้อขายกับใครบางคน ชัดเลย ที่นี่คือตลาดมืด!
ตอนนี้เธอต้องรีบไปสหกรณ์ก่อน เรื่องสำคัญยังไม่ได้จัดการเลย
เธออาศัยความทรงจำตอนขามาวิ่งย้อนกลับ ผ่านตรอกไปหลายสายกว่าจะกลับมายืนบนถนนใหญ่ได้ พอหายใจคล่องแล้วก็ยกมือเช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก ก่อนเดินทอดน่องไปยังสหกรณ์
ต้องยอมรับว่าตามถนนหนทางในยุค 70 มีคำขวัญสีแดงติดอยู่ทั่ว หลังคาบ้านเรือนสีหม่น ๆ กับโปสเตอร์ตัวโตที่ติดอยู่ไม่ไกล ล้วนทำให้เธอนึกถึงถนนย้อนยุคที่เคยเห็นในสตูดิโอถ่ายทำเมื่อชาติก่อน จะว่าไปก็เหมือนจริง ๆ ด้วย!
ระหว่างทางลู่เหวินเซิงได้เห็นอะไรต่อมิอะไรไปไม่น้อย พอเดินผ่านสถานีอนามัยแห่งหนึ่งก็เข้าไปเปลี่ยนผ้าพันแผลบนศีรษะที่ไม่รู้พันไว้นานแค่ไหนเป็นผืนใหม่ เธอคิดว่าจะได้สร้างความประทับใจที่ดีให้หัวหน้าคนก่อนซึ่งยังไม่เคยพบหน้ากัน
พอไปถึงสหกรณ์ พวกเขากลับเข้าทำงานกันแล้ว ลู่เหวินเซิงมองหาพนักงานสาวที่ดูพูดจาง่ายคนหนึ่งในแผนกสินค้า แล้วถามว่า
“สวัสดีค่ะสหาย ขอถามหน่อยค่ะว่าไปห้องทำงานหัวหน้าได้ทางไหน”
เถียนฟางสังเกตเห็นเธอตั้งแต่เดินเข้าประตูมาแล้ว หญิงสาวตัวเล็กผิวขาวสะอาดตา ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง คิ้วเรียว ริมฝีปากสีชมพูราวกลีบดอกอิง ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ เพียงแต่ผอมเกินไปหน่อย ราวกับลมแรงกว่านี้อีกนิดก็พัดล้มได้แล้ว พอสายตาเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลบนศีรษะ ก็อดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้ เธอจึงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“คุณเป็นเพื่อนร่วมงานคนใหม่ใช่ไหมคะ เห็นทางเดินข้างหน้าไหม เดินไปจนสุดแล้วเลี้ยวซ้าย ห้องแรกทางขวามือเลยค่ะ”
ท้ายประโยคเธอยังเสริมให้ด้วยความหวังดีว่า “หัวหน้าแซ่เถียนนะคะ”
ลู่เหวินเซิงสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีของอีกฝ่าย จึงกล่าวขอบคุณเสียงหวาน แล้วเดินไปยังห้องทำงานหัวหน้า
“ก๊อก ๆ ๆ!” ลู่เหวินเซิงเคาะประตู
“เชิญเข้ามา” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านใน
ลู่เหวินเซิงสูดลมหายใจลึก ยกมือผลักประตูเข้าไป เอ๊ะ? กลับเป็นคนรู้จักเสียได้ โลกนี้ช่างกลมจริง ๆ
ลู่เหวินเซิงแปลกใจเพียงชั่วครู่ก็กลับมาเป็นปกติ ชายคนนี้ก็คือผู้ชายสวมสูทที่เธอเรียกไว้ถามทางเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
หัวหน้าเถียนเองก็จำหญิงสาวตรงหน้าได้เช่นกัน: นี่เธอตามมาถึงที่นี่เพื่อถามเวลาอย่างนั้นหรือ?
พอคิดได้ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ตอนนี้บ่ายโมงสี่สิบห้านาที”
ลู่เหวินเซิงงงเป็นไก่ตาแตก…
นี่มันหมายความว่ายังไง เข้าห้องทำงานแล้วยังต้องรายงานเวลาด้วยเหรอ?
