ไม่นานนัก คนที่เขียนจดหมายเสร็จก็วิ่งมาถึงสมาคม
หน้าสมาคมนักผจญภัยมีแถวยาวเหยียดคดเคี้ยวต่อกันเป็นงู
เสียงผู้คนอื้ออึงจอแจราวกับตลาดกลางเมือง
ทุกคนกำจดหมายไว้แน่น ในดวงตาฉายแววแห่งความหวังปะปนกับความกังวล
“ฟังให้ดี! เขียนชื่อผู้รับให้ครบถ้วน!”
“เขียนลักษณะหน้าตาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้! ถ้ารู้ที่อยู่ก็ต้องเขียนลงไปด้วย!”
มือซ้ายของหลินกุ่ยถือโทรโข่งสังกะสีทำอย่างหยาบ ๆ เขาตะเบ็งเสียงดังลั่น คอยควบคุมความเป็นระเบียบ
มือขวาก็รับเหรียญทองแดงทีละเหรียญ พร้อมกับจดหมายที่พับเรียบร้อยเป็นตั้ง ๆ อย่างคล่องแคล่ว
เวลานี้เขาดูราวกับพ่อค้าเร่ที่กำลังตะโกนเรียกลูกค้าอยู่ในตลาด
ไม่เหลือเค้าจอมเวทผู้เย็นชาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันแม้แต่น้อย
ภาพนี้ทำให้เหล่ากลุ่มนักผจญภัยที่เพิ่งทำภารกิจสำเร็จและกลับมาจากแดนไกล ต่างพากันเหลียวมอง
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและฉงนสนเท่ห์
จอมเวทพเนจรผู้เย็นชาและมักฉายเดี่ยวคนนั้น
กลับกำลังพับแขนเสื้อ ยืนเบียดปะปนอยู่กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งอย่างนั้นหรือ?
ภาพตรงหน้าช่างขัดกับความเข้าใจของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
รอส หัวหน้ากลุ่มสิงโตซึ่งมีระดับสูงสุดในนครนิวคอนเวแนนต์ บังเอิญเดินผ่านมาโดยพาลูกทีมมาด้วย
เขาหยุดฝีเท้า รองเท้าบูตหนักอึ้งที่เสริมเกราะไว้กระทบพื้นหินดังทึบ
เขากวาดตามองภาพอันวุ่นวายด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับกำลังมองกองขยะที่ขวางหูขวางตา
“หึ จอมเวทพเนจรที่เกิดมาเป็นขอทาน สันดานต่ำช้าฝังอยู่ในกระดูก เปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ สมแล้วที่ได้คลุกคลีกับพวกชาวนาขาสกปรกพวกนี้”
เขาเยาะเย้ยเสียงต่ำ น้ำเสียงเจือความรังเกียจเย็นชา ราวกับแค่มองนานอีกสักวินาทีก็ทำให้ดวงตาแปดเปื้อน
เมื่อปีก่อน เขาเคยลดตัวลงไปเชื้อเชิญหลินกุ่ยเข้ากลุ่ม แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
ตอนนั้นสายตาที่หลินกุ่ยมองเขาเย็นชาราวกับกำลังมองก้อนหินข้างทาง
ไม่สิ เหมือนมองขยะข้างทางมากกว่า แววตาเช่นนั้นยังคงติดค้างอยู่ในใจเขาจนถึงทุกวันนี้
“หัวหน้าครับ...คิดว่าเขาจะไปถึงนครคารันได้จริงหรือครับ?”
ลูกทีมหนุ่มคนหนึ่งซึ่งใบหน้ายังเจือความเยาว์วัย อดถามเสียงเบาไม่ได้
ในดวงตามีแววคาดหวังที่ซ่อนอยู่เล็กน้อย
“ไม่มีทางเด็ดขาด!”
รอสตัดบทเสียงห้วน น้ำเสียงกร้าวกระด้าง
“ปีศาจในป่าระบาดหนักแล้ว ไม่ได้เชื่องเหมือนเมื่อปีก่อน!”
“เขาไปคนเดียวก็เท่ากับรนหาที่ตาย เป็นอาหารให้พวกอสูรกาย!”
