เช้าวันต่อมา ลู่เหวินเซิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ฝนหยุดตกแล้ว ทิศตะวันออกเริ่มมีแสงขาวอมแดงตรงขอบฟ้า ดูท่าวันนี้คงจะร้อนตับแลบอีกวัน!
จู่ ๆ เธอก็นึกถึงประโยคหนึ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ ในยุคปัจจุบัน: คิดว่าฝนตกนิดหน่อยแล้วอากาศจะเย็นลงเหรอ? ไม่หรอก! สวรรค์กลัวว่าไฟจะเผาไหม้จนแห้ง เลยเติมน้ำลงไปแล้วเผาต่อ... มีแต่จะร้อนขึ้น ไม่มีวันร้อนที่สุด!
เธอเข้าไปต้มโจ๊กในครัวก่อน แล้วค่อยล้างหน้าแปรงฟัน พอจัดการเสร็จ โจ๊กก็ใกล้ได้ที่แล้ว เธอแกะเนื้อกุ้งมังกรที่เหลือจากเมื่อคืนใส่ลงไปทั้งหมด หั่นผักกวางตุ้งอ่อนใส่ลงไปด้วย เติมเครื่องปรุงให้ได้รสชาติ ไม่นานกลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วครัวเล็ก
ระหว่างรอโจ๊กเดือด ลู่เหวินเซิงผสมแป้งสาลีกับแป้งข้าวโพด ใส่ไข่และต้นหอมลงไปทำเป็นแป้งเหลว จากนั้นวางกระทะเหล็กใบบนเตาแล้วเริ่มทอดแผ่นแป้ง ตักหนึ่งช้อนทอดได้หนึ่งแผ่น แผ่นแป้งบาง ๆ สุกเร็วมาก
ตอนหลวี่ห้าวเดินเข้ามา ก็เห็นลู่เหวินเซิงถือจานไว้มือหนึ่ง อีกมือคอยเติมฟืน ในนั้นยังมีแผ่นแป้งวางอยู่ด้วย
เขาทั้งนึกชื่นชมพี่ลู่ในใจ ทั้งรีบเดินเข้าไปช่วยรับจานแล้วรับช่วงเติมฟืนต่อ
“พี่ลู่ ให้ผมทำเองครับ เรียกผมสักคำก็ได้...”
ลู่เหวินเซิงพอใจกับความรู้จักสังเกตของเด็กคนนี้มาก พอมีเขามาช่วยก็เบาแรงลงจริง ๆ แต่ก็นะ!
“ไฟอ่อน ๆ! ไหม้แล้วเธอกินเองนะ...”
ลู่เหวินเซิงคีบแผ่นแป้งไหม้ด้วยตะเกียบ ยื่นไปตรงหน้าเขาอย่างฉุนเฉียว
หลวี่ห้าวรู้สึกผิด “เอ่อ พี่ลู่ ผม...ผมจะระวังครับ”