จู่ ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ กลั้นไม่อยู่จนหลุดหัวเราะพรืดออกมา พอรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทไปหน่อย ก็รีบปรับสีหน้าให้เรียบร้อยแล้วอธิบายว่า
“สวัสดีค่ะหัวหน้าเถียน ฉันชื่อลู่เหวินเซิง เป็นพนักงานที่ยังไม่ได้เริ่มงานของสหกรณ์ค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่บอกเวลาให้ฉันระหว่างทางนะคะ อีกเรื่องคือวันนี้ฉันมารบกวนคุณโดยไม่ได้บอกกล่าว เพราะมีเรื่องอยากขอให้ช่วยค่ะ”
หัวหน้าเถียนรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดไป จึงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขากระแอมเบา ๆ ก่อนถามว่า
“ไม่ทราบว่าสหายลู่มีเรื่องอะไรให้ผมช่วยหรือครับ”
ลู่เหวินเซิงพูดเข้าเรื่องตรง ๆ ว่า
“หัวหน้าเถียนคะ งานนี้เป็นงานที่สำนักงานเขตจัดสรรให้ฉันค่ะ แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ฉันเลยเข้าทำงานตำแหน่งนี้ไม่ได้ ก็เลยอยากมาถามคุณว่าฉันโอนสิทธิ์ตำแหน่งนี้ให้คนอื่นได้ไหม”
หัวหน้าเถียนตื่นเต้นขึ้นมาทันที สมัยนี้งานแทบจะเป็นระบบหนึ่งตำแหน่งต่อหนึ่งคน ถ้าคนเก่าทำไม่ไหวแล้ว คนรุ่นใหม่ก็เข้าไปแทน
ยิ่งเป็นพนักงานประจำร้านของสหกรณ์ด้วยแล้ว ฝนก็ไม่เปียก ลมก็ไม่โดน เป็นงานดี ๆ ที่ต่อให้แย่งกันจนหัวแตกก็ยังคว้าไว้ไม่ได้! ตอนนี้สหายสาวตรงหน้ากลับบอกว่าจะยกตำแหน่งให้ เขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง!
เมื่อกดความรู้สึกตื่นเต้นในใจลงได้ เขาก็รีบถามต่อว่า
“พูดจริงหรือครับ?”
ลู่เหวินเซิงพยักหน้ารับทันที
“เชิญนั่ง ๆ สหายลู่ นั่งคุยกันก่อน”
ลูกสาวคนเล็กของหัวหน้าเถียนเพิ่งเรียนจบมัธยมปลายในปีนี้ กำลังกลุ้มใจเรื่องไม่มีงานทำ สำนักงานเขตมาที่บ้านแล้วสองครั้ง พรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว
ถ้ายังหางานไม่ได้ก็จะถูกบังคับให้ลงชนบท ช่วงหลายวันนี้ทั้งครอบครัวกลุ้มจนกินข้าวไม่ลง นี่มันชัด ๆ ว่าฟ้ายังไม่ปิดทางรอดจริง ๆ
“ไม่ทราบว่าสหายลู่จะส่งมอบงานได้เมื่อไหร่ครับ?”
“ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ อีกไม่กี่วันนี้ฉันก็ต้องลงชนบทแล้ว”
หัวหน้าเถียนฉงนใจ งานดีขนาดนี้ไม่ทำ แต่กลับจะลงชนบทหรือ? เขากลัวว่านี่จะเป็นกับดัก จึงคิดว่าถามให้ชัดเจนไว้ก่อนดีกว่า
แต่ยังไม่ทันได้ถาม ลู่เหวินเซิงก็พูดขึ้นมาเอง เธอรู้ว่าหัวหน้าเถียนกังวลเรื่องอะไร เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป เธอเข้าใจ จึงชี้ไปที่ศีรษะตัวเองแล้วว่า
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรค่ะ หัวหน้าเถียน ฉันจะพูดกับคุณตามตรง…”
ลู่เหวินเซิงเล่าเรื่องในบ้านตั้งแต่พ่อเสียสละชีวิตไปจนถึงตอนที่เธอคิดไม่ตกจนเอาหัวชนกำแพงฆ่าตัวตาย ออกมาหมดเปลือกในคราวเดียว เธอไม่มีความคิดประเภท ‘เรื่องในบ้านห้ามเอาไปบอกคนนอก’ หรอกนะ อยากประกาศให้คนทั้งโลกรู้ด้วยซ้ำ!
หัวหน้าเถียนฟังจบแล้วถึงกับอึ้งไปทั้งตัว ยังมีคนหน้าด้านได้ขนาดนี้ด้วยเหรอ…?
พอมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง เธออายุเท่าลูกสาวคนเล็กของเขาแท้ ๆ แต่กลับต้องเจอเรื่องทุกข์ยากมากมายขนาดนี้ เขาอดทอดถอนใจในใจไม่ได้
เฮ้อ! เขาต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีสิ เขามีลูกสาวตั้งสองคน ถ้าวันไหนเขาเกิดตายกะทันหันขึ้นมา…
ไม่กล้าคิด ไม่กล้าคิด!
เดิมทีลู่เหวินเซิงก้มหน้า ทำท่าหดตัวเงียบเป็นนกกระทาอยู่ พอเห็นคนตรงข้ามเงียบไปนานก็อดเงยหน้ามองอย่างสงสัยไม่ได้
เอ่อ…ดูเหมือนความคิดของหัวหน้าเถียนจะล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว…
“เอ่อ…หัวหน้าเถียน คุณเอาไหมคะ?”
“เอาสิ เอาแน่นอน สหายลู่อยากขายเท่าไหร่ครับ?” หัวหน้าเถียนรีบถาม