“แต่...แต่เขาไม่ได้กลับมาจากนครเวทมนตร์ที่อยู่ไกลกว่านี้หรือครับ? ที่นั่นไม่อันตรายกว่าอีกหรือ...”
คำพูดของลูกทีมชะงักลงภายใต้สายตาเย็นชาของรอส เขากลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปทั้งอย่างนั้น
“ไปกันเถอะ อย่าเสียเวลาอันมีค่าอยู่ในที่แบบนี้”
รอสแค่นเสียง พาลูกทีมก้าวยาว ๆ เข้าไปในประตูใหญ่โอ่อ่าของสมาคม โดยไม่คิดจะเหลือบมองอีก
ด้านนอกสมาคม หลินกุ่ยคิดว่าคงจัดการทุกอย่างเสร็จได้อย่างสบาย ๆ ภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ไม่คิดเลยว่า...
เขายังประเมินความเร็วในการแพร่ข่าวในหมู่ผู้คนต่ำเกินไป
รวมถึงความคิดถึงที่ถูกกำแพงสูงตัดขาดมานานถึงสิบปี จนสะสมพอกพูนเป็นภูเขา
สมาคมตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมือง ผู้คนสัญจรขวักไขว่
คนที่ได้ข่าวแล้วรีบมาสมทบมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แถวไม่เพียงไม่สั้นลง กลับยิ่งยาวเหยียดและแน่นขนัด
กระทั่งดวงอาทิตย์ยามเย็นย้อมขอบฟ้าเป็นสีส้มแดง
เมื่อหญิงชราคนสุดท้ายยัดกระดาษจดหมายยับย่นแผ่นหนึ่งใส่มือเขา
กระเป๋าเป้ที่เดิมใส่ของได้ไม่น้อยก็พองตุงจนเต็มแน่น
ผ้าตึงเปรี๊ยะ ตะเข็บส่งเสียงฉีกเบา ๆ ราวกับใกล้จะปริออก
“นี่ ระบบ ฉันรับจดหมายไปทั้งหมดกี่ฉบับแล้ว?” หลินกุ่ยแอบลอบกลืนน้ำลาย
【จดหมายทั้งหมด 679 ฉบับ โฮสต์】 เสียงอิเล็กทรอนิกส์เย็นชาไร้อารมณ์ของระบบดังขึ้นตรงเวลา
【ขอแจ้งเตือนอย่างจริงจัง: การรับจดหมายเกินจำนวนไม่ได้ทำให้ได้รับรางวัลเพิ่มเติม】
【ท่านสามารถทยอยทำให้สำเร็จในภารกิจครั้งต่อ ๆ ไปได้】
【การกระทำนี้ไม่ต่างจากการทิ้งรางวัลพื้นฐานของเวทมนตร์ขั้นต้นอย่างน้อย 600 บทไปโดยเปล่าประโยชน์】
เสียงของระบบฟังดูเหมือนเจือความจนใจและหมดคำพูดอย่างเป็นมนุษย์ขึ้นมาเล็กน้อย
“เฮ้อ ก็...พอเปิดช่องไว้แล้วจะปิดกลับก็ไม่ง่ายนี่นา”
หลินกุ่ยยกมือนวดหว่างคิ้วที่ตึงปวด แล้วถอนหายใจ
แน่นอนว่าเหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือ เขาไม่เห็นรางวัลเวทมนตร์ขั้นต้นพวกนั้นอยู่ในสายตาจริง ๆ
ในฐานะจอมเวทชั้นสูง เวทบอลเพลิงหรือเวทส่องสว่างอะไรพวกนั้น สำหรับเขาแล้ว...อ่อนด้อยจนน่าเวทนา
สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ คือรางวัลพิเศษที่ระบบให้สัญญาไว้
การเพิ่มพลังเวท
หากนั่งทำสมาธิด้วยตัวเองเพียงลำพัง กว่าจะทะลวงสู่เหนือสามัญคงต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี...
【โฮสต์ อีกไม่นานท่านจะต้องเสียใจกับเรื่องนี้】
“เสียใจเหรอ? ไม่มีทางหรอก!”
หลินกุ่ยรัดสายรัดกระเป๋าเป้ที่แทบจะแตกให้แน่นขึ้น
เขาตบภูเขาแห่งความคิดถึงที่พองตุงนั้นอย่างมั่นใจ
“เจ้ากรีนเฒ่า ออกเดินทาง!”
เขาพลิกตัวขึ้นขี่กิ้งก่ายักษ์
กิ้งก่ายักษ์ส่งเสียงครางต่ำ ๆ ก่อนออกเดินด้วยขาทั้งสี่อันกำยำ พาเขาโคลงเคลงมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
เหล่าทหารยามเห็นพาหนะประหลาดของเขาจนชินตาแล้ว หลังตรวจสอบอย่างง่าย ๆ ก็ปล่อยให้ผ่านไป
ก่อนจะพ้นประตูเมือง หัวหน้าหน่วยยามที่คุ้นเคยกันดีคนหนึ่งซึ่งมีแผลเป็นบนใบหน้า ก็เร่งฝีเท้าเข้ามาหาเขาอย่างเก้อเขิน
เขายัดจดหมายส่วนตัวสองฉบับที่ปิดผนึกแน่นกับเหรียญทองอร่ามสองเหรียญให้ แล้วพูดเสียงเบาว่า
“ท่านหลินกุ่ย รบกวนด้วย...ช่วยไปบอกพ่อแม่ที่นครคารันว่าผมปลอดภัยดี บอกพวกท่านว่า...ลูกอกตัญญูคนนี้ยังมีชีวิตอยู่”
เพิ่งออกจากประตูเมืองไปได้ไม่นาน จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียกดังตามมาจากด้านหลัง
เสียงถูกสายลมพัดจนพร่าเลือนไปบ้าง แต่ยังสัมผัสได้ถึงความเร่งร้อนและจริงใจ
“ท่านจอมเวท!”
“ท่านต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ!”
หลินกุ่ยหันกลับไป มองกำแพงเมืองสีเทาอมน้ำตาล
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ชาวเมืองจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งนำจดหมายมาส่งได้มารวมตัวกันอยู่บนนั้นแล้ว
พวกเขาเบียดกันอยู่หลังกำแพงเชิงเทิน พยายามโบกมือเรียกเขาอย่างสุดแรง
ใบหน้าหยาบกร้านเหล่านั้นเปี่ยมด้วยความหวังที่จริงใจอย่างไม่ปิดบัง
หัวใจของหลินกุ่ยพลันอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้รับแสงแดดฤดูหนาวอ่อน ๆ
เขาโบกมือตอบพวกเขาอย่างไม่ยี่หระ
จากนั้นก็บังคับกิ้งก่ายักษ์มุ่งหน้าเข้าไปในดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ ซึ่งเงามืดหนาทึบขึ้นทุกขณะและเต็มไปด้วยภยันตรายโดยไม่ลังเล
เมื่อ 40 ปีก่อน เทพมารจุติลงมา ฟากฟ้าหลั่งโลหิต หยาดฝนสีชาดเทกระหน่ำลงมา
สิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาที่ถูกหยาดฝนโลหิตอันโสมมสัมผัส เนื้อหนังล้วนละลายกลายเป็นน้ำเลือดเหม็นคาว
ส่วนสัตว์ป่าไร้สติปัญญาในหุบเขากลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดน่าสะพรึงกลัวที่รู้จักแต่การเข่นฆ่า
ฝนโลหิตล้างโลกครั้งนั้นตกต่อเนื่องยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
ประชากรทั่วทั้งทวีปอากาลาลดลงถึงสามในสี่ เปลวไฟแห่งอารยธรรมริบหรี่ใกล้ดับมอด
ประเทศชาติและระบบเผ่าพันธุ์พังทลายลงโดยสิ้นเชิง ผู้รอดชีวิตพากันหลบซ่อนตัวอยู่ภายในนครรัฐสูงตระหง่านแต่ละแห่ง
กำแพงหินมหึมาอันเย็นเยียบช่วยปกป้องพวกเขา แต่ก็ทำให้พวกเขาขาดการติดต่อกัน นับแต่นั้นยุคมืดจึงเริ่มต้นขึ้น
ในช่วงแรก ปีศาจในป่ายังมีไม่มากนัก
แม้สัตว์ประหลาดจะน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่เชื่องช้าไร้สติ ไม่ค่อยบุกเข้ามาในเขตแดนของมนุษย์เป็นกลุ่มใหญ่ด้วยตนเอง
ในเวลานั้น นครรัฐที่ยังหลงเหลืออยู่ยังพอมีเส้นทางติดต่อกันอย่างเปราะบางอยู่บ้าง
จนกระทั่งฝันร้ายที่เรียกว่า “คลื่นทมิฬ” มาเยือน
บางคนกล่าวว่าคลื่นทมิฬเป็นภัยพิบัติอีกครั้งที่เทพมารนำมาสู่สรรพชีวิตทั่วทวีปอากาลา เช่นเดียวกับฝนโลหิต
บางคนกล่าวว่าเป็นภัยพิบัติที่เทพมารทั้งเจ็ดสิบสองตนภายใต้อาณัติร่วมมือกันก่อขึ้น เพื่อมุ่งทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การปรากฏตัวของคลื่นทมิฬนั้นไร้สัญญาณเตือนเสมอ ราวกับเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
ทุกครั้งจะมีปีศาจคลุ้มคลั่งนับร้อยล้านรวมตัวกัน ราวกับคลื่นสีดำที่ทำลายทุกสิ่ง บดขยี้นครรัฐทั้งหมดที่ขวางหน้า
จากนั้นคลื่นก็สลายหายไปอย่างไร้สาเหตุ ทิ้งปีศาจนับไม่ถ้วนไว้ในแดนร้าง ปล่อยให้พวกมันเร่ร่อน วนเวียน และขยายพันธุ์
คลื่นทมิฬเกิดขึ้นทุก 2 ปี ราวกับโรคเรื้อรังที่กำเริบเป็นระยะ และจนถึงตอนนี้ก็เกิดขึ้นครบ 20 ครั้งแล้ว
จำนวนปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งมากกว่าประชากรทั้งหมดที่เหลืออยู่บนทวีปหลายเท่า ถูก “เติม” เข้ามาในป่าครั้งแล้วครั้งเล่า
โลกภายนอกกำแพงเมืองจึงอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ ทุกย่างก้าวอาจเหยียบลงไปในกับดักแห่งความตาย
โชคดีที่นอกเหนือจากครั้งหนึ่งซึ่งมีกระแสย่อยทะลักเข้ามา ดินแดนชายขอบก็ไม่เคยถูกคลื่นทมิฬสายหลักพัดถล่มเลย
ดังนั้น ความหนาแน่นของปีศาจในป่าจึงยังไม่ถึงขั้นเหลือเชื่อจนทำให้ผู้คนสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
ถึงกระนั้น ผืนแผ่นดินแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่นักผจญภัยชั้นสูงทั่วไปจะข้ามผ่านได้อย่างง่ายดายอีกต่อไปแล้ว
การออกเดินทางแต่ละครั้งแทบไม่ต่างจากการก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในประตูยมโลก
หลินกุ่ยตบตัวเจ้ากรีนเฒ่าที่อยู่ใต้ร่าง กิ้งก่ายักษ์ก็เร่งฝีเท้าตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
เขาหันกลับไปมองเงาร่างของนครนิวคอนเวแนนต์ที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะหันหน้ากลับอย่างเด็ดเดี่ยว
มุ่งสู่ดินแดนรกร้างอันไม่รู้จัก ซึ่งถูกม่านสนธยาปกคลุม
จดหมาย 679 ฉบับในกระเป๋าเป้หนักอึ้ง ไม่เพียงกดทับแผ่นหลังของเขา แต่ยังถ่วงหัวใจของเขาไว้ด้วย
จดหมายแต่ละฉบับคือความหวังที่รอให้ส่งถึงปลายทาง และเป็นโอกาสที่ครอบครัวแตกสลายจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
“เอาละ เริ่มทำงานกันเถอะ” เขาพึมพำเบา ๆ แววตาคมกริบขึ้น “จุดหมายแรก ป่ามืด”
